"เร็วเข้า เร็วเข้า!"
"เร็วขึ้นอีกหน่อย!"
ม้าศึกสีดำสนิทควบตะบึงฝ่าความมืดมิดในยามราตรีไร้แสงดาว ทะลวงม่านฝนเบื้องหน้าจนแตกซ่าน หลี่กวนได้สติฟื้นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือราวกับเพิ่งตื่นจากความฝันอันยาวนาน เบื้องหน้าคล้ายยังมีแสงสลัวจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หลงเหลืออยู่ ทว่าหลังจากนั้นเขาก็พบว่ากลางอกปวดร้าวอย่างรุนแรง ราวกับร่างทั้งร่างร่วงหล่นลงไปในถ้ำน้ำแข็งจนเจ็บปวดจนตัวสั่นสะท้าน
เขาตระหนักได้ในทันทีว่าร่างกายของตนหดเล็กลงจนแทบจะกลายเป็นทารก หญิงสาวคนหนึ่งกำลังขี่ม้าเร็วพาเขาควบหนีอย่างสุดกำลัง เมฆดำบนท้องฟ้าเคลื่อนตัวแยกออกจากกัน เขาพยายามเงยหน้าขึ้นมองฝ่าเสื้อผ้าที่คลุมร่างอยู่ อาศัยแสงจันทร์ทอดสายตาออกไปไกล ก่อนจะเผลอตัวสั่นสะท้านขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ—
ไกลออกไป กองทหารม้าในชุดเกราะโบราณกลุ่มหนึ่งกำลังรั้งบังเหียนม้ายืนนิ่งเงียบงันอยู่ที่นั่น
ม้าศึกรูปร่างสูงใหญ่ หัวของมันสูงเกือบสองเมตร ลมหายใจสีขาวที่พ่นออกมาทำเอาใบไม้สั่นไหว ทหารม้าบนหลังม้าสวมเกราะเหล็กเต็มยศ สวมหมวกเกราะที่ปกปิดมิดชิดแม้กระทั่งใบหน้า ชุดเกราะฝั่งขวามีแขนเสื้อทรงกระบอกแคบประดับลายเมฆสีขาวละเอียดอ่อนทิ้งตัวลงมา
น่าเกรงขามและเงียบงัน เมฆดำค่อยๆ เคลื่อนตัวมาบดบังอีกคราจนเหลือเพียงแสงดาวริบหรี่ สายฝนเทกระหน่ำลงมากระทบชุดเกราะของพวกเขาจนแตกกระจายเป็นละอองน้ำฝอย ภายใต้แสงดาวราวกับมีประกายแสงเรืองรองบางๆ ปกคลุมอยู่รอบกายพวกเขา
ทหารม้าหุ้มเกราะหนัก
"พลม้าทะยานราตรีแห่งแคว้นเฉิน"
หลี่กวนได้ยินเสียงกระซิบข้างหู ทว่าเพียงชั่วพริบตาเสียงนั้นก็ถูกฉีกกระชากด้วยเสียงแหวกอากาศอันแหลมคม เบื้องหน้าราวกับปรากฏภาพเงาของพยัคฆ์ขาว หลี่กวนสัมผัสได้ว่าจู่ๆ ร่างของตนก็ถูกโยนลอยขึ้นไป วินาทีต่อมา ขาของม้าศึกที่กำลังควบตะบึงก็ถูกแสงสว่างวาบสายหนึ่งบั่นจนขาดสะบั้น
ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา หญิงผู้นั้นก็กอดเขาไว้แนบอกแล้วกลิ้งตกลงมาจากหลังม้าพยศ
นางอุ้มทารกน้อยกลิ้งตัวไปกับพื้น หันหลังเข้าหากองทหารม้าหุ้มเกราะหนักที่กำลังง้างคันธนูศึกเตรียมพร้อม
"เจ้าเหมียว..."
