ข้อดีที่สุดของการเป็นครูคือมีวันหยุดเยอะ สามารถหยุดได้ทั้งวันหยุดนักขัตฤกษ์ของประเทศและช่วงปิดเทอมฤดูร้อนฤดูหนาว
ช่วงวันชาติ เถาอวี้โม่หยุดยาว จึงวิ่งมาที่บ้านของหลินเฉาหยางเพื่อกินฟรีดื่มฟรี และถือโอกาสรับหน้าที่ดูแลเสี่ยวตงตงไปด้วย
หลังจากทำงานมาได้เดือนกว่า แก้มของเธอก็ตอบลงจนเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า
ตอนแรก เถาอวี้โม่ยังคงนั่งรถโรงเรียนไปกลับทุกวัน แต่ต่อมาทนได้ไม่ถึงอาทิตย์ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
มหาวิทยาลัยรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์วิทยาเขตไห่เตี้ยนห่างจากวิทยาเขตฉางผิงกว่าสี่สิบกิโลเมตร ทุกเช้าเธอต้องตื่นก่อนหกโมงเพื่อไปทำงาน และกลับถึงบ้านก็เกือบหนึ่งทุ่มแล้ว
หากเป็นนักศึกษาในยุคหลังคงจะเต็มใจยอมรับอย่างมีความสุข เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นงานที่ดีมาก
แต่นักศึกษาในยุคแปดสิบเคยเจอการปฏิบัติแบบนี้ที่ไหนกันล่ะ!
ด้วยความจนใจ วันธรรมดาที่ต้องทำงานเธอจึงทำได้เพียงพักอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย และกลับมาที่เยียนจิงเฉพาะช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น
"เฮ้อ! ที่ทำงานฝั่งฉางผิงไกลก็ช่างเถอะ แต่อาหารการกินก็แย่กว่าฝั่งไห่เตี้ยนตั้งเยอะ มิน่าล่ะครูโรงเรียนเราถึงไม่มีใครอยากไป เดือนกว่ามานี้ฉันหิวจนผอมไปหมดแล้วเนี่ย"
เถาอวี้โม่เคี้ยวข้าวแก้มตุ่ย แต่ก็ไม่ลืมที่จะบ่นเรื่องสวัสดิการของหน่วยงาน
เถาอวี้ซูผู้ทุ่มเทแข่งขันกับการทำงานมาทั้งชีวิต จะทนฟังคำพูดเหล่านี้ของเธอได้อย่างไร
"เธอคิดว่าไปทำงานคือไปหาความสุขหรือไง ความลำบากตรงหน้ามันก็แค่ชั่วคราว ตั้งใจทำงานต่างหากถึงจะถูก"
"ฉันบอกหรือไงว่าฉันไม่ตั้งใจทำงาน ตอนนี้กำลังพูดถึงปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อมในการทำงานต่างหาก!"
หลังจากทำงานมาหนึ่งเดือน ความกล้าของเถาอวี้โม่ก็เพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อนไม่น้อย เริ่มรู้จักเถียงพี่สาวแล้ว
"ขี้บ่นขนาดนี้ ทัศนคติในการทำงานจะดีไปได้แค่ไหนเชียว"
เถาอวี้ซูพูดประโยคเดียวก็แทงใจดำจนทำลายตรรกะอันมีช่องโหว่ของน้องสาว เถาอวี้โม่บ่นพึมพำอย่างไม่พอใจ "มีแต่พี่นั่นแหละที่รักและทุ่มเทให้งาน!"
