การแข่งขันในตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้านั้นโหดร้ายมาก
การห้ำหั่นในตลาดเทียบได้กับสงครามอันดุเดือด
ผู้แพ้ล้มลงและต้องออกจากการแข่งขัน ส่วนผู้ชนะหลังจากกัดกินจนอิ่มหนำแล้ว ก็จะเหยียบย่ำกองกระดูกปีนป่ายขึ้นไปสู่จุดสูงสุด
เนี่ยเสี่ยวผิงคงเป็นหนึ่งในผู้แพ้ของตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
เขาเข้ามาในวงการนี้ช่วงปลายปี 2007 อาศัยความเลือดร้อนก่อตั้งแบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าชื่อว่า 【หงเวย】
ตอนที่เพิ่งก่อตั้งแบรนด์ ประจวบเหมาะกับได้รับผลพลอยได้จากยุคสมัย ทำให้เขาทำเงินได้หลายล้าน หลังจากได้เงินมาหลายล้าน เขาก็รู้สึกว่าตัวเองมองเห็นอนาคตของตลาด จึงกู้เงินมาอีกหลายล้านเพื่อสร้างโรงงานสาขาในเมืองไท่ กะจะลับมีดให้คมแล้วลงมือทำกำไรก้อนโต...
จากนั้น...
วิกฤตการเงินก็มาเยือน
วิกฤตการเงินทำให้ต้นทุนวัตถุดิบในตลาดพุ่งสูงขึ้นหลายเท่า เมื่อพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าแล้ว ก็ส่งผลให้ต้นทุนการขายของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของ 【เวยเหนิง】 ที่ราคาพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัว!
จากนั้น...
รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 【หงเวย】 ที่เดิมทีถือว่าขายดีก็กลับขายไม่ออกขึ้นมาดื้อๆ
ในเมืองใหญ่ แบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นเก๋าอย่าง 【หยวนเหนิง】 【ลวี่หม่า】 และ 【ซินสือไต้】 อาศัยทุนที่สะสมมาในช่วงแรก จู่ๆ ก็เปิดฉากทำสงครามราคาในสมรภูมิครั้งนี้
มาตรการส่งเสริมการขายและตอบแทนลูกค้าเก่าสารพัดรูปแบบผุดขึ้นมาไม่ขาดสาย...
สงครามราคาที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้แบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าต้นทุนต่ำบางรายไม่สามารถแย่งชิงความได้เปรียบใดๆ ได้เลย พื้นที่เอาชีวิตรอดของ 【หงเวย】 ยิ่งถูกบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก
หลังจากผ่านสงครามราคามาหลายระลอก รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นเก๋าอย่าง 【หยวนเหนิง】 【ลวี่หม่า】 และ 【ซินสือไต้】 กลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ตรงกันข้าม รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่าง 【หงเวย】 ของพวกเขากลับต้องเผชิญกับเคราะห์ร้ายกะทันหัน ท้ายที่สุดนอกจากจะขาดทุนย่อยยับแล้ว ตลาดของตัวแทนจำหน่ายยังถูกแย่งชิงไปกว่าครึ่ง...
แบรนด์ใหญ่สามารถอาศัยสงครามราคาเพื่อแย่งชิงตลาดได้ พวกเขามีปริมาณการผลิตสูง จึงสามารถต่อรองราคากับ "โรงงานผลิตแบตเตอรี่" ได้ แต่แบรนด์เล็กกลับไม่มีสิทธิ์นั้น
ทว่าหากไม่ร่วมวงสงครามราคา ยอดขายก็มีแต่จะหยุดชะงัก และต้นทุนการดำเนินงานก็จะทำให้คุณตายสนิท
หลังผ่านปี 2009 ไป
วัตถุดิบในการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ายังคงปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่สงครามราคาครั้งนี้กลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง แทบทุกวันจะเห็นโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าบางแห่งถูกกดดันจนทนไม่ไหวและต้องปิดตัวไป
ช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม ส่วนแบ่งการตลาดแทบจะถูกแบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่าง 【หยวนเหนิง】 【ลวี่หม่า】 และ 【ซินสือไต้】 กลืนกินไปจนหมดสิ้น!
เนี่ยเสี่ยวผิงถูกบีบจนไร้ทางเลือก จำต้องถอนตัวออกจากตลาดใหญ่ แล้วย้ายจุดศูนย์ถ่วงทางยุทธศาสตร์ไปยังระดับเมือง เขต และอำเภอ...
