แสงแดด การมาสาย สนามกีฬา แผ่นหลัง...
เลิกเรียน ระเบียงทางเดิน ร้านสหกรณ์ รักข้างเดียว...
แอบมอง เสี้ยวหน้า สบตา หลบเลี่ยง...
หวั่นไหว คาบเรียนด้วยตนเองภาคค่ำ แสงแดดยามเย็น สามปี...
ชิงอวิ๋นที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเรียนกวาดสายตามองทุกสิ่งในห้องเรียน มุมปากยกยิ้มบางเบา
วันเวลาแห่งวัยเยาว์แต่ละช่วงตอนสว่างวาบขึ้นในใจเขาราวกับภาพสะท้อนของแสงและเงา
ทว่าข้อความแจ้งเตือนบนกระดานดำหน้าห้องที่เขียนไว้ว่า "เหลือเวลาอีกเพียง 71 วันจะถึงการสอบเกาเข่า" กลับทำให้ในใจของเขารู้สึกเศร้าหมองขึ้นมาเล็กน้อย
ฟุบหลับบนโต๊ะงีบหนึ่งก็ย้อนเวลากลับมาเมื่อ 20 ปีก่อน เกรงว่านี่คงเป็นการเกิดใหม่ที่ง่ายดายที่สุดในประวัติศาสตร์แล้ว
น่าเสียดาย ถ้าย้อนกลับมาเร็วกว่านี้สักสองปี ได้ใช้ชีวิตมัธยมปลายอย่างสมบูรณ์แบบก็คงจะดี
มุมปากยกยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง เขาสะบัดศีรษะเบาๆ เพื่อดึงความสนใจกลับมาที่โต๊ะเรียนตรงหน้า
ความโลภของคนไม่มีที่สิ้นสุด อย่าทำตัวเรื่องมากไปหน่อยเลย
เมื่อมองดูกระดาษคำตอบที่เขียนไว้จนเต็มพรืดตรงหน้า ต่อให้ไม่มีการนับถอยหลังบนกระดานดำ เขาก็รู้ดีว่าวันนี้คือวันที่ 27 มีนาคม ปี 2003
วันแบบนี้...
จะลืมลงได้อย่างไร?
ที่จำได้แม่นยำขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปในการสอบจำลองครั้งที่สองก่อนสอบเกาเข่าในตอนนี้มันน่าจดจำอะไรนักหนา
ความจำของคนเราจะไปดีขนาดนั้นได้อย่างไร คำถามในข้อสอบลืมไปจนหมดเกลี้ยงตั้งนานแล้ว
แต่เป็นเพราะว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นในห้องเรียนแห่งนี้ในเวลาต่อมา ทำให้ชีวิตของเขาต้องจมปลักอยู่ถึงยี่สิบปีโดยไม่อาจถอนตัวขึ้นมาได้
ชิงอวิ๋นหันหน้าไปมองทางด้านขวาของที่นั่งตัวเองโดยจิตใต้สำนึก
ที่นั่งทางขวามืออยู่ห่างจากเขาประมาณสองเมตร โดยที่ตรงกลางไม่มีใครนั่งอยู่เลย
ยังไงเสียก็เป็นการสอบจำลองครั้งที่สอง จึงจำลองมาจากการสอบเกาเข่าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นข้อสอบหรือการจัดห้องสอบ
ถึงขั้นที่ว่าเพื่อจำลองสถานการณ์การสอบเกาเข่าให้สมจริงที่สุด ครูคุมสอบในห้องก็ยังมีถึงสองคน
แม้แต่กรรมการคุมสอบที่เดินตรวจตราอยู่หน้าห้องเรียน ผู้บริหารโรงเรียนก็ยังลงมารับหน้าที่ด้วยตัวเอง
สิ่งที่ทำให้ชิงอวิ๋นต้องเหลียวคอไปมอง ไม่ใช่คำตอบในข้อสอบ
แต่เป็นคน
หรือจะพูดให้ถูกคือ เขาแค่เพียงต้องการชื่นชมความงามแห่งวัยเยาว์ในวัยสิบเจ็ดสิบแปดปีของร่างบางนั้นอีกสักครั้ง
เอาเถอะ!
