สวี่อิงค่อนข้างผิดหวัง เขาคิดว่าเสียงลึกลับนั่นกำลังพูดถึงวิชาหนัวของผู้ใช้วิชาหนัว จึงอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น นึกไม่ถึงเลยว่าจะไม่ใช่โดยสิ้นเชิง
"ผู้ฝึกปราณคืออะไรอีก? สิ่งที่ข้าฝึกฝนไม่ใช่วิชามารหรอกหรือ?"
เขาสงสัยเล็กน้อย จึงเอ่ยถาม "ผู้อาวุโสพอจะช่วยข้าเปิดขุมทรัพย์ลับหนีหวานและสอนวิชาหนัวให้ข้าได้หรือไม่?"
เสียงนั้นเกรี้ยวกราดมาก "สิ่งที่เจ้าฝึกฝนมันคือเคล็ดวิชาของผู้ฝึกปราณชัดๆ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับวิชามารเลย! ส่วนวิชาหนัว มันคือตัวบ้าอะไร? เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว ข้าจะสอนวิธีเพ่งจิตภายในให้เจ้า ทำตาปรือๆ เหมือนจะหลับแต่ไม่หลับ ให้เหลือเพียงแสงรำไรอยู่เบื้องหน้า เพ่งมองปีกจมูกของตัวเอง ตั้งจิตไว้ที่ความคิดเดียว ความคิดเดียวนี้คือจิตสำนึกของเจ้า ฟังคำสั่งข้า ตาคือสุริยันจันทรา ข้าคือดวงดารา คิ้วคือร่มฉัตร ศีรษะคือคุนหลุน จัดวางทำเนียบตำหนัก ประดิษฐานวิญญาณจิต! ข้าต้องการให้เจ้าประดิษฐานวิญญาณจิตไว้ระหว่างดวงตา เปลี่ยนวิญญาณจิตเป็นหนึ่งความคิด และหลอมรวมหนึ่งความคิดนี้ให้กลายเป็นสัมผัสเทวะ!"
สวี่อิงหรี่ตาทั้งสองข้างคล้ายลืมคล้ายหลับ เบื้องหน้ามีเพียงแสงรำไรสายหนึ่งสาดส่องเข้ามาในดวงตา เขามองไปที่ปีกจมูก ทว่าสิ่งที่เห็นในดวงตากลับไม่ใช่ปีกจมูก แต่เป็นแสงรำไรสายนั้น
จิตสำนึกของเขาจดจ่ออยู่กับแสงรำไรสายนี้ ภายในใจมีเพียงความคิดเดียว ไม่คิดสิ่งอื่นใดอีก
เสียงนั้นดังก้องกังวานจนหูแทบหนวก และดังขึ้นในหัวของเขาอย่างต่อเนื่อง "หลอมจิตสำนึกเป็นสัมผัสเทวะ แล้วเจ้าจะมองเห็นว่าแสงสว่างเบื้องหน้าคือบานประตู เมื่อผลักประตูเข้าไป นั่นก็คือดินแดนซีอี๋ภายในร่างกาย! ทว่าการหลอมจิตสำนึกเป็นสัมผัสเทวะนั้นต้องใช้เวลาหลายวัน รอจนกว่าเจ้าจะฝึกสัมผัสเทวะสำเร็จค่อยเรียกข้าก็แล้วกัน... เอ๊ะ?"
ระหว่างที่สวี่อิงหรี่ตาครึ่งหลับครึ่งตื่นนั้น ดูเหมือนว่าจะมีแสงศักดิ์สิทธิ์ซ่อนเร้นอยู่ในดวงตาเลือนราง!
นี่คือสัมผัสเทวะ!
