"ไม่ใช่แมลงงั้นรึ? อืม... นี่เป็นครั้งที่สองของคืนนี้แล้วนะที่แกพูดประโยคนี้" เคลซีลูบปลายคางที่เต็มไปด้วยตอหนวดของตัวเองพลางพูดกลั้วหัวเราะ "พูดตรงๆ นะ ประโยคนี้มันน่าสนใจดีทีเดียว แกรู้ไหมว่ามันน่าสนใจตรงไหน?"
อูรูจ้องมองเคลซีเขม็ง ไม่ได้เอ่ยตอบสิ่งใด
"มันน่าสนใจตรงที่ว่า คำเปรียบเปรยนี้มันเห็นภาพชัดเจน ชัดเจนมากจริงๆ ไม่มีคำเปรียบเปรยไหนจะเหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้ว" เคลซีกล่าว "แต่การที่แกบอกว่าตัวเองไม่ใช่แมลงเนี่ย มันค่อนข้างจะ... ไม่ค่อยอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงสักเท่าไหร่นะ"
เคลซีพูดไปพลางค่อยๆ ชักดาบศักดิ์สิทธิ์ออกมา ใบดาบทั้งสองด้านสะท้อนให้เห็นถึงความโกรธเกรี้ยวในด้านหนึ่ง และความล้อเลียนในอีกด้านหนึ่ง
"ข้าล่ะสงสัยจริงๆ ว่าอะไรทำให้แกเกิดภาพลวงตาและความกล้าที่จะคิดว่าตัวเองไม่ใช่แมลง หรือว่า..." สายตาของเคลซีค่อยๆ เลื่อนต่ำลง กวาดมองสลับไปมาระหว่างมือซ้ายและมือขวาของอูรู "จะเป็นนิ้วที่ไม่ใช่ของแกนิ้วนั้น? หรือแกคิดว่าพอได้นิ้วต้องห้ามนั่นมา แกก็จะกลายเป็นตัวตนต้องห้ามไปด้วยงั้นรึ?"
เคลซีไม่เปิดโอกาสให้อูรูได้ตอบกลับ เขาเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง
"ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ข้าคงต้องเป็นคนปลุกแกให้ตื่นจากฝันแล้วล่ะ" เคลซียกดาบขึ้นชี้ไปที่ปลายจมูกของอูรูพลางยิ้มบาง "แต่แกก็รู้นี่ ข้าเป็นอัศวิน ไม่ถนัดใช้วิธีนุ่มนวลนักหรอก เพราะงั้นก็เลยต้องโหดร้ายสักหน่อย อย่างเช่น สับนิ้วที่ไม่ใช่ของแกทิ้งไปซะก่อน จากนั้นก็..."
เคลซียังพูดไม่ทันจบ เสียงแหวกอากาศก็ดังขึ้นจากด้านหลังอย่างกะทันหัน เขาเดาะลิ้นเบาๆ "จิ๊" หนึ่งที ก่อนจะหันขวับกลับไปทันที และเห็นโซ่เวทมนตร์สามเส้นพุ่งเข้าใส่
"แกรอให้ข้าพูดจบก่อนไม่ได้หรือไง?" เมื่อเผชิญหน้ากับการลอบโจมตี เคลซีเพียงตวัดดาบอย่างไม่รีบร้อน โซ่ที่ก่อตัวขึ้นจากพลังเวทถูกดาบศักดิ์สิทธิ์ที่เปี่ยมไปด้วยพลังเวทอันแข็งแกร่งกว่าฟันขาดสะบั้นในพริบตา "แต่ข้าก็ค่อนข้างประหลาดใจนะ เจ้าน่ะไม่ใช่... หืม?"
