ผู้บำเพ็ญกสิกรรม ผู้บำเพ็ญหรรษา ผู้บำเพ็ญโภชนา ผู้บำเพ็ญสัญจร ผู้บำเพ็ญเคหสถาน
คำศัพท์เหล่านี้ หลี่ป้านเฟิงไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
ทว่าตอนนี้เขากลับต้องเป็นคนเลือก
วานรชิววางหลี่ป้านเฟิงลง ให้เขาพิงต้นไม้ในท่านั่งกึ่งนอน "ตอนนี้เขาขยับตัวไม่ได้แล้ว เอาซุปหวนวิญญาณให้เขาสักชามก่อน"
"ให้งั้นรึ?" พ่อค้าเร่ส่ายหน้า "ที่นี่ไม่มีธรรมเนียมการให้เปล่าหรอกนะ"
วานรชิวล้วงกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน "ค่าซุปฉันจ่ายเอง แต่วันนี้พกเงินสดมาไม่มาก ขอติดไว้ก่อน"
พ่อค้าเร่หยิบหม้อดินเผาออกมาจากชั้นล่างของตู้ไม้ ใส่สมุนไพร เติมน้ำ แล้วตั้งเตาถ่านเริ่มต้มซุป
"วานรชิว ไอ้หนุ่มนี่เป็นอะไรกับแก? ถึงได้ดีกับมันนัก?" พ่อค้าเร่หยิบพัดมาพัดเตาถ่านอย่างไม่รีบร้อน
"เขาให้อาหารฉันกิน" วานรชิวตอบสั้นๆ
พ่อค้าเร่ถามอีก "แล้วค่าผงยาเบิกมรรคาล่ะ ใครจะจ่าย?"
วานรชิวตอบ "ฉันออกเอง เขาจะเลือกวิถีมรรคาไหนก็ได้"
พูดจบ วานรชิวก็หยิบมือซ้ายข้างหนึ่งออกมาจากกระเป๋า เป็นมือซ้ายที่ถูกกินไปแล้วครึ่งหนึ่ง
ที่แท้ก็เป็นเขานี่เอง!
หลี่ป้านเฟิงถึงบางอ้อ คนที่ชื่อวานรชิวผู้นี้ คือคนที่มาขออาหารเขาบนรถไฟนั่นเอง
ตอนนั้นผู้ชายคนนี้กดเสียงต่ำมากจนหลี่ป้านเฟิงแยกแยะน้ำเสียงไม่ออก
หลี่ป้านเฟิงให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเขาไปสองกล่อง ไม่นึกเลยว่าผู้ชายคนนี้จะช่วยชีวิตหลี่ป้านเฟิงเพื่อตอบแทน
"มียาไหม? ช่วยต่อมือให้ฉันที" วานรชิวยื่นมือซ้ายให้พ่อค้าเร่
เมื่อดูสภาพมือซ้ายข้างนั้นแล้ว พ่อค้าเร่ก็ไม่อยากจะยุ่งเท่าไหร่นัก "หมอเทวดาแห่งหุบเขาราชาโอสถคนนั้นคุ้นเคยกับแกไม่ใช่รึ? ไปให้เขาต่อให้สิ ฝีมือเขาล้ำเลิศจะตาย"
เดิมทีวานรชิวก็ตั้งใจจะไปหาหมอเทวดาคนนั้นให้ต่อมือให้ แต่ในเมื่อมาเจอพ่อค้าเร่แล้ว เขาก็ไม่อยากติดค้างน้ำใจหมอเทวดาอีก
หนี้บุญคุณไม่ได้ชดใช้กันง่ายๆ จ่ายราคาของพ่อค้าเร่ยังจะคุ้มค่ากว่า
วานรชิวพูดพลางหัวเราะ "มาถึงนี่แล้ว ให้แกจัดการเถอะ"
"มือแกสภาพนี้แล้ว ยังจะมาหาฉันอีก!" พ่อค้าเร่บ่นอุบอิบพลางค้นหาพลาสเตอร์ยาในตู้ "นี่ต้องใช้พลาสเตอร์กี่แผ่นเนี่ย? คราวหน้าก็บอกเมียแกด้วยนะ แทะเนื้อไปหน่อย หลอกกระเพาะก็พอแล้ว อย่ากินเส้นเอ็นเข้าไปด้วยสิ..."
