หน้าจวนเซียนกวน ลานกว้างและถนนเนืองแน่นไปด้วยฝูงชน เมื่อมองออกไปก็เห็นผู้คนเบียดเสียดกันจนแทบไม่มีที่ว่างให้สัญจร มีเพียงศีรษะดำมืดขยับเขยื้อนไปมา
ผู้คนโพกผ้าบนศีรษะ ซุกเสบียงแห้งแข็งโป๊กไว้ในอก ด้านหลังสะพายพลั่ว ตะกร้าสะพายหลัง และสิ่งของอื่นๆ
พวกเขาเดินทางจากหมู่บ้านต่างๆ ทั่วทุกสารทิศมายังนครเทียนเฉิง กำลังกระซิบกระซาบแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน
"ขุดแม่น้ำคราวนี้ จะแจกเนื้อหมูทุกวันจริงๆ งั้นเรอะ?"
"ข้าได้ยินมาว่าเมืองหงฝูที่อยู่ข้างๆ ก็ได้กินเนื้อหมูแค่ช่วงปีใหม่เท่านั้นแหละ ตอนสู่ขอแต่งเมียถึงจะตัดใจเอาแฮมตากแห้งออกมาสักสองขา"
ในยุคนี้หากจะบรรยายถึงสถานที่ที่อุดมสมบูรณ์และมีชีวิตที่มั่งคั่ง เค้นจินตนาการจนสุดทางก็คิดออกแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ อย่าง 'ได้กินเนื้อหมูทุกวัน' เท่านั้น
ผู้ที่หูตาไวกล่าวต่อ
"แฮมนั่นน่ะ ดูแข็งโป๊กก็จริง แต่พอลองฝานเป็นแผ่นบางๆ เนื้อแดงแทรกมัน กินเข้าไปแล้วน้ำมันชุ่มฉ่ำ ทั้งเค็มทั้งหอม กินคำเดียวก็อยากไปทั้งวันเลยล่ะ แล้วก็นะ งานเลี้ยงแต่งงานของผัวเมีย อาหารเขาไม่ใช้วิธีต้มหรอกนะ แต่ใช้มันหมูผัดทั้งหมด กลิ่นหอมของน้ำมันลอยฟุ้งไม่จางหายไปทั้งคืนเลย"
เสียงกลืนน้ำลายดังขึ้นระงม
"เจ้าว่าผัดผักด้วยมันหมูนั่น จะรสชาติเป็นยังไงวะ?"
"ไม่รู้สิ พวกเราไม่เคยกินนี่นา ก็แค่ฟังเขาเล่ามาทั้งนั้นแหละ"
มีคนพึมพำ "แม่ร่วงเถอะ คนเมืองหงฝูนี่วาสนาดีจริงๆ ชาติก่อนทำบุญมาเท่าไหร่วะเนี่ย!"
เสียงกลืนน้ำลายยังไม่ทันจางหาย คำพูดนี้ก็ถูกคนแย้งขึ้นมา
"ข้ามาจากหมู่บ้านฮวาเหยียนแถบชายแดน ฟังข้าสักคำเถอะ ปีนี้เมืองหงฝูก็ใช้ชีวิตไม่ง่ายเหมือนกัน สองฝั่งแม่น้ำดำเจอน้ำท่วม คนจมน้ำตายไปตั้งเยอะ นาข้าวก็พัง บ้านก็ถล่ม ลูกหมูยังไม่ทันโตก็ถูกน้ำพัดตายทั้งเป็นหมด"
"คนตายลอยอืดอยู่ในแม่น้ำ กว่าจะงมขึ้นมาได้ก็บวมฉุไปหมดแล้ว ส่วนคนเป็นก็ยังต้องจ่ายภาษีครบทุกอีแปะไม่ขาดสักแดงเดียว"
เสียงอิจฉาริษยาลดระดับลงทันที กลายเป็นความเห็นอกเห็นใจและโอดครวญ
"สวรรค์เอ๋ย ทำไมถึงได้ลำบากขึ้นทุกปีเลยเล่า"
"ที่แล้งก็แล้งจนตาย ที่ท่วมก็ท่วมจนตาย!"