ไปตายซะเถอะ นัดดูตัวของพวกหนุ่มโสดสาวทึนทึก!
ใครจะไปรู้ว่าเป็นการรับช่วงต่อ หรือเป็นการหาเหาใส่หัว!
ย้อนกลับมาเมื่อยี่สิบปีก่อน คางคกอย่างกูนี่แหละที่จะไปลบหลู่หงส์ฟ้าผู้สูงส่งตัวนั้น!
ที่นั่งที่ชิงอวิ๋นมองไปนั้นอยู่ริมหน้าต่าง หันหน้าออกไปทางสนามกีฬา ร่างบางร่างหนึ่งกำลังนั่งตัวตรงอยู่ตรงนั้น
ระยะห่างเกือบสองเมตร ถ้าบอกว่ามีกลิ่นหอมชื่นใจโชยมาก็คงจะเป็นเรื่องไร้สาระแล้ว
เขาลูบจมูกตัวเอง ก็แค่เพื่อปกปิดพฤติกรรมแอบมองของตัวเองเท่านั้น
ในมุมมองของการชื่นชมความงาม จิตวิญญาณของผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนคุ้นชินกับการมองจากล่างขึ้นบนแล้ว
เด็กๆ เท่านั้นแหละที่มองหน้าก่อน
ผู้ใหญ่เขาจะมองขากันก่อนต่างหาก
แต่ถึงอย่างนั้น ชิงอวิ๋นก็ยังคงมองไปที่ดวงตาของเด็กสาวก่อนอยู่ดี
เด็กสาวกำลังตรวจทานข้อสอบอย่างละเอียดโดยไม่วอกแวกไปทางอื่นเลย
มุมปากของชิงอวิ๋นยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ สายตาถึงได้เริ่มชื่นชมอย่างกำเริบเสิบสาน
ชุดนักเรียนที่เหมือนกันไปหมดแทบไม่มีอะไรน่าดู สิ่งเดียวในเครื่องแต่งกายที่นักเรียนจะสามารถแสดงความเป็นตัวเองออกมาได้ก็เหลือเพียงแค่รองเท้าเท่านั้น
รองเท้าผ้าใบสีขาวคู่หนึ่งดูธรรมดามาก ไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่ในสายตาของจิตวิญญาณวัย 38 ปีกลับมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
รองเท้า MLB พื้นขาวลายพรางที่อีกยี่สิบปีให้หลังจะเกลื่อนกลาดไปทั่วท้องถนน แต่ในยุคที่วัยรุ่นยังคงเทิดทูน Adidas และ Nike แบบนี้ มันกลับดูเรียบหรูและไม่เตะตาจนเกินไป
ยังไงเสีย นี่ก็เป็นแบรนด์ที่เพิ่งก่อตั้งมาได้ไม่กี่ปี ในประเทศยังไม่มีขายด้วยซ้ำ
และความเนียนละเอียดที่เปล่งประกายราวกับสีงาช้างระหว่างรองเท้าผ้าใบสีขาวกับกางเกงนักเรียนสีน้ำเงินนั้น ก็ทำให้ร่างกายในวัย 18 ปีหายใจหอบถี่ขึ้นมาเล็กน้อย
She turns me on!
