แสงอรุณยามเช้าตรู่มาพร้อมกับความอบอุ่นและความหวัง
บนสนามกีฬากว้างใหญ่ด้านนอกหอพัก นักศึกษาที่มาออกกำลังกายตอนเช้าทยอยกันไปกินข้าวเช้าแล้ว
หลินเฉิงนอนไม่หลับทั้งคืน
ตลอดทั้งคืน
เขาคิดอะไรมากมาย
คิดถึงพ่อแม่และญาติพี่น้องในเมืองเล็กๆ คิดถึงพวกอาจารย์สมัยมัธยมปลาย คิดถึงตอนที่เพิ่งมาถึงเยียนจิงใหม่ๆ ได้เห็นแสงสีศิวิไลซ์ เห็นผู้คนเดินขวักไขว่หนาแน่นราวกับมดปลวก คิดถึงว่าหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ผ่านพ้นไป สายตาของคนหอข้างๆ ที่มองมาที่เขาจะแปลกประหลาดแค่ไหน พวกเขาจะชี้หน้าวิพากษ์วิจารณ์เขาลับหลังอย่างไร แล้วก็...
ท้ายที่สุด เขาก็กลับมารู้สึกว้าวุ่นใจอีกครั้ง
คำพูดให้กำลังใจสองสามประโยคของจางเซิ่งยังคงวนเวียนอยู่ในใจ เลือดที่เคยสูบฉีดเริ่มเย็นเยียบลงทีละน้อย พอคิดว่าวันนี้จะต้องไปทักทายคนแปลกหน้าในโรงอาหาร ความหวาดกลัวก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างอีกครั้ง
เขาตื่นเต้นจนแทบหายใจไม่ออก
เขาทำตัวเหมือนฉีไห่เฟิงที่พูดคุยหัวเราะร่าเริงกับทุกคนไม่ได้ ยิ่งทำตัวเหมือนพี่เซิ่งที่คอยแจกรอยยิ้มอันแสนสบายใจให้ผู้คนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน มีแวดวงสังคมกว้างขวางจนน่าทึ่งไม่ได้เข้าไปใหญ่...
เขาเป็นแค่คนธรรมดาที่มาจากเมืองเล็กๆ
ใช่ เขาเป็นแค่คนธรรมดา...
ความพยายามตั้งใจเรียนตลอดสามปีในมัธยมปลาย สุดท้ายก็ยังพลาดท่าสอบติดแค่มหาวิทยาลัยระดับสองไม่ใช่หรือไง?
ตอนเด็กๆ คนอื่นต่างก็มีของเล่น แต่เขากลับต้องไปเกี่ยวข้าวในนา พอโดนเคียวบาดนิ้ว พ่อแม่ก็ไม่ได้สนใจใยดีอะไรนัก...
ต่อมาพอขึ้นมัธยมปลาย แทบไม่มีใครถือปิ่นโตไปนึ่งข้าวแล้ว เครื่องนึ่งข้าวก็พังหมด แต่มีแค่เขาที่ทำตัวแปลกแยกเอาข้าวไปนึ่ง ก็เพื่อประหยัดเงินแค่นิดหน่อย
ฉันก็เป็นแค่คนธรรมดา
โชคชะตาเตือนฉันมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ว่าฉันเป็นแค่คนธรรมดา
ความทรงจำต่างๆ พรั่งพรูเข้ามาในหัว วินาทีนี้ จู่ๆ ความตั้งใจของเขาก็พังทลายลง กลับกลายเป็นคนอ่อนไหวและหวาดกลัวยิ่งกว่าเดิม
ในขณะเดียวกันก็รู้สึกขัดแย้ง ชั่วขณะหนึ่งเขาคล้ายกับหาที่พึ่งทางใจเจอ จึงจัดตัวเองให้อยู่ในหมวดหมู่ของคนธรรมดาอย่างชอบธรรม
ภายในหอพัก
ทุกคนทยอยตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างแปรงฟันกันหมดแล้ว
เขามองไปที่เตียงของจางเซิ่งโดยสัญชาตญาณ
ที่นอนถูกพับเก็บอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ตอนตีสี่ตีห้า จางเซิ่งก็แอบลุกจากเตียงและออกจากหอพักไปแล้ว
พี่เซิ่งไม่เหมือนกับใครในหอเลย เขายุ่งมาก ยุ่งจนเข้ากระดูกดำ แต่คนในหอกลับไม่มีใครรู้ว่าเขายุ่งเรื่องอะไร รู้แค่ว่าเขาออกไปแต่เช้าแล้วกลับมาดึกดื่นทุกวัน
บางคนเดาว่าจางเซิ่งติดเกมอยู่ในร้านอินเทอร์เน็ต เพราะพอกินข้าวเสร็จ ทุกคนก็เห็นเขาเดินไปทางนั้น
บางคนก็เดาว่าจางเซิ่งไปทำงานพาร์ทไทม์ข้างนอก ในเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งเดือน เขาดูเหมือนจะสนิทสนมกับร้านค้าบางแห่งเป็นอย่างดี และบางครั้งก็ยังแนะนำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ให้ด้วย...
