ปีใด เดือนใด วันใด เวลาใด นาทีใด วินาทีใดก็ไม่อาจทราบได้
โลกเบื้องล่างยังคงเป็นเช่นเคย พื้นที่ที่สามารถสังเกตการณ์ได้นั้นปลอดโปร่ง ไร้ลมสาดพัด และมีเมฆเพียงบางเบา
กาเวนเฝ้ามองแผ่นดินอันห่างไกลเบื้องล่างด้วยมุมมองจากมุมสูงอย่างเงียบงัน และใคร่ครวญถึงชีวิตอย่างเงียบเชียบ—ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ทำอย่างอื่นไม่ได้อยู่ดี
เขาจำไม่ได้แน่ชัดแล้วว่าตนเองอยู่ในสภาพนี้มานานกี่ปี กี่เดือน และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ตัวเองมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร แม้เขาจะพอกะเวลาคร่าวๆ จากการสับเปลี่ยนของกลางวันและกลางคืนได้ แต่พูดตามตรง—หลังจากกลางวันและกลางคืนสลับสับเปลี่ยนกันไปหลายแสนครั้ง เขาก็ขี้เกียจจะมานั่งนับแล้ว
แบบนี้ถือว่าทะลุมิติมาแล้วใช่ไหมเนี่ย?
พูดตามตรง กับเรื่อง "ทะลุมิติ" กาเวนค่อนข้างจะปลงตกได้ ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนมีสติรู้แจ้งจนมองเห็นความเป็นความตายเป็นเพียงอากาศธาตุ แต่ตอนที่เครื่องบินตกเมื่อชาติก่อน เขาตระหนักได้ถึงสัจธรรมที่ว่าสรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง ความเป็นความตายล้วนขึ้นอยู่กับฟ้าลิขิต ท้ายที่สุดแล้วในสถานการณ์ที่ต้องตายแหงๆ แบบนั้น การมีโอกาสได้ทะลุมิติก็ยังดีกว่าตกลงมากระแทกพื้นกลายเป็นศพเละเทะในโลง สิ่งที่เขาปลงไม่ตกก็คือ ทำไมหลังจากทะลุมิติมาแล้ว ตัวเขาถึงได้มาลอยเค้งอยู่บนฟ้าแบบนี้ต่างหาก...
แถมยังลอยรวดเดียวมานานนับกี่หมื่นปีก็ไม่รู้
กาเวนไม่รู้เลยว่าตอนนี้ตนเองอยู่ในสภาวะแบบไหน เขาไม่สามารถเบนมุมมองไปทางอื่น และสัมผัสไม่ได้ถึงการมีอยู่ของร่างกาย อันที่จริงนอกจากการมองเห็นแล้ว เขาก็สูญเสียความสามารถในการรับรู้สภาพแวดล้อมภายนอกไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นเขาจึงไม่แน่ใจว่าตอนนี้ตัวเองเป็นเพียงเศษเสี้ยววิญญาณ หรือเป็นศพลอยอืดอยู่ในวงโคจรอวกาศกันแน่ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจได้ นั่นก็คือตอนนี้เขาไม่ได้ลอยอยู่ที่นี่ในสภาพของมนุษย์ปกติอย่างแน่นอน
เพราะเขามั่นใจว่า โครงสร้างจิตใจของมนุษย์ปกติไม่มีทางลอยอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนท้องฟ้ามานานหลายหมื่นปี แล้วยังคงมีความคิดที่แจ่มชัดและมีความทรงจำที่สมบูรณ์เหมือนเขาในตอนนี้ได้หรอก แถมยังมีเวลาว่างมานั่งใคร่ครวญชีวิตอยู่ที่นี่อีกต่างหาก
คนปกติคงเป็นบ้าไปตั้งนานแล้ว
แต่เขาไม่ได้บ้า ไม่เพียงแต่ไม่บ้าเท่านั้น ทว่ายังมีความทรงจำที่เป็นเลิศอีกด้วย
กาลเวลาที่ล่วงเลยมานับหมื่นปีไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความทรงจำของกาเวนแม้แต่น้อย จวบจนวันนี้เขายังคงจดจำเหตุการณ์ในช่วงเวลาสุดท้ายของชาติก่อนได้อย่างชัดเจน—เสียงกรีดร้องบาดแก้วหู เสียงสัญญาณเตือนภัย ห้องโดยสารที่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ภาพท้องฟ้าและผืนดินที่พลิกคว่ำคะมำหงายอยู่นอกหน้าต่าง ตลอดจนหน้ากากออกซิเจนที่ผู้โดยสารที่นั่งข้างๆ พยายามสวมให้ตายก็สวมไม่ได้ และเสียงดังสนั่นหวั่นไหวตอนที่เครื่องบินแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ กลางอากาศ
ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน และเขาก็ยังจำได้อย่างแม่นยำว่า หลังจากเสียงดังสนั่นหวั่นไหวนั้น เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แล้วพบว่าตนเองกำลังลอยอยู่เหนือดาวเคราะห์ที่แปลกตาดวงนี้ เขารู้สึกตกตะลึงมากเพียงใด
