เมฆาชิงอวิ๋นจรัสแสงสุกใส พลิ้วไหวมั่นมั่นเป็นระลอกคลื่น
แสงตะวันจันทราสาดส่องสว่างไสว รุ่งโรจน์แล้วรุ่งโรจน์เล่าสืบไป
สำหรับคนจำนวนมาก ประโยคแรกที่ว่า ‘เมฆามงคลจรัสแสงดังเรืองรอง ไอศุภมงคลโอบล้อมนำโชค’ นั้นไม่สำคัญนัก ประโยคหลังที่ว่า ‘แสงตะวันจันทราสาดส่องสว่างไสว รุ่งโรจน์แล้วรุ่งโรจน์เล่าสืบไป’ ต่างหากคือสิ่งที่พวกเขาอยากฟัง
ฟู่ตั้น มีความหมายว่ารุ่งโรจน์แล้วรุ่งโรจน์เล่า
เป็นตัวเลือกอันดับสองของเด็กสายศิลป์
ทว่าสำหรับฉินมั่นมั่นแล้ว กลับรู้สึกว่ามันบัดซบมาก
‘เหตุการณ์งูเขียวหางไหม้’ ในวันแรกที่เข้าโรงเรียน ประกอบกับพรหมลิขิตเรื่องชื่อที่ถูกจับแพะชนแกะเข้าด้วยกัน ทำให้ตลอดสามปีในชั้นมัธยมปลาย ชื่อของเธอต้องผูกติดกับชิงอวิ๋นอยู่เสมอ
โดยเฉพาะพวกเด็กสายศิลป์กลุ่มนั้น พอพูดถึงฟู่ตั้นก็มักจะพูดถึงพวกเขาสองคนขึ้นมา
แน่นอนว่าการที่ทั้งสองคนสลับกันครองอันดับหนึ่งของระดับชั้นอยู่บ่อยๆ ก็ยิ่งเป็นการโหมกระพือกระแสนี้ให้แรงขึ้นไปอีก
"นายมาแล้วเหรอ?"
"ฉันมาแล้ว"
"นายไม่น่ามาเลย!"
"แต่ฉันก็มาแล้ว"
"นายไม่สมควรมาตั้งแต่แรก"
"แต่ฉันก็มาถึงแล้ว"
ใต้ต้นแปะก๊วยในสวนโม่รั่ว ทั้งเด็กหนุ่มและเด็กสาวต่างก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
"เล่นบทโกวเล้งจนพอใจแล้วใช่ไหม?"
ชิงอวิ๋นพูดจบก็ทิ้งตัวลงนั่งข้างฉินมั่นมั่นอย่างไม่เกรงใจ
ระยะห่างราวสามสิบเซนติเมตร ไม่ใกล้ไม่ไกล แต่เหยียบอยู่บนเส้นแบ่งระยะปลอดภัยในใจของเธอพอดี
หากใกล้กว่านี้อีกนิด ก็คือระยะห่างของคนเป็นแฟนกัน
แต่จะบอกว่าไกล มันก็หดสั้นกว่าระยะห่างหกสิบเซนติเมตรระหว่างเพื่อนไปถึงครึ่งหนึ่ง
หางตาของฉินมั่นมั่นกระตุกเล็กน้อย ความกะล่อนของหมอนี่ เธอรู้ซึ้งตั้งแต่วันแรกที่เปิดเทอมแล้ว
ถึงขั้นมีแวบหนึ่งในตอนนั้นที่เธอรู้สึกว่า เด็กหนุ่มตรงหน้ามีพิษสงร้ายกาจยิ่งกว่างูเขียวหางไหม้ตัวนั้นเสียอีก
หญิงสาววัยแรกรุ่นในเมืองหลวงไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดนั้น นิยายต่างๆ ที่ยังไม่ถูกเซ็นเซอร์เนื้อหาได้ทำหน้าที่ให้ความรู้ในด้านนี้เป็นอย่างดี
เนื้อผ้าของชุดเอี๊ยมนั้นค่อนข้างบาง และจมูกของชิงอวิ๋นก็โด่งเป็นสันอย่างเห็นได้ชัด
ฉินมั่นมั่นขยับตัวหนีไปด้านข้าง ตัดสินใจว่าจะไม่ถือสาหาความกับคนคนนี้
หากเขายังเป็นเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีในชาติก่อนที่ภายนอกดูหยิ่งยโสแต่ภายในกลับรู้สึกต่ำต้อย ชิงอวิ๋นคงจะขยับตัวหนีไปในทิศทางตรงกันข้าม
ทว่าชิงอวิ๋นในเวลานี้...