ผู้ที่เคยผ่านความทุกข์ยาก ย่อมเข้าใจและรู้สึกถึงความทุกข์ยากของผู้อื่นได้ง่ายกว่า
"อย่าเพิ่งร้องห่มร้องไห้กันเลย รอพวกเราขุดแม่น้ำเสร็จ เซียนกวนคนใหม่ร่ายคาถาทีเดียว ก็จะแบ่งน้ำมาได้แล้ว ต่อไปเมืองหงฝูก็จะไม่ท่วม พวกเราก็จะไม่แล้ง"
"ใช่แล้ว ตอนนี้เชียนฉวีมีเซียนกวนซ่งแล้ว! ในประกาศบอกว่า ทุกหมู่บ้านจะมีคลองส่งน้ำ งั้นหมู่บ้านเราก็ไม่ต้องวิ่งไปหาบน้ำไกลเป็นสิบลี้อีกแล้ว"
เส้นทางบนเขาขรุขระเดินลำบาก รถเข็นน้ำก็หนักอึ้ง ระหว่างทางน้ำก็หกไปครึ่งหนึ่งแล้ว หากเหนื่อยล้าเพียงนิด รถคว่ำคนเจ็บ น้ำก็แทบไม่เหลือสักครึ่ง
ชาวบ้านธรรมดามีความยำเกรงต่อนครเทียนเฉิงและเซียนกวน จึงไม่กล้าส่งเสียงดังเอะอะ ดังนั้นแม้ฝูงชนจะเบียดเสียด ทว่ากลับไม่ได้หนวกหูเลย
โจวเสี่ยวอวิ๋นเพิ่งก้าวออกจากประตูจวน ก็พลันสะดุ้งกับภาพตรงหน้า มิน่าล่ะตอนอยู่ในจวนพวกนางถึงไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวใดๆ เลย นึกว่าไม่มีใครมาเสียอีก
"บ้านเจ้าอยู่อำเภอไหน หมู่บ้านอะไร สมัครใจมาขุดคลองจริงๆ ใช่ไหม?" นางถามคนที่ยืนอยู่หน้าสุด
ชายชาวนาถูมือด้วยความประหม่า ย้อนถามนาง "ขุดคลองแล้วจะแจกเนื้อหมูจริงๆ ใช่ไหมขอรับ?"
คนข้างๆ ตวาดเสียงต่ำ "พูดกับท่านเซียนแบบนี้ได้ยังไง! ถึงไม่แจก พวกเราก็เต็มใจมาทั้งนั้นแหละ!"
จี้ซิงพยายามเกลี้ยกล่อมให้คนบางส่วนกลับไป พลางชี้ไปบนฟ้า "ฤดูร้อนมาเยือนแล้ว แดดแรงขึ้นทุกวัน ทำงานทั้งตากแดดทั้งเหนื่อย คนแก่กับเด็กกลับไปก่อนเถอะ"
ไม่มีใครในแถวขยับเขยื้อน
ชายวัยห้าหกสิบเหล่านั้น แม้ใบหน้าจะดูแก่ชรากร้านโลก แต่ปกติก็ลงนาทำไร่เหมือนกัน จึงไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนแก่
เด็กหนุ่มวัยสิบห้าสิบหกเหล่านั้น แม้จะดูอ่อนเยาว์ ทว่าบางคนก็แต่งงานมีครอบครัวแล้ว จึงไม่คิดว่าตัวเองเป็นเด็ก
ทุกคนล้วนคิดว่าตัวเองเป็น 'แรงงานชั้นดี' อยู่ในวัยกำลังทำงาน
สวีคั่นซานและชิวต้าเฉิงจึงต้องประกาศเกณฑ์มาตรฐานสามประการ ได้แก่ ส่วนสูง น้ำหนัก และอายุ
หลังจากคัดกรองไปรอบหนึ่ง คนที่ต้องจากไปก็แอบเสียดายอยู่ในใจ ส่วนสองพันคนที่เหลือ ล้วนรวมตัวกันไม่ยอมไปไหน พยายามรีดเค้นสมองเสนอตัว
"ท่านเซียนเลือกข้าเถอะ ข้าแข้งขาดี วิ่งเร็ว"
"ท่านเซียน ข้าร่างกายกำยำ ไหล่ข้างหนึ่งหาบดินได้ถึงสี่ตะกร้า"