หลี่ป้านเฟิงกึ่งนอนพิงอยู่ใต้ต้นไม้ มองดูพ่อค้าเร่หยิบพลาสเตอร์ยาออกมาหลายแผ่น
วานรชิวล้วงแขนซ้ายออกจากกระเป๋ากางเกงเป็นครั้งแรก
พูดให้ถูกคือ เขาไม่มีมือซ้าย สิ่งที่ซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงมีเพียงข้อมือซ้ายกุดๆ เท่านั้น
"แกเล็งให้ตรงก่อนนะ!" พ่อค้าเร่เอาพลาสเตอร์ยาไปอังไฟ วานรชิวใช้มือขวาจับมือซ้าย เล็งรอยขาดให้ตรงกับข้อมือที่ขาดกุด
เมื่อพลาสเตอร์ยาอังไฟได้ที่ พ่อค้าเร่ก็เดินเข้าไป เอาพลาสเตอร์ยาหลายแผ่นพันรอบรอยต่อของข้อมือ พันซ้อนกันหลายชั้น ราวกับใช้เทปกาวแปะมือติดกับข้อมือ
แปะติดแล้วเหรอ?
แบบนี้จะใช้ได้ผลเหรอ?
แม้ว่าตลอดทางหลี่ป้านเฟิงจะได้พบเจอเรื่องเหลือเชื่อมามากมาย แต่การรักษามือขาดแบบนี้ ในสายตาเขาก็ยังดูเล่นขายของเกินไปอยู่ดี
อยากจะแปะมือให้ติด อย่างน้อยก็น่าจะป้ายน้ำลายสักหน่อยสิ!
เรื่องนี้ยังทำให้หลี่ป้านเฟิงรู้สึกกังวลกับอาการของตัวเองด้วย ตอนนี้ในหนึ่งนาทีเขาหายใจได้แค่สี่ห้าครั้ง หัวใจก็เต้นแค่ยี่สิบกว่าครั้งเท่านั้น
เดี๋ยวนะ นิ้วก้อยของวานรชิวเหมือนจะขยับนิดหนึ่ง
ฉันตาฝาดไปหรือเปล่า?
ไม่ได้ตาฝาด
ไม่ใช่แค่นิ้วก้อย แต่นิ้วทั้งห้าของวานรชิว รวมถึงนิ้วนางที่เหลือแต่กระดูก ล้วนกำลังขยับเขยื้อนเล็กน้อย
ต่อติดแล้วจริงๆ!
"เพิ่งต่อเสร็จ อย่าเพิ่งรีบขยับ!" พ่อค้าเร่กำชับ แล้วหยิบผงยามาโรยบนมือซ้ายของวานรชิว จากนั้นก็ใช้ผ้าก๊อซพันมือซ้ายของเขาไว้อย่างแน่นหนา
"สิบวันห้ามโดนน้ำ หนึ่งเดือนห้ามแกะพลาสเตอร์ยา เดือนหน้าเจอกันก็อย่าลืมพกเงินมาด้วยล่ะ เราจะได้เคลียร์บัญชีกันให้จบๆ!"
วานรชิวได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า ขึ้นรถลาก แล้วจากไป
เขาไปแล้ว!
แล้วฉันล่ะจะทำยังไง?
