ยามที่ได้เห็นลวดลายเมฆานั้น ประสบการณ์เมื่อสิบปีก่อนก็ราวกับจะผุดขึ้นมาตรงหน้าหลี่กวนอีอีกครั้ง
เขาเร้นกายปิดบังชื่อเสียงเรียงนามอยู่ภายนอกมาถึงสิบปี และหลบๆ ซ่อนๆ มาตลอดสิบปี สิบปีมานี้ถือว่าสงบร่มเย็น ทว่าบัดนี้ ความสงบเงียบอันจอมปลอมดั่งฟองสบู่ได้ถูกทำลายลงแล้ว ลวดลายเมฆาเมื่อสิบปีก่อนปรากฏขึ้นอีกครั้ง กลิ่นคาวเลือดลอยอวลอยู่ปลายจมูก มือของชายฉกรรจ์ผู้นั้นแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า หลี่กวนอีพยายามง้างออกสุดแรงทว่ากลับไร้ผลโดยสิ้นเชิง
ชายฉกรรจ์ใช้มือข้างหนึ่งกุมดาบคาดเอว ดวงตาดุดันดั่งพยัคฆ์แฝงรังสีอำมหิตกวาดมองซ้ายขวา
ผู้คนรอบด้านไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก มีเพียงเสียงร้องโอดครวญและเสียงหอบหายใจอย่างอัดอั้นของชายฉกรรจ์ผู้ฝึกยุทธ์สามคนนั้น
เสียงร้องโอดครวญนี้กลับยิ่งทำให้ทุกคนหน้าซีดเผือด
ที่นี่คือร้านขายยาที่ใหญ่ที่สุดบนถนนสายเก่าทางฝั่งตะวันออกของเมืองกวนอี้ ผู้คุ้มกันทั้งสามคนที่จ้างมา ปกติใช้โม่หินฝึกพลังแขน ดาบเดียวสามารถฟันต้นไม้ขนาดเท่าปากชามขาดได้อย่างง่ายดาย ทว่ากลับถูกเตะเพียงครั้งเดียวจนลุกไม่ขึ้นอยู่นานสองนาน ทุกคนทำได้เพียงยกมือปิดปากปิดจมูก สีหน้าตื่นตระหนกตกใจ
เมื่อมองดูเด็กหนุ่มที่ถูกบีบคอยกตัวขึ้นไปก็ทำได้เพียงส่งสายตาเวทนาสงสาร
มีเพียงเถ้าแก่ของหอคืนวสันต์ที่รีบวิ่งค้อมเอวเข้ามา ใบหน้าประดับรอยยิ้มประจบประแจง เขาดึงแขนชายฉกรรจ์ผู้นั้น ยัดถุงที่พองตุงใบหนึ่งเข้าไปในแขนเสื้อของอีกฝ่าย พลางยิ้มประจบอย่างนอบน้อมว่า
"เข้าใจผิดแล้ว เข้าใจผิดแล้วขอรับ ใต้เท้าทหารท่านนี้ นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันตรงไหนหรือเปล่าขอรับ?"
"หอคืนวสันต์ของเราเป็นร้านเก่าแก่ของเมืองกวนอี้ ทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ อย่างซื่อสัตย์ เคารพกฎหมายมาโดยตลอด จะไปปกปิดซ่อนเร้นนักโทษสำคัญของราชสำนักได้อย่างไรกันขอรับ? มีเรื่องอันใดเข้าใจผิดกันหรือไม่? พวกเราค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันเถิดขอรับ"
"เด็กคนนี้ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง หากถึงแก่ความตายไป เกรงว่ามือของใต้เท้าจะต้องเปื้อนเลือดซึ่งไม่เป็นมงคลนักนะขอรับ"
ชายฉกรรจ์ถลึงตาด่าทอ "เหอะ ไอ้เฒ่าหมูหมาปลิ้นปล้อน แกหมายความว่าปู่คนนี้ใส่ความแกอย่างนั้นรึ?"