อันที่จริงเถาอวี้ซูพูดไม่ผิด ในเรื่องการทำงานเธอไม่ค่อยกระตือรือร้นก้าวหน้าเท่าไหร่นัก
เธอและจาไห่เซิงเข้าทำงานที่มหาวิทยาลัยรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ และถูกส่งไปประจำที่วารสารมหาวิทยาลัยเหมือนกัน ทั้งสองคนต้องอยู่ที่นี่ให้ครบหนึ่งปีถึงจะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ
สมัยเรียนมัธยมปลายและมหาวิทยาลัย เถาอวี้โม่มีความสนใจในวรรณกรรม สาเหตุหลักเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากคนในครอบครัวและเพื่อนร่วมชั้น แต่ตอนนี้เมื่อเริ่มทำงานแล้ว งานอดิเรกกลับกลายมาเป็นงานประจำ เธอจึงไม่มีแรงผลักดันอะไรอีก
"รอให้ทนผ่านปีนี้ไปได้ ตอนได้บรรจุฉันจะยื่นเรื่องกับทางมหาวิทยาลัยขอย้ายกลับมาที่วิทยาเขตไห่เตี้ยน" เถาอวี้โม่เคี้ยวข้าวพลางพูดอย่างมุ่งมั่น
เถาอวี้ซูได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้า รู้สึกรังเกียจนิสัยรักสบายเกลียดความลำบากของน้องสาวอย่างยิ่ง
เถาอวี้โม่เห็นสีหน้าของเธอแล้วก็รู้สึกไม่พอใจ บ่นพึมพำว่า "พี่ยอดเยี่ยม! พี่ทำงานหนัก! แต่ที่ได้ดีก็เพราะพึ่งบารมีพี่เขยฉันไม่ใช่หรือไง"
เสียงที่เบาราวกับยุงบินดังเข้าหูเถาอวี้ซู ทำให้เธอตวัดสายตาเย็นชาใส่
"ถ้าเก่งนัก เธอก็ไปหาให้ได้สักคนสิ!"
เถาอวี้โม่หุบปากอย่างว่าง่าย แต่ในใจกลับเถียงกลับไป
(ฉันไม่เหมือนพี่หรอก ฉันหาเลี้ยงชีพด้วยความสามารถของตัวเอง!)
"เอ๊ะ พี่เขย ฉันได้ยินมาว่าตรงถนนฉงเหวินเหมินซีมีร้านอาหารฝรั่งเปิดใหม่ด้วยล่ะ" เถาอวี้โม่พูดกับหลินเฉาหยาง
เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ที่บ้านเลขที่ 2 ถนนฉงเหวินเหมินซีซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตรอกชุ่ยฮวา มีร้านอาหารฝรั่งเศสที่หน้าร้านดูไม่สะดุดตาเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ
ร้านอาหารที่มีชื่อว่า 'แม็กซิมส์' แห่งนี้เป็นการลงทุนก้อนแรกของปิแอร์ การ์แดงในประเทศจีน และยังเป็นร้านอาหารร่วมทุนระหว่างจีนกับต่างชาติแห่งแรกของประเทศจีน โดยฝ่ายร่วมทุนของจีนคือสำนักงานบริการที่สองของเมืองเยียนจิง
หลินเฉาหยางที่กำลังพลิกหน้าหนังสือพิมพ์อยู่มีสีหน้าธรรมดา "ร้านอาหารฝรั่งมีอะไรแปลกใหม่กัน เธอไม่ใช่ว่าไม่เคยกินเสียหน่อย"
"ของเขาเป็นร้านอาหารฝรั่งเศสขนานแท้เลยนะ ชื่ออะไรนะ อ้อ ใช่ แม็กซิมส์
พวกเหล่าโม่นั่นมันอาหารรัสเซียทั้งนั้น นับว่าเป็นอาหารฝรั่งขนานแท้ไม่ได้หรอก"
ความประทับใจเกี่ยวกับอาหารฝรั่งของคนรุ่นเถาอวี้โม่โดยพื้นฐานแล้วยังคงหยุดอยู่ที่ร้านอาหารรัสเซียไม่กี่แห่ง เช่น ภัตตาคารมอสโก โรงแรมสันติภาพ และร้านต้าตี้
การได้ไปกินอาหารรัสเซียที่เหล่าโม่หรือโรงแรมสันติภาพในอดีตย่อมเป็นเรื่องที่ดูมีหน้ามีตามาก แต่หลังจากที่แม็กซิมส์ปรากฏตัวขึ้น ระดับความหรูหราของร้านอาหารรัสเซียเหล่านี้ก็ลดฮวบลงทันที
หลินเฉาหยางปรายตามองเธอแวบหนึ่ง แค่น้องภรรยาอ้าปากเขาก็เห็นลิ้นไก่ รู้ทันทีว่าเธอคิดจะทำอะไร จึงไม่ได้พูดอะไรออกไป
แต่เถาอวี้โม่กลับพูดต่อ "อีกสองเดือน หลานชายคนโตของฉันก็จะอายุครบหนึ่งขวบแล้ว ต้องฉลองกันให้ดีๆ สักหน่อยถึงจะถูก"
"แม็กซิมส์ราคาเฉลี่ยต่อหัวตั้งร้อยสองร้อยหยวน เธอช่างเลือกสถานที่เก่งจริงๆ นะ"
เมื่อเห็นว่าความในใจถูกจับได้ เถาอวี้โม่ก็หัวเราะแหะๆ ออกมาสองเสียง "ฉันก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้นแหละ"
"พูดเรื่อยเปื่อยได้ยังไงล่ะ ต้องไปกินสักมื้อสิ"
คำพูดของหลินเฉาหยางทำให้ดวงตาของเถาอวี้โม่เป็นประกาย เธอเพิ่งจะอ้าปากพูดว่า "พี่เขยปราดเปรื่อง" ก็ได้ยินหลินเฉาหยางพูดขึ้นว่า "วันหลังรอให้เธอหาเงินได้แล้ว ต้องเลี้ยงฉันกับพี่สาวเธอสักมื้อนะ อ้อ ใช่ แล้วก็หลานชายคนโตของเธอด้วย!"
