ทะเบียนบ้านของเถาอวี้ซูอยู่ที่เยียนจิง หลังเรียนจบเธอจึงต้องไปรายงานตัวที่คณะกรรมการการศึกษาเมืองเยียนจิงก่อนเป็นอันดับแรก
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นหลังพิธีสำเร็จการศึกษา เธอแต่งตัวเรียบร้อยเตรียมพร้อมออกเดินทาง
"ตอนนี้บ้านเราก็เป็นครอบครัวคนทำงานทั้งคู่แล้วนะ" หลินเฉาหยางเปรยขึ้นมา ก่อนจะถามเธอว่า "เป็นไงบ้าง กำลังจะไปทำงานแล้ว รู้สึกยังไงล่ะ"
สีหน้าของเถาอวี้ซูฉายแววตื่นเต้นเล็กน้อย "รู้สึกดีมากเลยค่ะ"
"ขอให้สหายอวี้ซูที่รักทำงานวันแรกอย่างราบรื่นนะ!" หลินเฉาหยางพูดติดตลก
"ขอบคุณสหายเฉาหยางที่รักค่ะ"
สองสามีภรรยาออกจากบ้าน คนหนึ่งมุ่งหน้าไปม.เยียนจิง ส่วนอีกคนขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปรายงานตัวที่สำนักงานจัดสรรนักศึกษาระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาของคณะกรรมการการศึกษา
สถานที่ทำงานหลังเรียนจบถูกกำหนดไว้หมดแล้ว การมารายงานตัวจึงเป็นแค่พิธีการเช็คชื่อเท่านั้น บัณฑิตในเยียนจิงทุกคนล้วนต้องมาทำขั้นตอนนี้
เมื่อออกจากสำนักงานจัดสรรของคณะกรรมการการศึกษา เถาอวี้ซูก็ขี่มอเตอร์ไซค์มุ่งหน้าไปยังถนนซีฉางอัน
'เยียนจิงวรรณกรรม' เดิมทีตั้งอยู่บนถนนเสียกงฝู่ด้านหลังโรงแรมเยียนจิงบนถนนฉางอานตะวันออก ซึ่งที่นั่นก็คือที่ตั้งเดิมของสหพันธ์วรรณกรรมและศิลปะเยียนจิง กองบรรณาธิการเคยซุกซ่อนตัวอยู่ในบ้านรวมหลายครอบครัวที่ทางเดินคดเคี้ยวเลี้ยวลดสลับซับซ้อน
ในช่วงยุคปฏิวัติวัฒนธรรม 'เยียนจิงวรรณกรรม' ได้ย้ายตามสหพันธ์วรรณกรรมและศิลปะเยียนจิงมาอยู่ที่ลานของกรมวัฒนธรรม เลขที่ 7 ถนนซีฉางอัน ซึ่งอยู่ตรงมุมหนึ่งติดกับใต้ลำโพงของตึกไปรษณีย์โทรเลข
อาคารสหพันธ์วรรณกรรมและศิลปะตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยว เถาอวี้ซูยืนอยู่ตรงประตู นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอมาที่อาคารสหพันธ์วรรณกรรมและศิลปะ ทว่าความรู้สึกในครั้งนี้กลับแตกต่างไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง
เหล่าเฉอ, จ้าวซู่หลี่, ฮ่าวหร่าน... พอคิดว่าชื่อเหล่านั้นที่เมื่อก่อนเคยเห็นแต่ในหนังสือเคยเดินขวักไขว่ไปมาอยู่ที่นี่ และบัดนี้เธอก็กำลังจะกลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งของที่นี่แล้ว ในใจของเถาอวี้ซูก็พลันเอ่อล้นด้วยความตื่นเต้นที่ยากจะระงับ
เถาอวี้ซูสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เดินเข้าไปในอาคารสหพันธ์วรรณกรรมและศิลปะ สอบถามทางจนพบจ้าวหมิงเหว่ย รองผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลของสหพันธ์วรรณกรรมและศิลปะ
ทั้งสองคุยกันไปพลาง จ้าวหมิงเหว่ยก็ให้คนช่วยจัดการขั้นตอนการเข้าทำงานให้เถาอวี้ซูไปพลาง
