วันรุ่งขึ้นก็มีจดหมายจากเมืองไคเฟิงส่งมา สั่งให้ซ่งจือฝู่เดินทางไปยังที่ทำการปู้เจิ้งสื่อเมืองไคเฟิงเพื่อรายงานตัว
สิ่งที่ควรมาก็มาถึงจนได้!
แม้ซ่งจือฝู่จะเป็นพวกกะล่อนเจนจัด ทว่ายิ่งเป็นขุนนางนานเท่าไร ความกล้าก็ยิ่งหดหายลงเท่านั้น
เขาและอู๋ถงจือเตี๊ยมคำให้การกันไว้ล่วงหน้าแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ไปเมืองไคเฟิงแล้วไม่ได้กลับมา หรือถูกคุมตัวไว้โดยตรง เผื่อว่าเวลาขุนนางจากเมืองหลวงมาไต่สวนความผิด คำให้การของทั้งสองจะได้ตรงกัน
จากนั้น
ก็ทิ้งให้อู๋ถงจือนั่งตัวสั่นงันงกอยู่ในที่ว่าการอำเภอหนานหยาง
ส่วนซ่งจือฝู่ก็ไปตัวสั่นงันงกอยู่ที่ทำการปู้เจิ้งสื่อเมืองไคเฟิง
สามวันต่อมา
ซ่งจือฝู่เดินทางมาถึงเมืองไคเฟิงด้วยความเหนื่อยล้า พอได้พบหลี่ตวนก็ถึงกับน้ำตาร่วงคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อสารภาพผิดทันที "ใต้เท้า ข้าน้อยละอายใจต่อการสั่งสอนของท่านนักขอรับ!"
ปู้เจิ้งสื่อหลี่ตวนแค่นเสียงเย็นชา "เลิกทำทีเล่นละครตบตาข้าได้แล้ว! ข้าขอถามเจ้า คดีที่จ้าวจื้อฮุบที่ดิน เข่นฆ่าผู้คนราวกับผักปลา และรับสินบนนั้น เจ้ามีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่ แล้วเข้าไปมีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด?"
ซ่งจือฝู่รีบร้องไห้คร่ำครวญ "ใต้เท้าโปรดให้ความเป็นธรรมด้วย! ข้าน้อยไม่เคยมีส่วนร่วมเลยนะขอรับ!"
เมื่อหลี่ตวนได้ยินดังนั้น ความเย็นชาบนใบหน้าก็ลดลงเล็กน้อย
ก่อนจะกล่าวว่า "เจ้าเป็นขุนนางอยู่ใต้บังคับบัญชาของข้ามาหลายปี ข้าย่อมไม่อยากเห็นเจ้าต้องมีจุดจบที่เสียชื่อเสียงพังพินาศ แต่ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าได้พูดความจริงกับข้าหรือไม่"
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจงอยู่ที่เมืองไคเฟิง ห้ามไปไหนทั้งสิ้น"
"ข้าได้เขียนฎีกาให้ม้าเร็วเร่งนำไปส่งที่กรมขุนนางแล้ว ถึงเวลานั้นย่อมมีขุนนางจากสำนักตรวจการและผู้ตรวจการแผ่นดินถูกส่งตัวมาสืบสวนคดีนี้"
"เจ้า... ดูแลตัวเองให้ดีเถอะ"
ซ่งจือฝู่รีบกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจทันที
คำพูดของหลี่ตวนดูเหมือนจะยุติธรรมตรงไปตรงมา ทว่าแท้จริงแล้วกลับเผยข้อมูลให้เขาได้รับรู้มากพอแล้ว
ตราบใดที่เขาบริสุทธิ์ผุดผ่องจริง ในฐานะปู้เจิ้งสื่อขั้นสอง หลี่ตวนย่อมสามารถปกป้องเขาได้ และจะไม่ปล่อยให้คนจากเมืองหลวงมาตรวจสอบบัญชีอย่างมุ่งร้าย
แต่หากในเรื่องนี้เขาไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ก็คงหมดหนทางช่วย
หลังจากคุยเรื่องงานราชการจบ
หลี่ตวนก็เอ่ยถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน "เจ้าเคยพบชุยเซี่ยน ผู้แต่งบทกวี 'สงสารชาวนาสองบท' หรือไม่ เด็กคนนี้มีอุปนิสัยเป็นอย่างไรบ้าง?"
