ทั้งห้าคนเดินตามอยู่รั้งท้ายฝูงชน เดินตามขบวนแห่ศพไปทางทิศตะวันตก ผ่านทุ่งนา ปีนขึ้นไปบนป่าเขา จนมาถึงสถานที่ที่เรียกว่าภูเขาป่าช้า
บนเขามีเนินหลุมศพกระจัดกระจายอยู่ไม่น้อย ส่วนน้อยที่โบกปูนซีเมนต์ ล้อมรั้วเล็กๆ หน้าหลุมปลูกต้นสนสองต้นและมีร่องรอยการจุดธูปเทียนบูชา ส่วนใหญ่เป็นเพียงกองดินที่หญ้าขึ้นรกชัฏและไม่มีใครเหลียวแล
ขบวนแห่ศพหามโลงมาถึงหน้าหลุมที่ขุดเตรียมไว้ก่อนแล้ว นักพรตประกอบพิธีกรรมอีกรอบ "คนในครอบครัว" ร้องไห้คร่ำครวญต่อ ท่ามกลางเสียงตีฆ้องร้องป่าวและเสียงประทัดดังกึกก้อง ชายสี่คนหามโลงลงไปในหลุมดิน จากนั้นก็คว้าจอบเสียมมาฝังกลบอย่างทะมัดทะแมง
ชาวบ้านมุงดูอยู่ครู่หนึ่งก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เหลือเพียงคนฝังศพสี่คนกับชายชราผู้ดูแลงาน ซึ่งก็คือท่านปู่อู่ที่รับหน้าที่เก็บเงินช่วยงานก่อนหน้านี้นั่นเอง
เขายืนสั่งการอยู่ข้างๆ "ฝังให้ไวหน่อย อย่าให้เกินแปดโมง อัดดินให้แน่นๆ ด้วย"
สารวัตรหวงทำสัญญาณมือ ทั้งห้าคนจึงเดินเข้าไปพร้อมกัน
สารวัตรหวงนำทีมหยิบจอบเสียมที่เหลือมาช่วยตักดิน ท่านปู่อู่จำสารวัตรหวงได้จึงเดินมาแจกบุหรี่ให้ สารวัตรหวงรับบุหรี่มาทัดไว้ที่หู
"สารวัตรหวง คุณก็อย่าโกรธเคืองฉันเลย" ท่านปู่อู่ถอนหายใจ "ฉันเองก็หวังให้ปิดคดีได้ไวๆ แต่งานศพของบ้านฮว๋าจื่อจะยืดเยื้อไม่ได้ ต้องอาศัยจังหวะที่ชาวบ้านยังมีกะจิตกะใจมาช่วย หากปล่อยให้เรื่องลากยาวไป ตัวฉันที่เป็นผู้ใหญ่บ้านก็คงเรียกใช้งานพวกเขาไม่ได้แล้ว ถึงตอนนั้นครอบครัวฮว๋าจื่อคงกลายเป็นผีไร้ญาติของจริงแน่"
"เข้าใจครับ" สารวัตรหวงยังคงตักดินต่อไป "รายงานชันสูตรศพก็ออกมาแล้ว ฝังไปก็ไม่เป็นไร ไม่กระทบต่อการทำคดีหรอก"
"งั้นก็ดี งั้นก็ดี" ท่านปู่อู่พยักหน้าไม่หยุด
ระหว่างที่กำลังฝังหลุมศพ สารวัตรหวงอาศัยจังหวะที่ท่านปู่อู่เผลอ แอบยื่นพลั่วในมือให้ชิงหลิง ชิงหลิงยกมือขึ้นเล็กน้อย พลั่วก็ลอยลิ่วไปเกาะบนต้นไม้ด้านหลังอย่างรวดเร็วจนไร้ร่องรอย
เวลาผ่านไปไม่ถึงยี่สิบนาที หลุมศพใหม่ก็ถูกพูนดินจนเสร็จสมบูรณ์
ในช่วงเวลานี้ เกาหยางกับสารวัตรหวงก็ไม่ได้สืบข่าวคราวที่เป็นประโยชน์อะไรเป็นพิเศษ สุดท้ายจึงเดินตามท่านปู่อู่และชายทั้งสี่คนกลับมาตามทาง และบอกลากันที่ทางเข้าหมู่บ้าน
