พิธีสำเร็จการศึกษาของม.เยียนจิงจัดช้ากว่าม.ครุศาสตร์เยียนจิงหนึ่งวัน พิธีเริ่มขึ้นในเวลาเก้าโมงเช้า และสิ้นสุดลงในเวลาสิบโมงครึ่ง
หลังเสร็จสิ้นพิธี ในที่สุดเหล่านักศึกษาก็ได้รับหนังสือมอบหมายงานที่เฝ้ารอคอยมาแสนนาน เช่นเดียวกับที่ม.ครุศาสตร์เยียนจิงเมื่อวานนี้ มีทั้งคนที่สมหวังและคนที่ผิดหวัง
ไม่ว่านักศึกษาจะรู้สึกอย่างไร ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของพวกเขาก็ได้สิ้นสุดลงแล้ว เริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป พวกเขาจะต้องแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตัวเอง กระจัดกระจายไปทั่วทุกสารทิศ บรรยากาศย่อมเต็มไปด้วยความโศกเศร้าจากการจากลา
หลังจากที่เพื่อนร่วมชั้นปี 77 ภาควิชาภาษาจีนได้แบ่งปันเรื่องสถานที่ทำงานของแต่ละคนแล้ว บางคนก็เริ่มเตรียมเก็บสัมภาระ
จู่ๆ ก็มีคนเสนอขึ้นมาว่า "พวกเราควรไปที่ลานห้าเพื่อบอกลาอาจารย์กันนะ"
"งั้นพวกเรามาเขียนอะไรสักหน่อยดีไหม"
ทุกคนช่วยกันระดมความคิด ไม่นานจดหมายอำลาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้งก็ถือกำเนิดขึ้น
เหล่านักศึกษาถือจดหมายอำลาฉบับนี้มาที่สำนักงานภาควิชาภาษาจีน จากนั้นก็นำไปติดไว้บนผนังทางเดิน
เมื่อมองดูตัวอักษรที่เขียนด้วยพู่กันบนผนัง หลายคนก็รู้สึกตื้นตันใจ ท่ามกลางความตื่นเต้นนั้น จางเย่าจงผู้ชอบทำตัวโดดเด่นก็อ่านออกเสียงดังลั่น
""อำลาอาจารย์": ลาก่อน อาจารย์ที่รัก!
พวกเราเอ่ยคำว่า 'ลาก่อน' คำนี้ออกมาด้วยความไม่เต็มใจนัก ทว่าก็จริงจังเป็นอย่างยิ่ง พวกเรารู้ดีว่าก่อนหน้านี้มีคนมากมายเคยพูดแบบนี้ และหลังจากนี้ก็จะมีคนอีกมากมายพูดแบบนี้เช่นกัน
แต่พวกเราก็อดดื้อดึงที่จะคิดไม่ได้ว่า ในคำว่า 'ลาก่อน' ของพวกเรานั้น ได้ควบแน่นเอาความรู้สึกที่เปี่ยมล้นและลึกซึ้งที่สุดเอาไว้ เพราะว่า... พวกเรารักพวกท่านมากเหลือเกิน..."
เสียงอ่านที่ดังลั่นทำให้บรรดาอาจารย์ในสำนักงานตกใจ บางคนชะโงกหน้าออกมาจากห้องเพื่อดูสถานการณ์ บางคนก็เดินออกมาดูความครึกครื้นเลยทีเดียว
เมื่อได้ยินเสียงอ่านที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ใบหน้าของอาจารย์เหล่านี้ก็เผยรอยยิ้มอันปลาบปลื้มใจ
ในตอนนั้นเอง เหล่านักศึกษาก็เห็นหยางฮุยเดินออกมาจากสำนักงาน ความน่าเกรงขามที่สั่งสมมานานหลายปีทำให้นักศึกษาเห็นเขาแล้วเหมือนหนูเจอแมว พวกเขารีบดึงเสื้อจางเย่าจงทันที
จางเย่าจงที่กำลังอ่านอย่างได้อารมณ์ถูกทุกคนขัดจังหวะ เขามองเพื่อนร่วมชั้นด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ ก่อนจะมองตามสายตาของพวกเขาไปเห็นหยางฮุยที่มีสีหน้าเคร่งขรึม สีหน้าของเขาก็แข็งค้างไปในทันที แววตาของเขาลุกลี้ลุกลนอยู่ไม่กี่วินาที
จากนั้น ก็สับขาโกยแน่บ!