สีหน้าของเถาอวี้โม่สลดลงทันที เธอพูดอ้อมแอ้มว่า "เงินเดือน...เงินเดือนอันน้อยนิดของฉันมันจะได้สักเท่าไหร่กันเชียว!"
เถาอวี้ซูมองเธออย่างเยาะเย้ย "ให้เธอได้สัมผัสความรู้สึกของการถูกกินฟรีดื่มฟรีบ้างไง!"
"ฮึ!" เมื่อถูกพี่สาวและพี่เขยร่วมมือกันเล่นงาน เถาอวี้โม่ก็แค่นเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ
หลังช่วงวันชาติ หลินเฉาหยางได้รับจดหมายและหนังสือตัวอย่างสองสามเล่มที่หลี่ซื่อเฟยส่งมาจากกว่างโจว
เมื่อสองเดือนก่อนหลี่ซื่อเฟยมาที่เยียนจิงเพื่อปรึกษาหารือกับหลินเฉาหยางเรื่องการตีพิมพ์ 'บันทึกการเดินทางทางเรือ' รวมถึง 'รองเท้าคู่เล็ก' และ 'พวงมาลาใต้เชิงผา' แต่ในหนังสือตัวอย่างที่เขาส่งมาครั้งนี้ กลับมีเพียง 'รองเท้าคู่เล็ก' และ 'พวงมาลาใต้เชิงผา' เท่านั้น
หลินเฉาหยางอ่านจดหมายจบถึงได้เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
สาเหตุยังคงมาจากเนื้อหาที่สื่อสารออกมาใน 'บันทึกการเดินทางทางเรือ' แม้ว่าในนวนิยายจะไม่ได้เขียนถึงฉากการฆ่าแม่ไว้อย่างชัดเจน แต่ความหมายที่แฝงอยู่ก็ถูกผู้อ่านส่วนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดตั้งแต่เริ่มตีพิมพ์
โดยเฉพาะนักอ่านหญิงที่แต่งงานและมีลูกแล้ว พวกเธอถกเถียงถึงพล็อตเรื่องส่วนนี้กันอย่างดุเดือดที่สุด
เดิมทีเสียงวิจารณ์เหล่านี้ก็จำกัดอยู่แค่การโต้แย้งอย่างมีเหตุผล ไม่ได้มีผลต่อตลาดหรือมีอิทธิพลอะไรมากมายนัก เพราะถึงอย่างไรนักวิจารณ์และผู้อ่านส่วนใหญ่ก็ประเมิน 'บันทึกการเดินทางทางเรือ' ไว้สูงมาก
แต่เรื่องกลับมามีปัญหาเอาตอนที่สำนักพิมพ์ฮวาเฉิงได้ทำการตรวจสอบและพิสูจน์อักษรต้นฉบับทั้งสามรอบเสร็จสิ้นแล้ว และเตรียมจะยื่นขอเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือจากกรมการตีพิมพ์
ในการประชุมระดับมณฑลเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม ผู้นำของสหพันธ์สตรีและเด็กกว่างตงท่านหนึ่งได้วิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาที่พาดพิงถึงการฆ่าแม่ใน 'บันทึกการเดินทางทางเรือ' อย่างเปิดเผย
หลังการประชุม นิตยสาร 'ครอบครัว' ที่จัดทำโดยสหพันธ์สตรีและเด็กกว่างตง ยังได้เขียนบทความโดยอิงจากสุนทรพจน์ของผู้นำท่านนั้นเป็นหลัก เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ค่านิยมที่ไม่เป็นมิตรต่อผู้หญิงซึ่งสะท้อนออกมาใน 'บันทึกการเดินทางทางเรือ' โดยเฉพาะ
ยอดตีพิมพ์ของ 'ครอบครัว' มีไม่มากนัก และขอบเขตการกระจายก็จำกัดอยู่แค่ในมณฑลกวางตุ้ง แต่ผู้อ่านส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง บทความนี้จึงกระตุ้นให้เกิดกระแสตอบรับที่ค่อนข้างรุนแรงหลังจากได้รับการตีพิมพ์
