"ยังจะให้ฉันเรียกนายว่าพี่ชายอีกเหรอ? นายเรียกฉันว่าพี่สาวต่างหากถึงจะถูก!" ฉินมั่นมั่นพูดเสริมอย่างยังไม่หายหงุดหงิด
ชิงอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้น
อยากเป็นพี่สาวงั้นเหรอ?
ความจริงก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ชิงอวิ๋นคิดว่า ตอนที่ฉินมั่นมั่นสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ถุงน่องสีดำ และรองเท้าส้นสูง เธออยากจะให้เขาเรียกแบบไหนก็ย่อมได้ทั้งนั้น
แต่ตอนนี้ยังไม่ได้
สถานะ คือศักดิ์ศรีที่ผู้ชายต้องปกป้องเมื่ออยู่นอกเตียงนอน
เขาไหวไหล่ "วันเกิดบนบัตรประชาชนของฉัน คือวันที่ปู่เก็บฉันมาเลี้ยง เห็นได้ชัดว่าฉันโตกว่าเธอ"
ฉินมั่นมั่นรู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย เธอรู้ว่าสิ่งที่ชิงอวิ๋นพูดเป็นความจริง
ตอนพิจารณาคดีในศาล ทุกอย่างของเขาถูกเปิดเผยหมดแล้ว
"พี่ชาย! พอใจหรือยัง! รีบบอกฉันมาเร็วเข้า!"
ตอนนี้หัวใจของเธอเหมือนถูกแมวข่วน เธอหยิกแขนชิงอวิ๋นอย่างขัดใจแล้วรีบถามขึ้นมา
ชิงอวิ๋นไม่ได้รู้สึกแปลกใจ
ความเขินอายที่ส่งเสียงเบาหวิวราวกับยุงบิน ไม่ใช่สไตล์ดั่งจักรพรรดินีตามปกติของฉินมั่นมั่นอย่างเห็นได้ชัด
นั่นก็เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงคลุมเครือ
หากในอนาคตตกลงคบหากันอย่างจริงจัง และเธอได้ครอบครองร่างกายของเขาแล้ว คาดว่าสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมชื่อดังของซีสู่อย่าง 'ภูเขาหลาวจื่อสู่เต้าซาน' (ฉันจะนับถึงสาม) เขาคงได้ไปเยี่ยมชมแบบวันเว้นวันแน่ๆ
ไม่ได้การ...
จะยอมให้เธอได้ตัวเขาไปเร็วขนาดนี้ไม่ได้!
ชิงอวิ๋นแอบตัดสินใจอย่างแน่วแน่
"ง่ายมาก เธอเองก็รู้ว่าฉันสนใจเรื่องชีววิทยามาก"
ใบหน้าเล็กของฉินมั่นมั่นเต็มไปด้วยความงุนงง "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับชีววิทยาล่ะ?"
เธอรู้สึกกระดากอายเล็กน้อยที่จะพูดว่า เธอไม่รู้เลยสักนิดว่าเขาหันมาสนใจชีววิทยาตั้งแต่เมื่อไหร่
วิชาที่ชิงอวิ๋นทำได้แย่ที่สุด ดูเหมือนจะเป็นชีววิทยานี่แหละ
วิชาสายศิลป์ในหมู่สายวิทย์ เขาท่องจำมันไม่เข้าหัวเลย
"ข้อความคาดการณ์ซีทาปานศึกษาเรื่องจำนวนแรมซีย์ จำนวนแรมซีย์ไม่ได้ใช้แค่ในทฤษฎีกราฟของคณิตศาสตร์เท่านั้น แต่ในทางชีววิทยา จำนวนแรมซีย์ยังใช้กับโครโมโซมเพื่ออธิบายปัญหาการสืบพันธุ์ ฉันสนใจเรื่องด้านนี้น่ะ..."
