ร้านฟู่เหวินไจ
เถ้าแก่จ้าวที่มีท่าทีขอไปทีเมื่อครู่ บัดนี้ตื่นเต้นจนแทบระงับอารมณ์ไม่อยู่ สองตาเป็นประกายวาววับ
เขายังนึกภาพออกเลยว่าหลังจากหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ออกไป จะมีเงินก้อนโตไหลมาเทมาขนาดไหน!
ทว่าคาดไม่ถึงเลยว่า
จวงจิ่นจะเปลี่ยนท่าที "วางขายทั่วเมืองหนานหยางเลยหรือ? จะไม่ดูเร่งรีบเกินไปหน่อยหรือ ช่างเถอะ ข้าขอคิดดูก่อน ตอนนี้ยังไม่รีบตีพิมพ์ดีกว่า"
เถ้าแก่จ้าวได้ยินดังนั้นใบหน้าก็พลันเจื่อนลง รีบเอ่ยขอร้อง "เป็นตาเฒ่าอย่างข้าที่มีตาหามีแววไม่ นายน้อยโปรดอย่าถือสา! นิยายของท่านเรื่องนี้ช่างเขียนได้สนุกตื่นเต้นยอดเยี่ยมจริงๆ มีเพียงบนสวรรค์ หาไม่ได้ในโลกมนุษย์!"
จวงจิ่นถึงได้ยิ้มออก "แล้วเจ้าคิดว่า นิยายที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ มีราคาค่างวดสักเท่าไร"
เผยเจียน หลี่เฮ่ออวี้ และเกาฉีได้ยินดังนั้น ต่างก็หันไปมองเถ้าแก่จ้าวเป็นตาเดียว
มีเพียงชุยเซี่ยนที่นั่งจิบชา กินขนมอย่างสบายอารมณ์
นี่แหละคือข้อดีของการมีลูกพี่!
ตั้งแต่เขียนต้นฉบับ ตีพิมพ์ วางแผง กระจายสินค้า ไปจนถึงการต่อรองราคาค่าต้นฉบับ เขาไม่ต้องกังวลใจเลยแม้แต่น้อย
มีหน้าที่รับเงินอย่างเดียว
จากนั้นก็สร้างชื่อเสียงในเมืองหนานหยางให้โด่งดังสุดขีด!
เถ้าแก่จ้าวเป็นคนฉลาดแกมโกง เขายิ้มประจบประแจง "หากเป็นการซื้อขาดรวดเดียว นิยายชั้นเลิศเช่นนี้ มีมูลค่าถึงยี่สิบตำลึงเชียวนะขอรับ! แต่หากท่านนำไปเสนอเถ้าแก่ใหญ่ ถ้าเถ้าแก่ใหญ่ถูกใจ ราคาที่เสนอมาคงจะมากกว่าที่ตาเฒ่าอย่างข้าจะประเมินได้เป็นแน่"
พูดจาผายลมอะไรกัน!
จวงจิ่นกรอกตาบน ยิ้มกริ่มพลางแกล้งตอบกลับไปอย่างหน้าตาเฉย "สวรรค์ช่วย เจ้าบอกว่านิยายเรื่องนี้มีค่าถึงสามสิบตำลึงเชียวหรือ? เถ้าแก่จ้าวช่างตาแหลมคมยิ่งนัก!"
เถ้าแก่จ้าว: ?
ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยค้าน
เผยเจียนก็พยักหน้ายิ้มรับ "ถูกต้องๆ สี่สิบตำลึงแลกกับนิยาย เถ้าแก่จ้าวช่างใจป้ำเสียจริง"
หลี่เฮ่ออวี้รีบผสมโรง "อะไรนะ เจ้าบอกว่าจะให้ห้าสิบตำลึงรึ?"
เกาฉีเอ่ยสรุปอย่างยุติธรรมที่สุด "ข้าขอเสนอตัวเลขเลยแล้วกัน หกสิบตำลึง ให้มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว! มากกว่านี้คงไม่เหมาะสม"
จวงจิ่นลุกขึ้นยืน เดินตรงไปยังตู้เก็บเงิน "ตกลงตามนี้! ข้าจะไปหยิบเงินล่ะนะ"
เถ้าแก่จ้าวหน้าซีดเผือด "โธ่ ท่านบรรพบุรุษทั้งหลาย! นิยายบ้าอะไรจะราคาตั้งหกสิบตำลึง! นี่มันแทบจะซื้อบ้านในอำเภอหนานหยางได้หลังหนึ่งแล้วนะขอรับ!"