ซ่งจือฝู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างระมัดระวัง "ฉลาดหลักแหลม มีไหวพริบปฏิภาณเป็นเลิศแม้อายุยังน้อย ทั้งยังมีสง่าราศีและท่วงท่าอันโดดเด่นเป็นของตนเองขอรับ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ตวนก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่ก็ได้ยินใต้เท้าปู้เจิ้งสื่อพึมพำเสียงเบา "ดีมาก ดีมาก ไม่เสียแรงที่ข้าแนะนำเด็กคนนี้ให้เป็นศิษย์ของศิษย์พี่"
ศิษย์พี่ของใต้เท้าปู้เจิ้งสื่อ... ท่านตงไหล!
สวรรค์!
ซ่งจือฝู่ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับสะท้านไปทั้งร่าง
จากนั้นก็รู้สึกโชคดีอย่างหาที่สุดไม่ได้ในใจ โชคดีที่เขาตกลงมอบจวนตระกูลจ้าวให้ชุยเซี่ยนไปแล้ว!
เด็กคนนี้กลับมีวาสนาเทียมฟ้าถึงเพียงนี้!
หากชุยเซี่ยนสามารถกราบท่านตงไหล โจวหยง เป็นอาจารย์ได้จริง
เช่นนั้นเขาก็จะมีอาจารย์ซึ่งเป็นปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในราชวงศ์ต้าเหลียง มีศิษย์อาเป็นถึงปู้เจิ้งสื่อขั้นสอง และมีอาจารย์ปู่เป็นถึงรองอัครมหาเสนาบดีแห่งราชสำนัก!
อีกทั้งใต้เจ้ารองอัครมหาเสนาบดี ยังมีตำแหน่ง ‘เซ่าฟู่’ หรือราชครูผู้ช่วยขั้นหนึ่งรองควบอยู่อีกด้วย
พูดง่ายๆ ก็คือ รองอัครมหาเสนาบดีอาจไม่ได้เลื่อนขั้นเป็นอัครมหาเสนาบดีเสมอไป
ทว่ารองอัครมหาเสนาบดีที่ควบตำแหน่ง ‘เซ่าฟู่’ นั้น แทบจะการันตีตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีคนต่อไปได้เลย
เช่นนี้แล้วจะไม่ให้เรียกว่าวาสนาเทียมฟ้าได้อย่างไร?
หลังจากซ่งจือฝู่ตกตะลึงไปชั่วครู่... จู่ๆ เขาก็ได้สติขึ้นมา
เหตุใดหลี่ตวนจึงจงใจพูดเรื่องนี้ให้เขาได้ยิน?
นั่นแสดงว่าหลี่ตวนได้สืบเรื่องราวของชุยเซี่ยนมาอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว แม้กระทั่งเรื่องที่เขาไปเยี่ยมเยียนตระกูลชุยที่หนานหยาง อีกฝ่ายก็คงสืบทราบมาหมดแล้วเช่นกัน
การที่อีกฝ่ายยินดีปกป้องเขา ไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์ข้าผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาแต่อย่างใด ทว่าเป็นเพราะเขารู้จักกาลเทศะ เป็นฝ่ายเสนอตัวเข้าไปดูแลชุยเซี่ยน ‘ว่าที่หลานศิษย์’ ของหลี่ตวนต่างหาก
เมื่อคิดทบทวนถึงต้นสายปลายเหตุ ซ่งจือฝู่ก็กระจ่างแจ้ง!
วิกฤตการณ์ของเขาในครั้งนี้ ดูเหมือนจะยังมาไม่ถึง แต่แท้จริงแล้วมันได้ผ่านพ้นไปแล้ว
หลี่ตวนจะปกป้องเขา
ส่วนเขาก็ต้องอยู่หนานหยางอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว และดูแลจิ้งจอกน้อย... ไม่สิ ท่านบรรพบุรุษน้อยคนนั้น!
