มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน ในฐานะหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มพันธมิตร C9 แห่งประเทศจีน ระดับการศึกษาและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์นั้นจัดอยู่ในกลุ่มแนวหน้าของประเทศอย่างแท้จริง ห้องปฏิบัติการที่ล้ำสมัยและบุคลากรด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ ย่อมมีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
อย่างเช่น ฟิสิกส์อะตอมเย็น อย่างเช่น ห้องปฏิบัติการสื่อสารควอนตัมที่นำโดยพานซ่วย หนุ่มหล่ออันดับหนึ่งของเคอตา และอย่างเช่น...
ชีวการแพทย์
อาคารศูนย์การแพทย์ โซนกลางของเคอตา
แม้ว่าเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เคอตาได้ย้ายคณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพไปยังโซนตะวันตก อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องต่างๆ ถึงขั้นทำให้เครื่องเร่งอนุภาคในโซนตะวันตกต้องขยับที่ทางเล็กน้อย
แต่หากพูดถึงรากฐานด้านการวิจัยและพัฒนา ศูนย์การแพทย์ในโซนกลางก็ยังคงแข็งแกร่งกว่าโซนตะวันตกอยู่บ้าง
อาคารศูนย์การแพทย์ตั้งอยู่ติดกับอาคารหมายเลขแปด ข้างอาคารหมายเลขแปดมีร้านอาหารเสฉวนเจ้าเก่าอยู่แห่งหนึ่ง เมนูเลือดเป็ดต้มหมาล่าของที่นั่นเรียกได้ว่าเป็นสุดยอดของเคอตา แถมราคายังเป็นมิตร ธุรกิจจึงคึกคักเป็นอย่างมาก
ถัดไปด้านหลังคือโรงแรมสุ่ยมู่ ทุกๆ วันหยุดสุดสัปดาห์มักจะมีคู่รักวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง... อะแฮ่ม พูดมากไปแล้วๆ
ศูนย์การแพทย์แห่งเคอตาเป็นอาคารวิจัยเดี่ยวที่มีภายนอกเป็นสีส้มอมน้ำตาล ว่ากันว่าตลอดเวลามักจะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ซ่อนตัวอยู่รอบๆ ราวกับพวกเวียดกง ไม่แน่ว่าต้นไม้บางต้นหรือถังขยะบางใบอาจจะเป็นคนจริงๆ คอสเพลย์มาก็ได้ แต่น่าเสียดายที่ดูเหมือนจะไม่เคยมีใครเคยเห็นจริงๆ เลย
หลังจากเข้าไปในประตูใหญ่ สวีหยุนก็เดินไปที่แผนกต้อนรับด้วยตัวเอง
"สวัสดีครับ รหัสผู้มาเยือน USTCXXXX..."
วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ คนที่เข้าเวรอยู่ที่แผนกต้อนรับคือรุ่นน้องผู้หญิงจากแผนกนักศึกษาทำงานพาร์ทไทม์ เธอตัวไม่สูงแต่หน้าตาหวานมาก สวมแว่นตา ดูเป็นเด็กผู้หญิงที่เงียบๆ และขี้อายคนหนึ่ง
เธอพิมพ์บนแป้นพิมพ์อย่างคล่องแคล่วดังก๊อกแก๊กสองสามครั้ง จากนั้นก็สแกนใบหน้าของสวีหยุน
"ยืนยันตัวตนผ่านแล้วค่ะ รบกวนรุ่นพี่ช่วยบอกจุดประสงค์การมาเยือนสั้นๆ หน่อยนะคะ ทางนี้ต้องบันทึกรายงานไว้ค่ะ"
"ห้องปฏิบัติการวิจัยภูมิคุ้มกันวิทยาชั้นสี่ครับ มาหาคณบดีเถียนมีธุระนิดหน่อย"
"โอจี... อะแฮ่ม โอเคค่ะ รุ่นพี่ขึ้นไปได้เลยค่ะ"
"...ขอบคุณครับ"
หลังจากรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องเสร็จสิ้น สวีหยุนก็เดินไปที่หน้าลิฟต์แล้วกดชั้น 4
ลิฟต์ค่อยๆ เลื่อนขึ้นไป ไม่นานก็ไปหยุดที่ชั้นสี่
หลังจากออกจากลิฟต์ สวีหยุนก็เดินไปทางซ้ายประมาณสิบกว่าเมตร มาถึงหน้าห้องทำงานแห่งหนึ่ง แล้วยกมือขึ้น
ก๊อก ๆ ๆ —
ไม่ถึงอึดใจ ก็มีเสียงผู้ชายดังมาจากข้างใน
"เชิญครับ"
สวีหยุนผลักประตูเข้าไปตามเสียง
นี่เป็นห้องทำงานที่ไม่ใหญ่มากนัก มีพื้นที่เพียงยี่สิบตารางเมตรเศษๆ
ตรงข้ามทางเข้ามีโต๊ะทำงานตัวหนึ่ง ด้านข้างเป็นชั้นหนังสือเรียงราย ด้านซ้ายมือของทางเข้ามีโซฟารูปตัวแอลตัวเล็กๆ กับชุดโต๊ะน้ำชา จัดเป็นพื้นที่รับแขกขนาดเล็ก