เขานึกถึงเค้กชิ้นนี้ได้
รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นเก๋าเหล่านั้นก็ย่อมนึกถึงเค้กชิ้นนี้ได้เช่นกัน!
เขาตรวจสอบข้อมูลชุดหนึ่ง และพบด้วยความสิ้นหวังว่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นเก๋าเหล่านี้ ดูเหมือนจะเบนสายตาทางยุทธศาสตร์ไปยังชนบทด้วย เพียงไม่กี่เดือน แบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเหล่านี้ก็เปิดจุดตัวแทนจำหน่ายตามตำบลและหมู่บ้านต่างๆ อย่างเนืองแน่น...
รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 【หงเวย】 ของพวกเขาก้าวช้าไปอีกก้าว แทบจะหาทางออกเพื่อฝ่าวงล้อมไม่เจอ ดูเหมือนว่าหนทางที่รออยู่เบื้องหน้าจะมีเพียงทางตันเท่านั้น
เมื่อวานนี้...
แผนกการตลาดของพวกเขาเปิดการประชุมสั้นๆ ขึ้น
หลังเลิกประชุม เนี่ยเสี่ยวผิงถอนหายใจและจุดบุหรี่สูบมวนหนึ่ง
บัดซบเอ๊ย!
รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 【หงเวย】 ยังต้องลดราคาลงอีก...
นี่มันกะจะปอกลอกกันให้หมดตัวเลยหรือไง!
ระหว่างที่เขากำลังพูดไม่ออก เขาก็เห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่งมาหาถึงที่
ชายวัยกลางคนแนะนำตัวว่าเป็นอาจารย์จากเยียนสือฮั่ว พวกเขาได้วิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ขึ้นมาแบบหนึ่ง ซึ่งปลอดภัยและใช้งานได้ยาวนานกว่าของ 【เวยเหนิง】...
ตอนแรกเนี่ยเสี่ยวผิงฟังแล้วก็รู้สึกหวั่นไหว แต่เมื่อเห็นราคา เนี่ยเสี่ยวผิงก็เงียบไปในทันที
ราคาของแบตเตอรี่รุ่นนี้ ดันแพงกว่าของ 【เวยเหนิง】 เสียอีก!
แล้วจะคุยหาพระแสงอะไร!
ตอนนี้มันใช่ปัญหาเรื่องความทนทานหรือความปลอดภัยของแบตเตอรี่เสียที่ไหนล่ะ?
ตอนนี้มันเป็นปัญหาเรื่องราคาโว้ย!
ใช้แบตเตอรี่โนเนมของคุณ แถมราคายังแพงขึ้นไปอีก นี่มันกะจะส่งฉันไปตายชัดๆ ไม่ใช่หรือไง?
การพูดคุยเมื่อวานจึงจบลงอย่างไม่สวยงามนัก...
ไม่นึกเลยว่าเช้าวันนี้ อาจารย์คนนั้นจะมาอีกแล้ว!
"คุณเนี่ย วันนี้คุณพอจะมีเวลาว่างไหมครับ?"
"อาจารย์ทัง มีอะไรหรือเปล่าครับ?"
"ผมอยากให้คุณเจียดเวลาสักครึ่งวัน ไปเข้าร่วมการประชุม... คนในที่ประชุมมีไม่เยอะหรอกครับ น่าจะประมาณห้าแบรนด์..."
"อาจารย์ทัง ผมรู้ว่าแบตเตอรี่ของคุณยอดเยี่ยม แต่เมื่อวานผมก็บอกคุณไปแล้ว ว่านี่มันไม่ใช่เรื่องที่ว่าแบตเตอรี่ยอดเยี่ยมหรือไม่ แต่มันเป็นเรื่องของราคา ผมแทบจะอดตายอยู่แล้ว คุณจะมาคาดหวังให้คนที่ใกล้จะอดตายอย่างผม ควักเงินไปอุดหนุนคุณอีกหรือครับ?"