เขากลับขยับตัวตามไป
ไม่ขาดไม่เกิน ยังคงรักษาระยะห่างสามสิบเซนติเมตรเอาไว้
ฉินมั่นมั่นรู้สึกพูดไม่ออก จึงหันไปถลึงตาใส่เขา
หน้าด้าน!
แต่พอเห็นสภาพของชิงอวิ๋นที่เห็นได้ชัดว่าแต่งตัวมาอย่างพิถีพิถัน มุมปากของเธอก็ยกขึ้นอย่างลืมตัว
ก็ยังให้ความสำคัญอยู่นี่นา!
เธอรู้สึกว่าอำนาจในการควบคุมเกมยังคงอยู่ในมือของเธอ
"ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน นี่คือมารยาท!"
ใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง การแสดงสีหน้าแบบนี้ สำหรับฉินมั่นมั่นแล้วถือว่าง่ายดายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก
เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย ตลอดสองปีที่ผ่านมาเวลาเผชิญหน้ากับผู้ชายในโรงเรียน เธอมักจะทำหน้าแบบนี้มาโดยตลอด
ชิงอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้น แล้วต่อประโยคด้วยรอยยิ้ม "แต่หากยื่นมือเข้าช่วยเหลือยามจำเป็น นั่นคือการรู้จักพลิกแพลง"
เมื่อเห็นว่าใบหน้าเล็กๆ ของฉินมั่นมั่นเปลี่ยนสีไปในทันที เขาก็กระตุกยิ้มมุมปาก "เอาละ เลิกอ้างคำกลอนได้แล้ว คาแรคเตอร์สาวสายศิลป์ไม่เหมาะกับเธอหรอก เธอมันก็แค่สาวสายวิทย์นั่นแหละ"
ยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างนั้นหรือ? ฉินมั่นมั่นพยายามข่มความตื่นตระหนกในใจ แม้เธอจะไม่แน่ใจว่าชิงอวิ๋นมองทะลุปรุโปร่งไปถึงไหนแล้ว แต่เธอกลับสนุกกับการได้ต่อล้อต่อเถียงกับเขา
"เหอะ~ ฉันเก่งทั้งสายศิลป์และสายวิทย์ เป็นที่หนึ่งทุกอย่างนั่นแหละ!" เธอปรายตามองเขา เชิดคางชี้ไปยังอาคารเรียนที่อยู่ไม่ไกล ปลายจมูกเรียวสวยเกลี้ยงเกลาอาบไล้ไปด้วยแสงสีทองของยามเย็น
เสี้ยวหน้าด้านข้างอันสมบูรณ์แบบของเด็กสาว ทำให้ชิงอวิ๋นมองจนเผลอเหม่อลอย เขาต้องหยิกต้นขาตัวเองแรงๆ เพื่อบังคับให้ใจเย็นลง
ทว่าชิงอวิ๋นก็ยังรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง
โชคดีที่นี่คือช่วงมัธยมปลาย
โชคดีที่ฉินมั่นมั่นสวมชุดนักเรียน
โชคดีที่เธอยังอายุไม่ถึงสิบแปดปี
โชคดีที่ชาติก่อนเขาเคยเห็นมาแล้ว...
จะเดินตามเกมของเธอไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นก็คงซ้ำรอยเดิมเหมือนชาติก่อน
"นั่นก็ไม่แน่หรอกนะ" ชิงอวิ๋นหันตัวกลับมา แล้วฉวยโอกาสเชยชมเสน่ห์ของเด็กสาวตรงหน้าอย่างเปิดเผยเสียเลย
สายตาที่ค่อนข้างจะไร้ความเกรงใจนี้ทำให้ฉินมั่นมั่นรู้สึกหวั่นใจอยู่บ้าง แต่เธอก็ไม่อยากหลบตา จึงแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ
"เหอะ... นายกำลังจะบอกว่าคะแนนคณิตศาสตร์ของนายเสมอกับฉันงั้นสิ?"
คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ทั้งสองคนไม่เคยหาผู้ชนะได้เลยในการสอบ และเป็นความภาคภูมิใจของชิงอวิ๋นด้วยเช่นกัน
เพราะถึงอย่างไรเขาก็เคยคว้าเหรียญทองจากการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกมาแล้ว ส่วนฉินมั่นมั่นนั้นไม่เคยเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์ใดๆ เลย
ไม่รอให้ชิงอวิ๋นได้พูดอะไร เธอก็ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวสะอาดแปดซี่
"ชิงอวิ๋น เคยมีใครบอกนายไหมว่า คะแนนร้อยห้าสิบเต็มของนายเป็นผลมาจากความพยายาม แต่ที่ฉันได้ร้อยห้าสิบเต็ม ก็เพราะข้อสอบมันมีคะแนนเต็มแค่ร้อยห้าสิบ
การแข่งขันคณิตศาสตร์มันง่ายเกินไป ฉันก็แค่ขี้เกียจเสียเวลาเปล่าๆ"
ชิงอวิ๋นได้ฟังก็เงียบไปเล็กน้อย
เขารู้ดีว่าแม้คำพูดของฉินมั่นมั่นจะดูหลงตัวเองไปสักหน่อย แต่มันคือความจริง
ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดด้านคณิตศาสตร์ของประเทศฮว่าในวัยเพียงยี่สิบแปดปีหรอก
ทว่า...
ยัยเด็กเมื่อวานซืนอย่างเธอยังคิดจะมาด้อยค่าฉันอีกเหรอ?
ชิงอวิ๋นยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวแปดซี่เช่นกัน เขาชี้ไปที่สมุดบันทึกบนตักของเธอ
"ฉินมั่นมั่น เคยมีใครบอกเธอไหมว่า ความเรียงที่เธอเขียนน่ะมีแต่พวกพร่ำเพ้อหาความหมายไม่ได้ทั้งนั้น?
ที่เพื่อนสนิทของเธอยอมเอาต้นฉบับของเธอไปลงวารสารโรงเรียน ก็เพราะรูปถ่ายของเธอช่วยกระตุ้นยอดขายได้ต่างหาก"
ฉินมั่นมั่นได้ยินแล้วก็อารมณ์เสียขึ้นมาทันที เธอทนไม่ไหวจนต้องตวาดออกมา "ถ้าพูดจาดีๆ ไม่เป็นก็หุบปากไปเลย!"
คำพูดนั้นแทงใจดำจนเธอเจ็บจี๊ด
เธอเองก็รู้ดีว่าสิ่งที่ชิงอวิ๋นพูดมาคือความจริงทั้งหมด
เพราะเธอเคยเห็นกับตาว่าพวกผู้ชายพากันตัดรูปถ่ายของเธอเก็บไว้
ชิงอวิ๋นยอมหุบปากตามคำแนะนำอย่างว่าง่าย เขาหันหน้าหนีพลางท่องมนตร์สงบใจ
ฉินมั่นมั่นดุมาก ทำแก้มป่องอย่างแง่งอน
นั่งหงุดหงิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ฉินมั่นมั่นก็หัวเราะขึ้นมาเอง "ฉันไม่เคยคิดเลยนะว่าบทสนทนาแรกของเราจะเป็นการลับฝีปากกันแบบนี้"
หลังจากเหตุการณ์งูเขียวหางไหม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘พรหมลิขิตในบทกวีโบราณ’ นั่น ทำให้ทั้งสองคนไม่กล้าคุยกันเลย
บางครั้งที่บังเอิญสบตากันในห้องเรียนก็ต้องรีบหลบตาแทบจะในทันที เพราะกลัวว่าจะทำให้คนอื่นเข้าใจผิด
ชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ สำหรับคุณหนูผู้สูงศักดิ์อย่างฉินมั่นมั่นแล้วถือเป็นเรื่องสำคัญมาก
ส่วนชิงอวิ๋นในวัยหนุ่มตอนนั้นก็รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวดี ในวัยที่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เขาไม่มีคุณสมบัติพอหรอก