เวลานี้ที่โต๊ะทำงานมีชายชราหน้าตาราวๆ ห้าสิบกว่าปีนั่งอยู่ เขาใบหน้ากลม ผมสั้น ดูท่าทางใจดีมาก
บุคคลผู้นี้คือคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพแห่งเคอตา นักวิชาการเถียนเหลียงเหว่ย หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการร้อยคน และเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาระดับปริญญาเอกของสวีหยุนด้วย
พานซ่วยแห่งฟิสิกส์ เทพบุตรเถียนแห่งชีววิทยา นี่คือองค์ประกอบอาจารย์ที่ปรึกษาอันสมบูรณ์แบบที่สวีหยุนใช้ความพยายามอย่างมากในการศึกษาเพื่อคว้าปริญญามา
มีความสามารถ ยินดีสนับสนุนคนรุ่นหลัง และไม่แย่งความดีความชอบ อาจารย์ที่ปรึกษาแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ เลยจริงๆ
แน่นอนว่า
ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษากับนักศึกษาหลายครั้งก็เป็นแบบสองทาง นักศึกษาปรารถนาอาจารย์ที่ปรึกษาที่ดี อาจารย์ที่ปรึกษาเองก็หวังว่าจะได้รับนักศึกษาที่ดีเช่นกัน
และเห็นได้ชัดว่าสวีหยุนก็คือคนหลังที่ตรงตามเงื่อนไข ดังนั้นเมื่อเห็นสวีหยุนเดินเข้ามา ใบหน้ากลมๆ ที่ดูใจดีอยู่แล้วของเถียนเหลียงเหว่ยก็ยิ่งดูอ่อนโยนขึ้นไปอีก
"เสี่ยวสวี ไม่ไปเตรียมตัวสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเธอให้ดีๆ วิ่งมาหาฉันที่นี่ทำไมล่ะ? คงไม่ได้เตรียมจะมาสืบว่ากรรมการจากมหาวิทยาลัยอื่นเป็นใคร แล้วกะจะใช้เส้นสายหรอกนะ?"
นักศึกษาที่เคยเข้าร่วมการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกน่าจะรู้ดีว่า โดยทั่วไปกรรมการประเมินการสอบป้องกันจะมี 5-6 คน ในจำนวนนี้อย่างน้อยสองคนต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานนอกมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นด่านที่ผ่านได้ค่อนข้างยากในการสอบป้องกัน
ดังนั้นนักศึกษาปริญญาเอกหลายคนจึงมักจะไปสืบดูตัวตนของคณะกรรมการประเมินก่อนการสอบป้องกัน เพื่อเตรียมแผนการตอบคำถามให้มีแนวโน้มไปในทิศทางนั้นๆ ซึ่งเรื่องนี้พบเห็นได้บ่อยกว่าในต่างประเทศ
ทว่าคำพูดเหล่านี้ของเถียนเหลียงเหว่ยเป็นเพียงการล้อเล่นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยความสามารถของสวีหยุนแล้ว การสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกไม่มีความจำเป็นต้องใช้วิธีนอกระบบแบบนี้เลย
สวีหยุนเดินไปที่โต๊ะหนังสือ รินน้ำให้เถียนเหลียงเหว่ยและตัวเองคนละแก้วอย่างคุ้นเคย แล้วดื่มรวดเดียวจนหมดแก้วดังอึกๆ
"อาจารย์ก็พูดล้อเล่นไป นักศึกษาอย่างผมจะห่วงใยสุขภาพของอาจารย์ ยอมสละเวลาซุกตัวในผ้าห่มช่วงสุดสัปดาห์มาเยี่ยมอาจารย์บ้างไม่ได้เลยหรือครับ?"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เถียนเหลียงเหว่ยก็ประสานมือทั้งสองข้างยกขึ้นเหนือหน้าผากแล้วแกว่งไปมาราวกับกำลังไหว้เจ้าอย่างเกินจริง
"โอ้โหๆ ขอร้องล่ะๆ เทพสวีเอ่ยปากทั้งที คนธรรมดาอย่างฉันจะกล้าไม่เชื่อได้ยังไงล่ะ?"
จากนั้นเขาก็พยักพเยิดคางไปทางนอกหน้าต่าง ทำท่าทางเหมือนคนอาบน้ำร้อนมาก่อน
"อีกอย่าง อาจารย์ขอแนะนำเธอหน่อยนะ คราวหน้าก่อนจะมาหา สามารถแวะไปร้านผลไม้ชั้นล่างซื้อแก้วมังกรหั่นชิ้นกล่องละสี่หยวนมาสักกล่อง พอพูดแบบนี้รับรองว่าจะดูน่าเชื่อถือขึ้นเป็นกอง อ้อ ต้องเป็นแก้วมังกรเนื้อขาวนะ เนื้อแดงมันพวกนอกรีต"
สวีหยุนโพล่งออกมาโดยไม่ต้องคิด
"เบิกเป็นค่าใช้จ่ายในการทดลองได้ไหมครับ? ถ้าได้คราวหน้าผมจะซื้อมาเผื่อสักสองกล่อง"
เถียนเหลียงเหว่ย "..."