เมื่อเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของเถ้าแก่
ชุยเซี่ยนจึงเอ่ยขึ้นบ้าง "พี่ใหญ่ พี่ๆ ทั้งหลาย หกสิบตำลึงมันมากเกินไป ข้าน้อยไม่อาจเอาเปรียบถึงเพียงนี้ได้หรอกขอรับ"
เถ้าแก่จ้าวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก มองชุยเซี่ยนด้วยความซาบซึ้งใจ "ไม่ทราบว่าคุณชายน้อยท่านนี้คือ..."
จวงจิ่นตอบอย่างภาคภูมิใจ "ชุยเซี่ยน น้องชายร่วมสาบานของพวกเราเอง นิยายที่อยู่ในมือเจ้าน่ะ เขาเป็นคนแต่ง พวกเราสี่คนก็แค่ช่วยจับพู่กันเขียนตามคำบอกเท่านั้น"
อายุน้อยเพียงนี้ กลับสามารถแต่งเรื่องราวที่พลิกผันน่าติดตามได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
อนาคตก้าวไกลไร้ขีดจำกัดนัก!
เถ้าแก่จ้าวถึงกับตกตะลึง
เขาพิจารณาชุยเซี่ยนอย่างละเอียดครู่หนึ่ง เมื่อเห็นท่าทีสนิทสนมของคุณชายทั้งสี่ เขาก็กัดฟันกรอด "คุณชายน้อย ข้าจะจ่ายค่าต้นฉบับให้ท่านก่อนสามสิบตำลึง หลังจากนี้หากนิยายขายได้ ร้านฟู่เหวินไจจะแบ่งส่วนแบ่งให้ท่านสองในสิบส่วน โดยจะชำระเงินให้ในทุกสิ้นเดือน แบบนี้ดีหรือไม่ขอรับ?"
นี่นับว่าเป็นราคาที่ยุติธรรมและใจป้ำมากแล้ว
หากวันนี้ชุยเซี่ยนมาเพียงลำพัง เถ้าแก่จ้าวไม่มีทางเสนอตัวเลขนี้ให้เด็ดขาด
เผยเจียนและคนอื่นๆ หันไปมองชุยเซี่ยน
ชุยเซี่ยนไม่ขวยเขินอิดออด เขาพยักหน้ายิ้มรับอย่างรวดเร็ว "เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณเถ้าแก่มากขอรับ"
ชั่วเวลาจิบชาหนึ่งถ้วยให้หลัง
ชุยเซี่ยนเดินออกจากร้านฟู่เหวินไจ ในอกเสื้อซุกซ่อนเงินก้อนโตถึงสามสิบตำลึง
หรือจะเรียกได้ว่าเป็น ‘คฤหาสน์ขนาดย่อมๆ ครึ่งหลังในเมืองหนานหยาง’ เลยทีเดียว
สำหรับเด็กในวัยเขาแล้ว นี่คือเงินมหาศาลจริงๆ!
ตระกูลชุยแห่งหมู่บ้านเหอซีที่มีสมาชิกถึงแปดคน ต่อให้ก้มหน้าก้มตาทำงานหนัก ไม่กินไม่ดื่มไปตลอดสิบปี ก็ยังไม่แน่ว่าจะเก็บหอมรอมริบได้มากเท่านี้
เมื่อสัมผัสได้ถึงถุงเงินที่ตุงเป่งในอกเสื้อ ชุยเซี่ยนก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย
หลังจากทะลุมิติมา ในที่สุดเขาก็หาเงินก้อนแรกได้สำเร็จ
ตอนนี้ใกล้จะเข้าสู่เดือนหกแล้ว ท่านแม่ใกล้จะคลอดเต็มที ส่วนที่บ้านก็คงกำลังวุ่นวายกับการเก็บเกี่ยวช่วงฤดูร้อน
จากบ้านมาเสียนาน ถึงเวลาหาฤกษ์งามยามดี ‘หอบความมั่งคั่งกลับบ้านเกิด’ เสียที!
แน่นอนว่าชุยเซี่ยนรู้ดี การที่เขาหาเงินได้มากถึงเพียงนี้ ล้วนเป็นเพราะความช่วยเหลือจากบรรดาลูกพี่แสนดีทั้งหลาย
ดังนั้นเขาจึงสะบัดมืออย่างใจป้ำ "วันนี้ ข้าขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่พี่ใหญ่และพี่ๆ ทั้งสามเอง!"
เมื่อเห็นชุยเซี่ยนเบิกบานใจ เผยเจียนกับพวกก็ไม่คิดจะขัดศรัทธา ร้องตะโกนว่าจะไป ‘รีดไถเศรษฐีใหม่’ กันให้หนำใจ
คล้อยหลังกลุ่มเด็กหนุ่มที่โห่ร้องดีใจเดินจากไป
เถ้าแก่จ้าวมองตามแผ่นหลังของพวกเขาไป โดยเฉพาะชุยเซี่ยน เขาพึมพำกับตัวเอง "คุณชายชุยเซี่ยนผู้นี้ ภายภาคหน้าจะต้องกลายเป็นบุคคลสำคัญอย่างแน่นอน"
อายุน้อย เปี่ยมพรสวรรค์ ซ้ำยังมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับคุณชายผู้สูงศักดิ์ทั้งสี่
วันข้างหน้าเขาจะไม่ประสบความสำเร็จได้อย่างไร?