ทุกคนงุนงงกับการกระทำของเขา มาบอกลากันดีๆ นายจะหนีทำไม?
แม้ในใจจะคิดเช่นนั้น แต่มนุษย์ล้วนมีสัญชาตญาณทำตามฝูงชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีตัวตนที่ทำให้พวกเขาหวาดกลัวราวกับเสืออย่างหยางฮุยยืนอยู่ไม่ไกล
เมื่อคนที่สองวิ่งตามหลังจางเย่าจงไป ก็เหมือนกับหิมะถล่ม เหล่านักศึกษาต่างวิ่งหนีกันกระเจิงราวกับทำเรื่องผิดผีอะไรมา ทำให้บรรดาอาจารย์ที่เดิมทีมีใบหน้าปลาบปลื้มใจถึงกับทำหน้าเหลอหลาด้วยความงุนงง
เกิดอะไรขึ้น? ไม่ได้มาบอกลากันหรอกหรือ? ทำไมถึงหนีกันหมดล่ะ?
หยางฮุยเดินออกมาจากประตูสำนักงาน มาถึงตรงผนังที่ติดจดหมายอำลา สายตาของเขามองไล่ลงไปจากจุดที่จางเย่าจงอ่านค้างไว้
"...พวกเรากำลังจะจากไปแล้ว ใครว่าพวกเราไม่นำก้อนเมฆติดตัวไปด้วยสักก้อน? หยาดเหงื่อแรงกายของพวกท่านได้หลอมรวมเข้ากับชีวิตของพวกเราแล้ว ไม่ว่าพวกเราจะเดินไปที่แห่งใด
นักศึกษาภาควิชาภาษาจีนชั้นปี 77 ทุกคน (ลงชื่อ) 9 มกราคม 1982"
เมื่ออ่านเนื้อหาในจดหมายอำลาจบ สีหน้าของหยางฮุยที่มักจะเย็นชาแข็งกระด้างอยู่เสมอ ก็อ่อนโยนลงหลายส่วน
เจ้าเด็กบ้าพวกนี้ ก่อนจะไปก็ยังมาทำซึ้งอีก!
กลุ่มคนวิ่งออกมาจากสำนักงานภาควิชาภาษาจีน เฉินเจี้ยนกงตั้งสติได้เป็นคนแรก เขาเอ่ยถามทุกคนว่า "พวกนายจะหนีทำไมเนี่ย?"
"ฉันเห็นเย่าจงวิ่ง ฉันก็เลยวิ่งตามน่ะสิ"
"แล้วนายจะวิ่งทำไมล่ะ?"
"ฉันเห็นสีหน้าหัวหน้าภาควิชาไม่ค่อยดีนี่นา"
"นายจะไปกลัวเขาทำไม? พวกเรารับใบปริญญากันหมดแล้วนะ!"
"ถ้านายไม่กลัวแล้วนายจะวิ่งตามทำไมล่ะ!"
ทุกคนต่างบ่นใส่กันไปมา ในใจนึกเสียใจกับท่าทีขี้ขลาดของตัวเองเมื่อครู่นี้
หลังจากบ่นเสร็จ ก็มีคนถามขึ้นว่า "แล้วตอนนี้พวกเราจะไปทำอะไรกันต่อดีล่ะ?"
"แยกย้ายกันเถอะ ไปบอกลาเพื่อนร่วมชั้นและเพื่อนฝูงที่รู้จักกันดีกว่า" เฉินเจี้ยนกงเสนอ
"ก็ดีเหมือนกัน"
ทุกคนพูดพลางก้าวเท้า เตรียมตัวแยกย้ายกันไป
เดินไปได้สักพัก เฉินเจี้ยนกงก็สังเกตเห็นว่ารอบตัวยังมีคนอยู่อีกไม่น้อย จึงถามขึ้นว่า "พวกนายจะไปไหนกันเนี่ย?"
