แม้ว้าบ้านของฮว๋าจื่อจะเกิดคดีฆ่าล้างครัว แต่ทั้งห้าคนก็หิวโหย ง่วงนอน และเหนื่อยล้าเกินกว่าจะมามัวถือสาความเชื่อ พวกเขาขนฟูกและหมอนออกมาจากห้องนอน ปูที่นอนบนพื้นในห้องโถง ปิดตายประตูหน้าต่างทั้งหมด และเตรียมตัวนอนค้างรวมกันหนึ่งคืน
พั่งจวิ้นไม่สนว่าตัวเองจะอ้วนกลมเป็นลูกบอล เขาดึงดันจะเบียดนอนตรงกลางระหว่างทุกคน สารวัตรหวงอาสาเฝ้าอยู่ริมสุดฝั่งซ้าย ที่นอนริมสุดฝั่งขวาเป็นผ้าห่มลายยวนยางจากห้องหอ หวังจื่อข่ายรังเกียจว่าผ้าห่มนั้นดูสาวเกินไป จึงมุดเข้าไปในผ้าห่มของสารวัตรหวง ลำดับการนอนจากซ้ายไปขวาคือ สารวัตรหวง หวังจื่อข่าย พั่งจวิ้น เกาหยาง และชิงหลิง
เดิมทีเกาหยางก็อยากแสดงความเป็นสุภาพบุรุษด้วยการนอนริมสุด แต่ชิงหลิงยืนกรานจะนอนริมขวาสุดเอง มือขวาของเธอกำดาบเอาไว้ตลอดเวลา
เกาหยางหนุนหมอนสีแดง ห่มผ้าห่มลายยวนยางสีแดงสด เขาหันหน้าไปมองชิงหลิงที่อยู่ข้างๆ เธอกำลังหายใจอย่างสม่ำเสมอ แต่คิ้วยังคงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเธอยังไม่หลับ และเตรียมพร้อมต่อสู้อยู่ตลอดเวลา
จู่ๆ เกาหยางก็เกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นในใจ ราวกับว่านี่คือคืนเข้าหอของตัวเอง และเจ้าสาวของเขากำลังนอนถือดาบยาวอยู่เคียงข้าง รอคอยให้ฟ้าสางเพื่อจะได้ออกไปจับมือฆ่าศัตรูด้วยกัน...
“เพียะ!” พั่งจวิ้นพลิกตัว ฝ่ามืออวบอ้วนฟาดเข้าที่ใบหน้าของเกาหยาง
เกาหยางฝืนกลั้นความอยากจะเตะหมอนั่นสักป้าบ แล้วจับมือของเขาออกไป
ครึ่งหลังของคืนนั้น ทั้งห้าคนค่อยๆ ผล็อยหลับไป ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ในช่วงที่สติกำลังสะลึมสะลือ เกาหยางรู้สึกว่ามีคนมาจับมือเขาไว้
เขาตกใจเล็กน้อยและตื่นขึ้นมาทันที
เสียงกรนของพั่งจวิ้นและหวังจื่อข่ายดังสลับกันไปมาในความมืด เขาหันความสนใจกลับมาที่มือขวา มั่นใจแล้วว่าถูกมือเรียบเนียนเย็นเฉียบข้างหนึ่งจับไว้แน่น เขาหันตัวไปเล็กน้อยเพื่อมองชิงหลิงที่อยู่ข้างๆ
ท่ามกลางความมืด ร่างกายของชิงหลิงแข็งทื่อ เบิกตากว้างและมีแสงสะท้อนจางๆ
“เป็นอะไรไป?” เกาหยางถามเสียงเบา
“ไม่เป็นไร” ชิงหลิงแสร้งทำเป็นใจเย็น แต่น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
เกาหยางนึกขึ้นได้ทันที “เธอคือ... ชิงหลิ่งเหรอ?”
ชิงหลิ่งไม่พูดอะไร ถือเป็นการยอมรับ
เกาหยางไม่รู้จะพูดอะไรไปชั่วขณะ คนที่เกลียดผู้ชายเข้าไส้มาตลอดอย่างเธอกลับเป็นฝ่ายจับมือเขาไว้ก่อน ดูเหมือนว่าจะตกใจกลัวเข้าจริงๆ
“เธอจะ... กลับไปไหม” เกาหยางเองก็ไม่รู้ว่าจะสื่อสารกับบุคลิกที่สองของชิงหลิงอย่างไร “นี่ไม่ใช่ที่ที่เธอควรจะออกมานะ”
“ฉันรู้ เรื่องที่เกิดขึ้นพี่สาวบอกฉันหมดแล้ว” ชิงหลิ่งพูด “ถึงเธอจะหลับตา แต่ก็ไม่ได้หลับเลย ฉันอยากให้เธอได้พักผ่อนสักหน่อย...”
เกาหยางรู้สึกสงสัยเล็กน้อย “ถึงบุคลิกของพี่สาวเธอจะพักผ่อน แต่ร่างกายของพวกเธอก็ยังตื่นอยู่ไม่ใช่เหรอ?”