ทั้งห้าคนแกล้งทำเป็นออกจากหมู่บ้าน กลับเข้าไปในป่าละเมาะ แล้วเริ่มปรึกษาหารือกันอย่างรอบคอบ
"เมื่อกี้ทำไมถึงให้ฉันซ่อนพลั่วล่ะ?" ชิงหลิงถามสารวัตรหวง
"ขุดหลุมศพไง" เกาหยางโพล่งออกมา เขาและสารวัตรหวงแอบตกลงกันไว้ก่อนแล้ว
"ขุดหลุมศพ?!" พั่งจวิ้นตกใจกลัว
สารวัตรหวงยิ้ม หยิบบุหรี่ที่ท่านปู่อู่ยื่นให้มาดมที่ปลายจมูกแต่ไม่กล้าสูบ "รอให้ฟ้ามืด หลบเลี่ยงสายตาผู้คน แล้วเราค่อยไปขุดหลุมศพกัน"
"นี่...มันจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ?" พั่งจวิ้นมีสีหน้าลำบากใจ
"ไม่ว่ายังไง วันนี้ก็ต้องจัดการให้จบ"
สารวัตรหวงกวาดตามองทุกคน "ต่อไปฉันจะเล่าแผนการของฉันกับเกาหยางให้ฟัง เวลาหลังจากนี้ เราจะพักผ่อนอยู่กับที่ พยายามอย่าสิ้นเปลืองพละกำลังใดๆ พอฟ้ามืด ค่อยไปขุดหลุมศพดูว่าจะเจอเบาะแสอะไรไหม"
สารวัตรหวงนั่งพิงต้นไม้ "ถ้ามีเบาะแสก็ว่ากันอีกที แต่ถ้าไม่ราบรื่น ก็ทำตามแผนเดิมคือชิงลงมือก่อน การปะทะซึ่งหน้ากับอสูรทั้งหมู่บ้านย่อมไม่มีทางชนะแน่ เราจะลอบโจมตี อาศัยความมืดบุกไปทีละบ้าน ดูว่าจะบีบให้ฆาตกรที่อยู่เบื้องหลังเผยตัวออกมาได้ไหม"
"ลอบโจมตี?!" หวังจื่อข่ายมีสีหน้าผิดหวัง เขายังอุตส่าห์ตั้งตารอการต่อสู้ครั้งใหญ่ "นี่มันไร้คุณธรรมจอมยุทธ์ชัดๆ!"
"หวังจื่อข่าย ร่างกายของคนเราจะเอามาเหมารวมกันไม่ได้หรอกนะ" เกาหยางเริ่มงัดวิชาแถสีข้างถลอกออกมาใช้ทันที "นายเป็นบุตรแห่งสวรรค์ มีพลังเหนือมนุษย์มาแต่กำเนิด เก่งกาจกว่าพวกเรา นายต้องไม่มีปัญหาแน่ แต่ตอนนี้พวกเรากำลังอ่อนแอและเผชิญกับอันตรายใหญ่หลวง...เวลาต่อสู้นายก็คุ้มครองพวกเราไม่ได้ นายคงไม่อยากชนะอยู่คนเดียวแล้วปล่อยให้เพื่อนร่วมทีมตายเรียบหรอกใช่ไหม?"
การประจบสอพลอระลอกนี้ทำเอาหวังจื่อข่ายรู้สึกชื่นใจ เขาโบกมือใหญ่โต "เฮ้อ เอาพวกนายไม่อยู่จริงๆ! ตกลง ลอบโจมตีก็ลอบโจมตี! แต่ตกลงกันก่อนนะ บอสใหญ่ตัวสุดท้ายต้องยกให้ฉัน"
"เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว"
สารวัตรหวงกับพั่งจวิ้นส่งสายตาชื่นชมมาให้เกาหยาง: นายนี่มันแน่จริงๆ เป็น "นักฝึกสัตว์" ชัดๆ!