หลี่ป้านเฟิงมองพ่อค้าเร่ด้วยความกระวนกระวายใจ
พ่อค้าเร่ดูไฟ หยิบผ้าขี้ริ้วมารองมือ ยกหม้อดินเผาลงจากเตาถ่าน แล้วเทยาต้มลงในชาม
"น้องชาย กินยาได้แล้ว" พ่อค้าเร่หยิบกรวยออกมา ยัดเข้าปากหลี่ป้านเฟิง มือหนึ่งจับกรวยไว้ อีกมือหนึ่งกรอกยาต้มลงไป
กระแสความอบอุ่นไหลเวียนในกระเพาะของหลี่ป้านเฟิง เขารู้สึกเพียงว่าหนังตาหนักอึ้ง แล้วก็หลับไปในเวลาไม่นาน
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป หลี่ป้านเฟิงลืมตาขึ้น ร่างกายสามารถขยับเขยื้อนได้แล้ว
พ่อค้าเร่กำลังยุ่งอยู่กับการขายของ ชายหนุ่มอายุสิบแปดสิบเก้าคนหนึ่งกำลังซื้อผงยา
ชายหนุ่มคนนั้นสูงราวๆ หนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร น้ำหนักก็ราวๆ หนึ่งร้อยเจ็ดสิบชั่ง ใบหน้าของเขากลมกลึงพอๆ กับรูปร่าง
เขาหรี่ตาเล็กหยี สีหน้าขึงขังขณะตัดสินใจเลือก
"ผู้บำเพ็ญโภชนา! ฉันเลือกอันนี้!"
"ดี!" พ่อค้าเร่โบกมือ เปิดลิ้นชักชั้นบนของตู้สินค้า ใช้ช้อนไม้เล็กๆ รูปทรงแปลกตาตักผงยาออกมาหนึ่งช้อนเล็ก วางบนกระดาษคราฟท์ ห่อให้เรียบร้อย แล้วยื่นให้อ้วนน้อย
อ้วนน้อยหยิบธนบัตรแคว้นหวนหกหมื่นใบให้พ่อค้าเร่ เปิดห่อผงยาเตรียมจะเอาเข้าปาก พ่อค้าเร่ก็ร้องทักขึ้น "ช้าก่อน!"
อ้วนน้อยเบิกตากว้าง "ทำไม! ฉันจ่ายเงินแล้วนะ! แกยังคิดจะโก่งราคาอีกเหรอ?"
พ่อค้าเร่พิจารณาอ้วนน้อยโดยไม่ตอบโต้
ด้านหลังอ้วนน้อยมีชายแต่งตัวภูมิฐานคนหนึ่งยืนอยู่ เขามาซื้อผงยาเหมือนกัน จึงหัวเราะใส่อ้วนน้อย "นายนี่มันไม่รู้อะไรเลยจริงๆ พ่อค้าเร่เขาช่วยชีวิตนายไว้นะ!"
ชายคนนั้นอายุราวๆ ยี่สิบกว่าปี สวมหมวกทรงสูง ใส่เสื้อสูททับเสื้อเชิ้ตที่มีเสื้อกั๊กและผูกเนกไท หน้าตาหล่อเหลาเอาการ ด้านหลังมีผู้ติดตามห้าคนและคนขับรถม้าอีกหนึ่งคน ดูปราดเดียวก็รู้ว่าฐานะไม่ธรรมดา
อ้วนน้อยหันกลับไปพูด "ฉันจ่ายเงินแล้ว ทำไมถึงไม่ให้ฉันกินยาล่ะ?"
ชายหนุ่มมองอ้วนน้อยด้วยสีหน้าเหยียดหยาม "ยานี้มันกินได้ที่ไหนล่ะ? นี่คือยาสื่อนำที่บรรพชนหลายรุ่นทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายปรุงขึ้นมา ฤทธิ์ยารุนแรงหาใดเปรียบ ถ้านายกินเข้าไปดื้อๆ แบบนี้ ลำไส้กับกระเพาะไม่ทะลุพังพินาศหมดเหรอ?"
พ่อค้าเร่จัดของในตู้พลางพูด "ยานี้เอาไว้ทาตัว ไม่ได้เอาไว้กิน"
อ้วนน้อยชะงัก ถือห่อยาถามว่า "ทาตรงไหนล่ะ?"