เนี่ยเสี่ยวผิงรู้สึกว่าตัวเองพูดไปอย่างชัดเจนทะลุปรุโปร่งแล้ว แต่อาจารย์ที่ชื่อทังอู่คนนี้กลับราวกับฟังไม่เข้าใจ ยังคงพูดจาหว่านล้อมต่างๆ นานา
เนี่ยเสี่ยวผิงรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็พยักหน้า
ช่างเถอะ ตอนบ่ายลองไปดูที่เยียนสือฮั่วหน่อยก็แล้วกัน
…………………………
ช่วงบ่าย
ในห้องทำงานของศูนย์ฝึกปฏิบัติงานเยียนสือฮั่วนั้นอึกทึกวุ่นวายมาก
เสียงจอแจดังหนวกหูจนเนี่ยเสี่ยวผิงรู้สึกหงุดหงิด ความรู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออกตีตื้นขึ้นมาในใจ
เขามองไปรอบๆ
ในห้องทำงานมีแบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าห้าแบรนด์ ล้วนเป็นเพื่อนร่วมวงการที่เริ่มต้นในยุคเดียวกันหรือเริ่มช้ากว่าเล็กน้อย
แบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เริ่มต้นในช่วงเวลานี้ ล้วนเป็นพวกโชคร้ายทั้งสิ้น สถานการณ์ล้วนน่าเวทนา ไม่สินค้าค้างสต็อกจนใกล้จะล้มละลาย ก็ถูกปู้ยี่ปู้ยำจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ต้องดิ้นรนเฮือกสุดท้าย
"บัดซบเอ๊ย พวกแบรนด์ใหญ่พวกนี้มันไม่ใช่คนจริงๆ แย่งกันไปแย่งกันมา จนพวกเราจะสูญพันธุ์อยู่แล้ว!"
"รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 【ลวี่หม่า】 มันเป็นแบรนด์ร่วมทุนของญี่ปุ่น พวกเขามีช่องทาง มีทุน มีการสนับสนุน ส่วนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเล็กๆ อย่างพวกเรา ไม่มีใครมาเหลียวแล ได้แต่ปล่อยให้ตายไปเอง"
"เฮ้อ ตอนนี้ฉันเสียใจแทบตาย รู้งี้แต่แรกไม่น่ามาลงทุนทำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเลย ตอนนี้ติดหล่มไปไหนไม่ได้แล้ว..."
"แบบนี้ถือเป็นการผูกขาดทางการค้าหรือเปล่า?"
"ฉันไปถามเบื้องบนมาแล้ว การผูกขาดทางการค้าคือการที่แบรนด์เดียวผูกขาดตลาด ตอนนี้ในตลาดมีแบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าใหญ่ๆ ตั้งเยอะแยะ พวกเขาก็ระบุไม่ได้หรอกว่าเป็นการผูกขาดหรือเปล่า..."
"เวรเอ๊ย!"
ภายในห้องทำงาน
ควันบุหรี่ลอยคลุ้ง
เหล่าเถ้าแก่แต่ละคนนั่งระบายความขมขื่นกันยกใหญ่
ระหว่างนั้นก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคำพูดระคายหูหลุดออกมาบ้าง ถึงขั้นมีเถ้าแก่คนหนึ่งยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ทุบโต๊ะดังปัง จนโต๊ะที่เดิมทีคุณภาพก็ไม่ได้ดีอยู่แล้วเกิดรอยร้าวขึ้นมา
ในใจของทังอู่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
เมื่อมองไปรอบๆ พ่อค้าที่นั่งไขว่ห้าง สูบบุหรี่ และเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดเหล่านี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับฝูงชนที่ไร้ระเบียบ
หากเป็นเมื่อหลายปีก่อน คนพวกนี้เขาแทบจะไม่ชายตามองด้วยซ้ำ แค่เข้าใกล้ก็รู้สึกเสียเกรดแล้ว
แต่ในเวลานี้ เขายังคงเผยรอยยิ้ม และนั่งรออยู่ที่ที่นั่งด้านข้างอย่างอดทน
เขาที่เคยล้มเหลวในการทำธุรกิจและผ่านความยากลำบากมานับครั้งไม่ถ้วน รู้จักที่จะก้มหัวแล้ว
เขามองดูประตูห้องทำงานที่อยู่ไกลออกไป
ทำไมยังไม่มาอีก?
เขามองดูเวลา...
จางเซิ่งยังไม่มา!