ห่าธนูนับหมื่นพันพุ่งแหวกอากาศ
ร่วงหล่นลงมา
ปัง! "พ่อหมอยาน้อย ได้สติเสียที"
รัชศกเทียนฉี่ปีที่สิบ ภายในร้านขายยาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองกวนอี้แห่งแคว้นเฉิน
ท่านปู่ใหญ่ผู้หนึ่งงอนิ้วเคาะลงบนโต๊ะ ประหนึ่งปัดเป่าห่าฝนลูกศรนับหมื่นพันเหล่านั้นให้ร่วงหล่น หลี่กวนหลุดจากห้วงคำนึงและค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แสงแดดสาดส่องกระทบใบหน้า เบื้องหน้ามียายเฒ่าคนหนึ่งต้องการซื้อยาสองสามขนาน หลี่กวนเผยรอยยิ้มขออภัยบนใบหน้าแล้วขานรับคำหนึ่ง
เขารับเทียบยามา ก่อนจะหันหลังไปเปิดตู้ลิ้นชักยา
เมื่อเห็นว่าพ่อหมอยาน้อยผู้นี้เริ่มจัดยาเสียที ยายเฒ่าก็ไม่ได้เร่งเร้าอันใดอีก เพียงแต่ใช้สายตาในแบบฉบับของคนแก่ลอบสังเกตเด็กหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า อายุสิบสามปี รูปร่างสูงกว่าเด็กหนุ่มทั่วไปเล็กน้อย แม้ใบหน้าจะดูซูบซีดอมเหลืองไปบ้าง ทว่าคิ้วกลับดกดำเป็นระเบียบ ดวงตาก็ทอประกายสดใส
ประกอบกับได้ยินมาว่ามีวิชาคำนวณที่เก่งกาจ ทั้งยังรู้เรื่องวิชาแพทย์ อืมๆ
เป็นเด็กดีทีเดียว
น่าเสียดายที่ในบ้านไม่มีคนหนุ่มวัยฉกรรจ์ มีเพียงท่านอาหญิงที่ป่วยหนักอยู่คนเดียว
น่าเสียดายจริงๆ...
ทว่าก็นับเป็นเด็กหนุ่มชั้นดีที่พอจะเอาไป 'เสนอขาย' ให้กับแม่หนูคนอื่นๆ ได้อยู่
ว่าแต่ชื่ออะไรนะ... หลี่อี?
หรือว่าหลี่ต้า?
ยายเฒ่าครุ่นคิดในใจ
หลี่กวนผู้ไม่รู้ตัวเลยว่าตนได้ถูกยายเฒ่าด้านหลังจับยัดเข้าไปเป็นหนึ่งในข้อมูลสำหรับแบ่งปันในวงสนทนาใต้ต้นไหวใหญ่ปากทางแยกอย่างเงียบๆ ไปแล้วนั้น จัดยาอย่างคล่องแคล่ว คิดเงินเสร็จสรรพก็ยื่นส่งให้ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กหนุ่ม
รอยยิ้มนี้ช่างดูดีเสียจริง ยายเฒ่าอดไม่ได้ที่จะเลื่อนอันดับเด็กหนุ่มผู้นี้ขึ้นไปอีกหลายขั้นในรายชื่อ 【เด็กหนุ่มที่เหมาะจะนำไปแนะนำตัว】 ภายในใจของตน และนึกชื่อของเด็กหนุ่มออกในที่สุด
คล้ายคลึงกับจางซาน หลี่ซื่อ เจิ้งเอ้อร์ หวังอู่
หลี่อี
แต่ไม่รู้ว่าใครไปเติมขีดให้ขีดหนึ่ง ถึงได้โดดเด่นหลุดพ้นจากบรรดาชื่อโหลๆ เหล่านี้ขึ้นมาในพริบตา
หลี่กวนอี
ใช่แล้ว ชื่อหลี่กวนอี เป็นเด็กดีคนหนึ่ง
ยายเฒ่ารับยาไป พลางยิ้มสอบถามเรื่องการหมั้นหมายอะไรทำนองนั้น เมื่อได้ข้อมูลที่ตนต้องการแล้วก็หมุนตัวเดินออกไปอย่างพึงพอใจ หญิงชราผลักบานประตูไม้แกะสลักออก แสงแดดเบื้องหน้าแผ่ซ่านลงมากระทบพื้นหินชนวนสีเขียว ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา ล้อรถม้าหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วตามรอยล้อที่ทิ้งไว้บนถนน ม่านรถม้าปลิวไสวเบาๆ ตามสายลม เผยให้เห็นบัณฑิตผู้คงแก่เรียนที่นั่งตัวตรง หรือไม่ก็หญิงสาวรูปโฉมงดงามในชุดกระโปรงผ้าโปร่งบางที่ถือพัดผ้าไหมบางเบาปิดบังริมฝีปาก