ผ่านไปครู่หนึ่งก็มีคนเคาะประตู จ้าวหมิงเหว่ยขานรับ "เข้ามา" แล้วก็เห็นหยางมั่วผลักประตูเดินเข้ามา
"ฉันได้ยินคนบอกว่านักศึกษาของพวกเรามาแล้ว!" พอเข้าประตูมา หยางมั่วก็ยังไม่ทันได้ทักทาย ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มพูดติดตลกขึ้นมาทันที
จ้าวหมิงเหว่ยหัวเราะตาม "จับตาดูซะแน่นเชียว กลัวผมจะเอาของล้ำค่าของคุณไปซ่อนหรือไง"
เขาหันไปพูดกับเถาอวี้ซูอีกว่า "สหายอวี้ซู ผมคงไม่ต้องแนะนำพวกคุณสองคนแล้วนะ พวกคุณน่าจะสนิทกันยิ่งกว่าผมซะอีก"
หยางมั่วตอบ "แน่นอนอยู่แล้ว"
พูดคุยหยอกล้อกันอีกสองสามประโยค หยางมั่วก็พูดกับจ้าวหมิงเหว่ยว่า "ขั้นตอนเสร็จเรียบร้อยแล้วใช่ไหม ฉันจะได้พาคนไปเลยนะ"
"เรียบร้อยแล้ว ไปเถอะ" เขาพูดพลางจับมือกับเถาอวี้ซู "สหายอวี้ซู ยินดีต้อนรับเข้าสู่ครอบครัวสหพันธ์วรรณกรรมและศิลปะของเราอีกครั้งนะ"
เมื่อออกจากห้องทำงานของจ้าวหมิงเหว่ย หยางมั่วก็พาเถาอวี้ซูเดินไปยังกองบรรณาธิการ 'เยียนจิงวรรณกรรม'
สหพันธ์วรรณกรรมและศิลปะเป็นชื่อย่อของสหพันธ์วงการวรรณกรรมและศิลปะ หน่วยงานสมาชิกประกอบด้วยสมาคมนักเขียน สมาคมนักแสดง สมาคมภาพยนตร์ สมาคมวิจิตรศิลป์ สมาคมนักประดิษฐ์ตัวอักษร และหน่วยงานด้านศิลปะอื่นๆ อีกกว่าสิบแห่ง
เมื่อไม่กี่ปีก่อนตอนที่สหพันธ์วรรณกรรมและศิลปะเพิ่งจะฟื้นฟูขึ้นมายังพอดูได้ แต่ตอนนี้หน่วยงานศิลปะเหล่านี้ได้จับจองพื้นที่ในอาคารสหพันธ์วรรณกรรมและศิลปะจนแน่นขนัด ส่งผลให้สภาพแวดล้อมการทำงานในอาคารแออัดยัดเยียดสุดๆ
หยางมั่วพาเถาอวี้ซูเดินมาถึงหน้าห้องทำงานที่แขวนป้าย "กองบรรณาธิการ 'เยียนจิงวรรณกรรม'" แล้วผลักประตูเข้าไป
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือห้องทำงานที่มีอุปกรณ์เครื่องใช้เก่าคร่ำคร่า มีโต๊ะทำงานหลายตัววางกระจัดกระจายอยู่ริมผนัง บนโต๊ะทำงานและบนพื้นมีต้นฉบับกองเป็นภูเขา บรรณาธิการทั้งหลายกำลังก้มหน้าก้มตาอยู่ท่ามกลางกองต้นฉบับ
เมื่อได้ยินเสียงผลักประตู บางคนก็เงยหน้าขึ้นและเห็นหยางมั่วกับเถาอวี้ซูยืนอยู่ตรงประตู จากนั้นก็เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ดึงดูดความสนใจของทุกคนให้พร้อมใจกันเงยหน้ามองไปที่ประตู
"สหายทุกคน หยุดงานในมือกันก่อน มาทำความรู้จักกับสหายอวี้ซู กำลังสำคัญหน้าใหม่ของกองบรรณาธิการพวกเรา
สหายอวี้ซูเป็นนักศึกษาหัวกะทิจากม.ครุศาสตร์เยียนจิง ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยก็มีผลการเรียนดีเยี่ยม สองปีมานี้ยังตีพิมพ์บทความวิจารณ์ไปไม่น้อย การมาของเธอเท่ากับเป็นการช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กองบรรณาธิการของพวกเราเลยนะ!"