เสียงนั้นอุทานด้วยความประหลาดใจ แทบจะกระโดดออกมาจากท้ายทอยของสวี่อิง
ผู้ที่เปล่งเสียงออกมาก็คือระฆังใหญ่ที่เป็นทองแดงใบนั้นซึ่งซ่อนอยู่หลังท้ายทอยของสวี่อิง เมื่อคืนนี้ระฆังใหญ่ออกอาละวาดสังหารผู้คนไปทั่วที่แม่น้ำไน่เหอ สังหารศัตรูตัวฉกาจไปถึงหกเจ็ดคน นึกไม่ถึงว่าเด็กสาวในโลงศพจะหลุดพ้นจากการจองจำและทำร้ายมันจนบาดเจ็บสาหัส
มันดิ้นรนหลบหนีอย่างสุดชีวิต ชนเข้ากับภูเขาลำธาร กลิ้งตกลงมาจากภูเขา และร่วงหล่นลงมาใกล้กับลำธาร มันพยายามรักษาอาการบาดเจ็บ ทว่าบาดแผลนั้นสาหัสเกินไปจนไม่สามารถเยียวยาตัวเองได้
บังเอิญสวี่อิงเดินผ่านมาพอดีและตั้งใจจะลูบ 'หัว' ของมัน มันสัมผัสได้ว่าสวี่อิงเป็นผู้ฝึกปราณ จึงเกิดความคิดที่จะแกล้งทำเป็นเหยื่อเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์
ระฆังใหญ่ซ่อนตัวอยู่ในหัวของสวี่อิง ลอบดูดกลืนพลังปราณและสายเลือดของเขาเพื่อรักษาบาดแผล แต่สวี่อิงเป็นถึงผู้ฝึกปราณแท้ๆ กลับไม่รู้จักวิธีบำเพ็ญเพียร ทำเอามันโมโหแทบแย่ ด้วยเหตุนี้มันจึงเอ่ยปากชี้แนะ
ดังคำกล่าวที่ว่า ให้ปลาคนกินมิสู้สอนวิธีจับปลาให้เขา และดังคำกล่าวที่ว่า ไม่ยอมเสียสละภรรยาก็จับตัวอันธพาลไม่ได้ และยังดังคำกล่าวที่ว่า หากอยากให้ม้าวิ่งเร็ว ก็ต้องให้ม้ากินอิ่มกินดี ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของสวี่อิงเพิ่มขึ้น มันก็สามารถดูดกลืนพลังปราณและสายเลือดได้มากขึ้น อาการบาดเจ็บก็จะทุเลาลงเร็วขึ้นเช่นกัน
ทว่าการชี้แนะก็ส่วนการชี้แนะ มันไม่เชื่อหรอกว่าสวี่อิงจะสามารถฝึกเพ่งจิตภายในสำเร็จได้ในเวลาอันสั้น แต่สิ่งที่มันคาดไม่ถึงเลยก็คือ สวี่อิงกลับหลอมจิตสำนึกของตัวเองให้กลายเป็นสัมผัสเทวะได้ทันที หลังจากที่มันเพิ่งพูดเรื่องการหลอมหนึ่งความคิดเป็นสัมผัสเทวะจบลง!
ความเร็วระดับนี้ทำเอามันตกใจจนแทบสะดุ้งจริงๆ!
ระฆังใหญ่เป็นผู้ที่เคยผ่านโลกกว้างมามาก ผู้มีวิถีเต๋าในยุคสมัยของมัน เมื่อทำการเพ่งจิตภายใน ภายในดวงตาจะมีแสงศักดิ์สิทธิ์วูบวาบเข้าออก สั้นยาวไม่แน่นอน!
แสงศักดิ์สิทธิ์นี้ ก็คือสัมผัสเทวะ
แม้ว่าภายในดวงตาของสวี่อิงจะไม่มีแสงศักดิ์สิทธิ์ล้นทะลักออกมา แต่ดวงตาที่แฝงไว้ด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์นั้น เป็นสัญญาณของการฝึกสัมผัสเทวะสำเร็จอย่างแน่นอน!
เพียงแต่ความเร็วนี้ มันจะออกจะเร็วเกินไปหน่อยกระมัง!