ยามนี้หากนับตามปฏิทินขององค์มหาจักรพรรดิแห่งจงโจวพระองค์นั้น ก็น่าจะเป็นรัชศกเทียนฉี่ปีที่สิบ
ทว่าตอนนี้ไม่มีผู้ใดสนใจพระองค์ก็เท่านั้น
แผ่นดินแตกแยกมายาวนาน นับได้สามร้อยปีแล้ว
แคว้นเฉินยึดครองดินแดนเจียงหนานแห่งทวีปตะวันออก มีความอุดมสมบูรณ์และทิวทัศน์งดงาม มีวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรือง หญิงงามสะพรั่ง และทัศนียภาพอันตระการตา
แม้เมื่อสิบกว่าปีก่อนจะพ่ายแพ้ในการทำศึกแย่งชิงความเป็นใหญ่กับแคว้นเซวียนก็ตามที
แต่ก็ยังมีขุนพลเลื่องชื่ออย่างเซียวอู๋เลี่ยงที่นำทหารม้าเจ็ดเจ้าทะลวงค่ายกลจนสั่นสะเทือนไปทั้งใต้หล้า
และเมืองกวนอี้ก็อยู่ใกล้กับเมืองเจียงโจวอันเป็นเมืองหลวงของแคว้นเฉินมาก ขี่ม้าเร็วเพียงหนึ่งวันก็ถึง จึงคึกคักและเจริญรุ่งเรืองเป็นธรรมดา หลี่กวนอีดึงสายตากลับมาจากทิวทัศน์ด้านนอกแล้วนวดคลึงหัวคิ้ว อาจเป็นเพราะยามบ่ายในฤดูใบไม้ร่วงที่แสงแดดแสนอบอุ่น ชวนให้รู้สึกเกียจคร้านยิ่งนัก
เขาหวนนึกถึงเรื่องราวเมื่อสิบปีก่อนเหล่านั้นขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนกะ หลี่กวนอีค่อยๆ เดินเข้าไปในห้องด้านหลังของร้านขายยา ถอดเสื้อตัวยาวเนื้อหนาสีครามบนร่างออก พอเห็นว่ารอบข้างไม่มีใคร เขาก็แหวกสาบเสื้อตัวในออกแล้วก้มลงมอง ตรงกลางอกมีรอยประทับลักษณะคล้ายติ่งขนาดเล็กที่เขามองเห็นได้เพียงคนเดียว บนนั้นเต็มไปด้วยลวดลายมังกรขุยสีเหล็กอมเขียว มีลวดลายปลาและนก ทว่าภายในติ่งกลับมีประกายแสงสีแดงชาดไหลเวียนอยู่
ส่วนบริเวณรอบๆ หัวใจ มีลวดลายสีดำเป็นเส้นๆ ล้อมเข้ามารวมกัน ราวกับงูพิษหน้าตาดุร้ายที่กำลังบิดเร่าเริงระบำอยู่รอบกองไฟ ตัดกับผิวขาวผ่องจนเกิดเป็นความขัดแย้งที่ดูพิลึกพิลั่น น่าสะพรึงกลัว ประหนึ่งพิธีกรรมบูชายัญด้วยเลือดอันเก่าแก่บนดินแดนป่าเถื่อนในยุคโบราณอันแสนไกล
เก่าแก่ เรียบง่าย และดิบเถื่อน
ป่าเถื่อนและคาวเลือด
นี่คือพิษ ยาพิษร้ายแรง หรืออาจเป็นของอันตรายจำพวกวิชาท่านไสยมนต์ดำ
สิ่งนี้คือผลกระทบที่ตกค้างมาจากเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน และเป็นพิษร้ายแรงนี้เองที่ไปกระตุ้นติ่งสำริด ทำให้เขาทลายความลี้ลับในครรภ์มารดา ตื่นรู้จิตสำนึกของความเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาจากทารกวัยสองขวบ ทั้งยังเป็นเพราะติ่งสำริดที่ช่วยสะกดพิษร้ายนี้ไว้ แม้บางครั้งจะกำเริบจนปวดร้าวเจ็บปวดเสียจนเหงื่อกาฬแตกพลั่กราวกับสายน้ำ แทบอยากจะเอาหัวโขกกำแพงตายให้รู้แล้วรู้รอด แต่ถึงอย่างไรก็ยังรอดชีวิตมาได้
เพียงแต่ช่วงนี้ความถี่ในการกำเริบของพิษเริ่มบ่อยขึ้นเรื่อยๆ