การเรียนรู้ที่จะเป็นคนไม่ดีใช้เวลาเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว
ภายใต้การแปดเปื้อนของจิตวิญญาณวัย 38 ปี ร่างกายวัย 18 ปีก็เข้าใจความหมายของคำว่า 'เสน่ห์เย้ายวน' ในทันที
ผู้ชายต่อให้ตายก็ยังเป็นเด็กหนุ่ม จิตวิญญาณวัย 38 ปีกับร่างกายวัย 18 ปีบรรลุข้อตกลงร่วมกันในวินาทีนี้ และหลอมรวมเข้าด้วยกัน
ชุดนักเรียนฤดูใบไม้ผลิที่หลวมโพรกบดบังส่วนโค้งเว้าอันงดงามของเด็กสาวเอาไว้
แต่นั่นก็ไม่สำคัญหรอก
การสร้างโมเดล 3 มิติด้วยตาเปล่าเป็นพรสวรรค์ติดตัวมาแต่กำเนิดของมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ชาย
ถ้าจะพูดให้เป็นวิชาการหน่อยก็คือ วอลเตอร์ ลิปป์แมน ได้แสดงความเห็นไว้ในหนังสือ 'Public Opinion' ว่า สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว โลกภายนอกนั้นแท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ "ไม่อาจสัมผัส ไม่อาจมองเห็น ไม่อาจคาดคิด" แต่ผู้คนสามารถคัดเลือกและประกอบสภาพแวดล้อมตามความเป็นจริงขึ้นมาใหม่ในหัวเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมจำลองขึ้นมาได้
ก่อนที่จะเกิดใหม่ ชิงอวิ๋นเคยเป็นศาสตราจารย์มาก่อน
แม้ว่าเวลาส่วนใหญ่ เขาจะขลุกอยู่กับนักเรียนหางแถวในมหาวิทยาลัยปลายแถวเพื่อปั่นเปเปอร์ขยะส่งๆ ไปก็ตาม
แต่นั่นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้มุมมองทางวิชาการของเขาในการสร้างโมเดลที่จำเป็นเลย
เด็กสาวที่มีฐานะทางบ้านดีเยี่ยม มีท่านั่งที่สง่างามอย่างไร้ที่ติ ท่านั่งหลังตรงตอนเขียนหนังสือของเธอเป็นมาตรฐานราวกับหลุดออกมาจากหนังสือเรียน
อืม...
ในสายตาของชิงอวิ๋น ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้สมบูรณ์แบบขนาดนั้น
ท่านั่งตามมาตรฐานกำหนดให้หน้าอกอยู่ห่างจากโต๊ะหนึ่งกำปั้น เห็นได้ชัดว่าข้อกำหนดนี้ค่อนข้างจะลำบากสำหรับเด็กสาวไปสักหน่อย
ยังดีที่โต๊ะเรียนเพิ่งเปลี่ยนใหม่เมื่อสองปีนี้เอง ความสามารถในการรับน้ำหนักจึงใช้ได้เลยทีเดียว
ชีวิตคนเรามีสามระดับ แต่การชื่นชมภาพยนตร์ศิลปะของญี่ปุ่นนั้นมีถึงสิบระดับ
เห็นได้ชัดว่า หลังจากผ่านการขัดเกลาจากปรมาจารย์หลายร้อยท่านมานับสิบปี ดวงตาแห่งการแยกแยะองค์ประกอบของชิงอวิ๋นก็บรรลุขั้นสุดยอดแล้ว
ทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติ เมื่อผ่านการแยกส่วน เปลี่ยนรูป แล้วนำมาประกอบกันใหม่ ก็จะเกิดเป็นฉากต่างๆ ขึ้นมา!
แหงนมองท้องฟ้าดาราพราว พานพบหมู่ดาวระยับตา นำมาร้อยเรียงเป็นภาพความงามอันวิจิตรตระการตา บ้างนั่ง บ้างนอน บ้างหลับตาพริ้มด้วยความเอียงอาย...
ชื่นชมศิลปะการเขียนพู่กันจีน ประหนึ่งเรือนร่างสตรีพลิ้วไหว บ้างเชื่องช้าบ้างเร่งเร้า ยามตวัดปลายพู่กัน ก็คล้ายดั่งการเปลี่ยนท่วงท่า ลานตาจนมองแทบไม่ทัน...
แมลงฤดูใบไม้ผลิ เสียงลมฤดูใบไม้ร่วง ล้วนแต่เป็นเสียงขับขานครวญคราง;
แสงแดดฤดูร้อน หิมะฤดูหนาว มีเวลาใดบ้างที่ไม่สาดกระสุนยิงปืนใหญ่ใส่กัน?