น้ำเสียงของหยางมั่วดังกังวาน แฝงความตื่นเต้นดีใจอยู่ไม่น้อย
เหล่าบรรณาธิการไม่ได้แปลกหน้าสำหรับเถาอวี้ซูเลย หลายปีมานี้บทวิจารณ์ของเธอมักจะตีพิมพ์ลงในนิตยสารอยู่บ่อยๆ ตัวเธอเองก็เคยมากองบรรณาธิการหลายครั้ง รวมไปถึงคนรักของเธออย่างหลินเฉาหยางก็มีความสัมพันธ์อันดีกับ 'เยียนจิงวรรณกรรม' ด้วย
ทุกคนต่างรู้ดีว่าหยางมั่วกับจางเต๋อหนิงอยากดึงตัวเถาอวี้ซูเข้ามาในกองบรรณาธิการมาตลอด
เมื่อได้ยินคำพูดของหยางมั่ว จางเต๋อหนิงก็เป็นคนแรกที่นำปรบมือ ทุกคนจึงปรบมือตาม
เถาอวี้ซูโค้งคำนับให้ทุกคนอย่างสง่างาม "ฉันเพิ่งเริ่มทำงาน ทุกท่านล้วนเป็นรุ่นพี่ของฉัน ต่อไปถ้าฉันทำงานบกพร่องตรงไหน ขอให้ทุกคนช่วยชี้แนะตักเตือนด้วยนะคะ"
พอเถาอวี้ซูพูดจบ ทุกคนก็ปรบมือให้กำลังใจอีกครั้ง หยางมั่วจึงยกมือขึ้นกดลงเป็นเชิงให้เงียบ
"สหายอวี้ซูเพิ่งมากองบรรณาธิการ ยังต้องอาศัยเวลาทำความคุ้นเคยกับงาน พวกคุณคนไหนอยากได้ลูกศิษย์เพิ่ม เสนอตัวมาได้เลย"
สิ้นคำพูดของหยางมั่ว จางเต๋อหนิงก็รีบชูมือขึ้นสูงลิบอย่างทนรอไม่ไหว
"เธอเอามือลงไปเลย เพิ่งจะทำงานมาได้กี่ปีเชียว คิดอยากจะเป็นอาจารย์คนอื่นแล้วเหรอ!"
โดนหยางมั่วดุไปประโยคหนึ่ง จางเต๋อหนิงก็ยอมเอามือลงอย่างจ๋อยๆ
สายตาของหยางมั่วกวาดมองบรรณาธิการอาวุโสในกองบรรณาธิการสองสามคน เฉินซื่อชง, โจวเยี่ยนหรู, ฟูย่งหลิน...
สุดท้ายเธอก็หยุดสายตาไว้ที่โจวเยี่ยนหรู เป็นเพื่อนร่วมงานผู้หญิงเหมือนกัน น่าจะเข้ากันได้สะดวกกว่า
"เยี่ยนหรู เธอมาช่วยดูแลอวี้ซูหน่อยแล้วกันนะ"
หยางมั่วเป็นบรรณาธิการบริหาร เมื่อมอบหมายงานให้ โจวเยี่ยนหรูย่อมปฏิเสธไม่ได้ "ตกลงค่ะ"
"หลิวเหิง เธอไปบอกฝ่ายธุรการที ให้จัดเตรียมชุดโต๊ะเก้าอี้แล้วก็อุปกรณ์สำนักงานให้อวี้ซูด้วย" หยางมั่วสั่งงานต่อ
หลิวเหิงปีนี้เพิ่งจะอายุยี่สิบเจ็ด ก่อนที่เถาอวี้ซูจะมา เขาเป็นคนที่มีอายุงานน้อยที่สุดในกองบรรณาธิการ ปกติจึงหนีไม่พ้นต้องทำงานใช้แรงงานก๊อกๆ แก๊กๆ
พอได้ยินคำสั่งของหยางมั่ว หลิวเหิงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอกทันที
หลังจากจัดการเรื่องของเถาอวี้ซูคร่าวๆ แล้ว หยางมั่วก็กำชับเธออีกสองสามประโยค ก่อนจะเดินออกจากกองบรรณาธิการไป
พอหยางมั่วไปแล้ว จางเต๋อหนิงก็พุ่งเข้ามาดึงแขนเถาอวี้ซูทันที "ในที่สุดเธอก็มาสักที! เฝ้ารอเธอมาตั้งหลายวัน"
"นี่ยังช้าอีกเหรอ ฉันเพิ่งเรียนจบเมื่อวาน วันนี้ก็มารายงานตัวแล้ว ทั่วทั้งเยียนจิงไม่น่าจะมีนักศึกษาคนไหนมารายงานตัวเร็วกว่าฉันแล้วนะ"
ทั้งสองพูดคุยหัวเราะกัน จางเต๋อหนิงยังดึงเถาอวี้ซูไปแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนร่วมงานในกองบรรณาธิการทีละคนจนครบ