พูดไปได้ครึ่งประโยค เคลซีก็หันกลับมาอีกครั้งทันควัน ประจวบเหมาะกับที่เห็นอูรูใช้มือข้างเดียวจับพลั่วเหล็กฟันฉับตรงมาที่คอของเขา เห็นได้ชัดว่าคิดจะสังหารเคลซีด้วยวิธีเดียวกับที่ใช้ฆ่าคนรับใช้คนนั้น
แต่เคลซีผู้มีฐานะเป็นถึงหัวหน้าอัศวินย่อมไม่ใช่ระดับเดียวกับคนรับใช้คนนั้น เขายังคงตวัดดาบด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น
เสียงกระทบกันดังกังวานใส
พลั่วเหล็กขึ้นสนิมนั่นถูกดาบศักดิ์สิทธิ์ปัดป้องอย่างง่ายดายเช่นเดียวกับโซ่เวทมนตร์ ซึ่งนั่นก็เป็นการประกาศว่าการลอบโจมตีของอูรูล้มเหลวลงแล้ว
ทว่าเคลซียังคงเลิกคิ้วขึ้น "เจ้านี่ ถึงกับสามารถ..."
พูดไปได้ครึ่งประโยคอีกครั้ง เคลซีก็พบว่ามีหมอกขาวปกคลุมอยู่ใต้ฝ่าเท้าของตัวเองตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ เขาตระหนักถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงรีบเงยหน้าขึ้นทันที แล้วก็พบว่ามืออีกข้างของอูรูกำลังผสานอินร่ายเวทมนตร์ ส่วนปากก็พึมพำท่องคาถาอยู่
เจ้านี่ การโจมตีสองครั้งก่อนหน้านี้ก็เพื่อปกปิดการผสานอินร่ายเวทครั้งนี้งั้นรึ?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เคลซีก็รีบถอยหลังทันที แต่ก็ยังช้าไปเสียหน่อย เมื่ออูรูผสานอินสุดท้ายเสร็จสิ้น พร้อมกับพยางค์สุดท้ายของการร่ายคาถาหลุดออกจากปาก เปลวเพลิงสีแดงฉานก็พลันปะทุขึ้นกลางหมอกสีขาวในชั่วพริบตา
"ตู้ม"!
หมอกขาวระเบิดออก
และบ้านซอมซ่อหลังนี้ก็ไม่อาจทนรับแรงระเบิดเช่นนี้ได้ มันพังครืนลงมาครึ่งซีกทันที ก่อให้เกิดฝุ่นควันตลบอบอวลเป็นวงกว้าง
เหล่าอัศวินที่รออยู่ด้านนอกมองดูภาพเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความตกตะลึง พวกเขากำลังลังเลว่าจะเข้าไปช่วยดีหรือไม่ แต่ไม่นานนัก ฝุ่นควันก็เริ่มเบาบางลง แม้จะยังไม่จางหายไปจนหมด แต่มันก็มากพอให้มองเห็นสถานการณ์คร่าวๆ ภายในนั้นแล้ว—เคลซียังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมอย่างปลอดภัย บนร่างมีโล่เวทมนตร์จางๆ ปรากฏให้เห็นอยู่รำไร ในขณะที่อูรูซึ่งอยู่ด้านข้างกลับนั่งพิงกำแพง มือยกขึ้นกุมหน้าอกแน่นราวกับเพิ่งโดนถีบมา
"แกทำให้ข้าประหลาดใจมากจริงๆ" เคลซีมองอูรูพลางกล่าวเสียงเรียบ "ข้าคิดมาตลอดว่า คนอย่างแกไม่มีวันเรียนรู้วิธีนำเวทมนตร์มาใช้ในการต่อสู้จริงได้หรอก เพราะยังไงซะ บาดแผลที่แกได้รับจากการทดสอบมันก็ไม่ใช่น้อยๆ เลยนี่"
อูรูจ้องมองเคลซีเขม็ง
ในนิกายไรน์ บาทหลวงทุกคนล้วนใช้เวทมนตร์ได้ เพราะมีเพียงผู้ที่ใช้เวทมนตร์ได้เท่านั้นจึงจะสามารถเป็นบาทหลวงได้ แต่การใช้เวทมนตร์ได้ กับการใช้เวทมนตร์ได้อย่างเชี่ยวชาญ ไปจนถึงขนาดที่นำเวทมนตร์มาใช้ในการต่อสู้ได้นั้น ล้วนเป็นเรื่องที่อยู่คนละระดับกันโดยสิ้นเชิง