“นายกำลังสอนฉันงั้นเหรอ?”
“ไม่กล้าครับ...”
“ฉันรู้ดีกว่านาย ตอนนี้ฉันเลยต้องหลับแทนพี่สาวฉัน...” ชิงหลิ่งสูดลมหายใจเข้าลึก จับมือเกาหยางแน่นขึ้นอีกนิด “ไม่ต้องสนใจฉัน เดี๋ยวฉันก็หลับแล้ว”
“โอเค”
ผ่านไปพักใหญ่ เกาหยางรู้สึกว่าชิงหลิ่งยังคงไม่หลับ ส่วนตัวเขาเองก็หายง่วงแล้ว จึงพลิกตัวหันไปหาเธอ
“นายจะทำอะไร!” ชิงหลิ่งเบิกตาโพลงอย่างระแวดระวัง “ขอเตือนไว้นะ อย่าคิดทำอะไรบ้าๆ ไม่งั้นฉันฆ่านายแน่”
“เธอคิดมากไปแล้ว” เกาหยางรู้สึกกระอักกระอ่วน เขาไม่ใช่สัตว์ป่าสักหน่อย ยิ่งในสถานการณ์แบบนี้เขาจะมีอารมณ์ไปคิดเรื่องพรรค์นั้นได้ยังไง “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าครั้งนี้จะรอดออกไปจากที่นี่ได้หรือเปล่า เผื่อวันหน้าจะไม่มีโอกาส เรื่องนั้น... ขอโทษเธอไว้ก่อนก็แล้วกัน”
“เรื่องของหลี่เวยเวยน่ะเหรอ?”
“ใช่”
“พี่สาวฉันเป็นคนฆ่า ไม่เกี่ยวอะไรกับนาย” ชิงหลิ่งไม่มองหน้าเขา
“ฉันรู้ แต่ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน...”
“พอเถอะ เลิกเล่นใหญ่ได้แล้ว”
ชิงหลิ่งขยับตัว เอาศีรษะมาหนุนบนหมอนของเกาหยางแล้วหดขายาวๆ เข้ามา แผ่นหลังของเธอแนบชิดกับแผงอกของเกาหยาง เกาหยางได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเส้นผมของเธอ ชิงหลิ่งรู้สึกว่ายังไม่พอ จึงจับแขนเขามาพาดไว้บนตัวเธอ ในที่สุดก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง
“อยู่แบบนี้แหละ ห้ามขยับนะ” ชิงหลิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วหลับตาลง
“เธอเกลียดผู้ชายไม่ใช่เหรอ?”
“ในสายตาฉัน นายไม่ใช่ผู้ชาย”
“เธออาจจะเข้าใจฉันผิดไปนะ...”
“หุบปาก ฉันจะพักผ่อนแทนพี่สาวฉันสักหน่อย”
“อ้อ”
เกาหยางต้องค้างอยู่ในท่าที่ไม่ค่อยสบายนัก ตอนแรกเขานอนไม่หลับเลย แต่ตอนหลังเหนื่อยมากจนผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว
เกาหยางไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานแค่ไหน ตอนที่ตื่นขึ้นมา แสงสว่างลอดผ่านช่องว่างของประตูหน้าต่างเข้ามาแล้ว เขายังกอดชิงหลิ่งอยู่ แขนทั้งสองข้างแข็งและชาไปหมด ส่วนชิงหลิ่งก็พลิกตัวหันกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
เขาเพิ่งจะยกแขนออก ชิงหลิ่ง... ไม่สิ ชิงหลิงก็ลืมตาขึ้น
ใบหน้าของทั้งสองห่างกันไม่ถึงหนึ่งกำปั้น สบตากัน ลมหายใจรินรดกัน มือของเกาหยางยังคงโอบเอวนุ่มนิ่มของเธออยู่
บรรยากาศเงียบสงัดจนน่ากลัว
“อย่าเพิ่งฟันฉันนะ ฉันอธิบายได้...” สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของเกาหยางพุ่งปรี๊ด
“ไม่ต้อง ฉันพอจะเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น” ชิงหลิงปัดแขนที่ชาหนึบของเกาหยางออก ลุกขึ้นนั่ง ใช้สองมือเสยผมยาวสีดำไปด้านหลังแล้วมัดผมหางม้าอย่างคล่องแคล่ว
เธอลุกขึ้นยืน ขยับร่างกายเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเมื่อคืนจะได้พักผ่อน เธอเหลือบมองเกาหยางที่ยังนอนอยู่บนฟูก “เมื่อคืนลำบากนายแล้ว”
“ไม่เป็นไร...”
“เชี่ย!” หวังจื่อข่ายที่เพิ่งตื่นมาเห็นฉากนี้พอดี เขาสปริงตัวกระโดดขึ้นมา “พวกนายสองคนไม่ใช่ล่ะมั้ง! สภาพแวดล้อมแบบนี้! เงื่อนไขแบบนี้! พวกนายยังมีอารมณ์สุนทรีย์มาลำบากกันเองอีกเหรอ? ฉันว่าคนที่ลำบากที่สุดคือก้างขวางคออย่างพวกเรานี่แหละ!”
เกาหยางพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง จงใจพูดประชดหวังจื่อข่าย “หนุ่มซิงร้อนรนแล้วเหรอ?”
ตีงูต้องตีให้ถูกจุด หวังจื่อข่ายร้อนรนขึ้นมาจริงๆ “หา? ฉันเนี่ยนะซิง? ฉันมีแฟนตั้งแต่สามขวบแล้วโว้ย! ตอนที่ฉันจีบสาว นายยังนั่งเล่นรถแข่งของเล่นอยู่เลยมั้ง...”
เกาหยางถอนหายใจด้วยความโล่งอก: ดีมาก เปลี่ยนเรื่องสำเร็จแล้ว
……
เช้าตรู่ ทั้งห้าคนออกจากบ้านฮว๋าจื่อ ทางฝั่งศาลาตั้งศพบนยอดเขาของหมู่บ้านสกุลกู่ดูคึกคักมาก มีการตีฆ้องร้องป่าว จุดประทัดเสียงดังสนั่น และมีเสียงร้องไห้คร่ำครวญอย่างโอเวอร์ดังมาไม่ขาดสาย
“นี่จะฝังศพแล้วเหรอ?” พั่งจวิ้นถาม
“ต่างจังหวัดก็แบบนี้แหละ” เกาหยางพยักหน้า “จัดงานศพสองวัน เช้าวันที่สามก็ฝัง”
ระหว่างที่พวกเขากำลังคุยกัน ชายหนุ่มฉกรรจ์เจ็ดแปดคนก็แบกโลงศพไม้สีดำที่ดูเก่าเล็กน้อยเดินออกมาจากเพิง ด้านหน้าโลงศพมีชายแต่งตัวเป็นนักพรตเต๋าถือดาบไม้ท้อและกระดิ่ง เดินนำทางพร้อมกับทำพิธีไปด้วย ปากก็พึมพำท่องคาถาฟังไม่ได้ศัพท์
ด้านหลังขบวนแบกโลงมีผู้หญิงสวมชุดไว้ทุกข์เดินตามมาหลายคน พวกเธอประคองกันและกัน แสร้งร้องไห้อย่างเกินจริง นอกจากนี้ยังมีผู้ชายสวมชุดไว้ทุกข์อีกหลายคนเดินขนาบข้างขบวนแบกโลง อุ้มตะกร้ากระดาษเงินกระดาษทองโปรยไปตามทาง ส่วนชาวบ้านคนอื่นๆ ก็สวมชุดดำเดินตามไปส่งศพกันเป็นกลุ่มๆ
ไม่นาน ขบวนแบกโลงก็มาถึงหน้าหมู่บ้าน และเดินผ่านหน้าพวกเขาทั้งห้าคนไป
ท่านสี่กู่ที่เจอเมื่อวานเดินรั้งท้ายขบวน เมื่อเขาเห็นสารวัตรหวงก็เดินเข้ามาทักทาย “สารวัตรหวง วันนี้มาเช้าจังเลยนะครับ”
สารวัตรหวงพยักหน้า “ครับ คดียังไม่คลี่คลายก็นอนไม่หลับหรอกครับ”
“พักผ่อนบ้างนะครับ ดูท่าทางพ่อหนุ่มพวกนี้สีหน้าไม่ค่อยดีกันเลย”
เกาหยางนินทาในใจ: ไม่ได้กินไม่ได้ดื่มมาเกือบสามสิบชั่วโมง สีหน้าจะไปดีได้ยังไง? ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ตื่นรู้ แถมค่าคุณสมบัติยังเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย ป่านนี้คงน้ำตาลตกจนเป็นลมไปแล้ว
“คุณลุงครับ คนห้าคนในครอบครัว ใช้โลงศพแค่โลงเดียวเหรอครับ?” สารวัตรหวงถาม
“ใช่แล้ว” ลุงกู่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “บ้านฮว๋าจื่อไม่ได้ร่ำรวยอะไร กว่าจะเก็บหอมรอมริบมาได้ก็เอาไปแต่งเมียหมด ผลคือเมียเพิ่งแต่งเข้าบ้านก็มาเกิดเรื่องแบบนี้... ค่าโลงศพนี่ชาวบ้านก็ช่วยกันเรี่ยไร โลงศพห้าโลงไม่ใช่ถูกๆ นะ ทุกคนจ่ายไม่ไหว แล้วก็คิดว่าไม่จำเป็นด้วย... พวกคุณก็รู้ ศพครอบครัวฮว๋าจื่อที่ไหนจะเหลือชิ้นดี เละเทะไปหมดแบบนั้น เอาไปไว้รวมกันซะยังจะดีกว่า...”
ท่านสี่กู่ไม่พูดอะไรอีก เขาส่ายหน้าแล้วเดินตามขบวนไป
“ตามไปดูไหม?” สารวัตรหวงหันมามองทุกคน
“เอาสิ” เกาหยางเองก็คิดแบบนั้นอยู่แล้ว