ในตอนแรกสำนักพิมพ์ฮวาเฉิงไม่ได้ใส่ใจกับบทความนี้นัก จนกระทั่งการยื่นขอเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือสำหรับ 'บันทึกการเดินทางทางเรือ' ไปยังหน่วยงานการตีพิมพ์ระดับมณฑลถูกปฏิเสธ พวกเขาถึงได้ตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหา
การขอเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือถูกปฏิเสธ นับเป็นครั้งแรกที่พวกเขาเจอเรื่องแบบนี้ตั้งแต่ก่อตั้งสำนักพิมพ์มา
สำนักพิมพ์ฮวาเฉิงเป็นสำนักพิมพ์เฉพาะทางที่แยกตัวออกมาจากสำนักพิมพ์ประชาชนกวางตุ้ง และยังเป็นหนึ่งในสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งในมณฑลกวางตุ้ง เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะยอมกลืนเลือดตัวเอง
หลังจากเจรจาสื่อสารกันอยู่พักหนึ่ง ทางสำนักพิมพ์ถึงได้เข้าใจว่า ที่แท้เป็นเพราะสหายหญิงที่รับผิดชอบการตรวจสอบได้รับอิทธิพลจากบทความนั้น โดยมองว่า 'บันทึกการเดินทางทางเรือ' มีปัญหาในเรื่องการส่งเสริมพฤติกรรมฆ่าแม่ จึงได้ปฏิเสธคำร้องของสำนักพิมพ์ฮวาเฉิง
เมื่อทราบถึงเบื้องหลังของเรื่องราว ทางฝั่งฮวาเฉิงก็ถึงกับหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
แต่พูดถึงที่สุดแล้วนี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ด้วยสถานะและศักยภาพของสำนักพิมพ์ฮวาเฉิงในวงการสิ่งพิมพ์ของกวางตุ้ง ย่อมไม่มีทางถูกเรื่องเล็กน้อยแค่นี้สร้างความลำบากให้ได้
หลังจากพูดคุยสื่อสารจนเป็นที่เข้าใจตรงกันแล้ว ก็แค่ยื่นเรื่องขอไปใหม่ก็สิ้นเรื่อง
เพียงแต่เมื่อเป็นเช่นนี้ การตีพิมพ์ 'บันทึกการเดินทางทางเรือ' ก็คงต้องเลื่อนออกไปเป็นเดือนพฤศจิกายน
อันที่จริงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายเป็นพิเศษ แต่เนื่องจากหนังสือใหม่อย่าง 'บันทึกการเดินทางทางเรือ' ยังไม่ได้วางจำหน่าย ในขณะที่หนังสือเก่าสองเล่มอย่าง 'รองเท้าคู่เล็ก' และ 'พวงมาลาใต้เชิงผา' กลับได้วางจำหน่ายไปแล้ว หลี่ซื่อเฟยจึงเขียนจดหมายมาอธิบายสถานการณ์ให้หลินเฉาหยางฟัง
หลังจากอ่านจดหมายจบ หลินเฉาหยางก็รู้สึกหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้อยู่บ้าง โชคดีที่เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด ตีพิมพ์ช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร
หลินเฉาหยางเขียนจดหมายตอบกลับหลี่ซื่อเฟย โดยไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับการเลื่อนตีพิมพ์ 'บันทึกการเดินทางทางเรือ' แต่กลับยกเรื่องค่าลิขสิทธิ์ขึ้นมาพูดอีกครั้ง
ในจดหมายของหลี่ซื่อเฟยยังพูดถึงยอดขายของ 'รองเท้าคู่เล็ก' และ 'พวงมาลาใต้เชิงผา' ในช่วงเกือบหนึ่งเดือนหลังจากวางจำหน่าย ตามรายงานจากทางร้านหนังสือซินหัว ยอดขายของ 'รองเท้าคู่เล็ก' ในหนึ่งเดือนอยู่ที่ประมาณหนึ่งหมื่นแปดพันเล่ม
