บนโลกใบนี้ มีบางสิ่งที่ยากจะตัดสินว่าใครถูกใครผิดจริงๆ
ท้ายที่สุดแล้ว โลกใบนี้มันช่างซับซ้อน
หลินเฉิงก้มหน้าเอ่ยขอโทษฉีไห่เฟิง
ทั้งหงุดหงิด เสียใจภายหลัง และโทษตัวเอง...
ในชั่วพริบตา ความรู้สึกมากมายก่ายกองเหล่านี้ก็พรั่งพรูขึ้นมาในใจของเขา
“นอกจากคำขอโทษแล้ว มีอะไรอีกไหม?”
น้ำเสียงราบเรียบของจางเซิ่งดังขึ้นข้างหู
เขามองไปทางจางเซิ่งด้วยแววตาเหม่อลอย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นทำอะไรไม่ถูก
สัญชาตญาณบอกเขาว่าจางเซิ่งดูเหมือนจะเข้าข้างฉีไห่เฟิง และกำลังร่วมมือกับคนอื่นรังแกเขา
ทว่าพอเห็นแววตาของจางเซิ่ง เขากลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่แบบนั้น
จางเซิ่งดูเหมือนกำลังคอยชี้แนะอย่างใจเย็น ทั้งที่อายุอานามของทุกคนก็ไล่เลี่ยกัน แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนเป็นผู้อาวุโสที่ห่างกันหนึ่งรุ่น
“ผม... ผมจะชดใช้ค่าโทรศัพท์ ค่าเสื้อผ้า...”
เขาล้วงกระเป๋าหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา
ในนั้นมีเพียงธนบัตรยับยู่ยี่ไม่กี่ใบ...
ส่วนในบัตรธนาคารก็มีเงินเหลือแค่ร้อยกว่าหยวน
เงินแค่นี้ อย่าว่าแต่ชดใช้ค่าเสื้อผ้ากับโทรศัพท์มือถือให้ฉีไห่เฟิงเลย แม้แต่ค่ากินของตัวเองยังไม่พอด้วยซ้ำ
เขาสัมผัสได้ถึงความไร้เรี่ยวแรงและความขัดสนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ราวกับถูกคนจับแก้ผ้าจนเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างออกมา
“ช่างเถอะๆ! ครั้งนี้ฉันเห็นแก่หน้าพี่เซิ่ง จะถือซะว่าซวยเองก็แล้วกัน...”
เมื่อเห็นภาพนี้...
ฉีไห่เฟิงก็ส่ายหน้าเช่นกัน
หลังจากหลินเฉิงขอโทษต่อหน้าจางเซิ่ง พอมาเห็นสภาพน่าสงสารของหลินเฉิงอีก ความโกรธของเขาก็หายไปกว่าครึ่งแล้ว
วัยรุ่นต่างก็รักศักดิ์ศรี เมื่อได้หน้าแล้วก็ควรรู้จักให้อภัยอย่างเหมาะสม ซึ่งถือเป็นการแสดงออกถึงนิสัยใจคออย่างหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องบีบคั้นคนอื่นจนถึงทางตัน
หลินเฉิงเงียบกริบ ร่างกายหดตัวอยู่ในมุมห้อง เอาแต่ก้มหน้าต่ำ
คำพูดแสดงความใจกว้างของฉีไห่เฟิงราวกับเป็นความอัปยศอดสู ความอัปยศนี้ทิ่มแทงเข้าไปในหัวใจของเขาอย่างลึกซึ้ง
ชาตินี้เขาคงเงยหน้าไม่ขึ้นอีกแล้ว
“บนโลกนี้ ไม่มีคำว่าช่างมันหรือปล่อยผ่านหรอกนะ ติดค้างใครก็ต้องหาทางคืน...”
“ตอนนี้ไม่มีเงินก็ไม่เป็นไร...”
“นายเขียนใบยืมเงินให้ไห่เฟิง กำหนดระยะเวลาคร่าวๆ หลังจากนี้ก็หาทางค่อยๆ ทยอยคืน...”
“...”
เสียงของจางเซิ่งดังขึ้นข้างกายหลินเฉิงอีกครั้ง
หลินเฉิงพยักหน้า ทว่ายังคงไม่มองใคร ได้แต่จ้องพื้นเหม่อลอย
“ช่างเถอะๆ พี่เซิ่ง ฉันว่า...”