ยามนี้ต่อให้ไร้สตรีก็เสพสุขได้ ไร้ภาพเคลื่อนไหวยังเหนือกว่ามีภาพเคลื่อนไหว ทะลวงผ่าน 'หนึ่งที่เร้นกาย' บรรลุถึงขั้นปรมาจารย์ผู้หลุดพ้นจากทางโลก!
ชิงอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หยุดการฝึกฝนทางโลกนี้ลงกลางคัน แล้วเลื่อนสายตาขึ้นไปมองด้านบนต่อ
ยังไงเสียกางเกงนักเรียนที่เหมือนกับกางเกงวอร์มบนตัวเขา ถึงมันจะน่าเกลียด แต่มันก็ยืดหยุ่นได้ดีมาก
การสอบจำลองครั้งที่สองเป็นการสอบจริงจังที่หินสุดๆ
แต่ถ้า 'สอบแข็ง' ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็คงฟังไม่ขึ้นหรอกนะ
ข้างลำคอระหงของเด็กสาวคือเรือนผมสีดำขลับหนานุ่มยาวประบ่า ราวกับน้ำตกสีดำที่ถูกติดไว้ด้านหลังศีรษะด้วยกิ๊บติดผมสีแดงไวน์ขนาดเล็ก
ในมุมย้อนแสง ปลายผมสีทองที่สั่นไหวเบาๆ ตามสายลมภายใต้แสงแดดอันอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิที่สาดส่องลงมา คือความอ่อนโยนในใจที่ผู้ชายมากมายเฝ้าถวิลหาในยามสะดุ้งตื่นกลางดึกในอีกหลายปีให้หลัง
เสียง "ก๊อกๆ" สองครั้งที่ดังมาจากโต๊ะเรียน บังคับให้ชิงอวิ๋นต้องละสายตากลับมา เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบกับสายตาขุ่นเคืองและแฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้งของครูคุมสอบ
มีชีวิตมาเกือบ 40 ปีแล้ว ชิงอวิ๋นจะไม่รู้ความหมายในสายตาของครูได้อย่างไร
เขายิ้มบางๆ หยิบกระดาษคำตอบของตัวเองขึ้นมาแล้วยื่นไปข้างหน้า "อาหลี ผมส่งข้อสอบครับ"
อาหลี หลีฟางผิง ครูสอนคณิตศาสตร์ และยังเป็นครูประจำชั้นของเขาด้วย
ในโรงเรียนมัธยม "เหล่าปัน" "ปันโถว" "เหล่า X" คือสรรพนามที่นักเรียนใช้เรียกครูประจำชั้นเหมือนๆ กันหมด
แต่หลีฟางผิงที่ชอบทำตัวกลมกลืนกับนักเรียน กลับเลือกฉายา 'อาหลี' ให้ตัวเองตั้งแต่ตอนเปิดเทอมมัธยมปลายปีหนึ่ง โดยบอกว่ารุ่นก่อนๆ ก็เรียกแบบนี้กันทั้งนั้น
จนกระทั่งถึงช่วงตรุษจีนปี 2005 ฉายานี้ถึงได้ถูกเปลี่ยนไปเพราะภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง
เมื่อมองดูกระดาษคำตอบตรงหน้ากับรอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม ในใจของหลีฟางผิงก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมา อารมณ์ที่ค่อยๆ บ่มเพาะมาเป็นอย่างดีถูกการกระทำอันกะทันหันของชิงอวิ๋นทำลายลงจนหมดสิ้น
เด็กหนุ่มตรงหน้าคือที่หนึ่งของสายชั้น และเป็นความภาคภูมิใจของเขาด้วย
เพียงแต่ว่า นั่นมันก็แค่อดีต
หลังจากขึ้นมัธยมปลายปีสาม ผลการเรียนของชิงอวิ๋นก็ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง คะแนนรวมในการสอบประจำเดือนแต่ละครั้งจะลดลงไปสิบกว่าคะแนนเสมอ
