ณ ลานบ้านตระกูลชุย ตรอกจ้งจิ่ง
ท่านผู้เฒ่าชุยตื่นแต่เช้าตรู่ สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ ยืนส่องเงาตัวเองที่ข้างโอ่งน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นางมีสีหน้าเขินอายเล็กน้อย "สะใภ้ใหญ่ เจ้าช่วยแม่ดูอีกทีสิว่าเสื้อผ้าชุดนี้พอดีตัวหรือไม่"
หลินซื่อได้ยินก็หัวเราะร่วน "ท่านแม่วางใจเถิดเจ้าค่ะ พอดีตัวยิ่งนัก"
ไม่เพียงแต่ท่านผู้เฒ่าชุยที่แต่งตัวจัดเต็มเป็นพิเศษ
คนอื่นๆ ในตระกูลชุยก็จงใจเปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าชุดใหม่เช่นกัน
เพราะว่า ‘ร้านหนีเป่าจาย’ ซึ่งเป็นร้านขายหมัวโหวหลัวของครอบครัว จะเปิดกิจการในวันนี้แล้ว
เวลาล่วงเลยมาครึ่งเดือนกว่าแล้ว นับตั้งแต่จ้าวจื้อถูกจับกุมตัว
การจัดการกับคนผู้นี้ในภายหลังเป็นเรื่องที่ทางการต้องจัดการ
สำหรับตระกูลชุย เรื่องนี้ถือว่าจบลงชั่วคราวแล้ว สมควรพลิกหน้ากระดาษเพื่อต้อนรับชีวิตใหม่ที่สวยงาม
ส่วนเรื่องบ้านของตระกูลจ้าวนั้น... ตอนนี้ย่อมยังไม่มีทางได้มาครอบครอง
ต้องรอให้ขุนนางจากเมืองหลวงเดินทางมาถึงและสืบสวนคดีให้กระจ่าง จากนั้นกรมขุนนางและกรมอาญาจึงจะปิดคดี ก่อนจะลงเอยด้วยการยึดทรัพย์และริบบ้านตระกูลจ้าว
บ้านเปล่าที่เหลืออยู่ในท้ายที่สุด นายอำเภอซ่งถึงจะสามารถจัดการโอนมาเป็นชื่อของตระกูลชุยได้
ขั้นตอนทั้งหมดนี้ หากไม่มีเวลาสักปีครึ่งปี เกรงว่าคงจัดการไม่เสร็จสิ้น
โชคดีที่ตระกูลชุยไม่ได้รีบร้อนอันใด
ตรงหน้ายังมีร้านค้าแห่งใหม่ให้ต้องวุ่นวายอยู่อีก!
เมื่อรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ท่านผู้เฒ่าชุยก็เดินออกจากบ้านด้วยใบหน้าเบิกบานใจ ท่ามกลางการห้อมล้อมของคนในครอบครัว
พวกเขาเพิ่งจะปรากฏตัว
เพื่อนบ้านในตรอกจ้งจิ่งก็สังเกตเห็นและเอ่ยทักทายอย่างกระตือรือร้น "พี่สะใภ้เฒ่าตระกูลชุย ในที่สุดร้านค้าของบ้านท่านก็จะได้เปิดกิจการเสียที! เป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก! ขอแสดงความยินดีด้วย!"
ท่านผู้เฒ่าชุยยิ้มจนหุบปากไม่ลง เอ่ยขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ยังมีเพื่อนบ้านที่กวาดตามองพวกเขาทั้งครอบครัว แล้วร้อง "เอ๊ะ" เบาๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความห่วงใย "เหตุใดจึงไม่เห็นเด็กน้อยอัจฉริยะเล่า"
หลังจากคดีของจ้าวจื้อ ตระกูลชุยก็กลายเป็นครอบครัวที่ได้รับความนิยมสูงสุดในตรอก
โดยเฉพาะชุยเซี่ยน เขาเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของผู้คนมากที่สุด
เมื่อเพื่อนบ้านเห็นเขา แม้จะอยู่ไกลก็ยังตั้งใจเดินมาทักทายอย่างเป็นกันเอง
ท่านผู้เฒ่าชุยได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะพลางตอบว่า "วันนี้ร้านค้าที่บ้านเปิดกิจการ เซี่ยนเกอกับเด็กๆ กลุ่มนั้นบอกว่าจะเตรียมเซอร์ไพรส์ให้บรรดานักอ่าน 'แมวรุ้ง' พวกเขาตั้งใจจะแต่งตัวเป็นเจ็ดจอมยุทธ์เดินขบวนไปตามถนน สร้างความครึกครื้นสักหน่อยน่ะ"
ใช่แล้ว 'แต่งกายเป็นเจ็ดจอมยุทธ์'
หากจะพูดให้ชัดเจนกว่านั้น มันก็คือการคอสเพลย์ตัวละครฉบับโบราณ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของกลุ่มคนรักอนิเมะในชาติก่อน
แต่เมื่อนำมาใช้ในยุคโบราณ มันก็ยังสร้างความตื่นตะลึงได้ไม่น้อย
ด้านหลังถนนตลาดในเมืองหนานหยาง ภายในตรอกเล็กๆ
รถม้าหลายคันจอดเทียบอยู่ด้านข้าง
ชุยเซี่ยน จวงจิ่น เกาฉี และเด็กหนุ่มอีกหลายคนกำลังหัวเราะคิกคักพลางเร่งเร้า "เสร็จหรือยัง แต่งตัวเสร็จหรือยังเนี่ย!"
