"ทำไมผมถึงเป็นตัวเอกของ [เซิ่งซื่อเอ็นเตอร์เทนเมนต์] ไม่ได้ล่ะ"
"ภาพยนตร์เรื่อง 'เพจเจอร์ 1988' ของผม โด่งดังมากในบราซิล พวกเขาดูหนังของผมรู้เรื่อง พวกเขาชื่นชมมันมาก และผมยังได้รางวัลมาด้วย!"
"เห็นเรื่อง 'สุนัขตัวนั้นที่อีกฟากของภูเขา' นั่นไหม มันเข้ารอบเบอร์ลินแล้ว ปี้เฟยอวี่ แม่งเอ๊ยปี้เฟยอวี่ เขาเป็นผู้กำกับที่โผล่มาจากซอกหลืบไหนกัน"
"เขาแค่โชคดี ได้รับคำเชิญจากคุณเอเวอรี ซาซี..."
"เบื้องหลังเขาไม่มีคนดันเหรอ เป็นไปได้ยังไง คนบ้ายังรู้เลยว่าเบื้องหลังเขามีคนดันอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น ผมกล้าเอาชีวิตเป็นเดิมพันเลยว่า เงินที่เขาลงทุนใน [รางวัลภาพยนตร์ทองคำนานาชาติเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย] ต้องเยอะกว่าผมแน่นอน เขาติดสินบนกรรมการอย่างเอเวอรี ซาซี!"
"ถ้าตอนนั้นพวกคุณไม่มองว่า [รางวัลภาพยนตร์ทองคำนานาชาติเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย] เป็นแค่รางวัลไก่กา ถ้าตอนนั้น [เซิ่งซื่อเอ็นเตอร์เทนเมนต์] ของพวกเราให้ทรัพยากรผมมากกว่านี้... ช่วยเหลือผมมากกว่านี้ ตอนนี้คนที่ได้เข้าเบอร์ลินก็คือผม คือ 'เพจเจอร์ 1988' ของผม ไม่ใช่ 'สุนัขตัวนั้นที่อีกฟากของภูเขา' เรื่องนั้น!"
"แบบนี้มันไม่ยุติธรรมกับผมเลย จริงๆ นะ ผมไม่ได้รับความเป็นธรรมเลย ผมต้องการโอกาส!"
"..."
ภายในห้องทำงานของเกาหย่วน
เกาฮุยพุ่งพรวดเข้ามา
เขาตบโต๊ะ น้ำลายแตกฟอง เสียงดังจนแทบจะทำให้ทั้งห้องทำงานสั่นสะเทือน
เกาหย่วนขมวดคิ้ว
เขามองหลานชายที่กำลังเลือดร้อน แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้โกรธเคือง
เขาไม่มีทางโกรธหลานชายคนนี้ ถึงแม้บางครั้งหลานชายคนนี้จะทำตัวไร้สาระไปบ้าง แต่ยังไงก็เป็นหลานชายของเขา
"แกใจเย็นๆ หน่อย"
"อา! ผมใจเย็นมาก ถึงตอนนี้ผมจะมีอารมณ์ส่วนตัวปนอยู่บ้าง แต่ความคิดและสติปัญญาของผมยังเยือกเย็นสุดๆ!" แววตาของเกาฮุยเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย มือสั่นเทาเล็กน้อย บ่งบอกว่าเขากำลังตื่นเต้นอย่างหนัก
"ทุกอย่างต้องพูดกันด้วยหลักฐาน 'สุนัขตัวนั้นที่อีกฟากของภูเขา' ใช้เงินไปเท่าไหร่ ก่อนที่แกจะมีหลักฐาน แกจะพูดส่งเดชไม่ได้ เอเวอรี ซาซีเป็นกรรมการที่มีความน่าเชื่อถือมาก..." เกาหย่วนมองเกาฮุย
อันที่จริง...
ตอนที่ได้ยินข่าวว่า 'สุนัขตัวนั้นที่อีกฟากของภูเขา' ได้เข้ารอบเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน เกาหย่วนเองก็ตกใจมากเช่นกัน
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเทศกาลภาพยนตร์ไก่กา จะมีภาพยนตร์ดีๆ อยู่จริงๆ และยิ่งคิดไม่ถึงว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ จะสามารถไปได้ไกลถึงขนาดนี้
บทวิจารณ์ของเอเวอรี ซาซีที่มีต่อ 'สุนัขตัวนั้นที่อีกฟากของภูเขา' เขาก็เคยอ่านแล้ว หลังจากอ่านจบ เขาก็ได้ดูภาพยนตร์เรื่อง 'สุนัขตัวนั้นที่อีกฟากของภูเขา' ด้วย...