ส่วน 'พวงมาลาใต้เชิงผา' นั้นดุเดือดกว่ามาก เดือนแรกที่วางจำหน่าย ยอดพิมพ์ครั้งแรกจำนวนหนึ่งแสนเล่มก็ขายหมดเกลี้ยง ทำผลงานได้ดุดันเหมือนช่วงก่อนตีพิมพ์ไม่มีผิด
หนังสือเก่าสองเล่มนี้ที่ตีพิมพ์มานานกว่าสี่ปีแล้วแต่ยังคงสามารถทำยอดขายได้ในระดับหนังสือขายดี เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของตัวผลงานและการยอมรับจากผู้อ่าน หลินเฉาหยางย่อมไม่พลาดโอกาสนี้ในการล้างสมองและกดดันหลี่ซื่อเฟย
นอกจากนี้ สิ่งที่หลี่ซื่อเฟยกังวลที่สุดในจดหมายก็คือความคืบหน้าในการสร้างสรรค์นวนิยายเรื่องใหม่ของหลินเฉาหยาง โดยมีผลงานชิ้นเอกอย่าง 'บันทึกการเดินทางทางเรือ' นำหน้าไปก่อนแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นหลี่ซื่อเฟยหรือสำนักพิมพ์ฮวาเฉิง ต่างก็เต็มไปด้วยความคาดหวังต่อผลงานชิ้นใหม่ของหลินเฉาหยาง
เพราะถึงอย่างไรนวนิยายเพียงเรื่องเดียวก็สามารถเทียบเท่ากับความพยายามกว่าครึ่งปีของ 'หัวเฉิง' ได้ ความสนใจและการเร่งรัดของพวกเขาจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
หลินเฉาหยางใช้เวลาสร้างสรรค์นวนิยายเรื่องใหม่มาหลายเดือนแล้ว ความคืบหน้าถือว่าไม่เร็วนัก สาเหตุหลักเป็นเพราะเขาเขียนอย่างระมัดระวัง
การจะเขียนผลงานอย่าง 'หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว' ออกมาสักเรื่องไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่าเขาจะมีภูมิปัญญาของคนรุ่นหลังให้ศึกษาเป็นแนวทาง แต่ก็ไม่กล้าทำอย่างลวกๆ
ในช่วงสองสามวันแรกของการสร้างสรรค์ เขาสามารถเขียนได้วันละหมื่นกว่าตัวอักษร เขียนจนนิ้วกลางเจ็บและปวดเมื่อยหัวไหล่ นั่นเป็นเพราะมีการเตรียมงานล่วงหน้าหลายเดือนคอยสนับสนุนเขาอยู่
จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่วัตถุดิบและความหลงใหลที่สะสมไว้ถูกปลดปล่อยออกมาจนหมด ความเร็วของเขาก็ลดลง
วันที่เขียนได้มากก็ประมาณหกถึงเจ็ดพันตัวอักษร วันที่เขียนได้น้อยก็ประมาณหนึ่งถึงสองพันตัวอักษร บางครั้งยังต้องหาเวลามาคิดพล็อตเรื่องและการจัดวางตัวละครในภายหลัง รวมถึงทบทวนหาช่องโหว่ในเนื้อหาก่อนหน้า
โชคดีที่หลายเดือนมานี้ เมื่อสะสมไปเรื่อยๆ ในแต่ละวัน จำนวนตัวอักษรที่สร้างสรรค์ออกมาก็มีมากกว่าสี่แสนคำแล้ว เข้าใกล้เป้าหมายที่หลินเฉาหยางวางแผนไว้มากขึ้นทุกที
หลินเฉาหยางไม่ได้พูดถึงเนื้อหาและความคืบหน้าในการสร้างสรรค์อย่างละเอียดในจดหมายตอบกลับ นักเขียนบางคนชอบถกเถียงเรื่องพวกนี้กับบรรณาธิการ แต่หลินเฉาหยางไม่เป็นเช่นนั้น
ด้วยเหตุนี้หลี่ซื่อเฟยจึงคิดมาตลอดว่าการเขียนนวนิยายเรื่องนี้ของหลินเฉาหยาง หากไม่ใช้เวลาสามถึงห้าปีก็คงไม่สำเร็จ ทุกครั้งที่เขียนจดหมายมาถามไถ่เรื่องนวนิยาย เขาก็มักจะบอกในตอนท้ายเสมอว่าให้หลินเฉาหยางไม่ต้องรีบร้อน หลินเฉาหยางตั้งใจว่ารอให้เขียนนวนิยายจบแล้วค่อยให้เซอร์ไพรส์เขา!