ในบรรดาพวกเขา ชุยเซี่ยนแต่งกายเป็น 'จอมยุทธ์น้อยแมวรุ้ง' สวมชุดถังซวงสีขาว ดูหล่อเหลาเป็นพิเศษ
จวงจิ่น เกาฉี และคนอื่นๆ ต่างก็แต่งกายเป็น 'เที่ยวเที่ยว' 'ต้าเปิน' 'โต้วโต้ว' และตัวละครอื่นๆ แต่ละคนถือกระบี่วิเศษ ดูองอาจกล้าหาญไม่เบา
ทว่ากลับมีเพียงเผยเจียนและหลี่เฮ่ออวี้สองคนเท่านั้นที่ยังไม่ยอมปรากฏตัวเสียที
ผ่านไปครู่ใหญ่
ในที่สุดทั้งสองก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จและมุดตัวออกมาจากรถม้าด้วยท่าทางอึกอัก
วินาทีที่เห็นพวกเขาทั้งสอง เกาฉีและคนอื่นๆ ต่างก็ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน
เพราะเผยเจียนแต่งกายเป็นกระต่ายคราม
ส่วนหลี่เฮ่ออวี้แต่งกายเป็นซาลี่
ทั้งสองคน คนหนึ่งค่อนข้างท้วม อีกคนหนึ่งผอมสูง มีสีหน้าขัดเขินและใบหน้าแดงก่ำ ช่าง... บาดตาบาดใจเสียจริง!
จวงจิ่นหัวเราะจนน้ำตาไหล
หลี่เฮ่ออวี้ทำหน้าเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากในชีวิต
เผยเจียนพูดด้วยความอับอายปนโกรธ "ตกลงกันแล้วไงว่าห้ามหัวเราะ! หากเจ้ายังหัวเราะอีก งั้นเราสองคนมาเปลี่ยนกัน เจ้ามาเป็นกระต่ายครามแทน"
จวงจิ่นรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที
สุดท้ายก็เป็นชุยเซี่ยนที่ต้องกลั้นหัวเราะและเอ่ยปลอบใจ "เอาล่ะๆ ท่านย่าและคนอื่นๆ น่าจะใกล้ถึงร้านหนีเป่าจายแล้ว พวกเรารีบออกเดินทางกันเถอะ"
กลุ่มเด็กหนุ่มที่แต่งกายเป็นเจ็ดจอมยุทธ์ พยัคฆ์ใจดำ พยัคฆ์ดำน้อย หม่าซานเหนียง และตัวละครอื่นๆ พากันเดินออกจากตรอกแล้วขึ้นไปบนเกวียนเทียมวัว
จากนั้น เกวียนก็บรรทุกพวกเขาเคลื่อนตัวเข้าสู่ถนนตลาดอย่างช้าๆ
วันนี้เป็นวันเปิดกิจการร้านหนีเป่าจายที่ทุกคนต่างเฝ้ารอคอย
นักอ่านเรื่อง 'แมวรุ้ง' จำนวนมากได้ยินข่าวก็รีบแห่กันมา พวกเขารวมตัวกันที่ถนนตลาด เฝ้ารอให้ร้านเปิดอย่างใจจดใจจ่อเพื่อจะได้ซื้อหมัวโหวหลัว
ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า...
นักอ่านคนหนึ่งที่รอมาเนิ่นนานจนเริ่มเบื่อหน่ายหันขวับไปมอง เมื่อเห็นเกวียนที่กำลังแล่นเข้ามาในถนนตลาด เขาก็เบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้นและกรีดร้องเสียงแหลม "ทุกท่านรีบดูสิ นั่นเจ็ดจอมยุทธ์! เจ็ดจอมยุทธ์นี่นา!"