เขาพบว่าเอเวอรี ซาซีวิจารณ์ได้อย่างเป็นกลางและทะลุปรุโปร่งมาก
'สุนัขตัวนั้นที่อีกฟากของภูเขา' เรื่องนี้ใช้มุมมองอื่นในการถ่ายทอดเรื่องราวที่แตกต่างออกไปจริงๆ หากจะให้ใช้คำพูดอธิบาย การใช้มุมมองของสุนัขตัวหนึ่ง มันให้ความรู้สึกที่น่าทึ่งมากจริงๆ
"อา! กรรมการ เอาเป็นว่าเราถือว่าเขามีความน่าเชื่อถือก็ได้ แต่อา อาไม่รู้สึกเหรอว่า ตอนนี้ [เซิ่งซื่อเอ็นเตอร์เทนเมนต์] ไม่ยุติธรรมกับอาเอามากๆ" ใบหน้าของเกาฮุยแทบจะแดงก่ำ "ก่อนหน้านี้รับปากว่าจะให้ 'เพจเจอร์ 1988' เข้าฉายอีกครั้ง เมื่อวานบอกวันนี้ วันนี้บอกพรุ่งนี้ เมื่อกี้ผมเพิ่งไปดูที่แผนกภาพยนตร์มา พวกเขาตอบผมว่าไงรู้ไหม พวกเขาบอกว่าหลังตรุษจีน แม่งเอ๊ย หลังตรุษจีน ตลาดก็วายหมดแล้ว จะพูดหาพระแสงอะไรวะ!"
เสียงคำรามของเกาฮุยทำให้เกาหย่วนขมวดคิ้วแน่นขึ้นอีกครั้ง "บริษัทก็มีการจัดการของบริษัท แกอย่ามาทำตัวงี่เง่า!"
"การจัดการเหรอ อา นั่นมันเพราะอาหมดอำนาจในบริษัทแล้วต่างหาก! ภาพยนตร์เรื่อง 'เสียงฟ้าร้อง' แม่งเอ๊ย อาควรจะได้ทำมันคนเดียว แต่บริษัทกลับให้ผู้กำกับอีกคนอย่างลู่เจี้ยนเซิงมากำกับร่วมกับอา อะไรคือกำกับร่วม ผมตามไปที่กองถ่าย ผมเห็นอารับผิดชอบงานถ่ายทำส่วนใหญ่ แล้วลู่เจี้ยนเซิงทำอะไรบ้าง ก็แค่ทำโพสต์โปรดักชันนิดหน่อย... แต่ตอนนี้ พอพูดถึงเรื่อง 'เสียงฟ้าร้อง' เขากลับทำตัวเหมือนเป็นคนที่มีความดีความชอบใหญ่หลวงงั้นแหละ..."
"หุบปาก!"
"ผมไม่หุบปาก! ผมก็จะพูด ลู่เจี้ยนเซิงนับเป็นตัวอะไร หึ ก็แค่เพราะเขาเป็นคนแรกที่ย้ายจาก [บริษัทแสงดาวแห่งอนาคต] มาที่ [เซิ่งซื่อเอ็นเตอร์เทนเมนต์] ก็แค่เพราะบริษัทเราอยากทำเป็นแบบอย่าง เพื่อแสดงให้เห็นว่าขอแค่ยอมย้ายมา เราก็สามารถให้ทรัพยากรดีๆ ได้ แม่งเอ๊ย ทำไมต้องมาแบ่งทรัพยากรของเราไป อา ตื่นเถอะ เรากำลังเหนื่อยเปล่าเพื่อคนอื่นอยู่นะ!"
"..." เกาหย่วนจ้องมองเกาฮุยอย่างเย็นชา
แต่เกาฮุยยังคงแค่นหัวเราะ ไม่เกรงกลัวความเย็นชาของเกาหย่วนแม้แต่น้อย "อา ตลอดทางที่ผ่านมา ผมเห็นอาอดทนมาตลอด แต่อาจะทนไปอีกนานแค่ไหน อาต่างหากที่เป็นผู้กำกับระดับผู้อาวุโสของ [เซิ่งซื่อเอ็นเตอร์เทนเมนต์] อาต่างหากที่ร่วมบุกเบิกสร้างเนื้อสร้างตัวมากับ [เซิ่งซื่อเอ็นเตอร์เทนเมนต์] อาต่างหากที่เป็นคนจงรักภักดี! ไม่ใช่อีตาลู่เจี้ยนเซิงคนนี้ [เซิ่งซื่อเอ็นเตอร์เทนเมนต์] เสร็จนาฆ่าโคถึก แผนนี้มันเล่นแรงเกินไปแล้ว!"