เพราะข้อกำหนดพื้นฐานของเวทมนตร์คือ—การผสานอินและการร่ายคาถา ซึ่งจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้
หากทั้งสองสิ่งนี้ไม่สามารถสอดประสานกันได้อย่างลงตัว เวทมนตร์ก็จะล้มเหลว ดังนั้นในนิกายไรน์ นักบวชที่สามารถใช้เวทมนตร์ได้อย่างลื่นไหลจึงมีอยู่ไม่มากนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการนำมันไปประยุกต์ใช้ในการต่อสู้ที่ซับซ้อนกว่านั้นเลย
และการจะสามารถนำเวทมนตร์มาใช้ในการต่อสู้จริงได้อย่างเชี่ยวชาญหรือไม่นั้น ก็ถือเป็นมาตรวัดที่สำคัญประการหนึ่งของนิกายไรน์เช่นกัน
หากก้าวข้ามไปได้ ก็จะไม่ใช่บาทหลวงระดับต่ำสุดอีกต่อไป อย่างแย่ที่สุดก็ยังสามารถเลื่อนขั้นขึ้นไปยังมหาวิหารโดยตรง เพื่อกลายเป็นนักบวชระดับแกนนำที่สำคัญยิ่งขึ้นได้
และอูรูผู้ซึ่งเคยคิดอยากจะออกไปจากเมืองเล็กๆ แห่งนี้แล้วเลื่อนขั้นขึ้นไปอยู่มหาวิหารมานับครั้งไม่ถ้วน ย่อมต้องเคยตั้งใจศึกษาเวทมนตร์มาเป็นอย่างดี ทั้งยังเคยเข้าร่วมการทดสอบภายในของมหาวิหารมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ทว่า...
"อ่า ตอนนั้นแกพยายามอย่างหนักเลยสินะ มักจะมาหาข้าอยู่บ่อยๆ หวังจะให้ข้าช่วยสอนทักษะการต่อสู้ให้" เคลซีพูดจาเนิบนาบราวกับกำลังรำลึกความหลังกับเพื่อนเก่าจริงๆ "น่าเสียดายนะ พอถึงวันก่อนการทดสอบ ตอนที่เราฝึกซ้อมกัน ข้าดันพลั้งมือหนักไปหน่อย ก็เลยเผลอ..."
พูดถึงตรงนี้ เคลซีก็จงใจหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็มองตรงไปยังอูรู มุมปากค่อยๆ แสยะยิ้มกว้างขึ้นทีละน้อย
"เผลอทำแกพิการไปซะได้น่ะสิ"
น้ำเสียงของเขาฟังสบายๆ ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สลักสำคัญอะไร
อูรูกัดฟันกรอด คำรามเสียงต่ำ "แกจงใจ!"
"อ้าว แกพูดแบบนี้... มันก็แหงอยู่แล้วไม่ใช่รึไง?" เคลซียักไหล่พลางกล่าว "ข้าย่อมต้องจงใจอยู่แล้ว แต่แกรู้ไหมล่ะว่าทำไมข้าถึงทำแบบนั้น?"
อูรูไม่พูดอะไร เพราะเขารู้ดีว่าการพูดออกไปในเวลานี้มีแต่จะทำให้เคลซีได้ใจมากยิ่งขึ้น
"จิ๊ ไม่ยอมตอบแบบนี้ น่าเบื่อชะมัด แต่ก็ช่างเถอะ ข้าบอกเหตุผลให้แกฟังก็ได้" เคลซีกล่าว "แกอาจจะคิดว่า ที่ข้าไม่ยอมให้แกไปเข้าร่วมการทดสอบ เป็นเพราะแกมีพรสวรรค์ดี ข้าไม่อยากเห็นแก อืม... ได้ดิบได้ดี? ก็เลยจงใจทำลายแกงั้นสิ?"
เคลซีพูดไปส่ายหน้าไป
"ถ้าแกคิดแบบนั้นละก็ แกคงเข้าใจข้าผิดไปถนัดเลยล่ะ ข้าไม่ได้เป็นคนใจแคบ ทนเห็นคนอื่นได้ดีไม่ได้ถึงขนาดนั้นหรอกนะ ตรงกันข้าม ถ้าแกมีพรสวรรค์สูงส่งจริงๆ ข้าก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เห็นแกเลื่อนขั้นไปอยู่มหาวิหาร แต่ว่า..."