นับตั้งแต่วินาทีที่เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็รู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่ตนเองกำลังจับจ้องอยู่นั้น ไม่ใช่ผืนแผ่นดินและมหาสมุทรของโลกอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในการอนุมานและยอมรับความจริงที่ว่าตนเองได้มาเยือนต่างโลกแล้ว จากนั้นเขาก็ใช้เวลาที่นานกว่ามากในการหาวิธีทำให้ตัวเองเลิกลอยอยู่แบบนี้เสียที
น่าเสียดายที่เรื่องที่สองนั้นไม่ประสบความสำเร็จ
เขาพบว่าตัวเองถูก "ตรึง" เอาไว้ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ รูปลักษณ์ของเขาในตอนนี้อาจไม่มีความสามารถในการเคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย เขากลายเป็น "มุมมองคงที่" ที่เอาแต่มองลงไปยังผืนดินเบื้องล่าง และถูกจำกัดให้อยู่ในตำแหน่งปัจจุบันอย่างตายตัว เขาสามารถมองดูผืนดินได้ แต่ก็ทำได้เพียงแค่มองดูผืนดินเท่านั้น หนำซ้ำเขายังมองเห็นแค่พื้นที่ที่ถูกจำกัดอาณาเขตบนผืนดินนี้อีกด้วย—พื้นที่แห่งนี้เป็นทวีปที่มีรูปร่างไม่แน่นอน รอบกายสามารถมองเห็นมหาสมุทรล้อมรอบเป็นวงกลม แต่วิสัยทัศน์ของเขามองไม่เห็นพื้นที่ที่กว้างไกลไปกว่านั้นเลย
เขาไม่สามารถกลอกตาไปซ้ายหรือขวาได้ จึงไม่แน่ใจว่านอกมหาสมุทรนั้นยังมีแผ่นดินอื่นอยู่อีกหรือไม่—ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ จวบจนปัจจุบันเขาก็ยังไม่เคยได้เห็นเลยว่าท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวของโลกใบนี้มีหน้าตาเป็นอย่างไร
เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าโลกใบนี้มีเทห์ฟากฟ้าอื่นดำรงอยู่หรือไม่—ไม่แน่ว่าถ้าลองหันมุมมองกลับไปมองข้างหลัง อาจจะแม่งเห็นพระเจ้าหนวดขาวกำลังถือสปอตไลต์ส่องสว่างให้สรรพสิ่งอยู่ก็ได้
แม่ร่วงเอ๊ย อยากว่ายกรรเชียงจริงๆ...
ต่อให้ว่ายกรรเชียงแล้วจะมองเห็นแค่คุณตาหนวดขาวถือสปอตไลต์ส่องสว่างให้สรรพสิ่งก็ยังดี
ทว่าทุกอย่างล้วนเป็นได้แค่ความหวังลมๆ แล้งๆ มุมมองที่เอาแต่มองลงไปยังผืนดินเบื้องล่างนี้ไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้
แต่หลังจากพยายามมาเป็นเวลานาน กาเวนก็ยังพอจะหาส่วนที่สามารถควบคุมได้ของมุมมองนี้อยู่บ้าง—แม้จะไม่สามารถขยับไปซ้ายหรือขวาได้ แต่เขากลับสามารถซูมเข้าและซูมออกภายในขอบเขตวิสัยทัศน์นี้ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เขาสามารถดึงมุมมองของตัวเองให้ใกล้เข้ามาและผลักให้ไกลออกไปได้
หลังจากค้นพบเรื่องนี้ เขาก็ดีใจอย่างแท้จริงอยู่พักใหญ่ จากนั้นก็พยายามปรับขยายและย่อวิสัยทัศน์ของตัวเองไปมา แม้ว่าการดึงวิสัยทัศน์ออกไปให้ไกลสุดขีดจะไม่สามารถสังเกตเห็นสิ่งที่อยู่เลยวงแหวนมหาสมุทรนั้นออกไปได้ แต่อย่างน้อยเขาก็สามารถเลือกที่จะดึงให้ใกล้เข้ามา เพื่อดูว่าบนทวีปแห่งนั้นมีอะไรอยู่กันแน่
บนนั้นมีต้นไม้เขียวชอุ่มและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เห็นได้ชัดว่ามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่
ถ้าได้เห็นชีวิตประจำวันของผู้คนในต่างโลกบ้างก็คงจะดี ถึงแม้ตัวเองจะยังต้องลอยเค้งอยู่ที่นี่ แต่การได้เฝ้ามองดูขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวต่างโลก อย่างน้อยก็พอจะช่วยแก้เบื่อได้บ้างไม่ใช่หรือ?