เขาสะบัดมือเหวี่ยงหลี่กวนอีปลิวออกไป มือขวาคว้าหมับ ถุงเงินที่พองตุงใบนั้นก็ตกลงไปอยู่ในแขนเสื้อของตนเอง บางทีอาจเป็นเพราะเงินของเถ้าแก่เฒ่าถึงที่ หลี่กวนอีจึงไม่ได้ถูกกระแทกเข้ากับกำแพง แต่ตกลงบนโต๊ะแทน โต๊ะไม้เนื้อแข็งแตกดังลั่น เด็กหนุ่มร่วงกระแทกพื้นอย่างแรง
กระถางสัมฤทธิ์ตรงตำแหน่งหัวใจส่องประกายสีแดงวาบ หลี่กวนอีรู้สึกเพียงความเจ็บปวดร้าวที่แผ่นหลัง ทว่าอวัยวะภายในกลับไม่ได้รับบาดเจ็บ แผ่นหลังคงจะบวมช้ำจนเขียวม่วงไปหมดแล้ว เขาฝืนพลิกตัวนอนคว่ำ ซุกใบหน้าซ่อนไว้ ในใจกลับสงบลงในชั่วพริบตา—
ไม่ได้มาหาตนนี่เอง
เถ้าแก่พยายามพูดจาหว่านล้อม อ้อนวอนสารพัด ถึงขั้นยกเอาความสัมพันธ์กับบุคคลสำคัญในเมืองมาอ้างก็ไร้ผล ชายฉกรรจ์ผู้นั้นยกมือขึ้นโบก กลุ่มชายฉกรรจ์ถือดาบก็พุ่งพรวดเข้าไปในหอคืนวสันต์ราวกับคนบ้า รื้อค้นอย่างรุนแรง ตู้ยาทุกตู้ล้วนถูกรื้อค้นจนหมดสิ้น
เพียงชั่วก้านธูปเดียว หอคืนวสันต์ก็ตกอยู่ในสภาพเละเทะ
ตัวยาชนิดต่างๆ กองระเนระนาดอยู่บนพื้น กลิ่นหอมของยาสารพัดชนิดลอยคลุ้ง ห้องหับทุกห้องถูกรื้อค้นจนพังยับเยิน เหล่าหมอและคนปรุงยาของหอคืนวสันต์ต่างหน้าซีดเผือด แขนขาอ่อนแรง ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังอยากจะเอ่ยปาก ทว่ากลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย
หลี่กวนอีนอนอยู่บนพื้น มองดูชายหนุ่มผู้นั้นก้าวเดินเข้ามา
ชายฉกรรจ์รีบก้าวไปข้างหน้า ค้อมกายทำความเคารพพลางกล่าว "ใต้เท้า"
ชายหนุ่มยกมือขึ้นพัดเบาๆ รองเท้าบูตที่ไร้ซึ่งฝุ่นธุลีเหยียบผ่านตัวหลี่กวนอีไป ราวกับรังเกียจสมุนไพรที่กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น จึงเหยียบลงบนแผ่นหลังของเด็กหนุ่มแล้วก้าวข้ามไป แผ่นหลังของหลี่กวนอีที่กระแทกจนบวมช้ำ เมื่อถูกเหยียบซ้ำก็เจ็บปวดแสนสาหัส ทว่าเขากลับทำเพียงกัดฟันอดทนไม่ส่งเสียงร้องออกมา
เสื้อผ้าของชายหนุ่มสะอาดสะอ้านและหรูหรา แขนเสื้อข้างขวาทิ้งตัวลง เผยให้เห็นลวดลายเมฆาสีขาวอันวิจิตรซับซ้อน เขากล่าวเสียงเรียบ
"หาไม่เจอหรือ?"
ชายฉกรรจ์ตอบอย่างนอบน้อม "รื้อค้นอยู่หลายรอบ ไม่พบจริงๆ ขอรับ"
เถ้าแก่เฒ่ายืนยิ้มแหยอยู่ด้านข้าง
ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะปรายตามอง เพียงพยักหน้าแล้วกล่าวเสียงเรียบ "ดูเหมือนโจรผู้ร้ายจะเจ้าเล่ห์นัก เถ้าแก่..."