"..."
"อา! เมื่อไม่กี่วันก่อน 'หมัดหย่งชุน' ให้อาไปช่วยโปรโมตใช่ไหมล่ะ หึ เรื่องพวกนี้ผมรู้หมดแหละ บริษัทแม่ง ก็กำลังใช้ทรัพยากรของอา ไปช่วยหาเสียงให้ผู้กำกับที่ไม่ใช่คนของอา แม่งเอ๊ย ชุยฮ่าวอยากเป็นที่หนึ่งของผู้กำกับรุ่นที่หก แล้วผมเกาฮุยล่ะ ทำไมผมเกาฮุยถึงเป็นไม่ได้ อาจะไม่ช่วยหลานชายตัวเองอีกสักครั้งหน่อยเหรอ หลานชายของอาต้องการโอกาส ต้องการมันมากจริงๆ!"
"..."
"อา พวกเราต่างหากที่เป็นครอบครัวเดียวกัน! เราหันมามองคนใกล้ตัวให้มากขึ้นหน่อยไม่ได้เหรอ อย่าเอาแต่ช่วยพวกคนนอก พวกคนนอกนั่น พอได้ดีแล้วก็มีแต่จะกีดกันอา!"
"..."
"อา ตอนนี้ยังกีดกันไม่ชัดเจนอีกเหรอ ทำไมบริษัทถึงต้องให้ 'หมัดหย่งชุน' เป็นตัวชูโรงช่วงตรุษจีน ทำไมชุยฮ่าวถึงไปฝากตัวเป็นศิษย์ผู้เฒ่าเติ้งใน [กลุ่มปักกิ่ง] ก็เพราะอาในบริษัทมีสิทธิ์มีเสียง มีสถานะสูงเกินไป ผู้บริหารบริษัทอยากจะเล่นเกมอำนาจแบบจักรพรรดิไงล่ะ! อาต้องรอให้ถูกเสร็จนาฆ่าโคถึกจริงๆ ก่อนเหรอ ถึงจะตาสว่างน่ะ"
"..."
เกาหย่วนเงียบไป
เมื่อมองเกาฮุยที่กำลังไล่ต้อนอย่างเกรี้ยวกราด แถมยังทุบโต๊ะอีกครั้ง เขากลับรู้สึกชื่นชมเป็นพิเศษ
เกาฮุยหลานชายของเขา แม้พรสวรรค์ด้านภาพยนตร์จะธรรมดาๆ แต่ก็ไม่ใช่คนโง่ เขามองเห็นความคิดบางอย่างของผู้บริหารระดับสูงของบริษัท
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็ถอนหายใจ "แกออกไปก่อนเถอะ"
"อา ผม... กลัวจริงๆ ว่าสักวันอาจะถูกคนอื่นเหยียบย่ำไว้ใต้ฝ่าเท้า จริงๆ นะ โลกใบนี้ ไม่ใช่แค่ทำหนังออกมาดี แล้วจะเรียกพายุเรียกฝนได้ตามใจชอบหรอกนะ!"
"แกออกไปก่อน..."
"ก็ได้!"
"เดี๋ยวก่อน!" จู่ๆ เกาหย่วนก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เขามองเกาฮุย "เกาฮุย แกได้รับโทรศัพท์อะไรมาหรือเปล่า"
"ใช่ ผมได้รับโทรศัพท์ทางไกลจาก [รางวัลภาพยนตร์ทองคำนานาชาติเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย]..."
"มีคนยุยงแกเหรอ"
"ใช่ มีคนยุยงผมจริงๆ แต่อาไม่คิดเหรอว่าสิ่งที่เขาพูดมาทั้งหมด มันมีเหตุผลมากๆ!"
"พวกนี้เขาเป็นคนสอนแกเหรอ" เกาหย่วนหรี่ตาลง
"เปล่า คนๆ นั้นแค่พูดเรื่องการเข้าฉายของ 'สุนัขตัวนั้นที่อีกฟากของภูเขา' บอกว่าจะมีคนมาช่วยโปรโมตให้อา อา ผมรู้ว่ามีคนประสงค์ร้าย อยากจะสร้างเรื่อง แต่นี่มันเกี่ยวอะไรกับเราล่ะ เราต้องขอยืมกำลังมาใช้! ไม่สิ ผมต่างหากที่ต้องขอยืมกำลังมาใช้..."