ต้องดูแลท่านบรรพบุรุษน้อยคนนั้นให้ดี!
เมื่อคิดตกถึงกุญแจสำคัญ
ซ่งจือฝู่ก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก กลั้นน้ำตาเอาไว้ แล้วกล่าวขอบคุณหลี่ตวนด้วยน้ำเสียงสะอื้น "ขอบพระคุณใต้เท้า ข้าน้อยขอบพระคุณใต้เท้าขอรับ!"
หลี่ตวนยิ้มโดยไม่พูดอะไร
แต่เขาไม่ได้หลอกซ่งจือฝู่
ตั้งแต่ตอนที่ซ่งจือฝู่ออกเดินทางจากหนานหยางมุ่งหน้ามายังเมืองไคเฟิง ฎีกาของหลี่ตวนก็ถูกส่งด้วยม้าเร็วไปยังกรมขุนนางล่วงหน้าแล้ว
แน่นอนว่าหลี่ตวนเขียนจดหมายสองฉบับ
ฉบับหนึ่งส่งไปที่กรมขุนนาง
ส่วนอีกฉบับส่งไปที่จวนของอาจารย์ของเขา รองอัครมหาเสนาบดี เจิ้งเสียเซิง
เจิ้งเสียเซิง นามรองฮั่นหยาง เป็นรองอัครมหาเสนาบดีคนปัจจุบัน ควบตำแหน่งเซ่าฟู่ขั้นหนึ่งรอง
วันนี้หลังจากรับประทานอาหารมื้อเย็นเสร็จ
ใต้เท้าเจิ้งก็อยู่ในห้องหนังสือของจวน แกะจดหมายที่ศิษย์คนเล็กส่งมาให้ แล้วหรี่ตาอ่าน
เขาอ่านเรื่องราวต้นสายปลายเหตุคดีของจ้าวจื้อจนจบก่อน จากนั้นก็วางมันไว้ข้างๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
คดีของนายอำเภอเล็กๆ เช่นนี้ ไม่คู่ควรให้ใต้เท้าเจิ้งเก็บมาใส่ใจ และยิ่งไม่คู่ควรให้หลี่ตวนถึงกับต้องเขียนจดหมายส่งมาโดยเฉพาะ
จุดสำคัญน่าจะอยู่ที่อื่น
และก็เป็นจริงดังคาด
เมื่อใต้เท้าเจิ้งหยิบสมุดคัดลายมือหลายแผ่น และบทกวีสองบทคือ ‘บทกวีห่าน’ กับ ‘สงสารชาวนาสองบท’ ออกมาจากจดหมาย ดวงตาก็พลันเบิกกว้างเป็นประกาย
ลายมือดียิ่ง!
บทกวีก็ยอดเยี่ยม!
เมื่อถือสมุดคัดลายมือและบทกวีทั้งสองบทนี้ไว้ แล้วหันกลับไปมองคดีของจ้าวจื้ออีกครั้ง
ใต้เท้าเจิ้งก็เอ่ยชมเชยขึ้นมาทันที "ช่างเป็นกลอุบายที่แยบยลนัก!"
คำชมเชยนี้ย่อมมอบให้กับชุยเซี่ยนอย่างแน่นอน
เด็กแปดขวบผู้นี้ ไม่เพียงแต่มีความสามารถด้านบุ๋นเป็นเลิศ ทว่ายังมีความคิดอ่านที่ทะลุปรุโปร่ง วางแผนอย่างรัดกุมทุกย่างก้าว อาศัยสถานการณ์ที่ได้เปรียบเอาชนะผู้แข็งแกร่งกว่าด้วยความอ่อนแอ!
เมื่ออ่านเนื้อหาในจดหมายจนครบถ้วนแล้ว ใต้เท้าเจิ้งก็อาศัยแสงจากตะเกียงน้ำมัน มองเห็นรอยหมึกที่ด้านหลังกระดาษจดหมาย
เขาพลิกกระดาษกลับไปดูด้วยความสงสัย
จากนั้นดวงตาของใต้เท้าเจิ้งก็เบิกกว้างขึ้นถนัดตา
เพราะด้านหลังกระดาษจดหมายทุกแผ่น ล้วนมีข้อความเขียนไว้ว่า ชุยเซี่ยน เริ่มเรียนหนังสือตอนอายุแปดขวบ ปัจจุบันอายุแปดขวบครึ่ง
ในเวลาเพียงครึ่งปีสั้นๆ
กลับสามารถเขียนอักษรได้งดงามตระการตา และแต่งบทกวีได้ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
แม่เจ้าโว้ย!