แต่มันหารู้ไม่ว่า เคล็ดวิชาที่สวี่อิงฝึกฝนมีชื่อว่า เคล็ดวิชาไท่อีเต้าหยิ่น เวลาฝึกฝนวิชานี้จำเป็นต้องควบคุมจิตใจที่ฟุ้งซ่านให้สงบลง และคงไว้เพียงความคิดเดียวเท่านั้น
ความคิดเดียวนี้ ก็คือไท่อี
แม้ว่าไท่อีจะเป็นความคิดของเขา แต่ความคิดนั้นกลับว่างเปล่า เพียงพอที่จะรองรับวิญญาณจิตทั้งหมดของเขาได้
สวี่อิงใช้จิตสำนึกปกปักรักษาไท่อีมานานถึงเจ็ดปี รากฐานมั่นคงอย่างหาเปรียบมิได้ ในยามนี้เมื่อได้รับการชี้แนะจากระฆังใหญ่ วิญญาณจิตจึงแปรเปลี่ยนเป็นหนึ่งความคิด หลอมหนึ่งความคิดเป็นสัมผัสเทวะ เรียกได้ว่าทุกอย่างเป็นไปตามครรลอง ง่ายดายอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
ระฆังใหญ่คิดในใจ "แค่ฝึกสัมผัสเทวะสำเร็จยังไม่พอหรอก หากเขาต้องการมองเห็นบานประตูบานนั้น ยังต้องใช้เวลาฝึกฝนอีกหลายวัน อีกอย่าง ต่อให้มองเห็นบานประตูบานนั้นได้ ก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายวันในการขัดเกลาสัมผัสเทวะ จึงจะสามารถผลักประตูและเข้าไปในดินแดนซีอี๋ได้..."
มันเพิ่งจะคิดมาถึงตรงนี้ ก็พลันเห็นแสงศักดิ์สิทธิ์ในดวงตาของสวี่อิงเปล่งประกายเรืองรอง ในชั่วพริบตาสั้นๆ นี้ ชายหนุ่มกลับมองเห็นบานประตูบานนั้น และใช้สัมผัสเทวะผลักประตูเข้าไปแล้ว!
"ไอ้หนูนี่มันยอดอัจฉริยะชัดๆ!"
จิตใจของระฆังใหญ่สั่นสะท้านอย่างรุนแรง "ห่างจากคำว่าอัจฉริยะสวรรค์ แค่เติมอีกหนึ่งขีดเท่านั้น! พรสวรรค์ระดับนี้เกรงว่าจะตามเจ้านายทัน... อืม ยังด้อยกว่าเจ้านายอยู่นิดนึงละนะ"
สวี่อิงเพ่งพินิจแสงศักดิ์สิทธิ์เบื้องหน้า มองเห็นบานประตูหยกขาวตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงศักดิ์สิทธิ์อย่างเลือนราง นอกเหนือจากนี้ก็ไม่เห็นสิ่งอื่นใดอีก
เขา 'เดิน' ตรงเข้าไป บานประตูก็ค่อยๆ สูงและกว้างขึ้น เมื่อผลักประตูเข้าไป โลกอันวิจิตรตระการตาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาอย่างกะทันหัน นี่แหละคือดินแดนซีอี๋ที่ระฆังใหญ่พูดถึง หรือก็คือโลกอันลี้ลับดั่งภาพลวงตาภายในร่างกายนั่นเอง!
'วิสัยทัศน์' ของเขากว้างไกลและสว่างไสวขึ้น สีสันอันงดงามตระการตาหลากสีสันสาดส่องเข้ามาในดวงตา!
สีสันเหล่านี้ชัดเจนอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ชัดเจนเสียจนในธรรมชาติไม่มีสีใดจะนำมาเทียบเคียงได้เลย!
ทว่านี่ไม่ใช่การมองเห็นด้วยดวงตาของเขา แต่เป็นการมองเห็นด้วยสัมผัสเทวะของเขา!
ในชั่ววินาทีที่ผลักประตูเข้ามาเมื่อครู่นี้ สัมผัสเทวะของเขาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้เขามีความสามารถในการมองเห็นภายในร่างกายของตนเอง!