การสอบประจำเดือนครั้งที่แล้ว คะแนนรวมของเขาหล่นไปอยู่อันดับที่สองร้อยกว่าของสายชั้นแล้ว
รั้งตำแหน่งที่โหล่ของห้องเรียนพิเศษที่เต็มไปด้วยหัวกะทิแห่งนี้เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
ถ้าชิงอวิ๋นไม่ใช่นักเรียนทุนยากจนจากชนบท ถ้าไม่ใช่เพราะประสบการณ์อันน่าเวทนาเหล่านั้น คาดว่าคงถูกเตะออกจากห้องนี้ไปตั้งแต่สองเดือนก่อนแล้ว
หลีฟางผิงรู้ถึงสาเหตุที่ผลการเรียนของชิงอวิ๋นตกต่ำลงดี
พ่อแม่อุปถัมภ์จากโลกนี้ไป เจ้าหน้าที่รัฐในชนบทที่ไร้คุณธรรมอมเงินชดเชยไม่สำเร็จก็เลยใช้ข้ออ้างว่าไม่มีเอกสารรับบุตรบุญธรรม มายึดที่ดินปลูกบ้านและพื้นที่เพาะปลูกคืน
ในเวลานี้ มันได้ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ตามมา ทะเบียนบ้านมีปัญหา สถานภาพนักเรียนจึงถูกยกเลิก
เด็กหนุ่มวัย 17 ปีที่ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่แดงเดียวต้องเผชิญกับคดีความที่ถาโถมเข้ามาเต็มหัว ถ้ายังมีกะจิตกะใจมานั่งเรียนหนังสือได้อย่างสงบสุขก็แปลกแล้ว
แม้ว่าภายใต้การแทรกแซงของโรงเรียน สถานการณ์จะได้รับการจัดการอย่างรวดเร็ว แต่กระบวนการทางกฎหมายอันยาวนานก็ยังคงดึงรั้งพลังงานของชิงอวิ๋นไปอย่างต่อเนื่อง
มัธยมปลายปีสามก็เหมือนกับการพายเรือทวนน้ำ หากไม่ก้าวหน้าก็มีแต่จะถอยหลัง หลีฟางผิงเองก็ได้แต่ร้อนใจอยู่เงียบๆ
ยังดีที่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพจิตใจของชิงอวิ๋นก็ยังมีสัญญาณว่าดีขึ้นบ้างแล้ว
ในตอนที่หลีฟางผิงเพิ่งจะถอนหายใจด้วยความโล่งอกให้กับชิงอวิ๋น สายตาที่ชิงอวิ๋นมองเด็กสาวเมื่อครู่นี้ กลับทำให้เขารู้สึกโกรธขึ้นมาจริงๆ
หนุ่มสาวใฝ่หารัก เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์
แต่เธอในตอนนี้ มีคุณสมบัติอะไรไปรักเขา!
ความรู้สึกผิดหวังที่เขาไม่เอาไหนผุดขึ้นมาในใจ หลีฟางผิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งครั้งก่อนจะค่อยๆ เอ่ยเสียงเบาว่า "ยังเหลือเวลาอีกสิบกว่านาที เธอจะไม่ตรวจทานดูอีกรอบหน่อยหรือ?"
ชิงอวิ๋นส่ายหน้า "อาหลี ผมหิวแล้วครับ รู้สึกหน้ามืดนิดหน่อย"
หลีฟางผิงได้ยินดังนั้นลำคอก็กระตุกวาบ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ถึงสองครั้งถึงจะข่มความโกรธเอาไว้ได้
เขารู้ดีว่าเด็กคนตรงหน้านี้มีโรคประจำตัวเป็นภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจริงๆ แต่...
ช่างเถอะ ช่างเถอะ
อยากทำอะไรก็ทำไปเลย
หลีฟางผิงขมวดคิ้วรับกระดาษคำตอบมา พ่นลมหายใจด้วยความหงุดหงิดออกจากจมูก หลังจากมองชิงอวิ๋นด้วยสายตาลึกซึ้งแวบหนึ่งแล้ว ก็เดินกลับไปนั่งที่หน้ากระดานดำอย่างจนใจ
...