บางคนก็คิดว่าจางเซิ่งทำงานในสภานักเรียน ถึงขั้นสงสัยว่าประธานสภานักเรียนเป็นแฟนของเขา เพราะเฉินเมิ่งถิงสนิทกับจางเซิ่งมาก...
ใครจะไปรู้ล่ะ?
เมื่อทุกคนตื่นกันหมดแล้ว หลินเฉิงถึงค่อยๆ ลุกขึ้น เขาไปล้างหน้าแปรงฟันในห้องน้ำตามลำพัง ล้างหน้าเสร็จก็ดูเวลา กะจะออกไปตอนที่ใกล้ถึงเวลาเรียนพอดี
เรื่องเมื่อวานมีคนวิพากษ์วิจารณ์กันให้แซด ต้องมีควันหลงหลงเหลืออยู่แน่ วันนี้ก่อนที่เขาจะออกจากหอไปห้องเรียน ก็คงโดนนินทาอีกตามเคย
ไม่รู้ทำไม เมื่อคืนยังคิดซะดิบดีว่าจะก้าวเดินออกไปเป็นก้าวแรก แต่พอมาเช้านี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เขาดูเหมือนจะกลัวการเข้าสังคมมากขึ้น และถึงกับรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังขึ้นมา
"นายคิดว่านายเรียนเก่ง แต่คนที่เรียนเก่ง วุฒิการศึกษาสูง ในเมืองนี้มีเยอะแยะราวกับมดปลวก นายมีข้อได้เปรียบอะไรหรือเปล่า?"
ดูเหมือนจิตใต้สำนึกของเขาจะเพิกเฉยต่อคำพูดให้กำลังใจของจางเซิ่ง แต่กลับจำคำพูดเตือนสติของจางเซิ่งได้แม่น เขาเริ่มรู้สึกว่าการเรียนเก่งของตัวเองดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย
เมื่อเขากะเวลาพอดีและเดินออกจากห้อง จู่ๆ เขาก็เห็นคนที่ทำให้เขาไม่อยากจะเชื่อสายตา
ฉีไห่เฟิงยังไม่ได้ไปไหน แต่ยืนอยู่หน้าห้อง
"หลินเฉิง!"
"หัวหน้าหอ?"
"ฉันไปทำงานพาร์ทไทม์ที่โรงอาหารเป็นเพื่อนนายเอามั้ย"
"หา?"
เมื่อเห็นรอยยิ้มเป็นมิตรของฉีไห่เฟิงที่เป็นหัวหน้าหอ หลินเฉิงก็ถึงกับยืนอึ้ง
เขาคิดไม่ออกเลย...
เมื่อคืนพี่เซิ่งพูดอะไรกับฉีไห่เฟิงกันแน่?
ทำไมจู่ๆ ท่าทีของฉีไห่เฟิงที่มีต่อเขาถึงเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ?
…………………………
เวลาเจ็ดโมงครึ่ง
ด้านนอกห้องเรียนที่แต่เดิมเงียบสงบ เริ่มมีเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังขึ้นเรื่อยๆ
นักศึกษาบางคนที่มาเช้า จับกลุ่มกันสามห้าคนอยู่ตรงระเบียงหน้าห้องเรียน ถือหนังสือเตรียมตัวเข้าเรียนแล้ว
เมื่อเขียนจบไปสองตอน จางเซิ่งก็พับหน้าจอแล็ปท็อปลง
ทะลวงทะลุฟ้า จะเริ่มวางขายตอนเที่ยงวันนี้แล้ว
เขาไม่ได้มีต้นฉบับตุนไว้เลย ทุกตอนล้วนปั่นสดๆ ร้อนๆ
โชคดีที่วันนี้เป็นวันศุกร์ หลังจากวางขายและอัปเดตไปก่อนสองตอน ตอนค่ำค่อยกลับไปปั่นอีกสองตอน ให้ครบสี่ตอนพอดี
จางเซิ่งลุกขึ้นยืนจากห้องเรียนที่ว่างเปล่า
เสียงเอะอะโวยวายข้างนอกขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ และดังขึ้นเรื่อยๆ
เขาเดินออกจากห้องเรียนไปเงียบๆ เพียงลำพัง มุ่งหน้าไปยังห้องเรียนของตัวเองในวันนี้
ตลอดทาง...