จี้ซิงปรึกษากับสี่คนจากหน่วยส่งไก่ "สู้พวกเราแบ่งเป็นทีมย่อย แล้วสลับกันพักดีกว่าไหม"
โจวเสี่ยวอวิ๋นพยักหน้า "สลับกันทำ สลับกันพัก จะได้ไม่เสียเวลาทำงาน"
สวีคั่นซานกล่าวเสียงดัง "ไม่คัดคนออกแล้ว ต่อไปทุกคนมาทำงานตามตารางที่จัดไว้ ทำงานครึ่งเดือน พักสามวัน จะได้กลับไปเยี่ยมบ้าน เอาเสบียงกับเนื้อหมูที่แจกกลับไปให้คนในครอบครัวด้วย"
ทุกคนรีบรับคำเป็นพัลวัน แต่ในใจกลับสงสัย
ตกลงการพักมันคืออะไร? ทำไมถึงยังกลับบ้านได้ด้วย?
……
เมื่อหกสิบปีก่อน เมืองหงฝูและเชียนฉวียังไม่มีเส้นกั้นพรมแดนที่ชัดเจน ชายแดนระหว่างสองเมืองถึงกับมีตลาดนัดเล็กๆ แห่งหนึ่งด้วยซ้ำ
ชาวบ้านแลกเปลี่ยนเสบียงอาหาร ผ้า เกลือ และปศุสัตว์กันที่นั่น ยิ่งไม่มีคำว่า 'ผู้อพยพเชียนฉวี' มีแต่หญิงสาวชาวเชียนฉวีแต่งงานไปอยู่เมืองหงฝู และชายหนุ่มชาวเชียนฉวีแต่งงานกับหญิงชาวหงฝูกลับมา
ต่อมาเชียนฉวีเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ ผู้บัญชาการทหารเมืองหงฝูจึงส่งคนไปสร้างกำแพงเมืองที่ชายแดน และส่งยามไปปราบปรามการจลาจล
ศพของผู้อพยพถูกยามแขวนไว้บนกำแพงเมืองสูงลิ่ว ปล่อยให้แร้งและเหยี่ยวรุมจิกกิน
นั่นคือฝันร้าย ท้องฟ้ามืดครึ้มหนาวเหน็บ เลือดไหลนองเป็นสายน้ำ ภายใต้ท้องฟ้าสีเทาหม่น ฝูงแร้งส่งเสียงร้องพลางบินวนเวียน
ปัจจุบันไม่มีใครกล้าลักลอบข้ามแดนอีกแล้ว
กำแพงดินที่ทอดยาวหกสิบลี้นี้ กลายเป็นสัตว์ร้ายเหล็กกล้าที่สกัดกั้นผู้ประสบภัยชาวเชียนฉวี
หน้ากำแพงเมืองคือดินแดนมรณะที่รกร้าง หลังกำแพงเมืองคือความมีชีวิตชีวาที่ไม่อาจแตะต้อง
เวลานี้หลิวหงซานกำลังยืนอยู่บนกำแพงเมือง
เขายืนเอามือไพล่หลัง ลำตัวตั้งตรง สายลมอบอุ่นในฤดูร้อนพัดปะทะใบหน้า พัดพาหนวดเคราสีขาวและเสื้อคลุมเวทอันวิจิตรตระการตาให้ปลิวไสว
แสงแดดบริสุทธิ์อบอุ่น อาบไล้จนเขารู้สึกสบายไปทั้งตัว
นอกกำแพง แผ่นดินแห้งแล้งนับพันลี้ของเชียนฉวีเต็มไปด้วยฝุ่นทรายเวิ้งว้าง ในกำแพง เมืองหงฝูเขียวขจีชอุ่มไปด้วยผืนน้ำกว้างใหญ่
หลิวหงซานทอดถอนใจ "หนึ่งวันในหุบเขา พันปีบนโลกมนุษย์ เพียงชั่วพริบตาของเซียน โลกมนุษย์ก็ผันแปรไปหมดสิ้น"
"บทกวีชั้นยอด!" ผู้บัญชาการทหารเมืองหงฝูเอ่ยชมไม่ขาดปาก "ท่านคือเทพเหวินชวี่จุติลงมาเกิดชัดๆ!"