คนส่วนใหญ่ในนี้เถาอวี้ซูรู้จักดีอยู่แล้ว แต่ก็มีบางคนที่ไม่เคยคุยด้วยเลย อาศัยโอกาสแนะนำตัวครั้งนี้ เธอจึงทักทายทุกคนอย่างจริงจัง
"พออวี้ซูมา ครึ่งฟ้าของกองบรรณาธิการพวกเราก็ยิ่งแดงฉานขึ้นไปอีก!" เฉินซื่อชงเอ่ยแซวหลังจากทักทายกับเถาอวี้ซูเสร็จ
'เยียนจิงวรรณกรรม' เป็นนิตยสารรายเดือน ได้รับความนิยมมาโดยตลอดและมียอดขายมหาศาล ดังนั้นสมาชิกในกองบรรณาธิการจึงถือว่าค่อนข้างเยอะเมื่อเทียบกับในวงการ
มีสหายหญิงไม่น้อยเลย บรรณาธิการบริหารหยางมั่วก็นับเป็นหนึ่งคน ยังมีโจวเยี่ยนหรู จางเต๋อหนิง หวังเจี๋ย ตอนนี้มีเถาอวี้ซูเพิ่มมาอีกคน จำนวนคนแทบจะสูสีกับสหายชายแล้ว
ระหว่างที่ทุกคนกำลังคุยกัน หลิวเหิงที่ออกไปสิบกว่านาทีก็พาคนยกโต๊ะเก้าอี้เข้ามาในห้องทำงาน
พื้นที่ของกองบรรณาธิการ 'เยียนจิงวรรณกรรม' ไม่ใหญ่นัก น่าจะราวๆ สามสิบตารางเมตร เดิมทีก็เบียดกันมากอยู่แล้ว คราวนี้เพิ่มโต๊ะเก้าอี้ของเถาอวี้ซูเข้ามาอีกก็ยิ่งเบียดเข้าไปใหญ่
ทุกคนช่วยกันขยับโต๊ะทำงานที่เรียงรายอยู่ริมผนัง ฝืนแทรกที่ว่างตรงมุมห้องให้เถาอวี้ซูจนได้
"เบียดหน่อยนะ ทนๆ เอาหน่อย สองปีมานี้ตึกของเราชักจะแออัดขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีพื้นที่เหลือเลย" โจวเยี่ยนหรูพูด
จัดการเรื่องอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์สำหรับทำงานเรียบร้อยแล้ว โจวเยี่ยนหรูก็เริ่มอธิบายเนื้อหางานในกองบรรณาธิการให้เถาอวี้ซูฟัง
"พวกเราเป็นบรรณาธิการ งานที่สำคัญที่สุดก็คือการตรวจพิจารณาต้นฉบับ เนื้อหาในนิตยสารของเราเธอก็พอจะรู้ เป็นนิตยสารวรรณกรรมแบบผสมผสานนี่นะ นิยาย บทกวี ความเรียง สารคดีเชิงวรรณกรรม บทความวิจารณ์ ผลงานเหล่านี้เราตีพิมพ์หมด ส่วนความรับผิดชอบของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน
สิ่งที่ฉันรับผิดชอบค่อนข้างจะจิปาถะ อย่างเหล่าฟูก็จะรับผิดชอบแผนกนิยายโดยเฉพาะ เหล่าจ้าวรับผิดชอบบทกวี...
ตอนนี้นิตยสารเราได้รับต้นฉบับประเภทนิยายเยอะที่สุด ต่อไปเธอรับหน้าที่ลงทะเบียนและตรวจพิจารณาเบื้องต้นสำหรับต้นฉบับจากนักเขียนสมัครเล่นบางส่วนนะ
หลิวเหิง..."
โจวเยี่ยนหรูพูดพลางเรียกหลิวเหิง
หลิวเหิงดูเหมือนจะเตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว เขาลุกขึ้นอย่างอารมณ์ดี หอบจดหมายต้นฉบับบนโต๊ะเดินเข้ามา ยังไม่ทันรอให้โจวเยี่ยนหรูสั่ง เขาก็วางจดหมายต้นฉบับลงบนโต๊ะของเถาอวี้ซูทันที
ก่อนที่เถาอวี้ซูจะมา งานลงทะเบียนจดหมายต้นฉบับจากผู้อ่านเป็นหน้าที่เขามาตลอด
คราวนี้ดีล่ะ ในที่สุดเขาก็หลุดพ้นเสียที
ไม่เพียงแค่นั้น แม้แต่งานเขียนจดหมายปฏิเสธต้นฉบับ เขาก็สามารถโยนให้เถาอวี้ซูรวบยอดไปได้เลย
อดทนมาสองปีกว่า ในที่สุดเขาก็ลืมตาอ้าปากได้แล้ว!