การส่งข้อสอบก่อนเวลาของชิงอวิ๋นทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นเล็กน้อยในห้องเรียน
นักเรียนที่สามารถอยู่รอดในห้องเรียนพิเศษต่อไปได้ โดยธรรมชาติแล้วส่วนใหญ่ย่อมเป็นหัวกะทิที่มีความสามารถรอบด้าน
โดยเฉพาะในห้องสอบนี้ คนที่อยู่ที่นี่ได้ ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มีเลขประจำตัวนักเรียนอยู่ใน 30 อันดับแรกทั้งสิ้น
มัธยมปลายไม่ใช่ช่วงการศึกษาภาคบังคับ จึงไม่จำเป็นต้องไว้หน้าใคร
เลขประจำตัวนักเรียนก็คืออันดับคะแนนตอนแบ่งห้อง
หากไม่มีอุบัติเหตุครั้งใหญ่ใดๆ เกิดขึ้น พวกเขาก็คือ 30 อันดับแรกของสายชั้นในการสอบครั้งนี้
อืม...
ยกเว้นชิงอวิ๋นไว้คนหนึ่ง
เขาคืออุบัติเหตุที่ใหญ่ที่สุดนั่นแหละ
คนส่วนใหญ่ในห้องสอบทำข้อสอบเสร็จตั้งนานแล้ว
ก็แค่เกรงใจการสอบพิเศษอย่าง 'การสอบจำลองครั้งที่สอง' จึงไว้หน้าครูประจำชั้นโดยการไม่ส่งข้อสอบก่อนเวลาก็เท่านั้น
เพียงแต่สิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงก็คือ ชิงอวิ๋นที่เป็นที่โหล่กลับส่งข้อสอบก่อนเวลาเสียอย่างนั้น นี่ทำให้เหล่าคนเก่งจอมขี้เก๊กทั้งหลายรู้สึกไม่ค่อยพอใจอยู่บ้าง
แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นความสงสัยต่อพฤติกรรมอันไม่สมเหตุสมผลของเขาในตอนนี้มากกว่า
เขากล้าทำแบบนี้ได้ยังไง?
เมื่อเทียบกับพวกเขาที่เป็นเด็กในเมืองซึ่งเติบโตมาด้วยทรัพยากรทางการศึกษาชั้นยอด ชิงอวิ๋นที่มาจากชนบทกลับมีพรสวรรค์ที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ที่สำคัญคือ มีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่า
ดังนั้น เขาไม่มีทางที่จะไม่รู้ถึงความสำคัญของการสอบจำลองครั้งที่สอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำคัญที่มีต่อตัวเขาเอง
ในฐานะนักเรียนสายแข่งขัน ชิงอวิ๋นไม่เพียงแต่ขาดสอบการแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับมัธยมปลายเมื่อปีที่แล้วจนสูญเสียสิทธิ์โควตาเรียนต่อเพราะเรื่องในครอบครัวเท่านั้น แต่เขายังพลาดการทบทวนบทเรียนรอบแรกอันแสนล้ำค่าไปอีกด้วย
สำหรับนักเรียนสายแข่งขันที่พ่ายแพ้ในการแข่งขัน การเปลี่ยนจากโหมดเจาะลึกเฉพาะทางในช่วงมัธยมปลายปีหนึ่งและปีสอง มาเป็นโหมดเก็บคะแนนรวมเพื่อสอบเกาเข่า ย่อมต้องใช้เวลาในการปรับตัว
นับประสาอะไรกับชิงอวิ๋นที่เสียเวลาไปกว่าครึ่งปี?
การสอบทุกครั้ง ล้วนเป็นข้อมูลอ้างอิงที่สำคัญมากสำหรับการทบทวนบทเรียนของเขา
ถ้าอย่างนั้น การส่งข้อสอบก่อนเวลาในตอนนี้คืออะไรกันแน่?