จากนั้นเขาก็ดึงวิสัยทัศน์ของตัวเองเข้ามาใกล้ที่สุด ใกล้จนถึงระดับที่สามารถสังเกตเห็นต้นหญ้าและต้นไม้บนผืนดินได้อย่างชัดเจน
ในวันนั้น เขาได้ค้นพบด้วยความสิ้นหวังว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนผืนดิน...
ยังไม่มีสายพันธุ์ไหนที่เรียนรู้การเดินสองขาได้เลย...
แต่ไม่เป็นไร กาเวนมีความอดทนสูง—บางทีตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ในฐานะมนุษย์ เขาอาจจะมีความอดทนจำกัด แต่หลังจากที่ทะลุมิติมาเป็นมุมมองจากมุมสูง เขาก็พบว่าตัวเองมีความอดทนอย่างล้นเหลือจริงๆ
เขาดึงดันรอจนกระทั่งถึงวันที่พวกลิงเหล่านั้นเรียนรู้ที่จะเดินสองขาได้
จากนั้นเวลาล่วงเลยไปอีกหลายปี เขาก็ได้เป็นประจักษ์พยานในการถือกำเนิดของประกายไฟที่มนุษย์สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกด้วยตาของตนเอง
มันคือการจุดไฟด้วยหินเหล็กไฟ
และความเปลี่ยนแปลง ก็เกิดขึ้นหลังจากที่ประกายไฟนั้นถือกำเนิดขึ้นนั่นเอง
กาเวนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่หลังจากประกายไฟแรกบนผืนดินถือกำเนิดขึ้น เขาก็รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างจู่ๆ ก็ "เร็วขึ้น" หรือจะบอกว่าเป็นเพราะการรับรู้ถึงการไหลผ่านของกาลเวลาของเขาเองที่เกิดปัญหาขึ้น—สิ่งต่างๆ บนผืนดินเริ่มวิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว ราวกับวิดีโอที่ถูกเร่งความเร็วไปนับครั้งไม่ถ้วน เขาเห็นเผ่าพันธุ์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์เหล่านั้นสร้างเผ่าดั้งเดิมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นเผ่าก็กลายเป็นนครรัฐในยุคแรกเริ่ม เขาเห็นเผ่าพันธุ์คล้ายมนุษย์เหล่านั้นครอบครองความสามารถที่เหลือเชื่อ และใช้ทักษะที่ดูราวกับเวทมนตร์เหล่านั้นในการบุกเบิกขยายอาณาเขต แต่ยังไม่ทันที่เขาจะมองเห็นอย่างชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นบนผืนดิน อาณาจักรในยุคแรกเริ่มเหล่านั้นก็กลายเป็นซากปรักหักพังไปทีละแห่งๆ และตามมาด้วยสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์กลุ่มใหม่ที่ขยายพันธุ์ขึ้นมาอีกครั้งจากทุกซอกทุกมุมของซากปรักหักพัง...