"เธอเพิ่งมากองบรรณาธิการ เนื้อหางานที่รับผิดชอบก็คงจะจิปาถะไปสักหน่อย
การลงทะเบียนจดหมายจากผู้อ่านสมัครเล่น จดหมายปฏิเสธต้นฉบับ การตรวจพิจารณาต้นฉบับเบื้องต้น พวกนี้ล้วนเป็นงานของเธอ รอให้เธอคุ้นเคยกับงานก่อน ต่อไปก็ยังมีเรื่องออกไปติดต่อขอต้นฉบับข้างนอก แล้วก็เขียนบทความวิจารณ์อีก"
เมื่อฟังคำพูดของโจวเยี่ยนหรู เถาอวี้ซูก็ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ เพียงแต่จดจำไว้ในใจเงียบๆ เธอเป็นคนมุ่งมั่นตั้งใจมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนหรือเรื่องงานก็ล้วนเป็นเช่นนี้
โจวเยี่ยนหรูพูดๆ หยุดๆ อยู่ครึ่งชั่วโมง สุดท้ายก็กล่าวว่า "วันนี้เธอเพิ่งมาวันแรก ไม่ต้องกดดันหรอกนะ สิ่งที่ฉันพูดไปเมื่อกี้ยังต้องให้เธอค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัวไปทีละนิด"
"ฉันเข้าใจค่ะ ขอบคุณครูโจวนะคะ" เถาอวี้ซูบอก
โจวเยี่ยนหรูยิ้มอย่างใจดี "ออกจากโรงเรียนมาแล้ว ไม่ต้องเรียกครูหรอก เรียกฉันว่าเหล่าโจวก็พอ"
เธอเห็นเถาอวี้ซูทำหน้าเคร่งเครียด ก็รู้ว่าวันแรกของการทำงานย่อมต้องตื่นเต้นและทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง จึงพูดขึ้นอีกว่า "ช่วงก่อนเต๋อหนิงเอาต้นฉบับจากเธอมาสองเรื่อง บอกว่าเธอเป็นคนแนะนำ ต้นฉบับนั่นฉันอ่านแล้วนะ เขียนได้มีสไตล์เป็นของตัวเองมาก"
"ต้นฉบับนั่นฉันอ่านแล้วก็รู้สึกว่าไม่เลวเลย ถึงจะมีความมืดมนแล้วก็หลงตัวเองไปบ้าง แต่โดยรวมถือว่าดีมากเลยค่ะ"
โจวเยี่ยนหรูพยักหน้า "ในเมื่อเป็นอย่างนี้ งั้นต่อไปนักเขียนคนนี้ก็ให้เธอเป็นคนรับผิดชอบดูแลแล้วกัน เป็นไงล่ะ"
เพิ่งมากองบรรณาธิการวันแรกก็มีนักเขียนในความดูแลแล้ว เถาอวี้ซูรู้สึกดีใจ ความตื่นเต้นที่เพิ่งมาอยู่ในสภาพแวดล้อมแปลกใหม่ก็ผ่อนคลายลงไปมาก
รอจนเธอพูดคุยกับโจวเยี่ยนหรูเสร็จ จางเต๋อหนิงที่รออยู่ข้างๆ ตั้งนานแล้วก็มีโอกาสได้คุยกับเธอเสียที ทั้งสองคนส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันอยู่พักใหญ่
เมื่อถึงเวลาอาหาร จางเต๋อหนิงก็ควงแขนเธออย่างสนิทสนม พาไปกินข้าวที่โรงอาหาร
ช่วงบ่ายเถาอวี้ซูเข้าสู่โหมดทำงานอย่างเป็นทางการ 'เยียนจิงวรรณกรรม' เป็นนิตยสารวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ แต่ละวันได้รับต้นฉบับจากนักเขียนสมัครเล่นหลายร้อยฉบับ
ในบรรดาผลงานเหล่านั้นมีคุณภาพปะปนกันไป ต้นฉบับส่วนใหญ่คุณภาพไม่ถึงเกณฑ์ที่จะตีพิมพ์ได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าต้นฉบับจากนักเขียนสมัครเล่นจะไม่สำคัญ