เขารู้สึกเพียงว่าสัมผัสเทวะของตนเองเหมือนจะมีความสามารถในการโบยบิน มันกำลังล่องลอยอยู่กลางอากาศอันกว้างใหญ่ เคลื่อนที่ทะลวงผ่านกระแสปราณที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
รอบด้านมีเมฆหมอกปกคลุม
กระแสปราณและเมฆหมอกเหล่านั้น ก็คือลมปราณภายในร่างกายของเขานั่นเอง!
บนท้องฟ้าอันสูงส่ง มีขุนเขาและแม่น้ำอันสูงตระหง่านแขวนกลับหัวอยู่ นั่นคือหัวใจและปอด!
เขาสามารถมองเห็นแม้กระทั่งบาดแผลบนอวัยวะภายในทั้งห้าและหก นั่นคืออาการบาดเจ็บภายในที่เขาได้รับมาตลอดการเดินทาง!
สวี่อิงมองเห็นลมปราณบางส่วนระเหยกลายเป็นฝน ในชั่วขณะที่ก่อตัวเป็นพายุฝนฟ้าคะนอง เสียงฟ้าร้องก็ดังกึกก้องอยู่ในชั้นสายฟ้า อสนีบาตสาดประกายสายฟ้าอันสว่างวาบ ส่องสว่างไปทั่วท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆหมอก รวมถึงผืนดินและหุบเขา!
"ที่แท้นี่ก็คือเสียงอัสนีชุบกายนี่เอง!"
สวี่อิงพลันเข้าใจความจริงของเสียงอัสนีชุบกายในทันที ภายในใจเกิดความปิติยินดีอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
ทันใดนั้น แสงสว่างจ้าก็สาดส่องเข้ามา สวี่อิงมองไป ก็เห็นเพียงลมปราณรวมตัวกัน ก่อตัวเป็นแสงสว่างอันร้อนแรงดั่งเปลวเพลิง ราวกับดวงตะวันดวงหนึ่งที่ลอยทะยานขึ้นมาจากภายในร่างกายของเขา และเคลื่อนที่ไปมาระหว่างอวัยวะภายในทั้งห้าและหกอันใหญ่โตมโหฬาร
ดวงตะวันดวงนั้นสาดส่องตับ ปรากฏเป็นแสงสีเขียว สาดส่องปอด ปรากฏเป็นแสงสีขาว สาดส่องหัวใจ ปรากฏเป็นแสงสีแดง สาดส่องไต ปรากฏเป็นแสงสีดำ และสาดส่องม้าม ปรากฏเป็นแสงสีเหลือง!
นี่แหละคือมหาตะวันชุบกาย!
ภาพอันยิ่งใหญ่อลังการเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกเบิกบานใจเป็นอย่างยิ่ง!
ภายในร่างกายของเขา ราวกับมีพื้นที่อันไร้ขีดจำกัด!
นี่ก็คือการเพ่งจิตภายใน!
สวี่อิงหันกลับไปมอง ก็เห็นเพียง 'ตัวเอง' กำลังล่องลอยอยู่หน้าบานประตูหยกขาว
เมื่อครู่นี้เขาก็คือผู้ที่ผลักประตูบานนี้ให้เปิดออก และเปิดโลกอันลี้ลับดั่งภาพลวงตาภายในร่างกาย!
โลกแห่งร่างกายนี้ ก็คือดินแดนซีอี๋ที่ระฆังใหญ่พูดถึง!
ระฆังใหญ่กล่าว "พรสวรรค์ของเจ้าก็ถือว่าพอใช้ได้ ในเมื่อเจ้าเปิดดินแดนซีอี๋ได้แล้ว งั้นข้าจะสอนวิธีเบญจปราณรวมศูนย์ให้เจ้า ใช้สัมผัสเทวะเป็นเจตจำนง ชักนำลมปราณแห่งเบญจบรรพต"
สวี่อิงทำตามคำพูดของมัน ใช้สัมผัสเทวะชักนำ ก็เห็นเพียงอวัยวะภายในทั้งห้าที่แขวนกลับหัวราวกับภูเขาอยู่บนท้องฟ้า มีกระแสปราณอันลึกลับพวยพุ่งออกมา และมารวมตัวกันที่เขา
ปราณแห่งอวัยวะภายในทั้งห้า ได้แก่ หัวใจ ตับ ม้าม ปอด และไต แบ่งออกเป็นห้าสี คือ แดง เขียว เหลือง ขาว และดำ ถูกสัมผัสเทวะของเขาชักนำ เบญจปราณรวมศูนย์ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว!