จากนั้นเขาก็กระแอมเบาๆ ไม่พูดล้อเล่นกับสวีหยุนอีก แล้วถามขึ้น
"เอาล่ะ เข้าเรื่องกันเถอะ วันนี้วิ่งมาหาฉันทำไม?"
เมื่อเห็นเถียนเหลียงเหว่ยเริ่มจริงจัง สีหน้าของสวีหยุนก็เคร่งขรึมขึ้นและหยิบยกเรื่องสำคัญขึ้นมาพูด
"อาจารย์ครับ เมื่อวานตอนเขียนวิทยานิพนธ์ จู่ๆ ผมก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เลยใช้เวลาทั้งคืนลองคำนวณและอนุมานดูคร่าวๆ รู้สึกว่ามันน่าจะมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง วันนี้เลยมาขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ครับ"
"หืม? เรื่องอะไรล่ะ?"
"อาจารย์รู้จักอิมิดาคลอพริดไหมครับ?"
"อิมิดาคลอพริด?"
เถียนเหลียงเหว่ยพยักหน้า แม้ว่าความเชี่ยวชาญหลักของเขาคือเรื่องภูมิคุ้มกันและโรคเรื้อรัง แต่ในฐานะที่เป็นหนึ่งในนักวิชาการของสถาบันวิศวกรรมแห่งประเทศจีน เขาย่อมไม่แปลกหน้ากับอิมิดาคลอพริดซึ่งเป็นยาฆ่าแมลงประเภทออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทที่ถือกำเนิดมานานกว่าสามสิบปีนี้เลย
"ยาฆ่าแมลงกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์รุ่นแรกสินะ ตอนนี้มีการพัฒนาปรับปรุงไปจนถึงรุ่นที่สามแล้ว ช่วงหลายปีมานี้คุณสมบัติการออกฤทธิ์กว้างของมันก็ค่อยๆ ลดลง จนถึงขั้นเริ่มล้าหลังไปบ้างแล้ว ทำไมล่ะ เธอมีความคิดอะไรหรือ?"
สวีหยุนไม่ได้ตอบคำถามเขาโดยตรง แต่ถามต่อไปว่า
"อาจารย์ครับ อาจารย์คิดว่าอิมิดาคลอพริดยังมีอนาคตในการวิจัยอีกไหมครับ?"
"เรื่องนี้พูดยากนะ สถาบันส่วนใหญ่ทั้งในและต่างประเทศก็กำลังง่วนอยู่กับเจ้านี่ แต่ความคืบหน้าก็เป็นไปอย่างเชื่องช้ามาก"
เถียนเหลียงเหว่ยส่ายหน้า ชี้นิ้วชี้ลงไปที่พื้น
"อย่างเช่นห้องปฏิบัติการช่วงจื้อที่ชั้นสามของเราก็วิจัยปัญหาประเภทนี้มาตลอด แต่ตอนนี้แทบจะไม่มีข่าวคราวอะไรเลย นอกเสียจากว่าอิมิดาคลอพริดจะได้รับการพัฒนาไปจนถึงรุ่นที่สี่ได้ มิฉะนั้นตลาดในตอนนี้ก็รังแต่จะหดตัวเล็กลงเรื่อยๆ"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เถียนเหลียงเหว่ยที่พอจะรู้จักสวีหยุนดีก็เริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่างเลือนราง จึงถามขึ้นว่า
"เสี่ยวสวี หรือว่าเธอมีแนวคิดอะไรสำหรับทิศทางใหม่ของอิมิดาคลอพริดงั้นหรือ?"
สวีหยุนพยักหน้า หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขาคัดลอกและสรุปเอาไว้เองออกมาจากตัว
"เป็นความคิดตื้นๆ นิดหน่อยครับ อาจารย์ ลองดูนี่สิครับ"
เถียนเหลียงเหว่ยรับกระดาษไป คลี่ออกแล้วสะบัดเบาๆ มือขวาหยิบแว่นสายตายาวขึ้นมาจากโต๊ะ แล้วเริ่มอ่านอย่างตั้งใจ
ผ่านไปครู่หนึ่ง รูม่านตาของเขาก็หดเล็กลงเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสวีหยุนอย่างฉับพลัน
"ฟีโรโมน?"
.......
หมายเหตุ:
มีผู้อ่านกังวลว่าสูตรโครงสร้างทางเคมีในบทที่แล้วจะหลุดสปอยล์อะไรหรือเปล่า ดังนั้นขอชี้แจงตรงนี้เลยว่า ถือซะว่าเป็นอีสเตอร์เอ้กก็แล้วกัน ความจริงแล้วนั่นคือสูตรโครงสร้างของยาช่วยย่อยอาหาร... แต่ถูกดัดแปลงไปนิดหน่อย
อีกอย่าง ลองตรวจดูแล้ว อาการต่อมทอนซิลอักเสบเกิดจากอาการร้อนใน