อะไรนะ?
เสียงตะโกนนี้ทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนหันขวับไปมองพร้อมกัน
จากนั้นก็ไม่เหนือความคาดหมาย เสียงอุทานด้วยความตื่นเต้นดีใจ รวมถึง... เสียงด่าทอก็ดังระงมขึ้น
"จอมยุทธ์น้อยแมวรุ้ง! ข้าได้เห็นจอมยุทธ์น้อยแมวรุ้งตัวเป็นๆ ด้วย! ช่างหล่อเหลาไม่ธรรมดาจริงๆ!"
"ในมือของเขาถือกระบี่ฉางหงเสียด้วย! สวรรค์ ช่างน่าเกรงขามยิ่งนัก! นี่แหละคือรูปลักษณ์ของกระบี่ฉางหงในจินตนาการของข้าเลย"
"คนที่ถือกระบี่เปินเหลยนั่น คือต้าเปินใช่หรือไม่!"
"ให้ตายเถอะ เจ้าอ้วนพีหน้าเหม็นนั่นเป็นใครกัน ถึงกล้ามาแต่งตัวเป็นกระต่ายคราม!"
"แถมยังมีไม้ไผ่แห้งมาแต่งตัวเป็นซาลี่อีก ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี ไร้เหตุผลสิ้นดี!"
ผู้คนที่สัญจรไปมาซึ่งไม่เคยอ่าน 'แมวรุ้ง' ต่างก็แค่มาร่วมมุงดูความครึกครื้น
ส่วนคนที่เคยอ่านนิยายเรื่องนี้ บางคนตื่นเต้นจนเต้นแร้งเต้นกา บางคนก็โกรธจนควันออกหู
บนเกวียน
เดิมทีเผยเจียนยังรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง
แต่เมื่อได้ยินผู้คนมากมายด่าทอตัวเอง เขาก็เลยทำตัวกวนประสาทด้วยการโพสท่าทางยั่วยวนและร่ายรำกระบี่ปิงพั่วต่อหน้าผู้คนเสียเลย
หลี่เฮ่ออวี้ก็รีบเข้าร่วมวงด้วยอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นผู้คนแห่มามุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นมีนักอ่านตะโกนโวยวายว่า 'อย่าห้ามข้า ข้าจะเอากระบี่แทงเจ้านั่นให้ตาย' ชุยเซี่ยนก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา
เขานึกกังวลจริงๆ ว่าเผยเจียนจะถูกบรรดานักอ่านที่กำลังโกรธแค้นแทงตายเอา!
โชคดีที่ทุกคนก็แค่พูดขู่ไปอย่างนั้นเอง
เมื่อท่านผู้เฒ่าชุยพาคนในครอบครัวมาถึงร้านหนีเป่าจาย แล้วเห็นฝูงชนมืดฟ้ามัวดินอยู่ด้านนอก นางก็ตกใจจนอ้าปากค้าง
แม้ว่าเซี่ยนเกอจะบอกว่าการแต่งตัวเป็นเจ็ดจอมยุทธ์เดินขบวนไปตามถนนจะช่วยโปรโมตร้านได้ แต่นี่มันจะได้ผลดีเกินไปแล้วกระมัง!
ผลปรากฏว่าเมื่อคนตระกูลชุยเพ่งมองดูให้ดีก็พบว่า พระเจ้ายอด ฝูงชนที่กำลังมุงดูด้วยความตื่นเต้นนั้น คาดว่าอย่างน้อยครึ่งหนึ่งกำลังด่าทอเผยเจียนกับหลี่เฮ่ออวี้อยู่
เมื่อเผยเจียนมองเห็นท่านผู้เฒ่าชุยและคนอื่นๆ มาแต่ไกล
เขาก็ตะโกนเสียงดังลั่น "ท่านย่า รีบเปิดร้านเถิดขอรับ ข้าจะต้านทานไม่ไหวแล้ว!"
"..."
เด็กคนนี้ เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อโปรโมตร้านแท้ๆ
ท่านผู้เฒ่าชุยจึงสะบัดมือทันที เปิดร้าน!
ชุยโป๋ซานและชุยจ้งหยวนสองพี่น้องจุดประทัดคนละสาย
ท่ามกลางเสียงประทัดดังเปรี้ยงปร้าง ท่ามกลางสีหน้าตื่นเต้นของคนตระกูลชุย และท่ามกลางสายตาอันคาดหวังของเหล่านักอ่าน...