ฉีไห่เฟิงส่ายหน้าตามสัญชาตญาณ ทว่าตอนที่กำลังจะพูดอะไร จางเซิ่งก็หันมามองเขาเงียบๆ
เสียงของเขาชะงักค้างไปดื้อๆ รู้สึกใจคอไม่ดีโดยสัญชาตญาณ
หอพักตกอยู่ในความเงียบงันอันแปลกประหลาดอีกครั้ง เจียงไข่หลงที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ก็ชะโงกหน้าออกมามอง
“พี่เซิ่ง พี่คงไม่คิดว่าฉัน... ต้องขอโทษด้วยหรอกนะ? พี่เซิ่ง อย่าล้อเล่นสิ...”
สายตาของจางเซิ่งจ้องจนฉีไห่เฟิงขนลุก เขาหัวเราะแห้งๆ หวังจะทำให้บรรยากาศดูครึกครื้นขึ้น เพื่อปัดเป่าความอึดอัดนี้ทิ้งไป
จางเซิ่งยังคงจ้องมองเขาเงียบๆ
เขาเริ่มขนลุกซู่หนักกว่าเดิม “พี่เซิ่ง พี่ก็รู้นี่ ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด เขาพุ่งเข้ามาตีฉันก่อน ฉันก็แค่ตอบโต้ป้องกันตัว... ฉันผิดตรงไหน ให้ทุกคนพูดเลยก็ได้ ฉันไม่ได้ผิดสักหน่อย! เฉินซู่ นายว่าจริงไหม?”
เขาหัวเราะแก้เก้ออีกครั้งพลางกวาดตามองรอบตัว ทว่ากลับเห็นเพื่อนร่วมห้องทุกคนเอาแต่เงียบ
เขาหันไปมองจางเซิ่งอีกครั้ง กลับพบว่าแววตาของจางเซิ่งแฝงไปด้วยแรงกดดันที่อธิบายไม่ถูก แรงกดดันนั้นทำให้เขารู้สึกเสียวสันหลังวาบ ในที่สุดเกราะป้องกันของเขาก็พังทลายลง “ฉัน... ฉันไม่ควรด่าเขาว่าไอ้บ้า ฉัน... ฉันไม่ควรใส่สีตีไข่โกหกพี่...”
“แล้วมีอะไรอีกไหม?” จางเซิ่งมองเขาในระดับสายตา ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบอีกครั้ง
“ไม่มีแล้วนี่ ฉันยังทำอะไรผิดอีก? ฉันโดนตี ฉันก็แค่สวนกลับ... อย่างมาก อย่างมากก็แค่ไม่ควรด่าเขาต่อหน้าทุกคน แต่ฉันไม่ได้ดูถูกเขานะ เรื่องที่เขาขโมยของอะไรนั่น คนอื่นเป็นคนพูดทั้งนั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันเลย...”
จางเซิ่งมองฉีไห่เฟิงอธิบายจบก็ละสายตา “หลินเฉิง พรุ่งนี้นายไปเป็นเพื่อนไห่เฟิงซ่อมโทรศัพท์ ถ้าซ่อมได้ก็จ่ายค่าซ่อม ถ้าซ่อมไม่ได้ก็ชดใช้ราคาเต็ม ตกลงไหม?”
“อืม...” หลินเฉิงพยักหน้ารับคำ ทว่ายังคงไม่กล้ามองใคร
“เอาล่ะ งั้นก็ปิดไฟนอนเถอะ เรื่องนี้จัดการตามนี้ไปก่อน”
……………………
นอกหอพัก
พวกไทยมุงสลายตัวไปจนหมดในที่สุด
อาจารย์สองสามคนเพิ่งจะมาถึง เมื่อสอบถามสถานการณ์จนกระจ่าง พวกเขาก็ยึดหลักเปลี่ยนเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก เปลี่ยนเรื่องเล็กให้เป็นไม่มีอะไร อบรมสั่งสอนฉีไห่เฟิงกับหลินเฉิงไปยกหนึ่ง แล้วก็จากไป
ยามค่ำคืน
ค่อยๆ ดึกสงัด
หลินเฉิงพลิกตัวไปมานอนไม่หลับ
เขาคิดอะไรมากมายก่ายกอง
ทั้งน้อยใจ โทษตัวเอง เจ็บใจ และรู้สึกว่าโลกใบนี้มันมืดมนเหลือเกิน...