แต่ชิงอวิ๋นในตอนนี้กลับหัวเราะออกมา "ดูเหมือนว่ามันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้นนะ"
คำพูดธรรมดาๆ กลับทำให้ใบหน้าเล็กๆ ของฉินมั่นมั่นค่อยๆ แดงระเรื่อขึ้น เธอรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าชิงอวิ๋นในวันนี้ดูแปลกไป
เขาดูเหมือนไอ้กะล่อนคนเดิมก่อนที่จะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่ก็มีความแตกต่างกันมากทีเดียว
เธอรู้จักเขาดีกว่าที่ชิงอวิ๋นคิดไว้เสียอีก
ในวัยเริ่มแรกแย้มที่ชื่อมักจะถูกเอ่ยถึงคู่กันเสมอ ไม่ว่าใครก็ไม่อาจทำใจให้สงบนิ่งไร้ระลอกคลื่นได้หรอก
หากมองข้ามความคลุมเครือระหว่างทั้งสองคนในวันแรกไป ชิงอวิ๋นก่อนที่จะเกิดเรื่องใหญ่นั้นเป็นคนหยิ่งยโสมาก และชอบแข่งขันเอาชนะคนอื่นเรื่องผลการเรียน
แต่ฉินมั่นมั่นรู้ดีว่า แท้จริงแล้วลึกๆ ในใจของเขากลับรู้สึกต่ำต้อยอย่างถึงที่สุด
เพราะในการคบหากับเพื่อนร่วมชั้นตามปกติ ชิงอวิ๋นกลัวการติดหนี้บุญคุณคนอื่นมาก
ใครๆ ก็รู้ว่าเขาเป็นนักเรียนยากจน
ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินห้อง กิจกรรมส่วนรวม หรืออะไรก็ตาม เพื่อนร่วมชั้นมักจะคอยช่วยเหลือเขาอยู่เสมอไม่มากก็น้อย
แต่เขามักจะแอบหาทางชดเชยคืนให้ด้วยวิธีอื่นในภายหลังเสมอ ไม่ยอมติดค้างใครแม้แต่แดงเดียว
ทว่าชิงอวิ๋นหลังจากที่คุณปู่เสียชีวิต กลับเปลี่ยนไป
เขาเริ่มยอมรับความช่วยเหลือจากคนอื่น และกลายเป็นคนที่ดูอบอุ่นขึ้น
แต่ประกายในดวงตาของเขากลับหม่นแสงลง ฉินมั่นมั่นเข้าใจดีว่าเขาเริ่มยอมจำนนต่อโลกใบนี้แล้ว
ขั้นตอนการฟ้องร้องที่ทำให้คนธรรมดาแทบสติแตก กระบวนการยุติธรรมอันยาวนาน และการแทรกแซงจากอำนาจต่างๆ ที่เหนือความเข้าใจของเขา ทำให้เขาตระหนักว่าโลกใบนี้ไม่ได้มีความยุติธรรมเสมอไป
โดยเฉพาะการเข้ามาแทรกแซงของพ่อเธอ ซึ่งนอกจากจะพลิกรูปคดีทั้งหมดแล้ว ยังทำให้เขาตระหนักว่าบนโลกนี้มีชนชั้นที่แตกต่างกันอยู่สองชนชั้น
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ฉินมั่นมั่นก็ไม่เคยจับจ้องสายตาของเขาในคาบเรียนด้วยตัวเองได้อีกเลย
เวลาอื่นที่บังเอิญเดินสวนกัน ชิงอวิ๋นก็จะแค่ยิ้มให้ แล้วส่งสายตาตามมารยาทเพียงแวบเดียวก่อนจะเดินผ่านไป
แต่วันนี้ โดยเฉพาะหลังสอบเสร็จ สายตาของชิงอวิ๋นก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
สายตาที่มองมายังเธอไม่เพียงแต่กลับมาเร่าร้อนอีกครั้ง ทว่ายังมีความมั่นใจบางอย่างแฝงอยู่อย่างน่าประหลาด
เป็นความมั่นใจประเภท ‘ทุกอย่างอยู่ในกำมือ’
ฉินมั่นมั่นแค่นเสียงเย็นชาในใจ
เหอะ!
คนอย่างฉันนี่แหละที่นายไม่มีทางควบคุมได้!