ตลอดสิบปีมานี้ท่านอาหญิงพาเขาตระเวนไปพบหมอตามที่ต่างๆ ทว่ากลับไม่มีวิธีถอนพิษเลย ดูท่าแล้วคงไม่ต้องรอให้โตเป็นผู้ใหญ่ก็คงต้องเจ็บปวดจนขาดใจตายไปเสียก่อน
สีหน้าของหลี่กวนอีขรึมลงเล็กน้อย
จู่ๆ ด้านนอกก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น
หลี่กวนอีมองดูของเหลวหยกภายในติ่งที่มีปริมาณราวแปดส่วนอีกครั้ง
ต่อให้รู้ดีว่ามองให้ตายของสิ่งนี้ก็ไม่มีทางเพิ่มพูนขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะอยากมองมันอีกสักหน่อย
ตอนนี้ทำได้เพียงหวังว่าติ่งสำริดที่สะกดพิษมานานถึงสิบปีนี้ หลังจากของเหลวหยกในติ่งสะสมจนเต็มแล้ว น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ทางที่ดีที่สุดคือสามารถสลายพิษร้ายในร่างนี้ไปได้จนหมดสิ้น ส่วนวิธีสะสมของเหลวหยกในติ่งหยกใบนี้ เมื่อหนึ่งเดือนครึ่งก่อน ในที่สุดหลี่กวนอีก็เริ่มจะคลำทางเจอแล้ว
เสียงเอะอะโวยวายด้านนอกดังขึ้นเรื่อยๆ หลี่กวนอีขมวดคิ้ว ได้แต่คิดว่าเวลานี้มีลูกค้ามาอย่างนั้นหรือ? เขาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า เอาห่อผ้าคาดเอวสีครามใบนั้นมาห้อยไว้ที่เอว บนนั้นยังมีน้ำเต้าใส่น้ำแขวนอยู่อีกใบ จากนั้นก็ก้าวเท้าเดินออกไป ยกมือขึ้นเลิกม่านประตูพลางเอ่ยว่า "ท่านลุงเฉิน เกิดอะไร..."
เสียงนั้นหยุดชะงักลงกะทันหัน
ตู้ม!!! เสียงทึบหนักหน่วงราวกับมีมือบีบคอทุกคนเอาไว้
ผู้ฝึกยุทธ์สามคนที่ร้านขายยาจ้างมาถูกโยนลอยละลิ่วราวกับกระสอบป่านขาดๆ กระแทกเข้ากับกำแพงข้างกายหลี่กวนอีอย่างแรงก่อนจะร่วงตกลงมาอย่างหนักหน่วง พวกเขาอ้าปากกระอักเลือดสดๆ ใบหน้าซีดเผือด นัยน์ตาแฝงความหวาดผวา
"!!!"
ประตูร้านขายยาถูกเตะจนแตกกระจาย บานประตูไม้แกะสลักที่ร่วงหล่นลงมาลอยแหวกอากาศกระแทกเข้ากับกำแพงโดยตรง
ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งโพกผ้าจอมยุทธ์ที่ศีรษะ สวมชุดคลุมยาวป้ายหน้าสีเขียวนกแก้ว คาดเข็มขัดเหล็กที่เอว เหน็บดาบเอวไว้เล่มหนึ่ง ก้าวอาดๆ เข้ามาด้วยท่าทีดุดัน มือข้างหนึ่งคว้าคอเสื้อของเด็กหนุ่มหลี่กวนอีที่เพิ่งจะนั่งยองๆ ลงข้างผู้บาดเจ็บ หิ้วตัวลอยขึ้นมาในคราเดียว ดวงตาดุดันกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะตวาดลั่น:
"บังอาจนัก กล้าให้ที่ซ่อนตัวแก่นักโทษสำคัญของราชสำนักเชียวหรือ!!!"
"ไม่กลัวตายกันใช่ไหม?!"
หลี่กวนอีถูกหิ้วตัวลอยขึ้นมา หายใจติดขัด ใบหน้าแดงก่ำ สายตาทอดมองออกไปไกล เห็นบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งขี่ม้าพันธุ์ดีอยู่ด้านนอกประตู ชายหนุ่มผู้นี้พกกระบี่ไว้ที่เอว ดวงตาสงบนิ่งจับจ้องมายังเด็กหนุ่มที่ถูกบีบคอจนหายใจไม่ออก แขนเสื้อฝั่งขวาของเขาเป็นสีดำสนิททิ้งตัวลงมา บนนั้นประดับด้วยลายเมฆสีขาวละเอียดอ่อน
เฉกเช่นเดียวกับค่ำคืนที่มีพายุฝนไร้แสงดาวเมื่อสิบปีก่อน