ในที่สุดเขาก็ลุกขึ้นเดินไปหาจางเซิ่ง จากนั้น จางเซิ่งก็พาเขาออกไปที่ระเบียงด้านนอก
เขาพูดกับจางเซิ่งหลายเรื่อง
รวมถึงต้นสายปลายเหตุที่ห้องสมุด และการระเบิดอารมณ์อย่างกะทันหันของเขา
จางเซิ่งรับฟังอย่างเงียบๆ
ความจริงในใจลึกๆ เขาพอจะเดาเรื่องราวคร่าวๆ ได้ตั้งนานแล้ว
“ผมรู้ว่าผมผิด แต่พี่เซิ่ง ทำไมโลกนี้ถึงไม่ยุติธรรมกับพวกเราเลย ผมก็แค่อยากตั้งใจเรียน...”
ภายใต้แสงจันทร์
น้ำเสียงของเขาแผ่วเบามาก
ทว่ากลับร้องไห้ออกมา
อารมณ์ของเขาพังทลายลงเล็กน้อย
เรื่องราวมันไม่ควรลงเอยแบบนี้ เขาไม่ควรระเบิดอารมณ์เหมือนคนบ้ากะทันหันแบบนี้ เขาพบว่าตัวเองแทบจะไม่รู้จักตัวเองแล้ว
“น้ำเต็มแก้วก็ต้องล้น ระบายออกมาบ้างก็ดี ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรหรอก...”
“พี่เซิ่ง ผมไม่มีเงินชดใช้เขา ผม...”
“ไม่มีเงิน ก็หาเงินได้”
“ผมไม่รู้ว่าต้องหาเงินยังไง ผม... ผมก็อยากไปตักข้าวที่โรงอาหารเหมือนพี่นะ แต่ว่าผม... พี่ช่วยผมหน่อยได้ไหม...”
ในใจเขามีความคิดซ่อนอยู่มากมาย
ทว่าฝูงชนที่ขวักไขว่กลับทำให้เขาหวาดกลัว การต้องเดินเข้าไปขอสมัครงานตักข้าวที่โรงอาหารก่อน เขาแทบจะไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากด้วยซ้ำ
นั่นคือความไม่มั่นใจที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือด
“แค่พูดง่ายๆ ไม่กี่ประโยค มันไม่ได้ยากอย่างที่นายคิดหรอก สิ่งที่ขัดขวางนายอยู่ มีเพียงความคิดขลาดเขลาในใจนายเท่านั้น ตอนที่นายลงมือตีไห่เฟิง นายเคยลังเลบ้างไหมล่ะ?”
“ผม...”
“เพราะนายไม่ได้บีบบังคับตัวเอง นายยังไม่ได้หมดหนทางสักหน่อย”
“ฉันจะแค่บอกแนวทางการทำงานพาร์ทไทม์ให้นาย อย่างเช่น สอนพิเศษ ส่งอาหาร หรืออย่างตอนมีกิจกรรมดาวโรงเรียน นายก็ไปทำงานกับสภานักเรียน แต่ฉันจะไม่ช่วยอะไรนายทั้งนั้น และจะไม่แนะนำนายให้รู้จักกับใครด้วย...”
หลินเฉิงเงียบไป
ในใจสับสนวุ่นวายอย่างหนัก
“ฉันรู้ว่านายกลัว และฉันก็รู้ว่านายอยากลงหลักปักฐานในเมืองนี้ แต่นายต้องเอาชนะความกลัว เอาชนะความกลัวให้ได้ อนาคตนายถึงจะมีสิทธิ์ลงหลักปักฐานที่นี่ได้ มิฉะนั้น นายก็เป็นแค่ธาตุอากาศในเมืองนี้ นายคิดว่าตัวเองเรียนเก่งงั้นเหรอ? นายเก่งกาจ? นายหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี? แต่คนที่เรียนเก่ง การศึกษาสูง ในเมืองนี้มีเยอะแยะราวกับมดปลวก แล้วนายมีข้อได้เปรียบอะไรล่ะ?”