เถ้าแก่เฒ่ารีบขานรับ "ขอรับ ขอรับ นายท่านโปรดสั่งการมาได้เลยขอรับ"
ชายหนุ่มยกมือขึ้นหยิบม้วนภาพวาดออกมา สะบัดอย่างแรงให้ม้วนภาพคลี่กางลงด้านล่าง พลางถาม "เคยเห็นคนผู้นี้หรือไม่?"
เถ้าแก่เฒ่าเพ่งมอง บนม้วนภาพวาดมีรอยพู่กันเพียงไม่กี่เส้น วาดเป็นรูปชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง
ชายผู้นั้นมีหนวดเคราและเส้นผมหยักศก ศีรษะดุจเสือดาว ดวงตากลมโต แม้จะเป็นเพียงภาพวาด ทว่ากลิ่นอายอันน่าเกรงขามก็ทำให้ผู้คนหวาดกลัวจับใจ ราวกับได้เห็นมังกรฟ้าในร่างมนุษย์ เถ้าแก่เฒ่าตกใจจนตัวสั่นเทา ตอบกลับไปตามสัญชาตญาณ "มะ ไม่ ไม่เคยขอรับ ไม่รู้จัก..."
ชายหนุ่มจ้องมองเขา ประกายแสงสายหนึ่งวาบผ่านก้นบึ้งดวงตา ใช้เคล็ดวิชาลับยืนยันว่าเถ้าแก่ผู้นี้ไม่เคยเห็นชายในภาพจริงๆ
เขาเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ชายฉกรรจ์ด้านข้างก็ล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งโยนออกไปแล้วตวาดว่า
"ยาที่อยู่บนนี้ ขนออกมาให้ปู่ให้หมด!"
ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ "นักโทษหลบหนีถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ การรักษาอาการบาดเจ็บจำเป็นต้องใช้ยาเหล่านี้"
"ยาในสถานที่ของเจ้า ทางการขอเกณฑ์ไปใช้ก่อน รอจนจับตัวนักโทษสำคัญได้แล้ว ย่อมจะนำมาคืนให้ครบตามจำนวน"
เถ้าแก่เฒ่าโอดครวญในใจ แทบจะร้องตะโกนออกมา
ปากของทางการก็เหมือนหุบเหว ของที่เข้าไปแล้วจะคายออกมาได้อย่างไร?
แต่เมื่อเห็นความป่าเถื่อนของชายฉกรรจ์ผู้นี้แล้วจะกล้าเถียงได้อย่างไร ทำได้เพียงปล่อยให้ชายฉกรรจ์ถือดาบเหล่านี้ขนยาออกไปจนหมด นอกเหนือจากสมุนไพรทั่วไปแล้ว พวกยาบำรุงอย่างเห็ดหลินจือหรือโสมก็ถูกกวาดไปตลบหลังจนเกือบหมด เถ้าแก่เฒ่ารู้ดีว่านี่คือการฉวยโอกาสปล้นสะดม มองดูคนผู้นั้นแล้วก็ทำได้เพียงโกรธเคืองแต่ไม่กล้าเอ่ยปาก
ชายหนุ่มชุดดำลายเมฆาเดินทอดน่องออกไป ชายฉกรรจ์เดินตามติด ค้อมตัวปรนนิบัติชายหนุ่มขึ้นม้า ชายฉกรรจ์กวาดตามองรอบด้าน สะบัดมือตอกม้วนภาพวาดติดกับป้ายชื่อหอคืนวสันต์ ม้วนภาพคลี่กางปลิวไสว เขาร้องตะโกนเสียงดัง "คนผู้นี้คือนักโทษสำคัญของราชสำนัก มีเจตนาปล้นคุก ผู้ใดพบเบาะแสของคนผู้นี้ ให้ไปแจ้งที่ที่ว่าการ"