เธอไม่อยากยืดเยื้อกับชิงอวิ๋นอีกต่อไป
ช่วงปลายมัธยมหก เป็นช่วงพีกของความรักวัยใสที่กำลังจะจบลง
และการที่เด็กสาวนัดเด็กหนุ่มมาพบกันใต้ต้นแปะก๊วยในโรงเรียนซึ่งมีตำนานเรื่อง ‘รักนิรันดร์’ ความหมายของมันก็ชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
ฉินมั่นมั่นหันตัวกลับมา รอยยิ้มเบ่งบานบนใบหน้า "มาเป็นแฟนฉันสิ"
ขณะที่พูดออกไปห้าพยางค์ ในใจของเธอกลับไม่ได้รู้สึกโล่งอกเหมือนยกภูเขาออกจากอก แต่กลับมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันไปหมด
ความจริงแล้วหมอนี่พอแต่งตัวขึ้นมาก็หล่อเหลาเอาการอยู่เหมือนกัน
น่าเสียดายจัง
ชิงอวิ๋นหัวเราะ
ในที่สุดก็มาถึงจนได้
ในชาติก่อนก็เป็นวันนี้แหละที่ทั้งสองคนตกลงคบหาดูใจกัน
สิ่งที่ต่างออกไปคือ ในชาติก่อนเขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากสารภาพรักก่อน
เด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีในตอนนั้นคิดว่า เรื่องสารภาพรักแบบนี้ ผู้ชายควรจะเป็นฝ่ายรุกก่อน
เขาหันหน้ามาเช่นกัน แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม "กว่าจะถึงวันเมษาหน้าโง่ก็อีกตั้งหลายวันนะ"
"เพราะงั้น นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น" ฉินมั่นมั่นหุบรอยยิ้มลง แววตาเปล่งประกายเจิดจ้า
ดวงตาของเด็กสาวสว่างไสวมาก ใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความจริงจัง
ชิงอวิ๋นชี้ไปยังเงาร่างที่ชะเง้อคอมองมาจากอาคารเรียน แล้วถอนหายใจ "พูดความจริง หรือกล้าท้า?"
"ความจริง แต่ว่านี่ไม่ใช่เกม" ฉินมั่นมั่นเตะเท้าลงบนพื้น ปรายตามองเขาค้อนๆ แล้วพูดอย่างหงุดหงิด
เป็นเธอเองที่คิดไม่รอบคอบ
มัวแต่ห่วงเรื่องบรรยากาศ จนลืมไปว่าตัวเองเป็นที่จับตามองในโรงเรียนมากแค่ไหน
ท่ามกลางสายตาประชาชี...
ก็ดีเหมือนกัน!
"ไม่ใช่เกม แต่หน้าคำว่าแฟนคงต้องเติมคำว่า ‘ตามสัญญา’ ลงไปด้วย ใช่ไหมล่ะ?"
คำพูดของชิงอวิ๋นดังระเบิดขึ้นข้างหูของฉินมั่นมั่น
"นาย... นายรู้ได้ยังไง?"
แม้ว่าหลังจากนี้เธอจะอธิบายความหมายของการเป็นแฟนอยู่แล้ว แต่การหยั่งรู้ล่วงหน้าของชิงอวิ๋นในตอนนี้ก็ทำให้เธอตกใจมากจริงๆ
เขารู้แล้ว!
ฉินมั่นมั่นใจหายวาบ รีบดึงแขนเสื้อของเขาอย่างร้อนรน "นายฟังฉัน..."
ยังไม่ทันพูดจบ ชิงอวิ๋นก็หันหน้ามา เอานิ้วชี้แตะริมฝีปากตัวเองเป็นสัญญาณให้เงียบ
ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจของฉินมั่นมั่น เขายิ้มพลางส่ายหน้า แววตาเต็มไปด้วยความขี้เล่น "ตกลง ฉันรับปาก แฟนตามสัญญาของฉัน"
เมื่อมองรอยยิ้มอันน่ารังเกียจของเขา ในใจของฉินมั่นมั่นกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เธอเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
"ชิงอวิ๋น! ฉันพูดจริงๆ นะ! เป็นแฟนกันแค่ในนามตามสัญญา โดยไม่มีความสัมพันธ์ฉันคนรักใดๆ ทั้งสิ้น!"
หลังจากพูดประโยคนี้จบ ใบหน้าของฉินมั่นมั่นก็กลับมาเย็นชาเหมือนเดิมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เธอค่อยๆ พูดขึ้นมาอีกประโยค
"นายต้องเข้าใจนะว่านี่ไม่ใช่บททดสอบอะไรทั้งนั้น ตั้งแต่ต้นจนจบมันเป็นแค่สัญญา"
เมื่อมองใบหน้าเล็กๆ ที่เคลือบไปด้วยน้ำแข็งตรงหน้า ชิงอวิ๋นก็ยิ้มและพยักหน้า "ฉันรู้ ฉันยอมรับ"
ท่าทีไม่แยแสนี้ทำให้ฉินมั่นมั่นฉุนขาด "ฉันไม่ได้มาเล่นเกมดึงเกมผลักแกล้งทำเป็นเล่นตัวกับนายนะ!