มนุษย์และเผ่าพันธุ์อื่นๆ อีกหลากหลาย เริ่มแก่งแย่งพื้นที่เอาชีวิตรอดบนทวีป พวกเขาสร้างอาณาจักรต่างๆ นานา มีความเชื่อที่แตกต่างกันไป ร้องตะโกนขานพระนามของเทพเจ้าองค์ต่างๆ แล้วเปิดศึกสงครามเข้าห้ำหั่นกัน จากนั้นก็สูญสลายไปอย่างรวดเร็ว
กระบวนการต่างๆ กำลังเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ กาเวนเริ่มไม่สามารถประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่ตนเองมองเห็นได้ทีละน้อย เขาเห็นสิ่งมีชีวิตที่ดูราวกับมังกรยักษ์บุกรุกเข้ามาในครรลองสายตาอย่างกะทันหัน แต่กลับไม่รู้ว่า "มังกรยักษ์" เหล่านั้นวิวัฒนาการขึ้นมาบนทวีป หรือมาจากนอกมหาสมุทรกันแน่
เขาเห็นการจับอาวุธลุกฮือ ไฟสงครามแทบจะแผดเผาผืนดินจนราบเป็นหน้ากลอง แต่เพียงชั่วพริบตากลับมีอารยธรรมใหม่ถูกก่อตั้งขึ้นมาอีกครั้ง
หลังจากนั้นเวลาได้ล่วงเลยไปอีกแสนนาน เขาถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ไม่ใช่กระบวนการต่างๆ บนผืนดินที่เร็วขึ้น แต่เป็นตัวเขาเองต่างหากที่ "ข้าม" ข้อมูลไปเป็นจำนวนมาก
"การสังเกตการณ์" ของเขากำลังขาดห้วง จากตอนแรกที่เฝ้าสังเกตการณ์อย่างต่อเนื่อง กลายเป็นว่าทุกๆ ไม่กี่ปีหรือเป็นสิบปีถึงจะบันทึกภาพได้สักสองสามภาพ และภาพที่มีระยะเวลาห่างกันมากเหล่านี้เมื่อนำมาปะติดปะต่อกัน จึงทำให้เขาเกิดภาพลวงตาว่ากระบวนการต่างๆ กำลังเร่งความเร็วขึ้น
ก่อนหน้านี้เขาไม่สามารถตระหนักถึงเรื่องนี้ได้ เป็นเพราะในช่วงเวลาที่มุมมองสังเกตการณ์ถูกตัดขาด ความคิดของเขาเองก็หยุดนิ่งไปด้วยเช่นกัน
และเมื่อมุมมองสังเกตการณ์เริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้ง ความคิดของเขาก็จะดำเนินต่อไปราวกับเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ
ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ตัวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเองเลยแม้แต่น้อย
ซวยแล้ว
คำนี้แล่นผ่านเข้ามาในหัวของกาเวนราวกับสายฟ้าแลบ แต่ความคิดที่แล่นผ่านมาราวกับสายฟ้าแลบนี้ อันที่จริงคงใช้เวลาไปหลายร้อยปีเลยทีเดียว
เพราะเขามองเห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกบนผืนดินได้อย่างชัดเจน—ในขณะที่คำนี้ผุดขึ้นมาในหัว อาณาจักรแห่งหนึ่งก็เปลี่ยนจากความรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดกลายเป็นซากปรักหักพังไปอีกแล้ว
กาเวนไม่รู้ว่าเรื่องทั้งหมดนี้มันคืออะไรกันแน่ แต่เขารู้ว่านี่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติอย่างแน่นอน จากภาพที่ผ่านตาวูบวาบไปมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีระยะเวลาห่างกันนับเป็นปีๆ ทำให้เขาตระหนักได้ว่าความคิดของตนเองกำลังจะเลือนหายไปแล้วจริงๆ
ในทุกๆ ร้อยปี เวลาที่เขาสามารถใช้ความคิดได้ เมื่อนำมารวมกันแล้วคงไม่ถึงหนึ่งวินาทีด้วยซ้ำ
แถม "ช่วงเวลาที่ความคิดหยุดชะงัก" ของเขายังคงเพิ่มความยาวนานขึ้นเรื่อยๆ
เพราะเขาตระหนักได้ว่า ระดับการก้าวกระโดดของสิ่งต่างๆ บนผืนดินได้มาถึงจุดที่เหลือเชื่อเสียแล้ว "สไลด์โชว์" ที่สลับเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็วราวกับภาพลวงตาเหล่านั้น กำลังจะถึงขั้นที่ดูไม่รู้เรื่องโดยสมบูรณ์แล้ว
หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป บางทีหลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง จิตใจที่ได้ชื่อว่า "กาเวน" ก็จะสูญสลายไปในสถานที่พิลึกพิลั่นแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง เขาจะหลับใหลไปตลอดกาลในชั่วขณะนั้น และไม่มีโอกาสได้เริ่มต้นใหม่อีกต่อไป
ไม่รู้ว่าผ่านมากี่หมื่นปีแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่กาเวนเกิดความรู้สึกเร่งด่วนขึ้นมา เขาเริ่มกระตุ้นความคิดของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง หวังที่จะดิ้นรนให้หลุดพ้นจากสถานการณ์ในตอนนี้ เขารู้สึกว่าสมองของตัวเองหมุนเร็วจี๋ (ถ้าหากเขายังมีอวัยวะนี้อยู่นะ) ความคิดนับไม่ถ้วนพรั่งพรูออกมาประหนึ่งน้ำพุ ทว่าเมื่อมองดู "สไลด์โชว์" บนผืนดินที่สลับสับเปลี่ยนไปมาอย่างไม่หยุดหย่อน เขาก็รู้ได้ทันทีว่า ความคิดของเขามันช้าลงจนถึงระดับที่ต้องรอเป็นพันปีถึงจะขยับไปได้สักเฟรมหนึ่งแล้ว
แน่นอนว่าพูดแบบนี้อาจจะดูเกินจริงไปสักหน่อย แต่สถานการณ์จริงก็ไม่ได้ดีไปกว่านั้นสักเท่าไร
หลุดพ้นจากสถานการณ์นี้ หลุดพ้นจากสถานการณ์นี้ หลุดพ้นจากสถานการณ์นี้ หลุดพ้นจากสถานการณ์นี้...
ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใด หรือมาในรูปแบบไหน ก็ต้องหลุดพ้นจากสถานการณ์นี้ไปให้ได้ ต่อให้ต้องกลับไปอยู่ในเครื่องบินที่กำลังจะตกนั่น เขาก็จะไม่ยอมตายในสถานที่พิลึกพิลั่นด้วยวิธีการที่พิลึกพิลั่นแบบนี้เด็ดขาด!
กาเวนรู้สึกว่าความคิดของตัวเองเริ่มสับสนปนเป สติสัมปชัญญะค่อยๆ เลือนรางลง การเชื่อมต่อทางความคิดที่เดิมที "ไร้รอยต่อ" ดูเหมือนจะเกิดปัญหาขึ้นเสียแล้ว เขาใช้ความคิดอย่างเกรี้ยวกราดและสุดความสามารถ แต่สำหรับคนที่ทะลุมิติมาเป็นแค่มุมมองคงที่อย่างเขา ไม่ว่าจะใช้ความคิดอย่างเกรี้ยวกราดแค่ไหน ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ปัจจุบันได้เลย
ทว่าในชั่วขณะที่เขารู้สึกว่าความคิดของตนเองกำลังจะสูญสลาย หรือหยุดนิ่งไปอย่างสิ้นเชิงนั้น จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากที่ไหนก็ไม่อาจทราบได้:
"ระบบพลังงานขัดข้อง การรีสตาร์ทโฮสต์ล้มเหลว
เริ่มต้นโปรแกรมหลบหนี"
วินาทีต่อมา มุมมองคงที่นั้นก็หายไป—เบื้องหน้าของกาเวนมืดมิดไปหมด
แต่ความคิดของเขากลับไม่หยุดนิ่ง
เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีนับไม่ถ้วน ที่เขายังคงรักษาความคิดเอาไว้ได้ในตอนที่ "หลับตา"
เขาไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในความมืดนี้นานแค่ไหน เขารู้สึกราวกับว่ากำลังกลิ้งเกลือก กำลังร่วงหล่น กำลังดำดิ่งลงไปในสถานที่ที่ทั้งหนาวเหน็บและคับแคบ ความรู้สึกสารพัดที่แปลกประหลาดไปแล้วถูกส่งมาจากแขนขาและกระดูกทั่วร่าง ทำให้สมองของเขาสับสนวุ่นวายไปหมด และท่ามกลางความสับสนวุ่นวายเหล่านั้น เขาก็ได้ยินเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งดังแว่วมา เสียงนั้นฟังดูตื่นตระหนกเอามากๆ:
"อย่า... อย่าเพิ่งฆ่าฉันเลย! ยิ่งไปกว่านั้น ฝาโลงศพบรรพบุรุษของพวกนายกำลังจะปิดไม่อยู่แล้วนะ!"
(ทุกท่าน! ผมกลับมาแล้ว!)