"หากเป็นเรื่องจริง จะได้รับรางวัลเงินห้าร้อยตำลึง"
เงินหนึ่งตำลึงเท่ากับเงินหนึ่งก้วน ราคาเงินนั้นแพง ประมาณหนึ่งก้วนหนึ่งร้อยอีแปะถึงหนึ่งก้วนสองร้อยอีแปะ
ห้าร้อยตำลึง เกรงว่าคงจะเป็นเงินถึงหกแสนอีแปะ
ช่างใจป้ำนัก! ผู้เห็นเหตุการณ์ต่างก็ตระหนักได้ทันทีว่านี่คงเป็นนักโทษสำคัญที่โหดเหี้ยมอำมหิตอย่างแท้จริง ที่บอกว่าปล้นคุก นี่ต้องไปปล้นคุกของใครกัน ถึงได้ตั้งรางวัลนำจับสูงลิ่วเพียงนี้? ทว่าไม่ว่าอย่างไร คนผู้นี้ต้องอันตรายอย่างยิ่งยวดแน่นอน คนกลุ่มนี้มาไวไปไวราวกับสายลม พริบตาเดียวก็ควบม้าพุ่งทะยานไปยังร้านขายยาใหญ่อีกแห่งหนึ่งแล้ว
ชายฉกรรจ์วิ่งเร็วราวกับม้าบิน ขยับเข้าไปใกล้ชายหนุ่มพลางหัวเราะร่วน "ใต้เท้าปราดเปรื่องยิ่งนัก โจรชั่วนั่นบาดเจ็บสาหัส จำเป็นต้องใช้สมุนไพรเหล่านี้รักษาอาการบาดเจ็บ พวกเราจึงกวาดสมุนไพรในเมืองรอบๆ นี้ไปจนหมดเกลี้ยง ฮ่าฮ่าฮ่า ดูสิว่ามันจะรักษาอาการบาดเจ็บอย่างไร เกรงว่าคงไม่ต้องถึงมือพวกเราแล้วล่ะขอรับ"
ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ "เยว่เชียนเฟิงมีวรยุทธ์ล้ำเลิศไร้เทียมทาน ครอบครองรูปลักษณ์ธรรมมังกรพยัคฆ์ จัดอยู่ในอันดับที่สี่สิบสองของทำเนียบรูปลักษณ์ธรรม"
"ต่อให้ถูกท่านแม่ทัพใหญ่และเซียนกระบี่หญิงแห่งอาศรมกระบี่หลูโจวรุ่นปัจจุบันร่วมมือกันทำร้ายจนบาดเจ็บ ก็ใช่ว่าจะตายง่ายๆ"
"ยิ่งไปกว่านั้น สุนัขตามรอยหมื่นลี้ก็ถูกเรียกตัวมาแล้ว"
ชายฉกรรจ์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกระจ่างแจ้งในทันที เขาหัวเราะพลางกล่าว "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เบื้องหน้าพวกเราริบสมุนไพรโดยตั้งใจจะบีบให้เยว่เชียนเฟิงปรากฏตัว แต่แท้จริงแล้วคือการเล่นละครตบตาให้มันชะล่าใจ หากมันยอมโผล่หัวออกมาก็ถือเป็นเรื่องดี แต่หากมันหวาดระแวงจนต้องหลบซ่อนตัว รอจนสุนัขตามรอยหมื่นลี้มาถึง ย่อมสามารถตามหามันพบได้โดยตรง!"
ชายหนุ่มกล่าว "ยังมีเหตุผลที่สามอีก"
ชายฉกรรจ์ทำท่าตั้งอกตั้งใจรอฟัง
ชายหนุ่มเอ่ยอย่างเนิบนาบ "ในที่ว่าการ ขาดแคลนยาอยู่นิดหน่อย"
เขาขี่ม้าตัวใหญ่สง่างาม ทอดสายตามองลงไปยังชาวบ้านที่เดินขวักไขว่ไปมาโดยรอบ พลางกล่าวเสียงเรียบ "พวกเราปกป้องคุ้มครองราษฎร หากไร้ซึ่งพวกเรา พวกเขาจะมีวันเวลาอันสงบสุขได้อย่างไร?"