กระแสปราณทั้งห้าสีหลอมรวมกัน แสงศักดิ์สิทธิ์พลันเปล่งประกาย แสงสีทองสาดส่องนับหมื่นสาย ก่อเกิดเป็นปราณแท้!
นี่คือเบญจปราณรวมศูนย์อย่างแท้จริง!
สวี่อิงรู้สึกเพียงว่าภายในร่างกายเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่ยากจะอธิบายได้ มันยิ่งใหญ่กว้างขวาง บริสุทธิ์และทรงพลังยิ่งกว่าพลังปราณและสายเลือดในอดีตเสียอีก!
กระแสปราณแท้อันน่าอัศจรรย์นี้ไหลเวียนไปทั่วสารทิศ แม้แต่อาการบาดเจ็บภายในที่อวัยวะทั้งห้าและหกของเขาก็ยังทุเลาลงไปมากโดยไม่รู้ตัว!
ระฆังใหญ่เองก็ตกตะลึงอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เดิมทีมันคิดว่าสวี่อิงยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะจึงจะสามารถทำเบญจปราณรวมศูนย์ได้ โดยการหลอมปราณทั้งห้าที่กำเนิดจากอวัยวะภายในทั้งห้าให้กลายเป็นปราณแท้ แต่นึกไม่ถึงเลยว่า สวี่อิงกลับทำได้อย่างง่ายดายดั่งพลิกฝ่ามือ ชักนำปราณทั้งห้ามาได้โดยตรง และบรรลุเบญจปราณรวมศูนย์!
"ไอ้หนูอัจฉริยะคนนี้ พอจะเติมอีกหนึ่งขีดนั้นให้ได้แล้วล่ะ" ระฆังใหญ่คิดในใจ "แน่นอนว่ายังด้อยกว่าเจ้านายของข้าอยู่นิดนึง! อืม แค่นิดเดียวจริงๆ..."
สวี่อิงกักเก็บปราณทั้งห้าไว้ภายในร่างกาย เบญจปราณรวมศูนย์แปรเปลี่ยนเป็นปราณแท้ เขารู้สึกเพียงว่าพลังปราณและสายเลือดของตนเองกำลังก่อกำเนิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เส้นเอ็นและกระดูกส่งเสียงร้องพร้อมเพรียงกัน อวัยวะภายในทั้งห้าและหกราวกับมีเสียงมังกรคำรามและพยัคฆ์คำราม ร่างกายและจิตใจรู้สึกสดชื่นสบาย
หยวนชีตกใจสะดุ้ง เขารู้สึกได้ว่าเพียงชั่วเวลาสั้นๆ กลิ่นอายของสวี่อิงก็เปลี่ยนเป็นยืดยาวต่อเนื่อง พลังปราณและสายเลือดแข็งแกร่งทรงพลัง
"อาอิ้งเป็นอะไรไปเนี่ย?"
เขาเพิ่งจะคิดมาถึงตรงนี้ ก็เห็นพลังปราณและสายเลือดของสวี่อิงเหือดแห้งลงอย่างรวดเร็ว ราวกับถูกผีสาวสูบพลังไปอีกสามร้อยยก
"แบบนี้ค่อยดูปกติหน่อย... ไม่สิ แบบนี้มันไม่ปกติอย่างแน่นอน ต้องเป็นระฆังใบนั้นเล่นตุกติกแน่ๆ!"
ใบหน้างูของหยวนชีเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ภายในใจดิ้นรนสับสน คิดในใจว่า "สวี่อิงเป็นน้องชายของข้า ข้าจะทนดูเขาถูกมารระฆังสูบพลังไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้!"