"เจ้าลองต่ออีกสักสองประโยคสิ" หลิวหงซานปรายตามองเขาเรียบๆ
ผู้บัญชาการทหารเกาหูเกาแก้ม ในที่สุดก็กล่าวว่า "เชียนฉวีไร้ซึ่งคลองนับพัน หงฝูพึ่งพาบุญบารมีท่าน"
"ไม่เลว!" หลิวหงซานยิ้มอย่างพึงพอใจ
ซือหลี่เห็นเขาอารมณ์ดี จึงฉวยโอกาสพูดต่อ
"เถี่ยซานหนิวแห่งหมู่บ้านเหอซีถวาย 'แผนที่จัดการน้ำ' หนึ่งแผ่น เขาอ้างว่าเฝ้าสังเกตปริมาณน้ำในแม่น้ำมาสามสิบปี เดินทางไปทั่วทั้งสองฝั่ง วาดแผนที่นี้ขึ้นมา หวังจะช่วยท่านซ่อมแซมเขื่อนและจัดการแม่น้ำ..."
รอยยิ้มของหลิวหงซานจางลง "ไม่ได้แจกเสบียงบรรเทาทุกข์ไปแล้วรึ? ไม่พอกินหรือไง?"
"ใช่ขอรับ พอกิน แต่ไม่รู้ว่าปีหน้า "
หลิวหงซานพูดแทรกขึ้นอีกครั้ง "น้ำท่วมทำให้การเซ่นไหว้ศาลเจ้าเทวะปีนี้ล่าช้าหรือไม่?"
"เรื่องนี้ ไม่ล่าช้าขอรับ" ซือหลี่ตอบเสียงเบา
"แล้วจะให้เซียนอย่างข้าดูอะไรอีก?!"
ซือหลี่เหงื่อตกราวกับสายฝน รับคำเป็นพัลวัน "ข้าจะไล่คนไปเดี๋ยวนี้ขอรับ"
ไม่ไกลนักมีเสียงดิ้นรนขอความช่วยเหลือดังขึ้น ไม่นานก็กลายเป็นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เสียงนั้นห่างออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่ได้ยินอีกเลย
หลิวหงซานขมวดคิ้วอย่างรำคาญใจ
มนุษย์ธรรมดาระดับพลังฝึกตนไม่สูง จึงไม่เข้าใจสัจธรรม
ดวงจันทร์มีข้างขึ้นข้างแรมทุกเดือน แม่น้ำมีน้ำหลากทุกปี ล้วนเป็นวัฏจักรแห่งเต๋าสวรรค์ เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ มนุษย์ควรคล้อยตามลิขิตสวรรค์ จะไปจัดการอะไรได้?