พอชิงอวิ๋นพูดถึงจำนวนแรมซีย์ ฉินมั่นมั่นก็เข้าใจทันที
มันก็แค่การนำความรู้ระหว่างวิชามาประยุกต์ใช้ร่วมกัน
แต่พอพูดถึงปัญหาการสืบพันธุ์ ใบหน้าของเธอก็แดงซ่านขึ้นมาทันที
นี่มันสนใจชีววิทยาที่ไหนกันล่ะ!
ทว่าหลังจากนั้นที่ชิงอวิ๋นอธิบายถึงความสัมพันธ์ของศาสตร์ต่างๆ เธอก็แสดงท่าทีเหมือนกำลังฟังภาษาต่างดาว
ชิงอวิ๋นพูดน้ำไหลไฟดับ เธอไม่อยากขัดจังหวะ จึงเปิดโหมดเป็นลูกคู่คอยเออออพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก
เพียงแต่ ตอนที่เธอก้มหน้าลงด้วยความเบื่อหน่าย ประกายเย็นเยียบก็วาบผ่านดวงตากลมโตของเธอ
เธอเพิ่งจะรู้ตัวว่า มือของเธอถูกชิงอวิ๋นจับมาประสานสิบนิ้วเข้าด้วยกันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ไอ้คนฉวยโอกาสหน้าด้าน!
ฉินมั่นมั่นแสร้งทำเป็นตั้งใจเออออตามน้ำ แอบสังเกตทุกการกระทำของชิงอวิ๋น ถึงได้พบความผิดปกติ
หมอนี่อธิบายไปพลาง เล่นมือเล็กๆ ของเธอไปพลาง แถมก้นยังแอบขยับเข้ามาใกล้เธออย่างเงียบๆ
ระยะห่าง 30 เซนติเมตรระหว่างทั้งสองคนแต่เดิม ไม่รู้ว่าถูกเขาขยับเข้ามากระชั้นชิดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
วินาทีนี้ มีหรือที่ฉินมั่นมั่นจะไม่รู้ถึงความคดในข้องอในกระดูกของหมอนี่ เธอจึงยกมือขึ้นกระทุ้งศอกใส่เขาทันที
"ทำตัวให้มันดีๆ หน่อย!"
ชิงอวิ๋นที่กำลังทำท่าทางโอเวอร์เอามือกุมหน้าอก เมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของเธอก็ไม่กล้าพูดจาเหลวไหลอีก ได้แต่ลูบจมูกตัวเองอย่างเก้อเขิน
ฉินมั่นมั่นค้อนขวับใส่เขา ดึงมือตัวเองกลับมา "กลับเข้าเรื่องได้แล้ว!"
เมื่อไม่มีโอกาสให้เอาเปรียบ ชิงอวิ๋นก็ไหวไหล่อย่างช่วยไม่ได้ "อุดมการณ์ของเธอกับความคาดหวังของพ่อแม่มันสวนทางกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมันทำให้เธอเจ็บปวดมาก
เธอรักพ่อแม่ แต่ก็ไม่อยากให้ความฝันของตัวเองต้องพังทลายลง ท้ายที่สุดแล้วคนเราก็มีแค่ชีวิตเดียว"
ฉินมั่นมั่นยิ้มเหมือนไม่ยิ้ม "ทำไมฉันถึงจะไม่ทำตามการจัดเตรียมของพ่อแม่ล่ะ? นายกำลังจะบอกว่าฉันอกตัญญูงั้นเหรอ?"
ชิงอวิ๋นเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า "โลกใบนี้เราได้เกิดมาเพียงครั้งเดียว ขอให้ชีวิตมีอิสระดั่งบทกวี ได้ทำในสิ่งที่ชอบ พบคนที่อยากพบ ไปในที่ที่อยากไป มองทิวทัศน์ที่อยากมอง และเป็นตัวเองในแบบที่ตั้งใจไว้แต่แรก..."