เขารวบรวมความกล้า กำลังจะอ้าปากพูด ทันใดนั้นเสียงระฆังก็ดังก้องขึ้นในหัว ความกล้าของหยวนชีพลันมลายหายไปสิ้น เขาคิดในใจว่า "ถึงยังไงโดนสูบพลังไปสองสามทียังไม่ถึงตายหรอก ปล่อยเขาไปเถอะ"
ณ หมู่บ้านเชิงภูเขาลำธาร ชาวบ้านต่างพากันหยุดงานในมือและมองไปที่ทางเข้าหมู่บ้าน เห็นเพียงยักษ์ตนหนึ่งสูงหนึ่งจั้งสี่ฉื่อเดินเข้ามาในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้
ยักษ์ตนนั้นเปลือยท่อนบน มีแถบผ้าแพรสีเขียวพันรอบกาย ด้านหลังศีรษะแบกวงล้อที่มีรูปร่างคล้ายพังงาเรือ เท้าเปล่า สวมเพียงกางเกงขาสั้นตัวเดียว กล้ามเนื้อทั่วร่างราวกับถูกมีดและขวานสลักเสลา เป็นเหลี่ยมมุมชัดเจนดั่งก้อนหิน
บนร่างของพระองค์อบอวลไปด้วยกลิ่นควันไฟสีเขียว นั่นคือพลังศรัทธาที่ผู้คนนำมาเซ่นไหว้บูชาพระองค์
กลิ่นควันไฟเหล่านี้ราวกับงูวิเศษ บินไปมาบนร่างของพระองค์ ปราดเปรียวเป็นอย่างยิ่ง
ชาวบ้านได้ยินเสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบาดังมาเป็นระลอก ภายในใจก็หวาดหวั่น คนแก่แอบต้อนสัตว์เลี้ยงไปซ่อนไว้หลังหมู่บ้านอย่างเงียบๆ หญิงสาวรีบอุ้มลูกขึ้นมา และยังมีหญิงสาววัยรุ่นรวมถึงภรรยาสาวที่หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราล้วงมือเข้าไปใต้ก้นหม้อ กอบเอาเขม่าก้นหม้อมาทาหน้าจนดำปื้น
เทพยักษ์ตนนั้นเดินไปพลางสำรวจหมู่บ้านไปพลาง ทันใดนั้นก็หยุดฝีเท้า คว้าตัวชายชราคนหนึ่งขึ้นมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้ "ไก่ห้าตัว เหล้าสองไห ไก่ต้องต้มในน้ำเปล่า ใส่แค่เกลือกับโป๊ยกั๊ก ต้มหนึ่งเค่อก็ตักขึ้นมาแช่ในน้ำเย็นจัด"
ชายชราคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น "ท่านเทพ ที่บ้านข้าน้อยมีแค่แม่ไก่แก่สองตัวเท่านั้น ยังต้องเก็บไข่ไปขายที่ตลาดในเมืองหวงเถียนพู่เพื่อหาเงิน ส่วนเหล้ายิ่งไม่ต้องพูดถึง ข้าน้อยไม่เคยลิ้มรสเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารสชาติเป็นอย่างไร..."
เทพยักษ์ตนนั้นโยนเขาลงบนพื้น และแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "อยากให้ข้ากินคนหรือไง? รีบไปค้นในหมู่บ้านสิ!"
ชายชราล้มลุกคลุกคลาน รีบวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อกราบกรานขอร้องผู้คน จนได้ไก่มาหลายตัว
ชาวบ้านต่างตัวสั่นงันงก เตรียมไก่ต้มน้ำเปล่าจนเสร็จ และรวบรวมเหล้าจืดชืดมาได้อีกสองไห กรองเอาตะกอนขุ่นๆ ที่ก้นไหออก แล้วนำไปถวายให้เทพยักษ์ตนนั้น
ชายชรารินเหล้า พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ท่านเทพมาจากที่ใดหรือขอรับ?"