"ฉันจะไปบอกลาเฉาหยาง" จางเย่าจงกล่าว
"บังเอิญจัง ฉันก็จะไปหาเขาเพื่อบอกลาเหมือนกัน"
"ฉันก็ด้วย"
คนกลุ่มนี้หกเจ็ดคน ล้วนแต่จะไปหาหลินเฉาหยางเพื่อบอกลาทั้งนั้น
ทุกคนมาที่ห้องสมุด หลินเฉาหยางเองก็เพิ่งกลับมาจากข้างนอก วันนี้ไม่เพียงแต่เป็นวันสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาชั้นปี 77 เท่านั้น แต่ยังเป็นวันสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาปริญญาตรีภาคการศึกษาทางไกล ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์อย่างเขาด้วย
เมื่อคิดว่าต่อไปจะไม่ได้เจอกันแล้ว ทุกคนจึงทักทายหลินเฉาหยางอย่างสนิทสนมเป็นพิเศษ
ทุกคนพูดคุยกันได้สักพัก หลินเฉาหยางก็ถามถึงสถานที่ทำงานหลังเรียนจบของแต่ละคน
เฉินเจี้ยนกงถูกส่งตัวไปที่สมาคมนักเขียนเยียนจิงเพื่อเป็นนักเขียนอาชีพ เหลียงจั่วไปที่กรมอุดมศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ หลิวต๋าไปที่กวงหมิงรายวัน หลี่ถงถูกส่งไปที่หนังสือพิมพ์ประชาชนรายวัน...
นักศึกษาภาควิชาภาษาจีนชั้นปี 77 ของม.เยียนจิงมาจากทั่วประเทศ แต่หากจะพูดถึงคนที่ได้รับการจัดสรรงานที่ดีที่สุด ก็ยังคงเป็นนักศึกษาที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในเมืองเยียนจิง
"ดีๆๆ ทุกคนล้วนมีอนาคตที่สดใส" หลินเฉาหยางยิ้มและอวยพรทุกคน
คุยกันได้สักพัก ทุกคนก็ชักชวนกันไปกินข้าว พวกเขาเรียกเพื่อนฝูงมุ่งหน้าไปยังภัตตาคารฉางเจิงที่อยู่นอกประตูทิศใต้ของมหาวิทยาลัย
การจากลากำลังจะมาถึง หลังจากดื่มไปมาก คนเหล่านี้ก็เริ่มร้องไห้สลับหัวเราะ จากนั้นก็เดินออกจากภัตตาคารไปท่ามกลางสายตารังเกียจของพนักงานเสิร์ฟ
หลังจากอู้งานในห้องสมุดมาตลอดทั้งช่วงบ่าย เมื่อถึงเวลาเลิกงาน หลินเฉาหยางก็ปั่นจักรยานออกไปนอกมหาวิทยาลัย
วันนี้ได้ส่งบัณฑิตกลุ่มหนึ่งจบการศึกษาไปแล้ว ภายในวิทยาเขตของม.เยียนจิงก็ยังคงเป็นปกติเหมือนเช่นเคย ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
ถนนซีฉางอันหมายเลขเจ็ด อาคารสหพันธ์วรรณกรรมและศิลปะ
เมื่อถึงเวลาเลิกงาน เถาอวี้ซูและจางเต๋อหนิงก็เดินออกมาจากอาคารด้วยกัน รอบกายมีแต่พนักงานที่เลิกงานแล้ว
เมื่อมาถึงโรงจอดรถในลาน เถาอวี้ซูก็ขึ้นคร่อมรถจักรยานยนต์ เอ่ยบอกจางเต๋อหนิงคำหนึ่ง แล้วก็ขี่รถจักรยานยนต์ออกจากลานของกรมวัฒนธรรมไป
"เอ๊ะ เสี่ยวจาง นั่นคนมาใหม่ของกองบรรณาธิการพวกเธอเหรอ"
จางเต๋อหนิงเพิ่งจะเตรียมตัวกลับ พี่ใหญ่ฉีหรือฉีกุ้ยหรง รองเลขาธิการสมาคมภาพยนตร์ที่อยู่ข้างๆ ก็เดินเข้ามาทักทายพูดคุยกับเธอ
"ใช่ค่ะ อวี้ซูเพิ่งเรียนจบ วันนี้เพิ่งมาทำงานเป็นวันแรก"
พี่ใหญ่ฉีเดาะลิ้นพลางกล่าว "เมื่อเช้าก็ได้ยินมาว่ากองบรรณาธิการของพวกเธอมีนักศึกษาหน้าตาสะสวยราวกับดอกไม้หยกเข้ามา พอได้มาเห็นก็สวยจริงๆ ด้วย"
จางเต๋อหนิงนึกเชื่อมโยงไปถึงขอบเขตงานและงานอดิเรกส่วนตัวที่พี่ใหญ่ฉีมักจะทำเป็นประจำ ก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นว่า "พี่ใหญ่ฉี พี่อย่าไปจับคู่ซี้ซั้วเชียวนะคะ เธอแต่งงานมาหลายปีแล้ว"
พี่ใหญ่ฉีมองเธออย่างค้อนๆ "ฉันก็แค่ถามดูเฉยๆ ดูเธอสิ!"