ฉินมั่นมั่นหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย เธอยื่นมือออกไปหวังจะปิดปากเขา
ที่หน้าแดง ไม่ใช่แค่เพราะนี่คือข้อความต้นฉบับในบทความวารสารโรงเรียนของเธอ แต่ยังเป็นเพราะ...
เธอไม่คิดว่าชิงอวิ๋นจะท่องมันได้
ชิงอวิ๋นหัวเราะออกมาสองสามเสียง แล้วพูดต่อว่า "ดังนั้น การมีแฟนตามสัญญาจึงเป็นตัวตนที่สมเหตุสมผลมาก
ฉันเคยเจอพ่อแม่ของเธอแล้ว คุณลุงคุณป้าเป็นคนใจกว้าง และรักเธอมาก
ดังนั้นเธอถึงมั่นใจมาก เธอแค่ต้องแสดงท่าทีต่อหน้าพ่อแม่ว่าชาตินี้จะไม่แต่งงานกับใครนอกจากเขา แล้วก็จะไม่มีพล็อตเรื่องกีดกันความรักเกิดขึ้น
ถ้าอย่างนั้น ในเมื่อลูกสาวไม่อยากสืบทอดกิจการ ลูกเขยก็หนีไม่พ้น หรือแม้กระทั่งพวกเขายังสามารถฝากความหวังไว้ที่หลานตาได้อีกด้วย"
"นายรู้ไหมว่าทำไมถึงต้องเป็นนาย?" ฉินมั่นมั่นเงยหน้ามองภูเขาสีเขียวขจีที่อยู่ไกลออกไปภายใต้แสงอาทิตย์อัสดง น้ำเสียงของเธอเริ่มล่องลอย
ชิงอวิ๋นพิงต้นแปะก๊วยอย่างเกียจคร้าน หัวเราะเบาๆ "ในสายตาเธอ ฉันคือตัวเลือกที่ดีที่สุด
อย่างแรก เธอถูกชะตากับฉัน นี่คือเงื่อนไขเบื้องต้น
เธอคิดว่าฉันไม่มีวาสนาได้เข้าชิงเป่ย เมื่อดูจากคะแนนของฉัน ทางเลือกที่มีเหตุผลที่สุดก็คือการเลือกเรียนที่ ม.สู่ และอยู่ในซีสู่ต่อไป
เกิดในชนบท ไม่มีพ่อแม่ หลังจากปู่ตายก็ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีก ฐานะทางบ้านแบบนี้ย่อมไม่เป็นที่เข้าตาในสายตาคนอื่น
แต่บ้านของเธอกลับไม่สนใจ
คุณลุงคุณป้าที่มีลูกสาวคนเดียวอย่างเธอจะไม่เลือกการแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ทางธุรกิจ เพราะการแต่งงานแบบนั้นสำหรับครอบครัวเธอแล้ว มันคือหนทางสู่ความตาย
ดังนั้น เพื่อให้กลุ่มบริษัทยังคงอยู่ต่อไป พวกเขาทำได้เพียงแค่รับลูกเขยเข้าบ้านเท่านั้น"
ฉินมั่นมั่นแค่นเสียงขึ้นจมูกเบาๆ "ทำไมการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ถึงเป็นหนทางสู่ความตายล่ะ? คนในระดับชั้นเดียวกัน มีค่านิยมเหมือนกัน ย่อมเข้าใจกันและกันได้ดีกว่าไม่ใช่เหรอ"
ชิงอวิ๋นแค่นเสียงตาม "การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ก็ไม่พ้นเรื่องระหว่างการเมืองกับธุรกิจ หรือไม่ก็ภายในแวดวงธุรกิจด้วยกัน ถ้าคุณลุงยอมแต่งงานเพื่อเชื่อมการเมืองกับธุรกิจ เขาก็คงไม่แต่งกับคุณป้าหรอก
เรื่องที่ตัวเขาเองยังไม่เต็มใจ แล้วเขาจะยอมให้เธอทำได้ยังไง?