เทพยักษ์กินไก่คำโต ดื่มเหล้าชามใหญ่ แล้วตอบว่า "ข้ารับเครื่องเซ่นไหว้และพลังศรัทธาอยู่ที่เมืองหยางจื่อถังมาเป็นเวลาสองร้อยสามสิบสี่ปีแล้ว พลังศรัทธาไม่เคยขาดสาย ชาวเมืองหยางจื่อถังเรียกข้าว่าท่านเซียนหยาง ข้าได้รับราชโองการจากเทพเฉิงหวง ให้มาจับกุมนักโทษสำคัญนามว่าสวี่อิง เจ้ามีลูกสาวหรือไม่? ให้หล่อนมาร้องเพลงและดื่มเหล้าเป็นเพื่อนข้าสิ"
ชายชราร้องไห้คร่ำครวญ "ข้าน้อยไม่มีเงินแต่งเมีย จะไปมีลูกสาวได้ยังไงล่ะขอรับ?"
เทพยักษ์ปรายตามองไปที่บ้านข้างๆ เห็นว่ามีเด็กผู้หญิงอยู่ จึงเรียกให้มาร้องเพลงเพื่อสร้างความบันเทิง และเอ่ยถามว่า "อายุเท่าไหร่แล้ว?"
"สิบสองเจ้าค่ะ"
"สิบสองปียังเด็กไป รอให้สิบสี่สิบห้าปีก็อย่าเพิ่งแต่งงานล่ะ ข้าจะมารับไปเป็นภรรยา จะแต่งตั้งให้ถูกต้องตามประเพณี ไม่ทำให้เจ้าต้องเสื่อมเสียเกียรติหรอก"
เทพยักษ์โยนน่องไก่ให้เด็กสาว เด็กสาวที่มีใบหน้าซูบผอมซีดเซียวรีบคว้าน่องไก่มากัดกินอย่างลุกลี้ลุกลน น้ำตาไหลพรากด้วยความซาบซึ้งใจ ทำเอาชายชราที่อยู่ข้างๆ กลืนน้ำลายดังเอื๊อกด้วยความอยากกิน
ในตอนนั้นเอง เทพยักษ์ก็สัมผัสได้ถึงบางอย่าง จึงหันไปมองที่ทางเข้าหมู่บ้าน เห็นเพียงเด็กหนุ่มร่างผอมบางคนหนึ่งเดินเข้ามา
เด็กหนุ่มคนนั้นอายุเพียงสิบสี่สิบห้าปี ทว่ารูปร่างกลับสูงใหญ่ โครงกระดูกกว้าง มือเท้าใหญ่โต แม้เสื้อผ้าของเขาจะขาดรุ่งริ่ง แต่บุคลิกกลับสง่างามผ่าเผย หว่างคิ้วแฝงไว้ด้วยความดื้อรั้นและเย่อหยิ่ง
สีหน้าของเด็กหนุ่มไม่ค่อยดีนัก ขอบตาดำคล้ำ เบ้าตาลึกโบ๋ พลังปราณและสายเลือดไม่เพียงพอ
ด้านหลังของเขามีงูตัวใหญ่ตัวหนึ่งเดินตามมา ลำตัวมีสีดำสลับขาว ความยาวหลายจั้ง แผ่กลิ่นอายปีศาจออกมาโดยธรรมชาติ
"ผู้สังหารเทพ สวี่อิง!"
เทพยักษ์หัวเราะร่วน ลุกขึ้นยืน เสียงดังกังวานราวกับระฆัง "เทพองค์อื่นๆ ต่างพากันมุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ คิดว่าจะสามารถสกัดกั้นเจ้าไว้ที่นั่นได้ แต่ข้าฉลาดกว่า ข้ารู้ว่าเจ้าอาจจะเดินทางสวนทางกับที่พวกเขาคิด ข้าจึงรั้งอยู่ที่นี่ และก็รอจนพบเจ้าจริงๆ!"