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเย้ยหยัน
"แกมันอ่อนหัดเกินไป รู้ตัวบ้างไหม? แกไม่มีพรสวรรค์เลยสักนิด ร่ายคาถาทีก็ปาไปครึ่งค่อนวัน ผสานอินทีก็ใช้เวลาเป็นปี ข้าสอนแกมาตั้งนาน แกกลับเรียนรู้ไปได้แค่หยิบมือเดียว แกเป็นคนที่ไร้พรสวรรค์ที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเจอมาเลยจริงๆ แต่ก็นะ แกดันขยันขันแข็งเสียเหลือเกิน ยอมทุ่มเทเวลาให้กับเรื่องพวกนี้มากกว่าคนปกติหลายเท่า ซึ่งไอ้จุดนี้นี่แหละ มันช่าง..." แววตาของเคลซีพลันเย็นเยียบลง "ทำให้ข้ารู้สึกขยะแขยง แกก็เหมือนกับหนอนแมลงวันในบ่อเกรอะ ที่พยายามตะเกียกตะกายปีนป่ายขึ้นมาอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่สำหรับหนอนแมลงวันแล้ว แค่ความพยายามของมัน ก็เพียงพอที่จะทำให้คนรู้สึกสะอิดสะเอียนได้แล้ว แกรู้ไหม?"
"ข้าถึงได้ทำแกพิการไงล่ะ"
"ข้าว่าคำเปรียบเปรยก่อนหน้านี้ของแกมันดีมากเลยนะ แกมันก็แค่แมลงนั่นแหละ" เคลซียกดาบขึ้น เล็งทะลุฝุ่นควันที่ยังไม่จางหายไปตรงไปยังปลายจมูกของอูรู "เป็นแมลงก็จงมุดหัวอยู่ใต้ดินไปซะ อย่าได้ริอ่านคิดจะปีนป่ายขึ้นมา เข้าใจไหม?"
เดิมทีเขาคิดว่าอูรูจะยิ่งโกรธแค้นมากขึ้นหลังจากได้รู้ความจริง
แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ ในวินาทีนี้อูรูกลับคลี่รอยยิ้มออกมา
รอยยิ้ม... ที่บ้าคลั่ง
เคลซีขมวดคิ้วเล็กน้อย
จู่ๆ เขาก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
ฝุ่นพวกนี้ ทำไมถึงยังไม่จางหายไปอีก?
หนำซ้ำยังจะยิ่ง...
เดี๋ยวก่อน!
เขาฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงตั้งใจจะกางโล่เวทมนตร์ออกตามสัญชาตญาณ แต่มันก็สายไปเสียแล้ว
แรงระเบิดที่รุนแรงยิ่งกว่าลุกพรึบขึ้นท่ามกลางกลุ่มควัน สั่นสะเทือนจนบ้านอีกครึ่งซีกที่เหลือพังทลายลงมาในพริบตา
กว่าเคลซีจะหลุดรอดออกมาจากกลุ่มควันได้ ชุดเกราะครึ่งท่อนของเขาก็ถูกระเบิดจนแตกละเอียด เผยให้เห็นร่างกายท่อนบนที่เต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะจนเลือดเนื้อปะปนกัน
และในดวงตาของเขา ก็ไร้ซึ่งความสงบเยือกเย็นที่สามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ได้ รวมถึงความเย้ยหยันที่ไม่เห็นหัวใครดังเช่นก่อนหน้านี้อีกต่อไป ภายในดวงตาของเขานั้นเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยระเรื่อ รวมไปถึง... ความโกรธเกรี้ยว
เขา ถูกแมลงทำให้บาดเจ็บ
"แกไอ้..." เขาแทบจะขบกรามจนฟันแหลกละเอียด เสียงคำรามที่ตามมาดังกึกก้องจนคนทั้งหมู่บ้านได้ยินอย่างชัดเจน "ไอ้แมลงเวรตะไล!!!!"