จากนั้นเธอก็ถามอีกว่า "แต่งงานแล้วจริงๆ เหรอ"
จางเต๋อหนิงตอบอย่างหมดคำจะพูด "แต่งแล้วจริงๆ ค่ะ"
พี่ใหญ่ฉีอดไม่ได้ที่จะมองแผ่นหลังของเถาอวี้ซูด้วยความเสียดาย "ก็นั่นน่ะสิ หญิงสาวที่สวยขนาดนี้ แถมยังเป็นนักศึกษาอีก ขี่รถจักรยานยนต์ด้วย ฐานะทางบ้านต้องดีแน่ๆ สามีเธอทำงานอะไรล่ะ"
"นักเขียนค่ะ"
"โอ้โห! กิ่งทองใบหยกเลยนะเนี่ย มีชื่อเสียงไหมล่ะ"
"มีชื่อเสียงค่ะ"
"ใครเหรอ"
"พี่ลองทายดูสิคะ!"
พี่ใหญ่ฉีตำหนิว่า "นี่แกล้งพี่ใช่ไหมเนี่ย"
"แหะๆ ไม่ล้อเล่นแล้วค่ะ สวี่หลิงจวิน พี่รู้จักไหมคะ"
พี่ใหญ่ฉีมีสีหน้าประหลาดใจ "เธอเป็นภรรยาของเขาเหรอเนี่ย"
"ใช่ค่ะ"
พี่ใหญ่ฉีถามต่อ "คนหนึ่งเป็นนักเขียน อีกคนเป็นนักศึกษา พวกเขารู้จักกันได้ยังไงล่ะ คนอื่นแนะนำให้เหรอ"
พอพูดถึงคำถามนี้ ความอยากรู้อยากเห็นในใจของจางเต๋อหนิงก็เริ่มพลุ่งพล่าน "เรื่องนี้มันยาวค่ะ"
พี่ใหญ่ฉีฟังแล้วก็รู้เลยว่าต้องมีเรื่องราวแน่ๆ เธอจึงดึงจางเต๋อหนิงไว้ ไม่รีบเลิกงานแล้ว "ไป ไปนั่งคุยที่ห้องทำงานพี่ดีกว่า"
ขี่รถจักรยานยนต์กลับมาถึงอพาร์ตเมนต์ชาวจีนโพ้นทะเล เถาอวี้ซูก็ถูมือไปมาขณะเดินขึ้นตึก
พอเข้าประตูมาก็เห็นจู้ชางเซิ่งนั่งอยู่ในห้องรับแขก หลังจากทักทายกัน เธอถึงเพิ่งรู้ว่าวันนี้จู้ชางเซิ่งนำหนังสือตัวอย่างเรื่อง 'การตายของแวนโก๊ะ' มาให้หลินเฉาหยาง
ปกหนังสือวาดเป็นทุ่งดอกทานตะวันที่กำลังลุกไหม้ โดยมีสีแดงและสีเหลืองอันร้อนแรงปะปนกัน เผยให้เห็นถึงพลังแห่งศิลปะที่พลุ่งพล่าน
"ออกแบบปกได้สวยมากเลยนะเนี่ย!" เถาอวี้ซูมองดูปกหนังสือแล้วพูดขึ้น
จู้ชางเซิ่งยิ้มพลางกล่าว "เดิมทีตั้งใจจะใช้ภาพวาดของแวนโก๊ะเป็นหน้าปก แต่เฉาหยางรู้สึกว่ามันจำเจเกินไป ก็เลยเปลี่ยนเป็นดอกทานตะวันที่ลุกไหม้ โดยดัดแปลงมาจากภาพวาดชื่อดังของแวนโก๊ะน่ะครับ"
คุยเล่นกันอีกสองสามประโยค จู้ชางเซิ่งก็ขอตัวลากลับไป
หลินเฉาหยางถึงได้ถามเถาอวี้ซูว่า "ไปทำงานวันแรก รู้สึกยังไงบ้าง"
"ดีมากเลยล่ะ ทุกคนดีกับฉันมาก งานบรรณาธิการก็น่าสนใจดี" เถาอวี้ซูพูดอย่างดีใจ เธอไปทำงานวันแรก จึงรู้สึกแปลกใหม่กับงานในทุกๆ ด้าน
คุยเรื่องงานกันสองสามประโยค เถาอวี้ซูก็ถามถึงเรื่องการตีพิมพ์ 'การตายของแวนโก๊ะ'
นวนิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชน มีแผนจะวางจำหน่ายในสัปดาห์หน้า โดยพิมพ์ครั้งแรกจำนวนสองแสนเล่ม
"พวกเขาช่างมีความมั่นใจในตัวคุณเสียจริงนะ"
"มีความมั่นใจในนวนิยายต่างหากล่ะ"