ส่วนภายในแวดวงธุรกิจน่ะเหรอ? ด้วยสติปัญญาของคุณลุง เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่รู้ว่าคำว่า 'รวยล้นฟ้า' ก็คือการรนหาที่ตาย"
ฉินมั่นมั่นเงียบไป เธอไม่ใช่สาวน้อยโลกสวยใสซื่อ เรื่องพวกนี้ พ่อแม่ก็เคยพูดไว้เหมือนกัน
เมื่อเห็นดังนั้น ชิงอวิ๋นก็ขยิบตาให้เธอ "ฉินมั่นมั่น เธอรู้ไหม ความจริงแล้วเธอน่ะหาคู่แต่งงานที่ถูกใจได้ยากมากนะ"
เมื่อเห็นฉินมั่นมั่นกำหมัดเล็กๆ แน่น เขาก็ชี้เข้าหาตัวเองอย่างเย้ยหยัน "กลับเข้าเรื่อง ส่วนฉัน คุณลุงคุณป้าจะมองว่าฉันเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งลูกเขยแต่งเข้าบ้าน
ท้ายที่สุดแล้ว พูดอย่างไม่เกรงใจเลยนะ ฉันก็พอจะมีสมองอยู่บ้าง
เลือกฉัน แรงต้านของเธอจะน้อยที่สุด ในสายตาคุณลุงคุณป้า พวกเราใจตรงกัน พวกเขาจะยอมรับได้มากที่สุด
เมื่อฉันได้รับการยอมรับ และกลายเป็นว่าที่ลูกเขยแต่งเข้าบ้านแล้ว ย่อมถูกคุณลุงฟูมฟักเป็นพิเศษ
ไม่แน่ว่าพอเข้ามหาวิทยาลัยปุ๊บ คุณลุงก็อาจจะให้ฉันไปทำงานพาร์ทไทม์ในกลุ่มบริษัทเพื่อฝึกฝนความสามารถเลยก็ได้
ยังไงซะอาณาจักรที่เขาสร้างมาทั้งชีวิต วันข้างหน้าก็ต้องส่งมอบให้หลานตาของเขาอยู่ดี
ส่วนคนเป็นพ่ออย่างฉัน การคอยช่วยเหลือลูกชายแท้ๆ ของตัวเอง มันก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมอยู่แล้ว
ด้วยวิธีนี้ ต่อให้ตลอดสี่ปีในมหาวิทยาลัย ฉันจะถูกคุณลุงคุณป้าบังคับให้ไปพบเธอที่เยียนจิง มันก็เป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ
รักระยะไกล นานวันเข้า ความรู้สึกชอบพอกันแบบเด็กๆ ระหว่างเธอกับฉันในตอนนี้ก็จะจืดจางลงไปเอง นอกจากการแกล้งทำเป็นหวานชื่นในช่วงเทศกาลแล้ว เราสองคนก็ไม่จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์อะไรกันอีก
แถมเรายังมีความสัมพันธ์แบบมีสัญญากันอยู่ เธอเองก็ไม่ต้องกังวลอะไร สามารถทุ่มเทให้กับการทำวิจัยที่เยียนจิงได้อย่างสบายใจ"
ไหล่ของฉินมั่นมั่นลู่ลง เธอถอนหายใจออกมา "นายรู้ไหมว่าถ้าความแตกขึ้นมา นายจะเจอผลลัพธ์ยังไง?"