"ก็แค่ขอยืมมาใช้สักหน่อยเท่านั้น"
"พอดีมีโอกาสเช่นนี้ จะได้ไม่ต้องหาข้ออ้างอื่นมาเอายา ถือว่าช่วยประหยัดแรงของพวกเราไปได้มาก ชาวบ้านร้านตลาดเหล่านี้ การที่พวกเขาสามารถทำประโยชน์ให้พวกเราได้ ก็ถือว่าได้ออกแรงเพื่อชาติบ้านเมือง ควรจะรู้สึกเป็นเกียรติเสียด้วยซ้ำ"
…………
"โอ๊ย เจ็บ"
"ซี๊ด— เบาหน่อย เบาหน่อยสิ..."
"เจ็บนะ"
ภายในหอคืนวสันต์กลับเต็มไปด้วยเสียงโอดครวญระงม บางคนกำลังเก็บกวาดหยูกยา บางคนก็ช่วยพยุงผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสามคนนั้นลุกขึ้น ท่านหมอเฒ่าเฉินประคองหลี่กวนอีให้ลุกขึ้น มองดูรอยฟกช้ำดำเขียวบนแผ่นหลังของเด็กหนุ่มแล้วก็ถอนหายใจออกมา "ล้มแรงไม่เบาเลย แต่ยังดีที่ไม่กระทบกระเทือนถึงอวัยวะภายใน โชคดีจริงๆ"
"ข้าจะจัดขี้ผึ้งให้สักหน่อย เอากลับไปทา จะได้หายเร็วขึ้น"
หลี่กวนอีเจ็บจนต้องแยกเขี้ยวสีหน้าบิดเบี้ยว กลับทำให้ท่านหมอเฒ่าเฉินหลุดขำออกมาเล็กน้อย
รอยยิ้มบนใบหน้าของท่านหมอเฒ่าจางหายไป เขามองออกไปด้านนอกพลางกล่าว "เฮ้อ... มาอย่างดุดันเหลือเกิน เกรงว่าร้านขายยาและโรงหมอในเมืองคงถูกย่ำยีจนหมด ไม่รู้ว่ากำลังแสดงงิ้วให้ใครดู มาอีหรอบนี้อีกแล้ว"
หลี่กวนอีเอ่ย "ถึงอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราก็พอแล้วขอรับ"
ท่านหมอเฒ่าถอนใจกล่าว "นั่นสิ พวกพลม้าลายเมฆกลุ่มนี้มักจะทำตัวกร่างเช่นนี้เสมอ ดูสมุนไพรพวกนี้สิ ไม่บำรุงลมปราณก็สงบจิตสงบใจ ครั้งนี้เกรงว่าคงไม่ใช่เพราะนักโทษหลบหนีอะไรหรอก คงเป็นเพราะพวกมันขาดแคลนยาสำหรับฝึกบำเพ็ญเพียรของตัวเอง เลยมากัดกินเอาจากพวกเราเสียมากกว่า"
หลี่กวนอีรับยามาจากมือท่านหมอ เอ่ยเสียงเบาว่า
"ท่านหมอเฉิน คนมากหูมากนะขอรับ"
ชายชราหยุดบทสนทนา เพิ่มยาบำรุงลงในยาของเด็กหนุ่มอีกเล็กน้อย ตบไหล่เขาเบาๆ แล้วผละไปจัดการธุระของตนต่อ
ลูกค้าในหอคืนวสันต์ต่างแยกย้ายกันไปจนหมด บรรยากาศภายในร้านมืดมน หลี่กวนอีได้รับบาดเจ็บจึงกลับบ้านเร็วหน่อย ระหว่างทางกลับ เขาซื้อไก่ย่างหนึ่งตัว เหล้าเก่าหนึ่งกา และหมั่นโถวอีกสองสามลูก แล้วค่อยๆ เดินกลับ บ้านของเขาค่อนข้างห่างไกล เขาเดินลัดเลาะไปตามทางเดินเปลี่ยว ยิ่งทำให้มีเพียงเขาเดินอยู่ตามลำพัง