ทุกคนคิดจนหัวแทบแตกก็ยังไม่เข้าใจ สายตาแต่ละคู่เริ่มสบประสานกันไปมาในห้องเรียน
ส่วนเรื่องการตรวจทานข้อสอบนั้น พวกเขาลืมมันไปจนหมดสิ้นตั้งนานแล้ว
ยังไงเสีย สำหรับกลุ่มหัวกะทิสอบเกาเข่าที่พออารมณ์ดีก็จะให้รางวัลตัวเองเป็นข้อสอบสักชุดเหล่านี้ หากกระดาษคำตอบในการสอบที่ไม่ใช่การแข่งขันสามารถสะท้อนความผิดพลาดของพวกเขาออกมาได้ นั่นก็แปลว่าพวกเขาตกต่ำลงแล้วจริงๆ
เรื่องซุบซิบนินทาน่าจะเหมาะกับพวกเขามากกว่า
หลีฟางผิงค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ จ้องมองนักเรียนที่กำลังยุกยิกอยู่ด้านล่างด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
ทุกคนใจหายวาบ แอบด่าชิงอวิ๋นในใจไปหนึ่งคำ ก่อนจะพากันก้มหน้าก้มตาทำธุระของตัวเองต่อไป
โตๆ กันแล้วแถมยังมีหน้ามีตา ถ้าต้องมาโดนทำโทษให้ยืน เขียนใบสำนึกผิด หรือเชิญผู้ปกครองเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ก็คงจะได้อับอายขายหน้ากันพอดี
หลีฟางผิงที่กวาดสายตามองไปรอบห้องสอบก็รู้สึกจนใจเช่นกัน
ในฐานะครูประจำชั้น เขารู้ดีว่าเด็กๆ ข้างล่างไม่ได้จดจ่ออยู่กับการตรวจทานข้อสอบเลยสักนิด พวกแม่งไม่ได้ทำเรื่องที่เป็นสาระกันเลย
พวกที่นั่งคัดลายมือก็มี
พวกที่นอนหลับก็มี
พวกที่นั่งเหม่อลอยสายตาว่างเปล่าก็ยิ่งมีให้เห็นเกลื่อนกลาด
แต่กลับไม่มีใครตั้งใจตรวจทานข้อสอบเลยสักคนเดียว
ความจริงเขาก็รู้สึกว่า การสอบจำลองครั้งที่สองอาจมีประโยชน์อย่างมากสำหรับเด็กนักเรียนทั่วไป เพราะมันสามารถสะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนในการเรียน และช่วยเพิ่มความตรงจุดในการทบทวนบทเรียนในช่วงหลายสิบวันที่เหลือได้
แต่สำหรับเด็กกลุ่มนี้ตรงหน้า ความสำคัญของมันกลับไม่ได้มีมากขนาดนั้น
พวกนักเรียนสายแข่งขัน ตอนนี้ต่างก็ขึ้นฝั่งกันหมดแล้ว จึงไม่ต้องเข้าร่วมการสอบจำลองครั้งที่สอง
ในห้องเรียนมีแต่นักเรียนที่เตรียมสอบเกาเข่าทั้งนั้น
จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะความจริงแล้วนักเรียนเตรียมสอบเกาเข่ากลุ่มนี้ตรงหน้า ส่วนใหญ่ก็เป็นนักเรียนสายแข่งขันเช่นกัน
เพียงแต่เป็นนักเรียนสายแข่งขันที่พ่ายแพ้ในการแข่งขันระดับประเทศ แล้วรีบถอนตัวออกมาก่อนที่จะเสียหายไปมากกว่านี้ก็เท่านั้น
แต่ถึงแม้จะเป็นนักเรียนสายแข่งขันที่พ่ายแพ้ระดับประเทศมาทำข้อสอบพวกนี้ มันก็ยังถือเป็นการสู้แบบคนละชั้นอยู่ดี
ตามการขยายจำนวนรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ความยากของการสอบเกาเข่าในตอนนี้ก็ยิ่งลดต่ำลงเรื่อยๆ ข้อสอบก็ยิ่งไร้ความท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ
คะแนนสูงหรือต่ำไม่สามารถแยกแยะระดับของนักเรียนได้อีกต่อไป สิ่งที่วัดกันคือความชำนาญและความละเอียดรอบคอบ
ที่เขาต้องกดดันให้ไอ้เด็กแสบพวกนี้นั่งอยู่ในห้องสอบอย่างว่าง่ายในตอนนี้ ก็แค่เพื่อทำตามเจตนารมณ์ของผู้บริหารโรงเรียน เพื่อไม่ให้เป็นการสร้างแรงกดดันให้กับนักเรียนห้องธรรมดามากจนเกินไป
ยังไงเสีย คำพูดของพวกคนเก่งจอมขี้เก๊กพวกนี้ หากนักเรียนห้องธรรมดาได้ฟังก็คงจะซึมเศร้าเอาได้ง่ายๆ
ยังดีที่เด็กพวกนี้ยังเชื่อฟังและไว้หน้าเขา ยอมนั่งอยู่เฉยๆ แต่โดยดี
เมื่อมองไปยังครูประจำชั้นของนักเรียนมัธยมปลายปีสองห้องธรรมดาที่นั่งตัวตรงอยู่หลังห้องเรียน หลีฟางผิงก็คิดขึ้นมาได้
ชิงอวิ๋นจะส่งข้อสอบก่อนก็ปล่อยให้ส่งไปเถอะ
คาดว่าเด็กคนนั้นคงจะดูออกถึงความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของเขาที่เตรียมจะดุด่า ก็เลยชิงหนีไปก่อนเพื่อเป็นการรักษาหน้าของทุกคน
เด็กคนนี้มีความเป็นผู้ใหญ่มาแต่ไหนแต่ไร การมีวิธีจัดการกับสถานการณ์ด้วยความนิ่งเฉยแบบนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
แต่ในแง่ของความรู้สึกแล้ว...
เฮ้อ!
ดูเหมือนว่ามันก็ไม่มีอะไรให้ต้องตำหนิ
หลีฟางผิงที่เกิดในชนบทเหมือนกันรู้ดีว่า ในชนบท การที่ชิงอวิ๋นเพิ่งจะมามีความคิดแบบนี้เอาป่านนี้ นับว่าช้ามากแล้ว
ยังดีที่ตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะสอบเกาเข่าแล้ว เด็กคนนั้นฉลาดและรู้ความมาโดยตลอด คงจะไม่ทำเรื่องโง่ๆ หรอก
ขณะที่กำลังรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง หลีฟางผิงก็ต้องม่านตาหดเกร็งและขมวดคิ้วเข้าหากันอีกครั้ง
สิ่งที่ทำให้หลีฟางผิงขมวดคิ้ว ก็คือเด็กสาวที่ติดกิ๊บติดผมสีแดงไวน์ตรงริมหน้าต่างคนนั้น
ดวงตากลมโตสุกใสที่สามารถทำให้เด็กหนุ่มหน้าแดงใจเต้นแรงได้ กำลังเหม่อมองออกไปทางนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย
หลีฟางผิงเดินย่องเข้าไปเงียบๆ ยืนอยู่ด้านหลังเด็กสาว เมื่อมองตามทิศทางสายตาของเธอไป ก็เห็นแผ่นหลังของชิงอวิ๋นที่เดินจากไปกำลังค่อยๆ เลือนหายไป
เขาถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึงในทันที
ไม่ใช่กระมัง...
นี่มัน...
หรือว่านี่จะไม่ใช่รักข้างเดียว?
ใกล้จะสอบเกาเข่าอยู่แล้ว ยังจะมาเล่นบทใจตรงกันอะไรตอนนี้?
พวกแม่งจะอดทนกันอีกสักหน่อยไม่ได้หรือไง?
ในขณะที่หลีฟางผิงกัดฟันกรอดและก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เตรียมจะเคาะโต๊ะเพื่อเตือนสติ เด็กสาวก็ถือกระดาษคำตอบของเธอลุกขึ้นยืน
"อาหลี หนูส่งข้อสอบค่ะ"
น้ำเสียงที่แผ่วเบาและอ่อนหวานดังขึ้นในห้องเรียน