พ่อค้าเร่ตอบ "ขอแค่สัมผัสผิวหนัง จะทาตรงไหนก็ได้ ตามแต่แกสะดวก"
ชายแต่งตัวภูมิฐานด้านหลังเอ่ยเตือน "เลือกตรงที่เนื้อหนาๆ หน่อย ยานี้มันเจ็บมาก
ฉันเคยเห็นพี่สาวคนหนึ่ง ทายาลงบนก้นอวบๆ ก้นหล่อนหนาเป็นคืบ แต่ผลคือเจ็บจนเดินไม่เป็นเลยล่ะ!"
"เรื่องเจ็บฉันไม่กลัวหรอก!" อ้วนน้อยเลิกเสื้อขึ้น เผยให้เห็นพุงขาวจั๊วะ พลางหันไปพูดกับพ่อค้าเร่ "ทาเจ้านี่แล้ว ก็จะได้เป็นผู้บำเพ็ญโภชนาระดับหนึ่งเลยใช่ไหม!"
พ่อค้าเร่ส่ายหน้า "แกเข้าใจผิดอีกแล้ว ผงยานี้แค่พาแกเบิกมรรคาเท่านั้น ไม่ได้พาแกเลื่อนระดับ"
อ้วนน้อยโกรธจัด "นี่มันหลอกลวงกันชัดๆ ยาแพงขนาดนี้ ยังไปไม่ถึงระดับหนึ่งอีกเหรอ?"
พ่อค้าเร่ปิดลิ้นชัก ไม่อยากอธิบาย
ชายลูกเศรษฐีด้านหลังเริ่มรำคาญ "ถ้านายไม่รู้อะไรเลย ก็ไปหาคนรู้ถามเอาสิ อย่ามาทำขายหน้าอยู่ตรงนี้!
ของเขาเป็นผงยาเบิกมรรคา การจะเลื่อนระดับมันจะไปง่ายขนาดนั้นได้ยังไง อยากขึ้นระดับหนึ่ง นายก็ต้องผ่านด่านให้ได้!"
อ้วนน้อยทำหน้าฉงน "ผ่านด่านอะไร?"
ชายลูกเศรษฐีเองก็จำได้ไม่ค่อยแม่น "ผู้บำเพ็ญโภชนา เหมือนจะต้องกินข้าวให้มากๆ..."
พ่อค้าเร่บอกว่า "ผู้บำเพ็ญโภชนาจะขึ้นระดับหนึ่งได้ ในหนึ่งครั้งต้องกินข้าวปลาอาหารให้ได้ยี่สิบชั่ง"
"ยี่สิบชั่ง..." อ้วนน้อยเริ่มเครียด "หนึ่งครั้งนี่ใช้เวลาเท่าไหร่ กินทั้งวันก็นับเป็นหนึ่งครั้งใช่ไหม?"
พ่อค้าเร่ส่ายหน้า "คิดอะไรของแก? หนึ่งครั้งก็คือหนึ่งชั่วโมง ถ้าเกินหนึ่งชั่วโมงไปแล้วก็ไม่นับ"
พอได้ยินดังนั้น อ้วนน้อยก็ถึงกับกุมขมับ หนึ่งชั่วโมงจะไปกินข้าวปลายี่สิบชั่งลงได้ยังไง?
เห็นอ้วนน้อยเงียบไปพักใหญ่ พ่อค้าเร่ก็โบกมือ เงินหกหมื่นก้อนนั้นก็กลับมาปรากฏอยู่ในมือของเขาอีกครั้ง
"ถ้าตอนนี้เปลี่ยนใจยังทันนะ เงินนี่ฉันคืนให้"
อ้วนน้อยกัดฟันกรอด ตบผงยาลงบนพุงตัวเอง
ทันทีที่ผงยาสัมผัสผิวหนังก็อันตรธานหายไปอย่างรวดเร็ว อ้วนน้อยหน้าเขียวคล้ำ เดินโซเซไปใต้ต้นไม้ แล้วนั่งลงข้างๆ หลี่ป้านเฟิง
"เจ็บโว้ย โคตรแม่โคตรเจ็บเลย!"