ไม่ว่าจะเป็นที่ 'เยียนจิงวรรณกรรม' หรือนิตยสารวรรณกรรมอื่นๆ ต้นฉบับจากนักเขียนสมัครเล่นมักจะเป็นช่องทางสำคัญที่สุดในการค้นหานักเขียนหน้าใหม่เสมอ
การที่บรรณาธิการผู้รับผิดชอบมีทรัพยากรนักเขียนที่สร้างชื่อแล้วอยู่ในมือ แน่นอนว่าเป็นเรื่องดีสำหรับกองบรรณาธิการ แต่ถ้านิตยสารฉบับหนึ่งไม่สามารถค้นหาและปลุกปั้นนักเขียนหน้าใหม่ได้ เช่นนั้นอิทธิพลและพลังชีวิตของมันก็ย่อมมีขีดจำกัด
วันนี้เถาอวี้ซูเพิ่งเริ่มงาน เธอมีความกระตือรือร้นในการตรวจพิจารณาต้นฉบับอย่างมาก จดหมายทุกซองที่แกะออก เธอจะตั้งใจอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะกลัวว่าความไม่ใส่ใจของตัวเองจะทำให้ต้นกล้านักเขียนที่มีพรสวรรค์ต้องถูกฝังกลบไป
หลังจากอ่านต้นฉบับจากผู้อ่านสมัครเล่นติดต่อกันสามชั่วโมงกว่า ในใจเธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกห่อเหี่ยวขึ้นมาเล็กน้อย
คุณภาพต้นฉบับของนักเขียนสมัครเล่นพวกนี้มันช่าง...พูดยากจริงๆ!
เธอถอนหายใจเบาๆ ดึงดูดความสนใจของจางเต๋อหนิง "อวี้ซู รู้สึกผิดหวังกับต้นฉบับของนักเขียนสมัครเล่นพวกนี้ใช่ไหมล่ะ"
เถาอวี้ซูไม่ได้พูดอะไร ใช้สายตาตอบแทน
จางเต๋อหนิงพูดด้วยน้ำเสียงของผู้มีประสบการณ์ว่า "พวกเราตรวจต้นฉบับของนักเขียนสมัครเล่นพวกนี้ ก็เหมือนร่อนทองในทรายนั่นแหละ เจอผลงานดีๆ ก็ถือเป็นโชคดีเหนือความคาดหมาย ไม่เจอน่ะเป็นเรื่องปกติ ถ้าบังเอิญเจอนักเขียนที่มีแวว เธอก็แอบดีใจไปเถอะ ไม่แน่ว่าพอผ่านการขุดค้นของเธอแล้ว เขาอาจจะโด่งดังขึ้นมาก็ได้"
พูดถึงตรงนี้เธอก็อดไม่ได้ที่จะชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ "ทีนี้เธอรู้หรือยังล่ะว่าตอนนั้นที่ฉันเจอผลงานชิ้นเอกของเฉาหยางบ้านเธอในกองต้นฉบับนักเขียนสมัครเล่นน่ะ มันน่าเซอร์ไพรส์ขนาดไหน"
ตอนที่พูด บนใบหน้าเธอฉายแววภาคภูมิใจอยู่ไม่น้อย เห็นได้ชัดว่ายกตัวเองเป็นผู้ค้นพบยอดอาชาอย่างหลินเฉาหยาง
เถาอวี้ซูมองสีหน้าของเธอแล้วก็อยากจะพูดขัดคอไปสักสองสามประโยค "เรื่องนี้เฉาหยางก็เคยเล่าให้ฉันฟังนะ พวกเธอตอนนั้นตรวจต้นฉบับกันช้าซะไม่มี เขาบอกว่าถ้ารู้แต่แรกคงไม่ส่ง 'คนเลี้ยงม้า' ให้พวกเธอหรอก"
จางเต๋อหนิงร้องอย่างไม่พอใจ "คนคนนี้นี่ พอข้ามแม่น้ำได้ก็รื้อสะพานทิ้งจริงๆ!"
ทั้งสองหยอกล้อกันทีเล่นทีจริง ไม่นานก็ถึงเวลาเลิกงาน วันแรกของการทำงานของเถาอวี้ซูก็จบลงด้วยประการฉะนี้