ชิงอวิ๋นยิ้มบางๆ "ผลลัพธ์เหรอ? ก็แค่ต้องรับมือกับความโกรธเกรี้ยวของพ่อเธอ แล้วถูกตบให้ร่วงลงมาสู่โลกมนุษย์ก็เท่านั้น"
ชาติก่อนก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยเจอเสียหน่อย
ฉินเทียนชวนทำอะไรลูกสาวตัวเองไม่ได้ แต่ตอนจัดการกับเขานั้นไม่เคยออมมือเลยสักนิด
ชาติก่อน พอชิงอวิ๋นเข้ามหาวิทยาลัยก็ไปทำงานพาร์ทไทม์ในระดับรากหญ้าที่สุดของกลุ่มบริษัทโฮ่วพั่ว ใช้เวลาเพียงสี่ปีสั้นๆ ก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นรองประธานที่รับผิดชอบดูแลแผนกหนึ่งโดยเฉพาะ
แน่นอนว่าในเรื่องนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะสถานะว่าที่ลูกเขยของฉินเทียนชวน แต่การที่เขาสามารถยืนหยัดรับผิดชอบงานได้ด้วยตัวเอง ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถของเขาเช่นกัน
วันที่ฉินมั่นมั่นได้รับการว่าจ้างให้เป็นนักวิจัยระดับศาสตราจารย์ ก็คือวันที่เขาต้องเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่
ชิงอวิ๋นไม่โทษพ่อตาจอมปลอมคนนั้นเลยแม้แต่น้อย
เพราะตอนที่ฉินเทียนชวนฟูมฟักเขา อีกฝ่ายทุ่มเทอย่างเต็มที่ สั่งสอนเขาราวกับเป็นลูกชายแท้ๆ
ดังนั้น ตอนที่ลงมือทำลาย ก็ย่อมทำอย่างสุดกำลังเช่นกัน
เมื่อสูญเสียสายใยเชื่อมโยงอย่างฉินมั่นมั่นไป เขาไม่มีทางปล่อยให้คนที่มีความสามารถโดดเด่นอย่างชิงอวิ๋นตกไปอยู่ในมือคู่แข่งเด็ดขาด
จนกระทั่งชิงอวิ๋นสอบผ่านปริญญาโทและปริญญาเอก แล้วเลือกที่จะอยู่สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัย เขาถึงได้ยอมรามือ
แต่ถึงอย่างนั้นชิงอวิ๋นก็ยังรู้สึกซาบซึ้งใจมาก
ต่อให้ฉินเทียนชวนจะโหดเหี้ยมแค่ไหน แต่อันที่จริงเขาก็ยังยั้งมือไว้ อย่างน้อย 'ค่าเลิกรา' ที่ให้แทนฉินมั่นมั่นก็มากพอตัว
บ้านสามหลัง ร้านค้าสองแห่ง สำหรับครูสอนหนังสือที่ทำวิจัยวิชาพื้นฐานคนหนึ่ง ถึงจะไม่รวย แต่ก็ไม่อดตาย
ขอบตาของฉินมั่นมั่นแดงก่ำ "นายรู้ทุกอย่าง! แล้วทำไมถึงยังตกลงรับปากฉันล่ะ?"
"มันสำคัญด้วยเหรอ?" ชิงอวิ๋นประสานมือไว้ท้ายทอย มองดูพระจันทร์เสี้ยวที่เลือนรางอยู่ระหว่างยอดไม้
"ขอโทษนะ... ขอโทษจริงๆ..."