"เจ็บขนาดไหน?" หลี่ป้านเฟิงถามด้วยความอยากรู้
"เจ็บยิ่งกว่าโดนไฟเผาอีก ไม่ไหวแล้ว ฉันทนไม่ไหวแล้ว!" กล้ามเนื้อบนใบหน้าของอ้วนน้อยกระตุกยิกๆ ด้วยความเจ็บปวด
ชายลูกเศรษฐีมองอ้วนน้อยที่กำลังทรมาน สีหน้าดูซับซ้อนเล็กน้อย
"ยังไงก็ต้องเจ็บสักตั้ง เอาวะ!" ชายลูกเศรษฐีเดินเข้าไปหาพ่อค้าเร่ "ฉันเอาผงยาผู้บำเพ็ญหรรษา"
พ่อค้าเร่มองชายลูกเศรษฐีแล้วถาม "ดูนายก็ไม่น่าจะขัดสนเงินทอง ทำไมถึงเลือกวิถีผู้บำเพ็ญหรรษาล่ะ?"
ชายลูกเศรษฐีตอบ "ก็วิถีนี้แหละ ถูกใจฉันที่สุดแล้ว"
พ่อค้าเร่หัวเราะ "เป็นผู้บำเพ็ญเคหสถาน นอนเพิ่มตบะอยู่บ้าน ไม่ดีกว่ารึ?"
ชายลูกเศรษฐีส่ายหน้า "ฉันมันพวกอยู่ไม่ติดที่ ไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้ว เอาผู้บำเพ็ญหรรษานี่แหละ!"
พ่อค้าเร่บอก "ฉันขอเตือนนายสักประโยคนะ ผู้บำเพ็ญหรรษาจะเลื่อนระดับได้ วันหนึ่งต้องจัดสิบยก ห้ามขาดแม้แต่วันเดียว ต้องอดทนทำให้ได้สองเดือน ถึงจะขึ้นระดับหนึ่งได้"
วันละสิบยก?
หลี่ป้านเฟิงถึงกับอ้าปากค้าง!
นี่มันต้องทำเรื่องพรรค์ไหนกัน?
คงไม่ใช่เรื่องอย่างที่ฉันคิดหรอกนะ?
สองเดือน ทุกวัน วันละสิบยก!
คุณชายเศรษฐีท่านนี้ช่างดุดันเสียจริง!
"กฎเกณฑ์ฉันรู้ดี!" ชายลูกเศรษฐีให้ลูกน้องหยิบธนบัตรแคว้นหวนห้าหมื่นใบยื่นให้พ่อค้าเร่ พ่อค้าเร่รับเงินมา แล้วห่อผงยาหนึ่งห่อส่งให้ชายลูกเศรษฐี
ผู้ติดตามคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้น "นายน้อย ทาตรงก้นเถอะครับ ยานี้มันเจ็บจริงๆ นะ!"
ชายลูกเศรษฐีแค่นเสียงฮึดฮัด "มาถอดกางเกงต่อหน้าคนตั้งเยอะแยะ นายเห็นฉันเป็นคนยังไง?"