นับตั้งแต่ออกจากหมู่บ้านเหอซี ชุยเซี่ยนในฐานะเด็กรับใช้ตัวน้อยที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงของคุณชายนั้น ดูจืดชืดไร้ตัวตนยิ่งนัก
ต่อให้จะเป็นที่โปรดปรานของผู้อาวุโสจากทั้งสี่ตระกูลใหญ่ ทว่าก็ยังมิได้แสดงความสามารถใดๆ ออกมาให้เห็น
บัดนี้ เวลานั้นสุกงอมแล้ว
เด็กรับใช้ตัวน้อยอย่างชุยเซี่ยน จะเริ่มสร้างชื่อเสียงอย่างเป็นทางการ และปรากฏตัวสู่สายตาสาธารณชนอย่างสง่างาม—
เริ่มเปล่งประกายเจิดจรัสอย่างเต็มที่!
·
วันนั้น ชุยเซี่ยนควักเงินไปถึงสองตำลึงเต็มๆ เพื่อเลี้ยงอาหารโต๊ะใหญ่บรรดาลูกพี่
แต่เหล่าลูกพี่ก็ไม่ได้กินเปล่าๆ ปี้ๆ
เมื่อหลี่เฮ่ออวี้กลับถึงบ้าน เขาก็รีบวิ่งหน้าตั้งไปหาบิดาบังเกิดเกล้า "ท่านพ่อ เรื่องที่ข้าเคยบอกท่านก่อนหน้านี้ ท่านคงยังไม่ลืมใช่หรือไม่ขอรับ!"
ช่างหลี่กำลังประคองหนังสือนิยาย ‘ตำนานเจ็ดผู้กล้าแมวรุ้งกระต่ายคราม’ อ่านอย่างเพลิดเพลินหลงใหล เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบให้คำมั่นสัญญาทันที "ลูกข้าไม่ต้องห่วง! คนงานในโรงพิมพ์ทั้งเจ็ดแห่งของบ้านเรา เริ่มตีพิมพ์นิยายเรื่องนี้กันทั้งวันทั้งคืนแล้ว! พวกเจ้าเขียนได้ดีมากจริงๆ พ่อภูมิใจในตัวเจ้าจากใจจริง!"
หลี่เฮ่ออวี้ที่เกิดมาเพิ่งเคยถูกบิดาแท้ๆ เอ่ยชมเช่นนี้เป็นครั้งแรก ถึงกับหน้าแดงก่ำ
ทว่าในใจกลับเบิกบานยิ่งนัก!
อีกด้านหนึ่ง
คหบดีอันดับหนึ่งแห่งหนานหยางกลับตื่นเต้นยิ่งกว่าจวงจิ่นเสียอีก "ภายในเจ็ดวัน ร้านหนังสือทุกแห่งในหนานหยาง จะต้องมี ‘ตำนานเจ็ดผู้กล้าแมวรุ้งกระต่ายคราม’ วางขายอย่างน้อยยี่สิบเล่ม! ลูกข้าได้ดิบได้ดีแล้ว ลูกข้าได้ดิบได้ดีแล้ว ฮ่าๆๆๆ!"
จวงจิ่นเบ้ปาก แสร้งทำเป็นระอาบิดาที่ทำเป็นตื่นเต้นเกินเหตุ ทว่าแท้จริงแล้วปากกลับฉีกยิ้มกว้างจนแทบจะถึงใบหู
ตระกูลเกา
ใต้เท้าเชียนฮู่กำลังรู้สึกผิดอยู่พอดี!
เกาฉีผู้เป็นลูกชายกำลังโวยวายใส่เขา "ครอบครัวของหลี่เฮ่ออวี้ จวงจิ่น และเผยเจียน ต่างก็กำลังออกแรงช่วยโปรโมท ‘ตำนานเจ็ดผู้กล้าแมวรุ้งกระต่ายคราม’ กันทั้งนั้น มีแต่ท่านนี่แหละที่ไม่ได้เรื่องที่สุด! ลูกน้องก็มีแต่พลทหารทึ่มๆ ที่ช่วยอะไรไม่ได้เลยสักนิด!"