ฉินมั่นมั่นควบคุมตัวเองไม่อยู่อีกต่อไป เธอฟุบลงบนตักของชิงอวิ๋น ไหล่สั่นสะท้านเบาๆ
ชิงอวิ๋นยื่นผ้าเช็ดหน้าไปให้ แล้วลูบหลังเธอเบาๆ "จะมาขอโทษอะไรฉัน? ฉันเต็มใจเอง
คนที่เธอควรจะขอโทษจริงๆ คือตัวเธอเองต่างหาก"
ฉินมั่นมั่นร้องไห้โฮออกมา
ชิงอวิ๋นมองดูพระจันทร์เสี้ยวที่ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น เขาก็ถอนหายใจออกมา ทว่ามุมปากกลับปรากฏรอยยิ้ม
"ความจริง ฉันนับถือเธอมากเลยนะที่กล้าใช้ดาบแห่งปัญญาตัดเยื่อใยความรัก ฉินมั่นมั่น เธอจะประสบความสำเร็จ และกลายเป็นนักคณิตศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด"
ชาติก่อนเขาก็รู้ถึงเจตนาที่แท้จริงของฉินมั่นมั่น
ในวันเปิดเทอมวันแรก ด้วยความบังเอิญ ทั้งสองคนได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความคลุมเครือลงไป
การไม่ติดต่อกันนานกว่าสองปี ไม่เพียงแต่ไม่ทำให้เมล็ดพันธุ์นี้เหี่ยวเฉาลง แต่กลับยิ่งทำให้ต่างฝ่ายต่างเกิดความรู้สึกดีๆ ต่อกันอย่างเงียบๆ ท่ามกลางการถูกคนอื่นพูดถึงอยู่บ่อยๆ และการสบตากันนับครั้งไม่ถ้วน
แต่ทว่า สำหรับฉินมั่นมั่นแล้ว มันก็เป็นเพียงแค่ความรู้สึกดีๆ เท่านั้น
เป็นความชอบเพียงเล็กน้อย ยังเรียกไม่ได้ว่าความรัก
แต่มันก็พร้อมที่จะถูกกระตุ้นได้ทุกเมื่อ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมุมใดมุมหนึ่งของโรงเรียนแห่งนี้ ยังมีความลับเล็กๆ ที่เป็นของพวกเขาสองคนเท่านั้น
ยิ่งใกล้ถึงเวลาที่ต้องแยกจากกัน เธอก็ยิ่งกดข่มอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ไม่อยู่
ความสัมพันธ์แบบมีสัญญา ฉินมั่นมั่นจ่ายเงินซื้อความหนุ่มของเขาไปหลายปี ตัดความเป็นไปได้ระหว่างกันตั้งแต่รากฐาน
บางทีหลังจากผ่านโลกมามาก ผู้ชายอาจจะไม่สนใจเรื่องศักดิ์ศรีอะไรนัก
แต่รักแรกของเด็กหนุ่มเด็กสาวคือ 'การผลิบาน' ของความรัก มักจะเป็นความรักใคร่ฝ่ายเดียว ทางใจ และทางอารมณ์ เป็นความรักทางใจที่บริสุทธิ์
ความรักทางใจนี้มักจะแฝงไปด้วยจินตนาการอันเข้มข้น มีความไม่เป็นจริงและเปราะบาง
แสงจันทร์สีขาวและดวงอาทิตย์ที่อบอุ่น จะมีตำหนิได้อย่างไรล่ะ?
ชาติก่อน เขาที่แสนบริสุทธิ์เลือกที่จะปล่อยมือ มองทะลุปรุโปร่งแต่ไม่พูดออกมา ทำเพียงยิ้มรับการตัดสินใจของฉินมั่นมั่น
ทว่าชาตินี้...
ชายแก่ที่อายุใกล้จะ 40 ปีแล้ว จะเอาอะไรมาพูดว่าบริสุทธิ์อีกล่ะ?