ตกลงนายรู้ตัวหรือเปล่าว่ารับปากอะไรไป! แล้วมันหมายความว่ายังไง!"
เสียงที่ดังแว่วมาข้างหูในช่วงท้ายเริ่มมีแววตะคอก ชิงอวิ๋นรู้ตัวว่า คงพอหอมปากหอมคอแล้ว
ถ้าขืนยังทำตัวไม่จริงจังต่อไป มันจะล้ำเส้นเอาได้
เมื่อเห็นว่าชิงอวิ๋นในตอนนี้หุบรอยยิ้มลงและนิ่งเงียบไปตามที่เธอต้องการแล้ว ในใจของฉินมั่นมั่นก็เกิดความรู้สึกขมขื่นขึ้นมาอีกระลอก
เธอนั่งกอดเข่า ทอดสายตามองเหม่อไปไกล
การตัดสินใจครั้งนี้ ในใจของเธอเองก็สับสนขัดแย้งอย่างหนักเช่นกัน
ในขณะที่เธอฝืนยิ้มขื่นๆ และเตรียมจะพูดถึงรายละเอียดของสัญญา ฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งก็เอื้อมมาคว้ามือเล็กๆ ของเธอไปกุมไว้
"จะเล่นละครก็ต้องเล่นให้สมบทบาทสิ"
ชิงอวิ๋นเมินเฉยต่อการขัดขืนของฉินมั่นมั่น เขาหัวเราะออกมา "ฉันรู้ว่าเธอต้องการไม้กันหมา"
ฉินมั่นมั่นชะงักไป
เมื่อเหลือบเห็นความประหลาดใจบนใบหน้าของเธอ ชิงอวิ๋นก็พูดต่อด้วยสีหน้าผ่อนคลาย "ในฐานะลูกสาวคนเดียวของประธานกลุ่มบริษัทโฮ่วพั่ว พ่อแม่ของเธอคงหวังให้เธอสืบทอดกิจการของครอบครัว"
พูดจบ เขายังเลิกคิ้วใส่ฉินมั่นมั่น "ฉันเดาว่าพวกเขาคงอยากให้เธอไปเรียนต่อโรงเรียนธุรกิจที่ต่างประเทศ อย่างสแตนฟอร์ดหรือฮาร์วาร์ดใช่ไหม?"
มือของฉินมั่นมั่นหยุดดิ้นรน ปล่อยให้เขากุมไว้แต่โดยดี สายตาหลุบต่ำลง แล้วเอ่ยเสียงเบา "Babson College"
ชิงอวิ๋นแสดงออกทางสีหน้าว่า รวมสองชาติเข้าด้วยกันเขายังไม่เคยได้ยินชื่อไอ้ที่ว่านี่เลย
เมื่อเห็นว่าชิงอวิ๋นไม่เข้าใจ ฉินมั่นมั่นจึงอธิบายอย่างจนใจ "วิทยาลัยแบบสัน ทั้งมหาวิทยาลัยมีแค่วิทยาลัยเดียว คือวิทยาลัยธุรกิจ เป็นวิทยาลัยธุรกิจที่เน้นปั้นผู้ประกอบการโดยเฉพาะ..."
ชิงอวิ๋นตั้งใจฟังมาก แต่ก็เหมือนไม่ได้ฟัง
ลมหายใจหอมกรุ่น กลิ่นหอมที่โชยมาจากตัวของฉินมั่นมั่นอ้อยอิ่งอยู่ตรงปลายจมูกของเขา ทำให้เขารู้สึกคันยุบยิบในหัวใจ
มือนุ่มนิ่มในอุ้งมือทั้งอุ่นและเนียนละเอียด ฝ่ามือใหญ่เผลอบีบเบาๆ อย่างลืมตัว แต่พอเห็นฉินมั่นมั่นหยุดอธิบายและทำหน้าเขินอายปนโกรธ ชิงอวิ๋นก็รีบพูดแทรกขึ้นมา
"แต่ความมุ่งมั่นของเธอคือการปีนป่ายขึ้นสู่จุดสูงสุดของคณิตศาสตร์"
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉินมั่นมั่นก็เลิกสนใจมือที่กำลังลวนลามเธอ ดวงตากลมโตคู่สวยเต็มไปด้วยความสงสัย
เรื่องนี้ เธอไม่เคยปริปากบอกใครมาก่อนเลย
"นายรู้ได้ยังไง?"