“...”
“นายไม่จำเป็นต้องเข้าสังคมก็ได้ แน่นอนว่าถ้านายแข็งแกร่งพอ นายก็ไม่จำเป็นต้องคบหาใครเลย แต่นายไม่ได้เก่งขนาดนั้น นายไม่ใช่อัจฉริยะ ฉันรู้ว่านายไม่ยอมรับ แต่นายต้องตระหนักถึงความเป็นจริงให้ชัดเจน!”
“...”
“จำไว้ โลกแห่งความเป็นจริงมันซับซ้อนกว่าที่นายคิดเยอะ... แค่นี้นายยังอดทนไม่ได้ แล้วนายจะมีอนาคตได้ยังไง? นายยังไม่กล้าแม้แต่จะสบตาคนอื่น แล้วจะหวังให้คนอื่นมาคอยประเคนของให้นายงั้นเหรอ?”
“...”
“พวกเราเกิดมาต้นทุนต่ำ แต่การเกิดมาต้นทุนต่ำไม่ใช่เหตุผลให้เราต้องรู้สึกต่ำต้อย พวกเราเป็นเหมือนวัชพืช แต่เราก็ไม่ใช่คนที่ใครจะมาเหยียบย่ำได้ ต่อให้เราถูกเหยียบย่ำ ถูกไฟเผา เราก็ยังสามารถเติบโตขึ้นมาใหม่ได้อย่างแข็งแกร่ง และชูคอรับแสงตะวันได้”
“...”
“หลังจากก้าวเดินก้าวแรกออกไป นายก็จะพบว่าความจริงแล้วก้าวแรกมันไม่ได้ยากขนาดนั้น”
“...”
แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนผืนปฐพี
ที่ห่างไกลออกไปถูกอาบไล้ด้วยสีเงินยวง
ชั่วชีวิตนี้หลินเฉิงได้ยินคำพูดมานับไม่ถ้วน ทว่าไม่เคยมีครั้งไหนที่สั่นสะเทือนหัวใจได้เท่าครั้งนี้มาก่อน
เขาก้มหน้า รู้สึกถึงเลือดลมที่สูบฉีดพลุ่งพล่าน ถึงขั้นว่าต่อให้สั่งให้เขากระโดดลงไปจากชั้นสิบสองตรงนี้ เขาก็คงไม่กะพริบตาด้วยซ้ำ
ยามเช้ามืด
พวกเขาเดินกลับเข้าไปในหอพัก
หลังจากนั้นไม่นาน ฉีไห่เฟิงก็ลุกขึ้นยืน แล้วเดินตามจางเซิ่งออกไปข้างนอกด้วยกัน
หลินเฉิงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น...
รู้แค่ว่าประมาณครึ่งชั่วโมงให้หลัง ฉีไห่เฟิงก็เดินกลับเข้ามาจากข้างนอก แล้วเดินมาตรงหน้าเขา เอ่ยขอโทษเขาอีกครั้ง
“เพื่อนนักศึกษาหลินเฉิง ขอโทษด้วยนะ ฉัน... บางทีฉันก็วู่วามไปหน่อย นายอย่าเก็บไปใส่ใจเลย...”
หลังจากหลินเฉิงเห็นการขอโทษอย่างจริงใจของฉีไห่เฟิง เขาก็ลุกขึ้นนั่งตามสัญชาตญาณ แล้วรีบตอบกลับไปสองสามประโยค
ไม่รู้ทำไม เขาถึงรู้สึกว่าระยะห่างระหว่างเขากับฉีไห่เฟิงดูเหมือนจะใกล้ชิดกันมากขึ้น
ดูเหมือนว่า...
จะไม่ได้น่ารังเกียจขนาดนั้นแล้ว!
จากนั้น ฉีไห่เฟิงก็ล้มตัวลงนอนบนเตียง เขามองดูเพดาน นึกถึงคำพูดที่จางเซิ่งพูดกับเขาตามลำพังข้างนอก
เขาตาสว่างขึ้นมาทันที ราวกับเข้าใจเรื่องราวมากมายก่ายกองในชั่วพริบตา