''ความกระหายในชีวิต ชีวประวัติแวนโก๊ะ'' ของสำนักพิมพ์เยียนจิงขายได้เกือบห้าแสนเล่มในเวลาเพียงสี่เดือน สำหรับผลงานชีวประวัติเช่นนี้แล้ว นี่เป็นยอดขายที่ทำลายสถิติอย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อครู่นี้จู้ชางเซิ่งกับหลินเฉาหยางก็ยังคุยกันถึงเรื่องนี้ ตอนนี้ยอดขายของ ''ความกระหายในชีวิต ชีวประวัติแวนโก๊ะ'' ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการสิ่งพิมพ์ของประเทศ
ก่อนจะมีผลงานเรื่องนี้ ไม่มีใครในวงการสิ่งพิมพ์คาดคิดมาก่อนเลยว่าผลงานชีวประวัติของจิตรกรต่างชาติจะขายดีขนาดนี้
และเหตุผลสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจกับหนังสือเล่มนี้ก็คือ เดิมทีแวนโก๊ะไม่ได้มีชื่อเสียงในประเทศมากนัก การที่ ''ความกระหายในชีวิต ชีวประวัติแวนโก๊ะ'' ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ความจริงแล้วล้วนสร้างมาจากอิทธิพลของ 'การตายของแวนโก๊ะ' ทั้งสิ้น
การใช้อิทธิพลของนวนิยายเรื่องหนึ่งมาขับเคลื่อนยอดขายหนังสือ ถือเป็นโจทย์ที่ใหม่มากและแปลกประหลาดมากสำหรับวงการสิ่งพิมพ์
"ถ้าพูดแบบนี้แล้วล่ะก็ หลังตีพิมพ์ 'การตายของแวนโก๊ะ' ออกมา ยอดขายก็คงไม่แย่แน่นอน"
"ใครจะไปรู้ล่ะ แน่นอนว่าฉันก็หวังว่าจะขายได้ยิ่งเยอะยิ่งดี เพราะยิ่งขายได้เยอะ ค่าต้นฉบับของฉันก็จะยิ่งเยอะตามไปด้วยน่ะสิ!"
การตีพิมพ์ 'การตายของแวนโก๊ะ' ในครั้งนี้ สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนให้มาตรฐานค่าต้นฉบับพื้นฐานอยู่ที่ 12 หยวนต่อหนึ่งพันตัวอักษร และค่าต้นฉบับจากยอดพิมพ์ 5% ต่อหนึ่งหมื่นเล่ม
ค่าต้นฉบับพื้นฐานส่วนนี้คือ 2,640 หยวน ส่วนค่าต้นฉบับจากยอดพิมพ์นั้น เนื่องจากยอดพิมพ์ชั่วคราวยังไม่เกิน 800,000 เล่ม จึงยังคงใช้มาตรฐาน 2% ต่อหนึ่งหมื่นเล่ม ซึ่งก็คือ 1,056 หยวน หากยอดขายในภายหลังเกิน 800,000 เล่ม ส่วนต่างของค่าต้นฉบับจากยอดพิมพ์ส่วนนี้ก็จะถูกชดเชยให้จนครบ
เมื่อรวมกันแล้ว การพิมพ์ 'การตายของแวนโก๊ะ' ครั้งแรกก็นำเงินมาให้หลินเฉาหยางถึง 3,696 หยวน
นับว่าเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจทีเดียว แต่เมื่อมีค่าต้นฉบับสองหมื่นหยวนที่สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจีนฮ่องกงจ่ายให้คราวก่อนเป็นมาตรฐานแล้ว ค่าต้นฉบับสามพันกว่าหยวนในครั้งนี้ก็ดูธรรมดาไปเลย
เถาอวี้ซูหัวเราะเบาๆ "คุณอย่าโลภมากไปหน่อยเลย การได้ตีพิมพ์ที่ฮ่องกงใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีที่จะได้เจอกันทุกครั้งเสียหน่อย"