นี่มันตัวประหลาดอะไรกันเนี่ย?
ต่อให้ใต้เท้าเจิ้งจะเป็นผู้ที่ผ่านโลกมามาก ก็ยังอดตกตะลึงในเวลานี้ไม่ได้
และหลังจากหายตกตะลึง เจิ้งเสียเซิงก็เข้าใจความหมายของหลี่ตวนผู้เป็นศิษย์
ศิษย์อาจารย์ทั้งสามคนของพวกเขา ใต้เท้าเจิ้งเป็นศูนย์กลางในราชสำนัก หลี่ตวนปกครองหัวเมือง ส่วนโจวหยงมีชื่อเสียงเกริกไกรในหมู่นักปราชญ์
ก็ถึงเวลาที่ต้องปั้นผู้สืบทอดตัวน้อยเสียที
ทว่าไม่ว่าจะเป็นใต้เท้าเจิ้งหรือหลี่ตวน การอยู่ในแวดวงขุนนางล้วนไม่เหมาะที่จะรับศิษย์โดยตรง
โจวหยงต่างหากที่เหมาะสมที่สุด
ใต้เท้าเจิ้งมองดูสมุดคัดบทกวีทั้งสองแผ่น ยิ่งมองก็ยิ่งชอบใจ เขาลูบเคราพร้อมกับหัวเราะอย่างอ่อนโยนเป็นพิเศษ "อัจฉริยะหาตัวจับยากเช่นนี้ กลับตกเป็นลาภลอยของเจ้าโจวหยงเสียได้ หลานศิษย์ที่น่ารัก คอยดูเถอะ อาจารย์ปู่จะมอบวาสนาครั้งใหญ่ให้เจ้าเอง"
วันรุ่งขึ้น
หลังจากกรมขุนนางตรวจสอบคดีของจ้าวจื้อแล้ว ก็ไม่ผิดไปจากที่คาดการณ์ ฎีกาฉบับนั้นถูกส่งไปยังคณะรัฐมนตรีพร้อมกับบทกวี ‘สงสารชาวนาสองบท’
ภายในประตูอู่เหมิน ทางตะวันออกของประตูเฟิ่งเทียน ทางใต้ของตำหนักเหวินหัว ณ ตำหนักเหวินยวน
ใต้เท้าเจิ้งนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ค่อยๆ เปิดฎีกาฉบับหนึ่งด้วยมือที่สั่นเทา
หลังจากอ่านจบ
เขาก็ทำทีราวกับเพิ่งเคยเห็นบทกวี ‘สงสารชาวนาสองบท’ เป็นครั้งแรก ลุกขึ้นยืนด้วยอาการสั่นเทา "บทกวีชั้นเลิศ! บทกวีชั้นเลิศ! เด็กน้อยวัยเพียงแปดขวบ กลับสามารถแต่งบทกวีที่ปลุกผู้คนให้ตื่นรู้ได้ถึงเพียงนี้! เห็นได้ชัดว่าราชวงศ์ต้าเหลียงของเราเต็มไปด้วยผู้มีความสามารถ สวรรค์คุ้มครองฝ่าบาท สวรรค์คุ้มครองต้าเหลียง!"
"รอให้ถึงเวลาว่าราชการในวันนี้ ข้าจะนำบทกวีนี้ขึ้นทูลเกล้าถวายฝ่าบาท"
อะไรนะ?
เมื่อได้ยินเช่นนั้น
เหล่ามหาบัณฑิตแห่งคณะรัฐมนตรี มหาบัณฑิตประจำตำหนัก และขุนนางอาลักษณ์คนอื่นๆ ต่างก็พากันเข้ามามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่ออ่าน ‘สงสารชาวนาสองบท’ จบ เหล่าขุนนางในคณะรัฐมนตรีต่างก็ตบโต๊ะร้องชมเชย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อบทกวีนี้แต่งขึ้นโดยเด็กอัจฉริยะวัยเพียงแปดขวบ!