ชายลูกเศรษฐีปลดกระดุมคอเสื้อ แล้วตบผงยาลงบนหน้าอก
ทันทีที่ผงยาซึมเข้าเนื้อ ขาของชายลูกเศรษฐีก็อ่อนยวบ แทบจะล้มลงไปกองกับพื้น
ผู้ติดตามหลายคนด้านหลังรีบเข้าไปพยุง ชายลูกเศรษฐีโบกมือ "ไม่ต้อง ฉันยืนไหว"
เขาเดินโซเซมาที่ใต้ต้นไม้ แล้วนั่งลงข้างๆ หลี่ป้านเฟิงเช่นกัน แม้เหงื่อจะแตกพลั่ก แต่ก็กัดฟันแน่นไม่ยอมส่งเสียงร้อง
หลี่ป้านเฟิงไม่เข้าใจเอาเสียเลย "เพื่อนทั้งสอง ในเมื่อยานี้มันเจ็บขนาดนี้ ทำไมไม่รอให้กลับถึงบ้านก่อนค่อยทายาล่ะ? จะได้มีคนคอยดูแลอยู่ข้างๆ ด้วย"
อ้วนน้อยฟื้นตัวขึ้นมาไม่น้อย พอเห็นว่ามีคนไม่รู้ประสีประสาหนักกว่าตัวเอง ความรู้สึกเหนือกว่าก็พุ่งปรี๊ดจนอดหัวเราะออกมาไม่ได้
"นายนี่มันไม่รู้อะไรเลยจริงๆ นี่เป็นกฎของพ่อค้าเร่
ถ้านายซื้อยาเบิกมรรคาจากพ่อค้าเร่ ก็ต้องใช้ยาต่อหน้าพ่อค้าเร่ ถ้าภายในครึ่งชั่วโมงไม่มีอาการผิดปกติถึงจะไปได้ ไม่อย่างนั้นถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา พ่อค้าเร่จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น"
ชายลูกเศรษฐีมองดูการแต่งกายของหลี่ป้านเฟิง อดทนต่อความเจ็บปวดแสนสาหัสแล้วเอ่ยถาม "เพื่อนเอ๋ย เสื้อผ้าชุดนี้ของนาย ดูเหมือนจะไม่ใช่คนแถวนี้สินะ?"
อ้วนน้อยมองแล้วก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน "นายลงมาจากรถไฟขบวนนั้นใช่ไหม? ฉันได้ยินมาว่า คนที่ลงมาจากรถไฟขบวนนั้น ล้วนเป็นคนที่เคยไปดินแดนเซียนเก้าชั้นฟ้ามาแล้วทั้งนั้น!"
ชายลูกเศรษฐีส่ายหน้า "ไม่ใช่ดินแดนเซียนเก้าชั้นฟ้าหรอก เป็นคนจากแคว้นนอกต่างหาก แคว้นนอกฉันไม่เคยไป แต่คนในครอบครัวฉันเคยไป
ฉันแซ่หม่า เป็นลูกคนที่ห้าของบ้าน คนรู้จักเรียกฉันว่าหม่าห้า ไม่ทราบว่าทั้งสองท่านมีนามว่าอะไร?"
นายน้อยท่านนี้ฐานะทางบ้านร่ำรวย แต่กลับไม่ได้วางมาดแต่อย่างใด
อ้วนน้อยประสานมือคารวะ "ฉันแซ่ฉิน เป็นลูกคนที่เก้า คนรู้จักเรียกฉันว่าฉินอ้วนน้อย"
ฉินอ้วนน้อย?
นี่มันเกี่ยวอะไรกับการเป็นลูกคนที่เก้าด้วยล่ะ?
หลี่ป้านเฟิงบอก "ฉันแซ่หลี่ เป็นลูกคนที่เจ็ด คนรู้จักเรียกฉันว่าหลี่เจ็ด"
"ห้า เจ็ด เก้า?" หม่าห้าชะงักไปครู่หนึ่ง
ฉินอ้วนน้อยหัวเราะ "เลขคี่เรียงกัน ถือว่าเป็นวาสนาอย่างหนึ่งเลยนะเนี่ย!"
บางทีอาจจะเห็นแก่วาสนาที่ว่านี้จริงๆ หม่าห้าจึงเป็นฝ่ายชวนคุยก่อน "พี่หลี่ ไม่ทราบว่านายเลือกวิถีมรรคาไหนเหรอ?"
"วิถีมรรคา?" หลี่ป้านเฟิงไม่ค่อยเข้าใจนัก
หม่าห้าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจความงุนงงของหลี่ป้านเฟิง "ฉันนึกขึ้นได้ ที่แคว้นนอก เขาไม่เรียกเส้นทางบำเพ็ญเพียรว่าวิถีมรรคา แต่น่าจะเรียกว่าสายอาชีพ และไม่เรียกผู้บำเพ็ญเพียรว่าผู้ฝึกตน แต่น่าจะเรียกว่าผู้ใช้พลังมืด"
ผู้ใช้พลังมืด!