ชิงอวิ๋นหันหน้ามาทำหน้าทะเล้น "ฉันเคยเห็นกระดาษทดของเธอ เธอทำลังศึกษาข้อสันนิษฐานซีทาแพนอยู่"
ฉินมั่นมั่นถึงกับตะลึงงัน
ข้อสันนิษฐานซีทาแพนเป็นทฤษฎีกราฟในทางคณิตศาสตร์ ในสายตาคนทั่วไป คงคิดว่าเธอแค่เบื่อๆ เลยวาดรูปดาวห้าแฉก หกแฉกเล่นเท่านั้น
"นายทำให้ฉันตกใจนะ ชิงอวิ๋น นายเข้าใจมันด้วยเหรอ?"
ฉินมั่นมั่นแทบไม่อยากจะเชื่อ เธอคิดมาตลอดว่าในหมู่เพื่อนร่วมชั้นคงไม่มีใครดูออกเลยด้วยซ้ำ
"เรียกพี่ชายสิ"
ชิงอวิ๋นลูบคลำมือนุ่มนิ่มในมืออีกครั้ง
ทำไมเขาจะไม่รู้ล่ะ ในชาติก่อนฉินมั่นมั่นไขข้อสันนิษฐานซีทาแพนได้ด้วยตัวเองตอนอยู่ปีสอง
การไขข้อสันนิษฐานนี้ความจริงแล้วไม่ได้สำคัญอะไรนัก และไม่ได้มีความหมายในทางปฏิบัติสักเท่าไหร่
เดิมทีมันก็เป็นปัญหาที่ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจอยู่แล้ว
แต่พรสวรรค์ของฉินมั่นมั่นกลับเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คน
สองปีต่อมา ขณะที่ฉินมั่นมั่นยังไม่ทันเรียนจบ เธอก็ได้รับการเสนอชื่อจากนักวิชาการสามท่านให้เลื่อนขั้นเป็นนักวิจัยระดับศาสตราจารย์เป็นกรณีพิเศษ
และในตอนนั้นเอง ที่ความสัมพันธ์ตามสัญญาของทั้งสองคนต้องยุติลง
ฉินมั่นมั่นที่เข้าไปทำงานในหน่วยงานลับของรัฐ ไม่จำเป็นต้องมีไม้กันหมาอีกต่อไป
ฉินมั่นมั่นผู้กำลังปีนป่ายสู่จุดสูงสุดของคณิตศาสตร์ ก็ไม่ต้องการเรื่องความรักส่วนตัวเช่นกัน
หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ ในท้ายที่สุดเธอได้แต่งงานกับคณิตศาสตร์ไปแล้ว
ชิงอวิ๋นส่ายหัวไปมา ฉินมั่นมั่นที่อยู่ตรงหน้าหรี่ตาลงจนเป็นเส้นตรงแล้ว
เขาหัวเราะ
แม่สาวน้อย การปีนเขามันเหนื่อยมากนะ
มีบ้านให้อยู่จะอุ่นใจกว่านะ
"เป็นแฟนกันแล้วนะ หรือว่าต่อไปเธอจะยังเรียกชื่อฉันห้วนๆ อีก? แบบนี้มันไม่ดูปลอมไปหน่อยเหรอ?"
"แต่นายเด็กกว่าฉันนะ!"
ฉินมั่นมั่นเริ่มโมโห ติ่งหูร้อนผ่าว
คำว่าพี่ชาย โดยเฉพาะถ้าให้พูดด้วยสำเนียงซีสู่ เธอจะพูดออกมาได้ยังไง
มันไม่เข้ากับคาแรคเตอร์ของเธอเลยสักนิด
"เรียกพี่ชายสิ ไม่อย่างนั้นฉันไม่ให้ความร่วมมือนะ"
รอยยิ้มตรงหน้านี้ช่างน่าหมั่นไส้เสียจริง ฉินมั่นมั่นอยากจะซัดหมัดใส่จมูกเขาสักที
"นายเด็กกว่าฉันสามวันนะ! น้องชายตัวแสบ!"