"การต่อสู้กันเอง มีแต่จะบั่นทอนความแข็งแกร่งของบริษัท ราชวงศ์ทั่วไปก็มักจะเริ่มล่มสลายจากภายในทั้งนั้น!" เกาหย่วนจ้องเกาฮุย
"อา รอให้ไอ้ชุยฮ่าวอะไรนั่นได้ดี รอให้ไอ้ลู่เจี้ยนเซิงอะไรนั่นได้ดี... แล้วมันจะไม่มีการต่อสู้กันเองเหรอ บริษัทก็คือบริษัท เราต้องชนะ ชนะแล้วเราถึงจะมีสิทธิ์มีเสียง! อีกอย่าง ผู้บริหารบริษัทไม่ใช่เหรอที่ชอบเล่นเกมอำนาจแบบจักรพรรดิ แบ่งแยกแล้วปกครองน่ะ"
"'เพจเจอร์ 1988' ของแกรับประกันได้เหรอว่ารายได้จะไม่ขาดทุน"
"ผมรับประกันไม่ได้ แต่ผมรับประกันได้ว่า 'เพจเจอร์ 1988' ที่จะเข้าฉายในประเทศ เป็นฉบับที่ตัดต่อแล้ว มันจะไม่แย่ขนาดนั้นหรอก อีกอย่าง ผมเป็นหลานชายอานะ ชาตินี้ผมจะมีใจเป็นหนึ่งเดียวกับอาเท่านั้น ถ้าผมได้ดี ผมก็มีแต่จะทำให้อาได้ดีไปด้วย!"
"..."
........................
วันที่ 23 มกราคม เช้ามืด
รายได้ของ 'ฤดูร้อนปีนั้น' ยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
วันที่สองทำรายได้ไป 4.13 ล้าน
วันที่สาม ทำรายได้ไป 4.24 ล้าน
เวลาเพียงสามวัน
รายได้รวมทะลุ 12 ล้านไปแล้ว!
12 ล้าน เมื่อเทียบกับต้นทุน 4 ล้าน ก็ถือว่าคืนทุนแล้ว แถมยังได้กำไรนิดหน่อยด้วย!
ยิ่งไปกว่านั้น อัตราการเข้าชมของมันไม่ได้ลดลงเลยหลังจากรอบปฐมทัศน์ ความเหนียวแน่นของมันกลับแข็งแกร่งมาก ในวันที่สาม ยังคงรักษาระดับไว้ที่เจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์อย่างน่าทึ่ง นั่นคืออัตราการเข้าชมที่ภาพยนตร์ยอดฮิตเท่านั้นถึงจะมีได้!
บนโต้วป้าน
จำนวนคนให้คะแนนทะลุหลักพันในที่สุด แม้คะแนนรวมจะลดลงจาก 85 คะแนน เหลือ 84.5 คะแนน แต่รีวิวแย่ๆ บางส่วนก็มาจากพวกหน้าม้า ในขณะที่จำนวนรีวิวดีๆ ของจริงกลับกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ผู้ชมของมันเพิ่มขึ้นทุกวัน คนที่ยอมรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็เพิ่มขึ้นทุกวันเช่นกัน
หลี่เยี่ยนหงสังเกตเห็นภาพยนตร์เรื่องนี้อีกครั้ง
ครั้งนี้ สีหน้าของเธอเริ่มจริงจังขึ้น
ภาพยนตร์เรื่องนี้ แทบจะไม่เห็นข่าวคราวใดๆ บนอินเทอร์เน็ตเลย แต่ทว่า ในโลกออฟไลน์กลับแข็งแกร่งถึงเพียงนี้!
เธอมองดูรูปถ่ายทีละใบ
ในรูปถ่ายคือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จางเซิ่งร่วมมือด้วยยังคงขี่กันเต็มถนน มีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ระดับรองหลากหลายยี่ห้อ แทบทุกวัน โรงภาพยนตร์ที่เรื่องนี้เข้าฉาย จะมีการตีฆ้องร้องป่าวโปรโมตอย่างคึกคัก
ในบรรดานั้น...
โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า [หงเวย] ที่กระตือรือร้นเป็นพิเศษ!
รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ปรากฏใน 'ฤดูร้อนปีนั้น' แทบทั้งหมดล้วนเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า [หงเวย]
หลังจากดูภาพยนตร์จบ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า [หงเวย] ย่อมได้รับผลประโยชน์จากการโฆษณาในระดับหนึ่งอย่างแน่นอน ซึ่งผลประโยชน์จากการโฆษณานี้สะท้อนให้เห็นในยอดขาย
หลี่เยี่ยนหงไม่รู้ว่ายอดขายล่าสุดของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า [หงเวย] อยู่ที่เท่าไหร่ แต่คิดว่าคงไม่แย่เกินไปแน่!
วินาทีนี้!
หลี่เยี่ยนหงสัมผัสได้ถึงโมเดลธุรกิจที่ร่วมมือกันอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว และสร้างผลกำไรให้แก่กัน!
แววตาของเธอเริ่มจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ
จางเซิ่งกำลังถักทอตาข่าย...
ตาข่ายผืนนี้ ยิ่งถักทอก็ยิ่งใหญ่ขึ้น เขาไม่ได้ก้าวไปข้างหน้าเพียงลำพัง แต่เขายังพาความเล็กจ้อย ทว่ากลับเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ทีมหนึ่งไปด้วย การก้าวไปข้างหน้าของแต่ละแผนกในทีม ล้วนสามารถขับเคลื่อนให้อีกแผนกก้าวไปข้างหน้าได้
เกื้อกูลซึ่งกันและกัน!
"ยอดเยี่ยมมาก!"
หลี่เยี่ยนหงวางรูปถ่ายลง และพูดคำสามคำนี้ออกมาจากใจจริง
จากนั้น เธอก็เริ่มดูข้อมูลของเครือโรงภาพยนตร์บางแห่ง
รายได้ของ 'ฤดูร้อนปีนั้น' ที่พุ่งสูงขึ้นทีละก้าว มีความสัมพันธ์อย่างแยกไม่ออกกับเครือโรงภาพยนตร์
คืนส่งท้ายปีเก่าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ...
ภาพยนตร์สองเรื่องอย่าง 'แข่งรถ' และ 'หมัดหย่งชุน' ในที่สุดก็กำลังจะเข้าสู่สนามรบ
ภาพยนตร์สองเรื่องนี้ เป็นภาพยนตร์ในประเทศที่สร้างขึ้นเพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษจีนในปีนี้ ดังนั้นภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ จึงต้องหลีกทางให้กับภาพยนตร์สองเรื่องนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
'ฤดูร้อนปีนั้น' ย่อมไม่ใช่ข้อยกเว้น รอบฉายของมันควรจะน้อยลงเรื่อยๆ หรือต่อให้ไม่น้อยลง อย่างมากก็คงรักษาระดับไว้ที่สถานะปัจจุบัน
แต่...
อาจเป็นเพราะการโปรโมตออฟไลน์ของ 'ฤดูร้อนปีนั้น' ทำให้เห็น "ลู่ทางทำเงิน" จริงๆ หรืออาจเป็นเพราะการโปรโมตอย่างหนักของเคอจ่านชื่อ ทำให้ผู้บริหารระดับสูงของ [บริษัทแสงดาวแห่งอนาคต] รู้สึกประทับใจเล็กน้อย หรืออาจจะเป็นเพราะเหตุผลอื่น...
เครือโรงภาพยนตร์บางแห่งที่เดิมทีไม่ฉาย 'ฤดูร้อนปีนั้น' กลับเซ็นสัญญาฉาย 'ฤดูร้อนปีนั้น' ตาม [บริษัทแสงดาวแห่งอนาคต] และเริ่มทยอยฉายไปบ้างแล้ว
ทว่า...
หลี่เยี่ยนหงกลับไม่ได้กังวลแต่อย่างใด
ตรงกันข้าม เธอกลับเผยรอยยิ้มออกมา
รายได้ของ 'ฤดูร้อนปีนั้น' ที่พุ่งสูงขึ้น ล้วนไปแย่งทรัพยากรการฉายภาพยนตร์เรื่อง 'แข่งรถ' ของ [บริษัทแสงดาวแห่งอนาคต] ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ 'หมัดหย่งชุน' ของ [เซิ่งซื่อเอ็นเตอร์เทนเมนต์]...
เครือโรงภาพยนตร์ทุกแห่ง!
ล้วนมีกฎที่รู้กันดีอยู่แล้ว!
แต่...
รอยยิ้มนี้คงอยู่ได้เพียงครู่เดียว เธอก็ได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง
เป็นโทรศัพท์ที่โทรมาจากเกาหย่วน!