ช่างน่าทึ่งเสียนี่กระไร
ขุนนางอาลักษณ์ผู้หนึ่งอ่านบทกวี ‘สงสารชาวนา’ แล้วก็เอ่ยขึ้นด้วยความลังเล "ทั่วหล้าไร้ที่นาว่างเปล่า ทว่าชาวนากลับยังอดตาย แม้บทกวีนี้จะปลุกให้ผู้คนตื่นรู้ แต่หากนำขึ้นทูลเกล้าถวายให้ฝ่าบาททอดพระเนตร จะดูไม่เหมาะสมหรือไม่?"
เมื่อได้ยินดังนั้น
ขุนนางคณะรัฐมนตรีคนอื่นๆ รวมถึงใต้เท้าเจิ้งต่างก็หัวเราะออกมา
จะไม่เหมาะสมได้อย่างไร?
มันเหมาะสมที่สุดเลยต่างหาก!
เพราะเมื่อฝ่าบาททอดพระเนตรเห็นบทกวีนี้ ย่อมไม่ทรงคิดว่าเด็กน้อยวัยแปดขวบกำลังตั้งคำถามกับพระองค์ ตรงกันข้าม ฝ่าบาทยังสามารถใช้บทกวีนี้ไปตั้งคำถามและสั่งสอนเหล่าขุนนางได้อีกด้วย!
ดังนั้น
ในการว่าราชการเช้าวันนั้น
ต่อหน้าขุนนางบุ๋นบู๊ ใต้เท้าเจิ้งได้นำบทกวีสองบทขึ้นทูลเกล้าถวายฝ่าบาท พร้อมกราบทูลว่าเป็นผลงานของเด็กน้อยวัยแปดขวบจากหนานหยาง มณฑลเหอหนาน
ภายในท้องพระโรงไท่เหอ
ท่ามกลางสายตาอันตกตะลึงของเหล่าขุนนาง
ฮ่องเต้ผู้ไม่ค่อยแย้มพระสรวลเป็นนิตย์ หลังจากทอดพระเนตรบทกวีจบก็ทรงพระสรวลเสียงดัง "โวหารล้ำเลิศจริงๆ! บทกวีนี้ แต่งขึ้นโดยเด็กน้อยวัยเพียงแปดขวบเชียวหรือ? ดี ดียิ่งนัก นึกไม่ถึงเลยว่า ต้าเหลียงของเราจะมีเด็กอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์เช่นนี้"
จากนั้น
ฮ่องเต้ก็ทรงรับสั่งให้ขุนนางฝ่ายพิธีการ อ่านบทกวี ‘สงสารชาวนาสองบท’ กลางท้องพระโรง
เหล่าขุนนางต่างเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจและสั่นสะท้าน
บทกวีที่ปลุกผู้คนให้ตื่นรู้ได้ถึงเพียงนี้ กลับแต่งขึ้นโดยเด็กน้อยวัยแค่แปดขวบเชียวหรือ?
ชุยเซี่ยน เด็กอัจฉริยะวัยแปดขวบ จึงกลายเป็น ‘ตัวเอก’ ของการว่าราชการในวันนี้ไปโดยปริยาย
ขุนนางผู้หนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า แล้วกราบทูลเสียงดัง "ขอแสดงความยินดีกับฝ่าบาท ขอแสดงความยินดีกับฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!"
ฮ่องเต้ซึ่งประทับอยู่บนบัลลังก์ทรงเปล่งเสียง ‘โอ้’ เบาๆ "เจ้าลองว่ามาสิ ว่าเจิ้นมีเรื่องน่ายินดีอันใด?"