จางเซิ่งตั้งใจฟังบทสนทนาของเหล่านักศึกษา
พวกผู้หญิงบ้างก็คุยกันว่าวันนี้มีซีรีส์เกาหลีเรื่องอะไรออกใหม่ ดาราเกาหลีคนไหนหล่อ คนไหนเท่...
บางครั้งก็แอบนินทาคนอื่น มองว่าพวกสาวงามที่ได้คะแนนโหวตเยอะๆ ในการประกวดสาวงามประจำสถาบันต้องปั๊มยอดแน่ๆ ตัวจริงไม่ได้สวยขนาดนั้นอะไรทำนองนี้
จากนั้น ผู้หญิงบางคนก็ถูกเพื่อนสนิทข้างๆ ยุยงซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนวิ่งไปที่จุดลงทะเบียนแบบกล้าๆ กลัวๆ เพื่อกรอกข้อมูลและสมัครเข้าร่วมการประกวดสาวงามประจำสถาบัน...
ส่วนพวกผู้ชายก็คุยกันว่าหนังโป๊แบบไม่มีเซ็นเซอร์เรื่องไหนสนุก และในการประกวดสาวงามประจำสถาบันครั้งนี้ คนไหนดูดีกว่ากัน คนไหนหน้าอกใหญ่ หน้าตาสวย
จางเซิ่งเป็นเหมือนผู้สังเกตการณ์ เขาฟังไปพลางวิเคราะห์กระแสความนิยมของกิจกรรมนี้ไปพลาง ในหัวก็คอยคิดวางแผนอยู่ตลอดว่าจะใช้ประโยชน์จากกระแสเหล่านี้ไปทำอะไรต่อดี
เวลาเจ็ดโมงห้าสิบนาที
จางเซิ่งมาถึงห้องเรียนตรงเวลา และนั่งลงในที่ประจำของตัวเอง
ไม่นานหลังจากนั้น...
จางเซิ่งก็เห็นคนในหอพักทยอยกันเดินเข้ามา
ฉีไห่เฟิงและพรรคพวกที่ปกติจะนั่งอยู่แถวหลัง รอจังหวะเหมาะๆ แล้วก็แอบชิ่งหนี จู่ๆ ก็ทำตัวผิดปกติ หลังจากมองไปที่นั่งด้านหน้าและลังเลอยู่ครู่หนึ่ง พวกเขาก็เดินตามหลินเฉิงไปนั่งแถวแรก แถมตอนที่เห็นเฉินซู่และคนอื่นๆ กำลังลังเล เขาก็ยังเตะพวกนั้นไปทีหนึ่ง จากนั้นนอกจากเจียงไข่หลงที่ทำตัวเป็น 'สองหูไม่สนเรื่องภายนอก ใจจดจ่อแต่ตำราปราชญ์' เอาแต่ก้มหน้ากดมือถืออยู่แถวหลังสุดแล้ว คนอื่นๆ ก็ล้วนมานั่งที่แถวหน้ากันหมด
หลังจากฉีไห่เฟิงเห็นจางเซิ่ง สายตาของเขาก็เต็มไปด้วยความยำเกรงและความเลื่อมใสที่ซ่อนอยู่ลึกๆ
จางเซิ่งไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เพียงแค่ยิ้มให้ฉีไห่เฟิง
ส่วนหลินเฉิงกลับรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
วันนี้คนในหอหลายคนเปลี่ยนไปมากจริงๆ มากจนเขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ดูเหมือนว่าฉีไห่เฟิงจะจงใจดูแลเขาเป็นพิเศษ
เมื่อกี้ตอนอยู่ที่โรงอาหาร ฉีไห่เฟิงก็พาเขาไปคุยกับป้าในโรงอาหาร จากนั้นทั้งสองคนก็ช่วยกันลองตักข้าว...