เขายกย่องตัวเองว่าเป็นเซียนกวนที่ดี มีภัยก็บรรเทาทุกข์ แต่การจัดการแม่น้ำนั้นเสียทั้งเวลาและแรงงาน
เทียบกับน้ำท่วมฟ้า แน่นอนว่าการบำเพ็ญเพียรย่อมสำคัญกว่า
แตกต่างจากจ้าวเหรินที่พยายามอย่างหนักเพื่อจะหนีจากเมืองเชียนฉวีที่เหมือนปลักโคลน เมืองหงฝูนั้นมั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์ หลิวหงซานพึงพอใจมาก แม้ว่าพลังวิญญาณในโลกมนุษย์จะไม่หนาแน่นเท่าบนเขาก็ตาม
ทว่าในสำนักหัวเวย ผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตันมีมากราวกับเมฆหมอก แม้แต่บุตรสาวของนักพรตซวีอวิ๋นก็ใกล้จะทะลวงผ่านระดับจินตันแล้ว
เขาคิดอย่างเปรี้ยวใจ เฉินหงจู๋คนนั้นก็แค่เด็กสาวเอาแต่ใจ ไม่รู้ว่าสำนักทุ่มเททรัพยากรให้นางไปเท่าไหร่ หากเอาของพวกนั้นมาให้เขา เขาคงสำเร็จระดับหยวนอิงไปตั้งนานแล้ว
ในตระกูลของเขา ปรมาจารย์เป็นผู้ควบคุมการแบ่งปันทรัพยากร สายหลักและทายาทอัจฉริยะจะได้สิทธิ์ใช้ก่อน เขาเองก็ไม่ได้เปรียบอะไร
มีเพียงในเมืองหงฝูเท่านั้น ที่เขาสามารถดูดซับโชคชะตาของทั้งเมืองได้เพียงผู้เดียว คำไหนคำนั้น ไม่ต้องเผชิญกับการกดขี่และควบคุมจากผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงกว่า
หลิวหงซานวางแผนไว้ว่า หลังจากทะลวงระดับได้แล้ว ค่อยออกจากเมืองหงฝูในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรระดับหยวนอิง และกลับไปที่สำนักอีกครั้ง
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหยวนอิงสามารถยึดครองยอดเขาเป็นของตัวเองได้เพียงผู้เดียว เช่นนี้ถึงจะเรียกว่าเชิดหน้าชูตาได้
"ฝั่งตรงข้ามมีเรือเซียน น่าจะเป็นขบวนของเซียนกวนซ่ง!" ผู้บัญชาการทหารร้องด้วยความตกใจ
ภายใต้ท้องฟ้าสีคราม เรือวิเศษชีเจวี๋ยพุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว จากจุดสีดำเล็กจ้อยกลายเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดยักษ์
ความสูงลดลงเรื่อยๆ ลมปราณม้วนเอาฝุ่นควันขึ้นมา ให้ความรู้สึกกดดันอย่างเปี่ยมล้น
หลิวหงซานกล่าวเสียงเย็น "ซือหลี่ ส่งกองทหารเกียรติยศไปต้อนรับ"
เขาคิดในใจ หากไม่ใช่เพราะเมื่อวันก่อนข้าเก็บตัวบำเพ็ญเพียรแล้วเจอคอขวดที่ทะลวงผ่านได้ยากจนไม่มีอะไรทำล่ะก็ ผู้อาวุโสอย่างข้าไม่มีเวลาว่างมายืนรอคนอยู่ที่นี่หรอก
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงที่มาจากตระกูลใหญ่โตมักจะถือตัว ไม่ค่อยข้องแวะกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่ำอายุน้อยที่มาจากครอบครัวคนธรรมดา
แต่ซ่งเฉียนจีไม่เหมือนกัน ไม่ต้องพูดถึงของวิเศษที่ปราชญ์ทิ้งไว้ให้ แค่หินวิญญาณก็มีถึงสองแสนก้อนเต็มๆ
เพิ่งมีข่าวส่งมาจากอารามจื่ออวิ๋นว่า หยกบันทึกวิชาล็อตที่สองขายหมดเกลี้ยงอีกแล้ว
บันทึกหมาก 'สามวัฏจักรเด็ดดาว' โด่งดังจนใครๆ ก็รู้จักไปตั้งนานแล้ว ทว่าปรมาจารย์ค่ายกลและผู้ที่ชื่นชอบวิถีแห่งหมากกระดาน ก็ยังคงยินดีจ่ายเงินซื้อหยกบันทึกวิชาของอารามจื่ออวิ๋นมาเก็บสะสมไว้
นี่อาจจะเป็นกระดานสุดท้ายที่เซียนหมากทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง เกรงว่าคงจะเป็นตำนานที่ไม่มีวันหวนกลับ
ซ่งเฉียนจีกำลังจะได้เงินก้อนโตอีกแล้ว ไม่รู้ว่าจะได้อีกกี่แสน
อายุแค่นี้ จะเอาเงินเยอะแยะไปทำไม มีที่ให้ผลาญหรือไง หลิวหงซานคิดอย่างดูแคลน
เรือวิเศษร่อนลงจอดอย่างนุ่มนวล คนสามคนเดินลงมาจากหัวเรือ กองทหารเกียรติยศยังคงบรรเลงเพลง เสียงดนตรีเฉลิมฉลองดังกึกก้องไปถึงหมู่เมฆ แต่กลับเห็นว่าเรือวิเศษถูกเก็บไปแล้ว
หลิวหงซานประหลาดใจเล็กน้อย ซ่งเฉียนจีได้ชื่อว่ามีผู้ติดตามนับพัน ครั้งนี้กลับพาคนมาแค่สองคนเองหรือ?