……
เวลาประมาณหนึ่งทุ่ม ท้องฟ้ามืดสนิท สารวัตรหวงปลุกทั้งสี่คนที่กำลังพักผ่อน อาศัยความมืดลอบเดินทางไปยังภูเขาป่าช้าทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน
ตอนกลางวันยังไม่รู้สึกอะไร แต่พอตกกลางคืน สุสานก็กลับกลายเป็นวังเวงน่าขนลุก พั่งจวิ้นเป็นคนขี้ขลาด หน้าตาเขียวคล้ำ ตัวสั่นเทิ้ม เดินอยู่ท่ามกลางวงล้อมก็ยังกลัวจนแทบทนไม่ไหว พอมีเสียงลมพัดหญ้าไหวก็สะดุ้งโหยง
ชิงหลิงยกมือขึ้น พลั่วก็ลอยจากยอดไม้กลับมาอยู่ในมือ "ใครจะลงมือ?"
"ฉันเอง!" หวังจื่อข่ายรับพลั่วมา เดินไปที่หน้าหลุมศพของฮว๋าจื่อ แล้วลงมือขุดอย่างแข็งขัน
ระหว่างที่กำลังขุดหลุมศพ อีกสี่คนที่เหลือก็คอยเฝ้าระวังอยู่ข้างๆ หากมีชาวบ้านผ่านมาในเวลานี้ ก็คงมีแต่ต้องฆ่าทิ้งเท่านั้น
แต่โชคดีที่ไม่มีใครโผล่มา
หวังจื่อข่ายสมกับที่มีพลังเหนือมนุษย์มาแต่กำเนิด ไม่นานเขาก็ขุดเสร็จ เขาโยนพลั่วทิ้งทั้งที่เหงื่อท่วมหัว "เรียบร้อย!"
ทุกคนเดินไปที่หน้าหลุมดิน แสงจันทร์สลัวเงียบสงัด โลงศพที่ถูกกลบด้วยดินดูน่าสะพรึงกลัวและเย็นเยียบ ทุกคนมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครกล้าเปิดโลง
"แต่ละคนปอดแหกกันไปถึงไหนแล้ว" หวังจื่อข่ายทำท่าคันไม้คันมือ "หลบไป! ลูกพี่จัดการเอง!"
"ไม่ต้อง" เกาหยางร้องห้ามไว้ ไม่รู้ว่าในโลงมีอะไรอยู่ กันไว้ดีกว่าแก้ เขาหยิบพลั่วขึ้นมา ยื่นมือสอดพลั่วเข้าไปในรอยแยกของฝาโลง จากนั้นก็ถอยกลับมาอย่างรวดเร็ว แล้วหันไปมองชิงหลิง "เธอไหวไหม?"
"หนักเอาเรื่องเลย ฉันจะลองดู"
ชิงหลิงยื่นมือทั้งสองข้างออกไป "โลหะ!"
พลั่วที่สอดอยู่ตรงฝาโลงสั่นระริก พลังที่มองไม่เห็นผลักดันให้งัดฝาโลงลงมา จังหวะนั้น สารวัตรหวงก็ชักปืนพกออกมา เกาหยางเองก็หยิบมีดสั้นป้องกันตัวออกมา เตรียมพร้อมรับมือกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
"ปัง!" ในที่สุดฝาโลงก็ถูกพลั่วงัดเปิดออก
ทุกคนก้าวถอยหลังไปสองก้าวตามสัญชาตญาณ ใจเต้นระทึกจนแทบหลุดออกมานอกอก
ความเงียบสงัดผ่านไปหลายวินาที ทว่าอันตรายที่คาดคิดไว้กลับไม่เกิดขึ้น โลงศพในหลุมดินเงียบกริบ ซ้ำยังไม่มีแม้กระทั่งกลิ่นเหม็นเน่าของศพโชยออกมา
ทุกคนสบตากัน ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ ชะโงกหน้ามองโลงศพในหลุม แล้วก็พากันอึ้งไปชั่วขณะ
โลงไม่ได้ว่างเปล่า แต่ก็ไม่มีสิ่งลี้ลับพิสดารอะไร ศพของครอบครัวฮว๋าจื่อยังคงอยู่ในโลง ทว่า...ทั้งหมดล้วนกลายเป็นกระดูกขาวโพลน
เกาหยางถือไฟฉายส่องเข้าไปและตั้งใจนับดู กะโหลกขาวมีเพียงสี่หัว ดูเหมือนว่ายังหาหัวของเจ้าสาวไม่พบ
"แค่นี้เองเหรอ?" หวังจื่อข่ายหมดสนุก "ฉันนึกว่าภาพมันจะตื่นเต้นเร้าใจกว่านี้ซะอีก!"