ใต้เท้าเชียนฮู่เอ่ยอย่างกระอักกระอ่วน "เรื่องนี้... นึกออกแล้ว! อีกไม่กี่วันก็ถึงวันหยุดพักผ่อน ข้าจะให้ทหารใต้บังคับบัญชาเข้าไปในเมืองเพื่อเป็นหน้าม้า เจอใครก็ให้เอ่ยชมว่า ‘ตำนานเจ็ดผู้กล้าแมวรุ้งกระต่ายคราม’ เป็นหนังสือชั้นยอด!"
ทหารใต้บังคับบัญชาของเขามีตั้งหนึ่งพันเจ้าเชียวนะ!
หน้าม้าหนึ่งพันคน— ให้ตายเถอะ!
เกาฉีตาเป็นประกายวาววับ "ดีๆๆ เอาตามนี้เลย!"
ใต้เท้าเชียนฮู่พลันยิ้มกว้าง เอ่ยอย่างภาคภูมิใจ "สมกับที่เป็นสายเลือดของข้าจริงๆ ลูกเอ๊ย ครั้งนี้เจ้ายอดเยี่ยมมาก!"
เกาฉีเอ่ยอย่างได้ใจ "เรื่องนั้นมันแน่อยู่แล้ว!"
ตระกูลเผย
ท่านผู้เฒ่าเผยกำลังแจกจ่ายเทียบเชิญอย่างบ้าคลั่งด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน "ทั่วทั้งเมืองหนานหยาง ใครก็ตามที่มีการไปมาหาสู่กับตระกูลเรา ให้ส่งเทียบเชิญไปให้หมด! ให้คนที่เคยหัวเราะเยาะเจียนเกอว่าเป็นไม้ผุแกะสลักไม่ได้พวกนั้นได้รู้เสียบ้าง ว่าตอนนี้ยายเฒ่าอย่างข้า ก็สามารถยืดอกเชิดหน้าชูตาเพราะเจียนเกอได้แล้ว!"
ภายในเรือนพักของคุณชายน้อย
อากาศในฤดูร้อนอบอ้าว เสียงจักจั่นร้องระงมเป็นระลอก
เผยเจียนหิ้วน้ำจากบ่อมาหนึ่งถัง อาบน้ำเย็นชำระกายร่วมกับชุยเซี่ยน จากนั้นทั้งสองก็มานั่งพักผ่อนหย่อนใจกินแตงโมอยู่ใต้ร่มไม้
ระหว่างที่กิน เผยเจียนก็เอาแต่หัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว
ชุยเซี่ยนอดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม "พี่ใหญ่ ท่านหัวเราะอะไรหรือขอรับ?"
เผยเจียนตาเป็นประกาย หัวเราะร่า "น้องเซี่ยน เตรียมตัวพร้อมหรือยัง? เจ้ากำลังจะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งเมืองหนานหยางแล้วนะ!"
ในฐานะพี่ใหญ่ เมื่อเห็นน้องเล็กของตัวเองโด่งดัง เขาย่อมดีใจยิ่งกว่าตัวเองโด่งดังเสียอีก
ชุยเซี่ยนได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้างยิ่งขึ้นไปอีก "ไม่ใช่แค่ข้านะขอรับ พี่ใหญ่เองก็กำลังจะโด่งดังเช่นกัน!"
ถูกต้อง ถูกต้อง!
พอเผยเจียนนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ก็รู้สึกตื่นเต้นเช่นกัน เขาเอ่ยอย่างได้ใจ "ถึงตอนนั้น พวกเราต้องแต่งตัวให้หล่อเหลาไปสถานศึกษาของตระกูล ให้พวกที่เคยหัวเราะเยาะข้า ต้องตกตะลึงจนตาถลนออกมาเลย!"
เช้าตรู่เจ็ดวันให้หลัง
กลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนมากพากันเดินตระเวนไปตามตรอกซอกซอยในเมืองหนานหยาง เพื่อกล่าวชื่นชมนิยายที่มีชื่อว่า ‘ตำนานเจ็ดผู้กล้าแมวรุ้งกระต่ายคราม’
ส่วนบรรดาฮูหยินและคุณหนูจากตระกูลต่างๆ ต่างก็ได้ยินเรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ภายในงานเลี้ยงของตระกูลเผยเช่นกัน
โรงพิมพ์ของตระกูลหลี่เดินเครื่องทำงานตีพิมพ์กันอย่างหามรุ่งหามค่ำ
ร้านฟู่เหวินไจ หรือแม้กระทั่งร้านหนังสือทุกแห่งทั่วเมืองหนานหยาง ต่างก็นำ ‘ตำนานเจ็ดผู้กล้าแมวรุ้งกระต่ายคราม’ ขึ้นวางจำหน่ายบนแผง
สี่ตระกูลใหญ่ต่างทุ่มเทช่วยเหลือกันอย่างสุดกำลัง
และก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้——
หนังสือเล่มนี้ โด่งดังเป็นพลุแตกแล้ว!!