มาได้จังหวะดี! เขาราวกับเห็นลูกแกะอ้วนท้วนสามตัวร้องแบะๆ กำลังสะบัดขนแกะนุ่มฟูเดินตรงมาหาเขา
ตระกูลใหญ่ในเชียนฉวีเพิ่งจะเขียนจดหมายส่งของขวัญมาอ้อนวอนเขา ซ่งเฉียนจีก็มาส่งถึงหน้าประตูพอดี
หลิวหงซานขบกรามโดยสัญชาตญาณ ราวกับกำลังลับมีด
ทั้งสามคนเดินตามผู้ทำพิธีและกองทหารเกียรติยศขึ้นมาบนกำแพงเมือง สองคนอยู่หน้า หนึ่งคนอยู่หลัง
เด็กหนุ่มชุดขาวที่อยู่ด้านหน้ามัดผมหางม้าสูง ท่าทางฮึกเหิม ราวกับกระบี่คมกริบที่ถูกชักออกจากฝัก เด็กหนุ่มชุดหรูหราสวมกวานทองคำม่วง ท่าทางภูมิฐาน ความมั่งคั่งแผ่ซ่านออกมา
สายตาของหลิวหงซานกวาดมองไปมาระหว่างคนทั้งสอง
สุดท้ายก็เดินเข้าไปต้อนรับด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า จับมือของเมิ่งเหอเจ๋อ แล้วเขย่าอย่างแรงเพื่อหินวิญญาณสองแสนก้อน:
"ศิษย์น้องซ่ง ได้ยินชื่อเสียงมานาน สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นจริงๆ จากนี้ไปพวกเราก็เป็นเพื่อนบ้านกันแล้ว ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรเหมือนกัน สมควรไปมาหาสู่และนั่งสนทนาธรรมกันบ่อยๆ นะ!"
หลังจากที่ซ่งเฉียนจีเกือบจะได้เป็นศิษย์ของปราชญ์อักษรและเซียนหมาก ลำดับอาวุโสก็พุ่งพรวดขึ้นทันที แม้แต่ซวีอวิ๋นเมื่อพบเขาก็ยังเรียกเขาว่าศิษย์น้อง
"สหายเต๋าหลิว ยินดีที่ได้รู้จัก" อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
ซ่งเฉียนจียิ้ม
"ไม่ใช่ข้า" เมิ่งเหอเจ๋อสะบัดมือออก ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
อดไม่ได้ที่จะหันไปมองซ่งเฉียนจีอย่างนึกสงสัย
หรือว่าที่ศิษย์พี่ซ่งชอบหลบอยู่ข้างหลังทุกครั้ง ก็เพราะไม่อยากถูกคนพวกนี้ดึงมือ?
หลิวหงซานรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย แต่ถึงอย่างไรก็เคยผ่านโลกมามาก จึงหันไปหาซ่งเฉียนจีโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน
เขารู้อยู่เต็มอกว่าซ่งเฉียนจีมาเพื่อผันน้ำขุดคลอง แต่กลับแสร้งทำเป็นไม่รู้:
"ศิษย์น้องซ่ง มาเพื่อสนทนาธรรมกับศิษย์พี่งั้นหรือ?"
ซ่งเฉียนจีเผยรอยยิ้มจริงใจ "ถูกต้องแล้ว"