คอนเซปต์นี้หลี่ป้านเฟิงเคยได้ยินมาบ้าง พวกคนที่ตามล่าเขาจากหน่วยดาวมืดก็ล้วนเป็นผู้ใช้พลังมืดทั้งนั้น
ไอ้หนุ่มตาโตคนนั้นมีน้ำมันไหลซึมออกมาทั่วตัว เขาอยู่สายอาชีพอะไร?
น่าจะเป็นผู้บำเพ็ญโภชนาสินะ?
ต้องกินน้ำมันเข้าไปเยอะแน่ๆ ถึงได้มีน้ำมันไหลซึมออกมาตามตัวแบบนั้น
เหอเจียชิ่งก็เป็นไปได้สูงว่าจะเป็นผู้ใช้พลังมืดเช่นกัน
สามารถสอดแนมจากระยะไกลได้ แล้วเขาอยู่สายอาชีพอะไรล่ะ?
ที่แท้คำว่าเบิกมรรคา ก็คือการกลายเป็นผู้ใช้พลังมืดนี่เอง
สิ่งที่พ่อค้าเร่ตรงหน้าขาย ก็คือยาที่จะทำให้กลายเป็นผู้ใช้พลังมืด
ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ขายแค่ยา แต่ยังขายของใช้ในชีวิตประจำวันด้วย
ชายชราคนหนึ่งมาซื้อเทียนกับเขา
เด็กคนหนึ่งมาซื้อน้ำตาลกรวดกับเขา
ยังมีผู้หญิงคนหนึ่งพกขวดกระเบื้องมาเอง เพื่อมาซื้อครีมทาผิวกับเขา ผู้หญิงคนนั้นให้เหรียญเงินเขาหนึ่งเหรียญ พ่อค้าเร่ตรวจสอบความถูกต้อง แล้วก็ตักครีมใส่ขวดให้ผู้หญิงคนนั้นจนพูนช้อนโต
จังหวะที่พ่อค้าเร่กำลังยุ่งอยู่กับการขายของ หม่าห้าก็ถามขึ้นอีกครั้ง "พี่หลี่ นายเลือกสายอาชีพไหนเหรอ?"
หลี่ป้านเฟิงส่ายหน้าตอบ "ฉันยังคิดไม่ออกเลย"
หม่าห้ารับกระติกน้ำจากมือผู้ติดตามมาดื่มอึกหนึ่ง อาศัยจังหวะที่ความเจ็บปวดทุเลาลงเล็กน้อย เอ่ยแนะนำหลี่ป้านเฟิงว่า
"ในเมื่อยังคิดไม่ออก ก็อย่าเพิ่งวู่วามลงมือ พ่อค้าเร่พกผงยามาแค่ห้าชนิด ถ้าคิดว่ายังไม่ถูกใจสักอย่าง ก็รอคราวหน้าเถอะ เลือกวิถีมรรคาไปแล้ว มันไม่มียาแก้ความเสียใจให้กินหรอกนะ"
หลี่ป้านเฟิงยิ่งรู้สึกประหลาดใจ "ผู้บำเพ็ญกสิกรรม ผู้บำเพ็ญหรรษา ผู้บำเพ็ญโภชนา ผู้บำเพ็ญสัญจร ผู้บำเพ็ญเคหสถาน นอกจากห้าวิถีมรรคานี้แล้ว ยังมีตัวเลือกอื่นอีกเหรอ?"
"มีสิ!" สีหน้าของฉินอ้วนน้อยเจือแววตื่นเต้นเล็กน้อย "ผู้บำเพ็ญบุ๋น ผู้บำเพ็ญบู๊ ผู้บำเพ็ญพิษ ผู้บำเพ็ญโอสถ ผู้บำเพ็ญสอดแนม ผู้บำเพ็ญจิต ผู้บำเพ็ญแมลง ผู้บำเพ็ญพฤกษา ผู้บำเพ็ญควัน ผู้บำเพ็ญสุรา ผู้บำเพ็ญอารมณ์ ผู้บำเพ็ญนิทรา... ร้อยวิถีในโลกหล้า ผู้บำเพ็ญหมื่นมรรคาในใต้หล้า!"