ในใจจึงอดไม่ได้ที่จะร้อนรนขึ้นมา
ในขณะที่สภาพจิตใจถูกทรมานจนแทบจะฝืนยิ้มไว้ไม่อยู่ ประตูก็เปิดออกในที่สุด
จางเซิ่งเดินเข้ามา
แต่บนใบหน้าของจางเซิ่งกลับไม่มีรอยยิ้ม เขาเพียงกวาดตามองเถ้าแก่ทุกคนแวบหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ นั่งลงที่ตำแหน่งประธาน
พวกเถ้าแก่มองเขาแวบหนึ่งโดยไม่ได้สนใจอะไร แล้วก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใครจะคุยก็คุย ใครจะพล่ามก็พล่ามต่อไป...
จางเซิ่งก็ไม่สนใจเช่นกัน เพียงแค่นั่งอยู่กับที่และเล่นคอมพิวเตอร์ของตัวเองไป
ทังอู่รู้สึกพูดไม่ออกเล็กน้อย จึงกระซิบที่ข้างหูเขาไม่กี่ประโยค ส่วนจางเซิ่งส่ายหน้า
"ไม่ต้องรีบ รอให้พวกเขาคุยกันเสร็จก่อนแล้วค่อยว่ากัน..."
ทังอู่สูดลมหายใจเข้าลึก "งั้นผมไปก่อนนะ?"
"ไปเถอะ คุณไปทำธุระก่อนเลย"
"ตกลง!"
ทังอู่ทนสภาพแวดล้อมแบบนี้ไม่ไหวจริงๆ จากนั้นจึงเดินออกจากห้องทำงาน แล้วมาสูดอากาศที่ห้องฝึกปฏิบัติงานซึ่งอยู่ข้างๆ
ผ่านไปประมาณสิบกว่านาที
ทังอู่ก็เห็นประตูห้องทำงานเปิดออก
จากนั้นเถ้าแก่สองคนก็เดินสบถด่าออกมา
"ตัวอะไรวะเนี่ย!"
"พวกเรารออยู่ที่นี่ตั้งนาน อาศัยแค่ประโยคเดียวก็จะให้พวกเราร่วมมือด้วย?"
"ประสาทหรือเปล่า อะไรคือคนที่อยากรวยให้ร่วมมือกับฉัน ส่วนคนที่ไม่อยากก็ไปได้เลย นี่มันคนบ้าชัดๆ?"
"เวรเอ๊ย เสียเวลาไปตั้งครึ่งบ่าย!"
"..."
พอเถ้าแก่พวกนี้เห็นทังอู่ ก็ยิ่งสบถด่าหนักขึ้นไปอีก
มุมปากของทังอู่กระตุกเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร และไม่ได้เอ่ยปากรั้ง ปล่อยให้เถ้าแก่สองคนนั้นสบถด่าเดินจากไป
เถ้าแก่สองคนที่ออกมานี้ ความจริงตั้งแต่เดินเข้าห้องทำงานมา เขาก็รู้สึกขัดหูขัดตาอยู่แล้ว
รอจนเถ้าแก่สองคนนั้นจากไป ทังอู่ก็เดินเข้าไปในห้องทำงาน
ภายในห้องทำงานที่เมื่อครู่ยังส่งเสียงเอะอะโวยวาย ตอนนี้กลับดูเงียบสงบเป็นพิเศษ
จางเซิ่งนั่งอยู่บนตำแหน่งประธานด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก "ยังมีใครจะไปอีกไหมครับ? ถ้าจะไปก็รีบไปเสียแต่ตอนนี้..."
น้ำเสียงของเขาไม่ได้หนักแน่นอะไรนัก แต่กลับเต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม ถึงขั้นที่ทังอู่ฟังแล้วยังรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
จางเซิ่งยังคงกวาดตามองเถ้าแก่แต่ละคนด้วยใบหน้าเรียบเฉย เมื่อเห็นว่าไม่มีเถ้าแก่คนไหนต้องการจะไปแล้ว เขาก็พยักหน้า
"ที่เชิญทุกท่านมาในวันนี้ ไม่ใช่ว่าผมต้องการขอร้องให้ทุกท่านมาร่วมมือกัน แต่เพื่อช่วยให้ทุกท่านหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่ยากลำบากในปัจจุบัน ผมรู้ว่าทุกท่านต่อต้านและรังเกียจคำพูดของผม รู้สึกว่าผมคุยโวโอ้อวดเกินไป แต่ในเมื่อทุกท่านทนฟังคำคุยโวของผมแล้วนั่งอยู่ตรงนี้ได้ ไม่ว่าจะมาเพื่อดูเรื่องสนุกหรือมาเพื่อดูเรื่องตลกของผม หรืออาจจะอยากรอให้ผมพูดจบแล้วค่อยโต้แย้ง สรุปก็คือ ผมขอ 'แสดงความยินดี' กับทุกท่านด้วย ที่พวกคุณอยู่ฟังผมพูดสักสองสามประโยคถือว่าคิดถูกแล้ว!"