"ครอบครัวฮว๋าจื่อเพิ่งตายไปไม่ถึงสิบวันไม่ใช่เหรอ?" ชิงหลิงถาม "ทำไมถึงกลายเป็นกระดูกขาวโพลนไปหมดแล้วล่ะ?"
"ตำรวจน่าจะเพิ่งส่งศพกลับมาเมื่อสามวันก่อน" สารวัตรหวงขมวดคิ้วแน่น "ตอนนี้เพิ่งจะเดือนเมษายน ต่อให้ศพจะเน่าเปื่อยเร็วแค่ไหน ก็ไม่มีทางกลายเป็นกระดูกขาวโพลนได้เด็ดขาด"
"หรือว่า...ศพจะถูกคนกินไปแล้ว?" พั่งจวิ้นคาดเดาอย่างกล้าหาญ
เกาหยางส่ายหน้า "นี่ดูไม่เหมือนกระดูกที่เหลือจากการถูกกินหรอกนะ"
"อืม เหมือนกับว่า..." สารวัตรหวงชะงักไป "ตายมานานมากแล้ว"
สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่าน ใบไม้สั่นไหวเสียดสีกัน เกาหยางรู้สึกเสียวสันหลังวาบ!
"พวกเราไปกันเถอะ" เกาหยางพูด
"ทำไมล่ะ?" ชิงหลิงหันไปมองเขา
"ไปจากที่นี่ก่อน" เกาหยางมีสีหน้าเคร่งเครียด "ฉันอาจจะ...รู้แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น"
"แล้วตรงนี้จะเอายังไง ต้องกลบให้เหมือนเดิมไหม?" สารวัตรหวงถาม
"ช่างมันเถอะ" เกาหยางแค่อยากไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้
กลุ่มคนไม่กล้ารั้งอยู่นาน รีบออกจากภูเขาป่าช้าทันที
เวลาประมาณสองทุ่ม บ้านหลายหลังในหมู่บ้านสกุลกู่ยังคงเปิดไฟสว่างไสว พวกเขาระมัดระวังหลบเลี่ยงชาวบ้าน ลอบเข้าไปในบ้านของฮว๋าจื่อ เกาหยางรีบปิดประตูหน้าต่างจนมิดชิด คราวนี้แม้แต่ไฟฉายก็ยังไม่กล้าเปิด
"ลูกพี่ ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น อย่าให้อยากรู้แล้วจากไปสิ!" หวังจื่อข่ายร้อนใจ
"บอกข้อสรุปก่อนเลยแล้วกัน" เกาหยางกดเสียงต่ำ "พวกเราไม่ได้ทะลุมิติย้อนเวลากลับมาที่หมู่บ้านสกุลกู่เมื่อสามสิบปีก่อน และไม่ได้หลุดเข้ามาในโลกคู่ขนานหรือโลกแห่งความฝันอะไรทั้งนั้น"
ท่ามกลางความมืดมิด ทุกคนกลั้นหายใจ รอฟังประโยคถัดไป
เกาหยางสูดหายใจเข้าลึก "ที่นี่แหละ คือหมู่บ้านสกุลกู่ในยุคนั้น"