พอพูดถึงเรื่องนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะจินตนาการขึ้นมาอีก "ไม่รู้เหมือนกันนะว่านวนิยายของคุณขายที่ฮ่องกงเป็นยังไงบ้าง"
"ยังมาว่าฉันโลภมาก ฉันว่าเธอนั่นแหละที่โลภมาก ฉันเป็นแค่นักเขียนจากแผ่นดินใหญ่ ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรในหมู่นักอ่านชาวฮ่องกงเลย จะมียอดขายอะไรได้ล่ะ ไม่แน่สำนักพิมพ์อาจจะยังไม่ได้ทุนคืนด้วยซ้ำ"
สองสามีภรรยาหยอกล้อกันไปมา บรรยากาศยังคงความอบอุ่นไม่เสื่อมคลาย
วันรุ่งขึ้น หลินเฉาหยางได้รับใบแจ้งโอนค่าต้นฉบับจากสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชน วันนี้เป็นวันเสาร์ เลิกงานปุ๊บเขาก็ไปที่ครอบครัวตระกูลเถาทันที
ตามปกติแล้ว ในเย็นวันเสาร์ สองสามีภรรยาจะมากินข้าวที่ครอบครัวตระกูลเถากันอยู่แล้ว
ตอนที่แม่ยายเถากำลังเตรียมอาหารเย็น เถาอวี้โม่ก็พูดกับพ่อตาเถาว่า "พ่อคะ พี่สาวหนูเรียนจบแล้ว สำหรับบ้านเราถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี พวกเราควรจะฉลองกันสักหน่อยไหมคะ"
หลินเฉาหยางมองดูความกลมกลึงบนแก้มของน้องสาวภรรยาแวบหนึ่ง นึกอยากจะเตือนเธอสักประโยคว่า: อย่ากินอีกเลย ขืนกินอีกจะกลายเป็นลูกบอลอยู่แล้วนะ
พ่อตาเถามองดูรลูกสาวคนเล็กแวบหนึ่ง "แล้วแกคิดยังไงล่ะ"
"พรุ่งนี้วันหยุด พวกเราควรเข้าเมืองไปกินของอร่อยๆ ถือซะว่าเป็นการฉลองให้พี่สาวหนูไงคะ"
เถาอวี้ซูบ่นอุบ "ตกลงนี่แกจะฉลองให้ฉัน หรือฉลองให้ตัวเองกันแน่เนี่ย"
"ก็เหมือนกันนั่นแหละ เหมือนกันแหละน่า" เถาอวี้โม่ยิ้มประจบ
"ฉันก็คิดว่าข้อเสนอของอวี้โม่ไม่เลวนะ พวกเราไม่ได้ออกไปกินข้าวนอกบ้านกันนานแล้ว จะได้ถือโอกาสไปครื้นเครงกันหน่อย"
เถาอวี้เฉิงลงคะแนนเห็นด้วย การแสดงจุดยืนของเขาเป็นไปตามความคาดหมาย เรื่องกินๆ ดื่มๆ แบบนี้จะขาดพี่เมียอย่างเขาไปได้อย่างไรกัน
สองพี่น้องพูดพลางเริ่มปรึกษากันว่าจะไปกินร้านไหนดี
เมืองเยียนจิงมีร้านอาหารชื่อดังมากมาย เถาอวี้โม่ยากกินอาหารรัสเซีย ส่วนเถาอวี้เฉิงอยากกินสุกี้เนื้อแกะ ทั้งสองคนถกเถียงกันไม่ลงตัว สุดท้ายจึงต้องหันไปพึ่งพ่อตาเถา
พ่อตาเถาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "พรุ่งนี้เฉาหยางก็ชวนพ่อแม่เธอมาด้วยสิ พวกเราไปกินมื้อใหญ่ที่ตงไหลซุ่นด้วยกัน"
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของเถาอวี้โม่ก็สลดลง แต่ไม่นานเธอก็กลับมาดีใจอีกครั้ง
อากาศหนาวๆ ได้กินสุกี้เนื้อแกะสักหน่อยก็ไม่เลวเหมือนกัน น้ำจิ้มงา กระเทียมดอง สุกี้เนื้อแกะ...
พอคิดถึงรสชาตินั้น เธอก็อดไม่ได้ที่จะซู้ดปาก