มองทะลุสรรพสิ่งบนโลก ทุกอย่างล้วนเป็นเพียงหมอกควันจางๆ ตอนนี้ชิงอวิ๋นบริสุทธิ์ใจมาก ชาตินี้เขาใช้ชีวิตเพื่อสองสิ่งเท่านั้น: เรื่องอย่างว่าและอาหารสามมื้อ
วินาทีนี้ เขาเหมือนถูกโหวหย่งและจางอี้ประทับร่างพร้อมกัน สืบทอดทักษะการแสดงอันยอดเยี่ยมของพวกเขามา
น่าเสียดายอยู่นิดหน่อยที่ไม่มีเหล้า ไม่อย่างนั้นเขาสามารถตีความคำว่า 'ผู้ชายเมาแค่สามส่วน ก็แสดงได้จนเธอต้องหลั่งน้ำตา' ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อฉินมั่นมั่นได้ยินดังนั้น ไหล่ของเธอก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน
การที่ชิงอวิ๋นมองทะลุปรุโปร่งขนาดนี้ เป็นสิ่งที่เธอคาดไม่ถึงเลยจริงๆ
สิ่งที่เธอคาดไม่ถึงยิ่งกว่าคือ ต่อให้ชิงอวิ๋นจะรู้ทุกอย่าง เขาก็ยังยินดีที่จะทำเพื่อเธอ
ฉินมั่นมั่นร้องไห้เสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ชิงอวิ๋นรู้สึกได้ว่ากางเกงตรงต้นขาของเขาเปียกชุ่มไปหมดแล้ว
เขาอุ้มเธอขึ้นมาวางบนตักอย่างช่วยไม่ได้ แล้วโอบกอดเธอไว้อย่างแผ่วเบา
ฉินมั่นมั่นไม่ได้ดิ้นรนขัดขืน ซ้ำยังเป็นฝ่ายโอบคอเขาไว้ แล้วซบหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนไหล่ของเขาต่อไป
ชิงอวิ๋นเพียงแค่ใช้มือขวาลูบหลังเธอเบาๆ แต่ในใจกลับกำลังทบทวนสถานการณ์ เพื่อดูว่ายังมีจุดไหนที่ต้องปรับปรุงแก้ไขอีกหรือไม่
เนิ่นนานผ่านไป เธอก็หยุดร้องไห้ ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาที่พร่ามัวไปด้วยน้ำตา "ฉันเห็นแก่ตัวมากเลยใช่ไหม"
ชิงอวิ๋นยื่นมือออกไปประคองใบหน้าเล็กๆ ของเธอ นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างเช็ดหยาดน้ำตาบนใบหน้าของเธออย่างแผ่วเบา แล้วหัวเราะออกมา
"ฉินมั่นมั่น เธอเคยคิดบ้างไหมว่า ข้อสันนิษฐานของเธอมันตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า 'ฉันไม่สามารถก้าวตามเธอได้ทัน' น่ะ
แล้วถ้าฉันตามทันล่ะ?"
ชิงอวิ๋นหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามของฉินมั่นมั่น แต่กลับโยนคำถามใหม่ไปให้แทน
ถ้าขืนคุยต่อไปก็จะเป็นจังหวะของการให้อภัย ซึ่งมันก็จะเหมือนกับชาติก่อน
ชาติก่อนเขารักเธอเงียบๆ แต่ไม่ได้ครอบครอง ชาตินี้เขาเพียงอยากจะไม่ทำให้เธอต้องผิดหวังอีกต่อไป
ฉินมั่นมั่นไม่ได้ตระหนักถึงทิศทางการสนทนาที่เปลี่ยนไป
ในฐานะเด็กสายวิทย์ ตรรกะของเธอรัดกุมมาก คำถามที่ชิงอวิ๋นตั้งขึ้นมา เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยนึกถึงมาก่อนจริงๆ
นี่เทียบเท่ากับเส้นทางการพัฒนาของสิ่งต่างๆ อีกเส้นทางหนึ่ง
ฝ่ามือที่ลูบไล้บนใบหน้าเนียนนุ่มของเธอนั้นหยาบกระด้างมาก ทว่ารอยด้านบางๆ บนนั้นกลับทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
เธอประคองฝ่ามือของเขาไว้ พลางครุ่นคิดอย่างละเอียด
เมื่อชิงอวิ๋นเห็นดังนั้น มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้คิด "ฉันขอเปลี่ยนมุมมองใหม่นะ ถ้าเกิดฉันมีวาสนาได้เข้าชิงเป่ยล่ะ? เธอจะไปหาคนอื่นไหม?"
ฉินมั่นมั่นที่ยังจมอยู่ในความคิดเงยหน้าขึ้น เม้มริมฝีปาก "ชิงอวิ๋น พวกเรามีเหตุผลกันหน่อยเถอะ คะแนนของนายตอนนี้ ถ้ามองจากมุมมองที่มีเหตุผล..."