(สามถึงห้าปีเป็นไปไม่ได้หรอก ต่อให้นวนิยายขนาดยาวแค่ไหน พอมาถึงมือฉันก็ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งปี)
ผ่านไปอีกหลายวัน 'เยียนจิงวรรณกรรม' ฉบับใหม่ก็ตีพิมพ์ออกมา เถาอวี้ซูซื้อมาหนึ่งเล่มระหว่างทางไปทำงานและพกติดตัวไปที่ทำงานด้วย
หลังจากวางกระเป๋าเอกสารลง เธอเช็ดโต๊ะ และรดน้ำต้นไม้ในห้องทำงานจนเสร็จสรรพถึงได้นั่งลง
พอนั่งลงแล้วเธอไม่ได้ไปตรวจต้นฉบับเป็นอันดับแรกเหมือนอย่างเคย แต่กลับเปิด 'เยียนจิงวรรณกรรม' ฉบับนี้ขึ้นมา
สายตาของเธอมองข้ามคอลัมน์ 'ความเรียง' 'นวนิยาย' 'บทกวี' และอื่นๆ ที่อยู่หน้าสารบัญ ไปหยุดอยู่ที่คอลัมน์ 'บทวิจารณ์'
"บันทึกการอ่านนวนิยายตอนที่หนึ่ง"
ชื่อบทความนั้นเรียบง่ายมาก แต่ชื่อผู้เขียนกลับไม่ธรรมดา สวี่หลิงจวิน บทความนี้ก็คือบทความที่เถาอวี้ซูขอร้องให้หลินเฉาหยางช่วยเขียนให้เมื่อหลายเดือนก่อนนั่นเอง
ในเมื่อบทความตั้งชื่อว่า 'บันทึก' และยังมีคำว่า 'ตอนที่หนึ่ง' ต่อท้าย ย่อมไม่ใช่บทความเดียว แต่เป็นซีรีส์บทวิจารณ์ที่มีจำนวนตอนไม่ตายตัว
นี่คือความเจ้าเล่ห์เล็กๆ น้อยๆ ของหลินเฉาหยาง ไหนๆ ก็ต้องดันนักเขียนที่ภรรยาให้ความสำคัญอยู่แล้ว งั้นก็ดันไปหลายๆ คนเลยแล้วกัน ชื่อเรื่องนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้น วันหลังอยากดันใครก็เขียนเพิ่มอีกสักบทความ
หลังจากเขียนบทความเสร็จ เถาอวี้ซูไม่ได้เอาไปตีพิมพ์ใน 'วรรณกรรมประชาชน' แต่เอาไปให้จางเต๋อหนิง เพื่อขอให้เธอช่วยตีพิมพ์ลงใน 'เยียนจิงวรรณกรรม' เพราะผลลัพธ์ของการทำเองชมเองย่อมสู้การได้รับคำชมจากคนอื่นไม่ได้อย่างแน่นอน
เนื้อหาของ "บันทึกการอ่านนวนิยายตอนที่หนึ่ง" ไม่ยาวนัก มีแค่พันกว่าตัวอักษร โดยเขียนถึงความรู้สึกหลังการอ่านนวนิยายขนาดสั้นสองเรื่อง
นวนิยายสองเรื่องนี้ เรื่องหนึ่งมาจากนิตยสารท้องถิ่น 'เหลียนฉือ' ส่วนอีกเรื่องมาจาก 'วรรณกรรมประชาชน' ทว่าผู้เขียนกลับเป็นคนเดียวกัน