เบื้องหน้ามีศาลเทพารักษ์แห่งขุนเขาอันทรุดโทรม
เขาหยุดฝีเท้า
บริเวณหน้าอกของหลี่กวนอี กระถางสัมฤทธิ์เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย
ของเหลวหยกสีแดงภายในรอยประทับกระถางสัมฤทธิ์เริ่มสะสมอย่างช้าๆ ความหนาวเหน็บของพิษร้ายถูกขับไล่ออกไปอีกครั้ง แทนที่ด้วยพลังชีวิตอันแข็งแรง กระถางสัมฤทธิ์สว่างวาบขึ้นเล็กน้อย มีกระแสพลังสายหนึ่งไหลเวียนเข้าสู่ดวงตาทั้งสองข้าง ทำให้เขาสามารถมองเห็นตัวตนพิเศษบางอย่างได้ด้วยตาเปล่า
เขาเงยหน้าขึ้น ก้นบึ้งดวงตาปรากฏประกายแสงสีเขียวอ่อนวาบผ่าน ในสายตาของเขา สิ่งมีชีวิตที่เหนือล้ำกว่าสิ่งมีชีวิตทั่วไปกำลังบินวนเวียนอย่างเชื่องช้าอยู่เหนือศาลเทพารักษ์
เกล็ดสีแดงสะท้อนแสงเมฆารุ้ง มันเกาะพักพิงอยู่อย่างเงียบสงบ เมฆารุ้งนั้นราวกับเชื่อมต่อกับหมู่เมฆบนท้องฟ้า เบื้องหลังของมันคือตัวเมือง คือบัณฑิตที่ขี่ม้าชมดอกไม้ คือหญิงงามที่ขวยเขินเหนียมอาย คือม้าสีเขียวที่เดินดังกุบกับไปตามทางสายเก่า คือท่านหมอที่ส่ายหัวไปมา และเด็กๆ ที่วิ่งเล่นหยอกล้อกัน
ทุกสรรพสิ่งล้วนราวกับหมอบกราบอยู่ใต้ร่างของตัวตนนี้
ตัวตนนั้นช่างใหญ่โตมโหฬาร มันหลุบตาลงมองเด็กหนุ่มตัวเล็กๆ หน้าศาลเทพารักษ์อย่างสงบสุข
มังกร
หลี่กวนอีตั้งสติ สัมผัสได้ว่ารอยประทับกระถางสัมฤทธิ์กำลังค่อยๆ สะสมของเหลวหยก
เขาก้มหน้าลง ไม่สนใจมังกรตัวนี้ เพียงแต่เดินเข้าไปในศาลเทพารักษ์ซึ่งในรอบปีหนึ่งจะมีคนแวะเวียนมาเพียงไม่กี่คน
ภายในศาลเทพารักษ์อันทรุดโทรม เขาเงยหน้าขึ้น สายตาทอดมองไปยังทิศทางที่ยากจะสังเกตเห็นตรงขอบมุมสุดอย่างคุ้นเคย
ตรงนั้นมีขอทานผู้หนึ่งนั่งอยู่
เขามีรูปร่างสูงใหญ่ที่ขอทานทั่วไปไม่มีทางมี เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเต็มไปด้วยคราบสกปรก ดวงตาทั้งสองข้างหลับพริ้ม คิ้วยุ่งเหยิง แผ่นหลังเหยียดตรง ฝ่ามือหยาบกร้านวางทาบอยู่บนเข่า หนวดเคราและเส้นผมปลิวไสวไปตามสายลม เขานั่งอยู่อย่างเงียบสงบและเยือกเย็น ราวกับพยัคฆ์ร้ายที่สงบนิ่งท่ามกลางรัตติกาล
เหมือนกับภาพวาดบุคคลที่แขวนอยู่หน้าหอคืนวสันต์ไม่ผิดเพี้ยน