เขาเริ่มรู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาอีกครั้ง ในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกซับซ้อน มักจะรู้สึกอยู่เสมอว่า 'ความกระตือรือร้น' ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้มันหนักอึ้งเกินไป
ท่ามกลางความรู้สึกอันซับซ้อนนี้...
เสียงออดก็ดังขึ้น
ในที่สุดคาบเรียนแรกของวันนี้ก็เริ่มต้นขึ้น
เมื่ออาจารย์แปลกหน้าคนหนึ่งเดินเข้ามา ในห้องเรียนก็เริ่มมีเสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นชั่วครู่
จางเซิ่งเงยหน้าขึ้น
กลับพบว่าเป็นอาจารย์วัยกลางคนที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง
อาจารย์วัยกลางคนดูเหมือนจะหยิ่งยโสเล็กน้อย เข้ามาในห้องเรียนครั้งแรกก็ไม่แนะนำตัว แต่เปิดรายชื่อแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาเช็กชื่ออย่างจริงจัง
นักศึกษาหลายคนที่มาสาย เขาก็ไม่ปล่อยผ่าน จดชื่อลงในช่องมาสายของสมุดเช็กชื่อทีละคน แม้กระทั่งตอนที่เรียกชื่อเจียงไข่หลง พอเห็นเจียงไข่หลงขานรับแล้วก็ก้มหน้าเล่นมือถือต่อ เขาก็ขมวดคิ้ว และเดินตรงดิ่งไปหาเจียงไข่หลงโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
"วิชาของผม ถ้าไม่ตั้งใจฟังก็ไสหัวไป! นักศึกษาคนนี้ เชิญออกไป!"
"อาจารย์ ผม ผม... ผมไม่เล่นแล้วครับ..."
"ออกไป!"
เจียงไข่หลงผู้โชคร้ายยังพูดไม่ทันจบประโยค อาจารย์คนใหม่ก็มองเขาด้วยสีหน้าเย็นชา
เจียงไข่หลงถึงกับมึนงง
เรียนมาได้ครึ่งเดือนแล้ว อาจารย์ปัญญาอ่อนแบบนี้โผล่มาจากหลืบไหนวะเนี่ย?
เขาอยากจะอธิบายสักสองสามประโยค แต่อาจารย์คนนี้กลับไม่เปิดโอกาสให้เขาอธิบายเลย เอาแต่มองเขาด้วยสีหน้าเย็นชา "ออกไป!"
เจียงไข่หลงหดคอลง ตอนแรกยังจ้องตากับอาจารย์คนใหม่คนนี้อยู่ แต่สุดท้ายก็ต้องก้มหน้าเดินออกไปอย่างเก้อเขิน แล้วค่อยไปยืนมองอาจารย์คนใหม่ที่แสนจะพิลึกคนนี้ผ่านทางหน้าต่าง
ห้องเรียนที่ปกติจะเสียงดังเอะอะโวยวาย พลันเงียบกริบลงทันทีที่เจียงไข่หลงเดินออกไป
"คนที่มาสายจะถูกบันทึกว่ามาสาย!"
"มาสายห้าครั้ง ถือว่าขาดเรียนหนึ่งครั้ง!"
"ใครที่หลับในห้อง เล่นมือถือ หรือคุยกัน ก็ไม่ต้องมาเรียนแล้ว ผมจะไม่ถือว่าพวกคุณขาดเรียน แต่พวกคุณก็อย่าหวังว่าจะได้หน่วยกิตวิชานี้ไป!"
"ยังไงซะก็มาเรียนแกนๆ ไปวันๆ อยู่แล้ว จะเรียนจบหรือไม่จบ มันจะไปสำคัญอะไร!"
"..."
อาจารย์คนใหม่พูดจาเข้มงวดสารพัดด้วยสีหน้าเย็นชา ดูเหมือนต้องการจะสร้างความน่าเกรงขาม
แต่เมื่อสายตาของอาจารย์คนใหม่สบเข้ากับสายตาของจางเซิ่ง สีหน้าที่เคยเข้มงวดก็ชะงักไปชั่วครู่ ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จนรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย จากนั้นเขาก็หยุดเทศนา แล้วเดินไปที่โพเดียมเพื่อเริ่มสอนอย่างตั้งใจ
จางเซิ่งมองอาจารย์คนใหม่ มุมปากยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย
อาจารย์ทังอู่ ในที่สุดก็เชื่อคำพูดของเขา แล้วมาสอนที่มหาวิทยาลัยของเราแล้วงั้นสินะ?