ชิงอวิ๋นส่ายหน้าขัดจังหวะเธอ "ต่อหน้าความรู้สึกมันไม่มีเหตุผลหรอก ฉันต้องการแค่คำตอบเดียว"
เขารู้ว่าฉินมั่นมั่นอยากจะบอกว่า หากมองจากมุมมองที่มีเหตุผล เขาไม่มีวาสนานั้นหรอก
แต่คำถามนี้ตัวมันเองก็คือหลุมพราง มันมีสองคำถามทั้งหน้าและหลัง
วิธีคิดของผู้หญิงสายวิทย์คือแก้ปัญหาหนึ่ง แล้วค่อยแก้ปัญหาต่อไป แต่ชิงอวิ๋นกลับเอาทั้งสองอย่างมาผสมปนเปกัน
เมื่อฉินมั่นมั่นได้ยินดังนั้น ดวงตากลมโตก็กลอกไปมาค้อนใส่เขาเบาๆ จากนั้นก็ยื่นมือไปหยิกแขนเขาเบาๆ อีกครั้ง แล้วพูดอย่างอารมณ์เสียว่า
"ไม่หรอก คนอื่นฉันไม่มอง ฉันชอบแค่นาย พอใจหรือยัง!"
ฉินมั่นมั่นที่ฉลาดหลักแหลมรู้ดีว่า ชิงอวิ๋นกำลังบีบให้เธอพูดความในใจออกมา
แต่ชอบก็คือชอบ เธอไม่คิดจะลดตัวลงไปเล่นเกมดึงเกมผลักอะไรหรอก
เมื่อชิงอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็กระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น ฉินมั่นมั่นถือโอกาสซบลงบนไหล่ของเขา ใช้มือพัดวีให้ใบหน้าเล็กๆ ที่แดงระเรื่อของตัวเอง
"ฉันเคารพการตัดสินใจของเธอ และตกลงรับข้อสัญญาของเธอ แต่ฉันอยากจะขอเพิ่มเงื่อนไขสักข้อ ให้โอกาสพวกเราหน่อย"
ฉินมั่นมั่นไม่ได้ลุกขึ้น หลับตาดื่มด่ำกับความอบอุ่นในวินาทีนี้
ในเมื่อต่างฝ่ายต่างชัดเจนในความรู้สึกของกันและกันแล้ว เธอก็ไม่คิดจะแกล้งทำเป็นเขินอายอีก
อ้อมกอดนี้ เธอเคยซบมาแล้ว
ในความฝันช่วงวัยรุ่น ก็เคยหวนนึกถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตอนนี้ฉินมั่นมั่นก็เข้าใจแล้วว่า ความรู้สึกที่เธอมีต่อชิงอวิ๋น บางทีอาจจะไม่ได้เป็นแค่ความชอบเพียงเล็กน้อย
ส่วนจะมากแค่ไหนนั้น ยากที่จะวัดปริมาณได้
ความหมายของชิงอวิ๋น เธอเข้าใจ
ไม่รอให้ชิงอวิ๋นพูดอะไร เธอก็ยื่นมือไปดึงคอเสื้อของเขาอย่างกะทันหัน ลูบไล้รอยแผลเป็นที่หลงเหลืออยู่บนลำคอของเขา แล้วพูดอย่างหนักแน่นว่า
"ถ้าคะแนนเกาเข่าของนายมากกว่าฉัน ฉันจะเป็นแฟนตัวจริงของนาย!"
เมื่อชิงอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็สูดหายใจเข้าลึกๆ ดันตัวออกเพื่อรักษาระยะห่างของทั้งสองคน จ้องมองดวงตาของเธอด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
"ฉินมั่นมั่น เธอทำเกินไปแล้วนะ เธอคิดว่าฉันไม่รู้หรือไงว่าเธอได้โควตาเรียนต่อแล้ว?"