ขุนนางผู้นั้นกราบทูลด้วยความปีติยินดี "เด็กอัจฉริยะวัยเพียงแปดขวบ กลับสามารถแต่งบทกวีที่ปลุกผู้คนให้ตื่นรู้ได้ถึงเพียงนี้! จะกล่าวว่าเป็นเทพเหวินฉวี่จุติลงมาเกิดก็ไม่ปาน! การที่เทพเหวินฉวี่จุติลงมาช่วยเหลือเกื้อกูล ย่อมแสดงให้เห็นว่าอำนาจของฝ่าบาทนั้นสวรรค์ประทานให้ เป็นโอรสสวรรค์มังกรแท้ผู้มีพระชนมายุยืนยาวและเจริญรุ่งเรือง! สวรรค์คุ้มครองฝ่าบาท สวรรค์คุ้มครองต้าเหลียงพ่ะย่ะค่ะ!"
"ฝ่าบาท นี่คือนิมิตหมายอันเป็นมงคลพ่ะย่ะค่ะ!"
หากวันนี้ชุยเซี่ยนเป็นผู้ใหญ่ ขุนนางผู้นี้คงไม่กล้าเยินยอถึงเพียงนี้
แต่มันวิเศษตรงที่ ชุยเซี่ยนอายุเพียงแปดขวบนี่แหละ
คงไม่มีใครกล้าขัดคอเรื่องนี้ให้เป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท
ด้วยเหตุนี้ เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊จึงคุกเข่าลงพร้อมกัน แล้วเปล่งเสียงดังกึกก้อง
"สวรรค์คุ้มครองฝ่าบาท สวรรค์คุ้มครองต้าเหลียง!"
ฮ่องเต้ทรงพระเกษมสำราญยิ่งนัก ตรัสกลั้วพระสรวลอย่างหยอกล้อ "พวกเจ้านี่นะ เอาแต่สรรหาคำพูดดีๆ มาพูด ทั่วหล้าไร้ที่นาว่างเปล่า ทว่าชาวนากลับยังอดตาย พวกเจ้าจงจดจำประโยคนี้ไว้ให้ขึ้นใจเถอะ"
"กระหม่อมขอน้อมรับคำสั่งสอนของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ"
เหล่าขุนนางขานรับพร้อมเพรียงกัน
ชั่วขณะนั้น กษัตริย์และขุนนางปรองดองกัน บรรยากาศในท้องพระโรงจึงผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง
ไม่มีใครพูดถึงจ้าวจื้อเลยแม้แต่น้อย
ทว่าทุกคนล้วนเข้าใจดีว่า จ้าวจื้อจบเห่แล้ว
นับตั้งแต่วินาทีที่ฮ่องเต้ตรัสชม ‘เด็กอัจฉริยะ’ และทรงอนุโลมให้ถือว่าเรื่องนี้เป็น ‘นิมิตหมายอันเป็นมงคล’ จ้าวจื้อก็จบสิ้นลงอย่างสมบูรณ์
หลังจากเลิกว่าราชการ
เสนาบดีกรมขุนนางก็ไปหาใต้เท้าเจิ้ง แล้วเอ่ยยิ้มๆ "ใต้เท้า วันนี้ข้าน้อยจะส่งคนไปยังหนานหยางเพื่อสืบสวนคดีนี้ขอรับ"
"อีกทั้ง ตามความคิดของข้าน้อย จะปรึกษาหารือกับกรมพระคลังและกรมโยธาธิการ เพื่อยกเว้นการเกณฑ์แรงงานราษฎรอำเภอหนานหยางเป็นเวลาสามปี ลดหย่อนภาษีเสบียงอาหารให้ราษฎรอำเภอหนานหยางหกส่วนเป็นเวลาห้าปี และยกเว้นภาษีเสบียงอาหาร ภาษีอากร ตลอดจนการเกณฑ์แรงงานให้ตระกูลชุยเป็นเวลายี่สิบปี"
"พร้อมทั้งปรึกษาหารือกับกรมพิธีการ เพื่อนำบทกวี ‘สงสารชาวนาสองบท’ มาเป็นบทกวีต้นแบบ เผยแพร่ไปยังสถานศึกษาทั่วแผ่นดิน ท่านคิดเห็นประการใดขอรับ?"
ใต้เท้าเจิ้งลูบเคราพร้อมกับหัวเราะ "ดี"