"..."
"ผมรับรู้ถึงทุกความยากลำบากของทุกท่าน และรับรู้ถึงจุดบอดและความวิตกกังวลของทุกท่าน ภายใต้สภาพแวดล้อมโดยรวม สิ่งที่เราจะต้องคุยกันก็คือโอกาสของยุคสมัยใหม่เสมอ โอกาสคืออะไร? ตรงนี้ ผมขอพูดถึงบริบทของยุคสมัยเราเสียก่อน รวมถึงเหตุผลว่าทำไมพวกเราถึงประสบกับความยากลำบากในการทำธุรกิจ..."
"..."
ทังอู่นั่งอยู่ที่นั่งของตน
ตอนแรกเขาฟังอย่างไม่เห็นด้วยนัก
แต่ต่อมา ยิ่งฟังไปฟังมา ไม่รู้ทำไมเขาถึงเริ่มมีสมาธิจดจ่อขึ้นมาได้
จางเซิ่งราวกับกำลังสอนหนังสือ อีกทั้งยังสอนอย่างมีอารมณ์ร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่เป็นเรื่องน่าเบื่อและทุกคนก็เข้าใจดีอยู่แล้ว เขากลับสามารถพูดออกมาให้ดูแปลกใหม่ และวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียจากอีกมุมมองหนึ่งได้
ภายในห้องทำงาน พวกเถ้าแก่ที่แต่เดิมไม่ค่อยใส่ใจก็เริ่มจริงจังขึ้นมาบ้างแล้ว
สีหน้าที่เดิมทีร้อนรนของเนี่ยเสี่ยวผิงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
จางเซิ่ง...
ดูเหมือนจะนำประสบการณ์การทำธุรกิจในอดีตของพวกเขา มาชำแหละและแจกแจงรายละเอียดในทุกๆ ขั้นตอน...
เขาฟังไปฟังมาก็คล้ายกับจะกระจ่างแจ้งขึ้นมาบ้าง คล้ายกับมีบางสิ่งที่ไม่อาจย่อยข้อมูลได้ทัน จนจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิดที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ทว่าก็อดไม่ได้ที่จะมองจางเซิ่งอย่างเคลือบแคลงใจ
คนคนนี้ดูไม่ค่อยเหมือนอาจารย์ในโรงเรียนสักเท่าไหร่...
เขายังเด็กเกินไป!
ความคิดที่แล่นผ่านเข้ามาวูบหนึ่งนี้เพิ่งจะปรากฏขึ้น ก็ถูกหัวข้อที่จางเซิ่งดึงขึ้นมาทำให้ต้องชะงักงันไปอีกครั้ง!
เขาไม่คุยเรื่องการทำธุรกิจอีกต่อไป และไม่คุยเรื่อง "ความสำเร็จ" อีกแล้ว
เขาเปิดโปรเจกเตอร์คอมพิวเตอร์ และนำนโยบายที่ทางการเพิ่งประกาศในวันนี้มาแสดงให้ทุกคนดูต่อหน้า
นโยบายที่เพิ่งประกาศในวันนี้ก็คือโครงการ "เครื่องใช้ไฟฟ้าลงชนบท" ซึ่งเป็นนโยบายกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ!
เนี่ยเสี่ยวผิงลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ!
"บอสจาง คุณสามารถรับการสนับสนุนจากทางการได้จริงๆ หรือครับ?"
"ตราบใดที่คุณภาพสินค้าของพวกคุณผ่านเกณฑ์ ผมก็ช่วยให้พวกคุณได้มันมา ไม่เพียงแต่ช่วยให้พวกคุณได้มาเท่านั้น แต่ผมยังช่วยพวกคุณแย่งชิงตลาดได้อีกด้วย..."
เนี่ยเสี่ยวผิงเห็นมุมปากของจางเซิ่งยกขึ้นเป็นเส้นโค้งบางๆ แล้วมองมาที่เขาอย่างจริงจัง