เด็กหนุ่มคนนั้นก็คือสวี่อิงนั่นเอง เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด
ปีศาจงูหยวนชีตะโกนขึ้น "ในเมื่อเจ้ารู้ว่าผู้ที่มาคือผู้สังหารเทพ แล้วทำไมยังไม่รีบไสหัวไปอีก? ผู้ช่วยตุลาการแห่งหลิงหลิง ติงเฉวียน ผู้คุมเรือนจำ เหวยฉู่ ล้วนตายด้วยน้ำมือของคุณชายใหญ่สวี่ บนภูผาหินยังมีศพของพวกเขาเป็นพยาน! เทพภูผาหิน หวงซือผิง ก็ถูกคุณชายใหญ่สวี่ฟันขาขาดไปข้างหนึ่งจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน! หากเจ้ายังรู้ตระหนัก ก็รีบไสหัวไปซะ นายท่านสวี่และนายท่านหนิวจะปล่อยเจ้าไปสักครั้ง!"
เทพยักษ์ประหลาดใจ หัวเราะแล้วกล่าวว่า "สวี่อิง เทพภูผาหินเป็นถึงราชันปีศาจ ผู้คุมเรือนจำและผู้ช่วยตุลาการก็เป็นผู้ใช้วิชาหนัว การที่พวกเขาพ่ายแพ้และตายด้วยน้ำมือของเจ้า ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีฝีมืออยู่บ้างจริงๆ แต่เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่า ความแข็งแกร่งของข้าจะด้อยกว่าพวกเขา?"
พระองค์ก้าวเดินเข้ามา ใช้นิ้วดีดออกไปเบาๆ พลังศรัทธาสายหนึ่งก็พุ่งทะยานออกมา รวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด กลายเป็นลูกศรแหลมคมกลางอากาศ พุ่งทะลวงร่างของปีศาจงูหยวนชีที่ตั้งตัวไม่ทันจนทะลุ และตอกตรึงเขาไว้กับพื้น!
หยวนชีเจ็บปวดจนน้ำตาไหลพราก รู้ตัวแล้วว่าเจอของแข็งเข้าให้ จึงตะโกนว่า "เจ้าจับกุมนักโทษหลบหนีสวี่อิง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหนิวหยวนชีอย่างข้าด้วยเล่า? เหตุใดจึงต้องทำร้ายข้า?"
ยักษ์ตนนั้นไม่สนใจเขา เพียงแค่ลูบฝ่ามือเบาๆ พลังศรัทธาในฝ่ามือก็ก่อตัวเป็นกระบี่แหลมคมยาวกว่าหนึ่งจั้ง พระองค์ใช้นิ้วดีดกระบี่ เสียงกระบี่ดังกังวานใสแจ๋ว แล้วกล่าวอย่างสบายอารมณ์ว่า "คุกเข่าลงซะ สวี่อิง อย่าขัดขืนข้าเลย ปล่อยให้ข้าตัดหัวเจ้า แล้วเอาไปส่งให้เทพเฉิงหวงซะดีๆ!"
"คุกเข่า?"
สวี่อิงกำหมัดแน่น ก้มมองกำปั้นทั้งสองข้างที่เต็มไปด้วยบาดแผลของตัวเอง มุมปากกระตุกด้วยความดื้อรั้น "ตอนที่ข้าทุบตีใต้เท้าเทพแห่งทุ่งตระกูลเจี่ยงจนตาย ข้าก็สาบานกับตัวเองอย่างเงียบๆ แล้วว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปข้าจะไม่คุกเข่าให้พวกเทพที่ทำจากไม้แกะสลักหรือดินปั้นอีก"
พลังปราณและสายเลือดของเด็กหนุ่มเดือดพล่าน ก่อตัวเป็นเทพมนุษย์เศียรช้างสูงกว่าหนึ่งจั้งที่ด้านหลัง มันเงยหน้าคำรามใส่เทพยักษ์ตนนั้น เสียงคำรามดังกึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วฟ้าดิน
สวี่อิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาเปล่งประกาย สว่างไสวดุจดวงดาวในยามราตรี "ข้าเกิดมาเป็นอิสระ ใครกล้าขี่คอข้า ใครกล้าเรียกข้าว่าทาสรับใช้ ใครกล้าสั่งให้ข้าคุกเข่า ข้าจะประเคนหมัดอัดมันให้ตาย!"