ร้านหนีเป่าจาย เปิดกิจการแล้วจ้า!
ลูกค้าจำนวนมากหลั่งไหลเข้าไปในร้าน เมื่อได้เห็นหมัวโหวหลัวที่ปั้นได้อย่างมีชีวิตชีวาอยู่ภายใน พวกเขาก็ตาค้างและพากันส่งเสียงอุทานราวกับคนไม่เคยเห็นโลกกว้าง
หมัวโหวหลัวเจ็ดจอมยุทธ์แบบลงสีและสวมเสื้อผ้า ราคาตัวละ 80 อีแปะ
หมัวโหวหลัวเจ็ดจอมยุทธ์แบบดินเผาสีเหลืองธรรมดา ราคาตัวละ 30 อีแปะ
นอกจากนี้ยังมี 'กระบี่วิเศษ' แยกขายต่างหาก เช่น กระบี่ฉางหง กระบี่ปิงพั่ว ซึ่งมีขนาดและวัสดุแตกต่างกันไป ราคาตั้งแต่ 20 อีแปะ ถึง 80 อีแปะ
ยิ่งไปกว่านั้น ภายในร้านยังมี 'ชุดคอสตูมเจ็ดจอมยุทธ์' สำหรับให้คนสวมใส่จริงๆ อีกด้วย
"ราคานี้คุ้มค่ามาก!"
"ซื้อ ซื้อ ซื้อ ข้าจะซื้อ!"
"ชุดคนจริงของจอมยุทธ์น้อยแมวรุ้งช่างหล่อเหลาจับใจ ข้าจะซื้อหนึ่งชุด!"
กิจการดีมากจริงๆ
ท่านผู้เฒ่าชุยพร้อมด้วยลูกชายและลูกสะใภ้อย่างละสองคน ทุกคนในครอบครัวต่างลงมือช่วยกันจนแทบจะรับรองลูกค้าไม่ทัน
หมัวโหวหลัวภายในร้านถูกแย่งซื้อจนหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ด้านนอกร้าน
พวกชุยเซี่ยน เผยเจียน จวงจิ่น และหลี่เฮ่ออวี้ เหนื่อยจนหอบแฮ่ก พวกเขาพิงกันและกันพลางหัวเราะแหะๆ ด้วยความตื่นเต้น
นี่คือร้านค้าแห่งแรกที่พวกเขาร่วมแรงร่วมใจกันเปิด
กิจการดีถึงเพียงนี้ พวกเขาย่อมต้องดีใจเป็นธรรมดา
"ไม่เสียแรงที่นายน้อยอย่างข้ายอมเสียสละตัวเอง ทำเรื่องขายหน้าถึงเพียงนี้"
เผยเจียนรำพึงออกมาประโยคหนึ่ง จากนั้นก็รู้สึกได้ว่าไม่รู้เพราะเหตุใด พื้นดินถึงสั่นสะเทือนเบาๆ?
เขาหันขวับไปมองด้วยความสงสัย แล้วก็ต้องพบกับผู้คนนับร้อย... ไม่สิ นับพันคนที่มีใบหน้าแดงก่ำ กำลังหลั่งไหลเข้ามาในถนนตลาดอย่างมืดฟ้ามัวดิน
แม่ร่วง!
เผยเจียนสะดุ้งสุดตัวและร้องเสียงหลงด้วยความหวาดกลัว "เดี๋ยวสิ นายน้อยอย่างข้าหน้าตาหล่อเหลาปานนี้ ก็แค่แต่งตัวเป็นกระต่ายครามเอง ถึงกับทำให้คนมากมายโกรธแค้นพร้อมกันเชียวหรือ ท่าทางแบบนี้ กะจะแทงข้าให้ตายจริงๆ สินะ!"
ชุยเซี่ยน จวงจิ่น และหลี่เฮ่ออวี้ได้ยินดังนั้นก็หันไปมองตาม แล้วก็ตกใจจนลุกลี้ลุกลนตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน
เพราะว่าคนที่มาในครั้งนี้มีจำนวนมากเกินไปจริงๆ
กวาดสายตามองไปทางไหนก็มีแต่คน ราวกับว่าคนทั้งเมืองพากันมาที่นี่อย่างไรอย่างนั้น
พวกเขาเดินมุ่งหน้ามาทางนี้พลางตะโกนโวยวายอะไรบางอย่าง เช่น 'ยกเว้นการเกณฑ์แรงงานสามปี' 'ภาษีข้าวหกส่วนเป็นเวลาห้าปี' อะไรทำนองนั้น
นี่มันสถานการณ์อะไรกันเนี่ย?