เกาหยางสัมผัสได้อย่างรุนแรงว่าบรรยากาศที่ผิดปกติมาจากตรอกด้านหลัง เขาไม่อยากมัวรอดูท่าทีอีกต่อไปแล้ว หากเป็นโชคก็ไม่ใช่เคราะห์ หากเป็นเคราะห์ก็หลีกไม่พ้น ลุยไปเลยสักตั้งก็แล้วกัน! แต่ว่า... ยังไงก็ต้องเผื่อทางหนีทีไล่ไว้บ้าง
เขาปรายตามองหวังจื่อข่าย "นายไปกับฉัน"
"ไม่มีปัญหา!" หวังจื่อข่ายทำท่าทางกระตือรือร้นอยากจะลอง
เกาหยางเดินเข้าไปในตรอก ปากตรอกนี้เก่าแก่มาก บ้านเรือนด้านในล้วนเผชิญกับการรื้อถอน ไม่มีคนอาศัยอยู่ตั้งนานแล้ว ไฟถนนก็เหลือเพียงหนึ่งหรือสองดวง ทั้งยังกะพริบติดๆ ดับๆ บรรยากาศดูวังเวงสุดๆ
เกาหยางกับหวังจื่อข่ายค่อยๆ เดินลึกเข้าไปในตรอกที่ทั้งแคบและมืดมิด ตอนแรกหวังจื่อข่ายยังตื่นเต้นเต็มที่ แต่เมื่อยิ่งเดินลึกเข้าไป เขาก็เริ่มใจฝ่อลงเรื่อยๆ กลืนน้ำลายอึกใหญ่ แล้วหยิบก้อนอิฐบนพื้นขึ้นมาถือไว้แน่น
ทันใดนั้น เกาหยางก็ยื่นมือไปขวางหวังจื่อข่ายไว้ แล้วตะโกนใส่ความมืดเบื้องหน้า "ใครน่ะ? ออกมา!"
ไม่กี่วินาทีต่อมา ร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นด้วยท่าทางโอนเอน เป็นผู้ชาย รูปร่างไม่สูงนักและอ้วนมาก ร่างนั้นค่อยๆ เดินเข้ามาในมุมที่มีแสงไฟถนนสาดส่อง ในที่สุดเกาหยางก็มองเห็นผู้มาเยือนได้ชัดเจน
"พั่งจวิ้น?"
พั่งจวิ้นสวมเสื้อยืดสีเทาตุ่นๆ ใบหน้าซีดเผือด สีหน้าเลื่อนลอย ฝีเท้าก้าวอย่างล่องลอย เมื่อได้ยินเสียงเรียกของเกาหยาง เขาก็ตอบรับกลับมาคำหนึ่ง "เอ๊ะ"
"นายมาทำอะไรที่นี่?" เกาหยางถาม
"นั่นสิ... ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง..." พั่งจวิ้นนวดคลึงศีรษะ ทันใดนั้นก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้จนสร่างจากอาการเหม่อลอย แล้วตะโกนลั่น "อ๊าก!"
พั่งจวิ้นวิ่งล้มลุกคลุกคลานเข้ามา คว้าตัวเกาหยางไว้แน่น "พี่หยาง! ช่วยฉันด้วย! ช่วยด้วย!!"
"นายเป็นอะไร? ค่อยๆ พูด"
"ฉะ... ฉันไม่รู้... ฉันรู้สึกผิดปกติ... ฉันโดนกัด..." ความคิดของพั่งจวิ้นสับสนวุ่นวาย
"โดนอะไรกัด? กัดตรงไหน? พูดมาให้ชัดๆ" เกาหยางเริ่มร้อนใจ
"มือ... มือของฉัน..." พั่งจวิ้นยื่นมือขวาของตัวเองออกมา "มันผิดปกติมาก..."
เกาหยางมองดูแวบหนึ่ง มันเป็นมือที่สมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน ไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น
"ก็ไม่เห็นเป็นอะไรนี่" หวังจื่อข่ายชะโงกหน้าเข้ามาสำรวจด้วย พยายามจะมีส่วนร่วม เขาแค่นเสียงหัวเราะอย่างดูแคลน "แกคงจะช่วยตัวเองบ่อยไปละมั้ง จนหลอนไปเองแล้ว..."
ระหว่างที่พูด ฝ่ามืออวบอูมของพั่งจวิ้นก็ส่งเสียง "กุรุก" เบาๆ ทันใดนั้น กลางฝ่ามือก็มีดวงตาสีแดงฉานงอกออกมา
"เหวอ " หวังจื่อข่ายตกใจจนกระโดดหนีไปไกลลิบ "ตัวบ้าอะไรวะเนี่ย!"
พั่งจวิ้นสั่นสะท้านไปทั้งตัว อารมณ์เริ่มแตกสลาย "ไม่รู้สิ... ช่วยฉันด้วย ช่วยฉันที..."
เกาหยางรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลในทันที ขณะกำลังจะถอยหลัง มือขวาของพั่งจวิ้นก็ยื่นพรวดออกมา บีบคอเกาหยางไว้แน่นด้วยพละกำลังที่มหาศาลผิดมนุษย์มนา ตามมาด้วยมือขวาของพั่งจวิ้นที่เริ่มพองตัวออก ราวกับก้อนแป้งที่หมักฟูอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่กี่วินาทีก็กลายเป็นก้อนเนื้อร้ายก้อนใหญ่ที่มีสภาพกึ่งของเหลว
ก้อนเนื้อร้ายนี้ดูเหมือนจะมีชีวิต มันส่งเสียงดังกุรุกๆ พลิกตัวยึกยือไปมา ค่อยๆ กลืนกินศีรษะของเกาหยางเข้าไปทีละน้อย เกาหยางไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่รู้สึกอึดอัดและหายใจไม่ออก ราวกับถูกก้อนเนื้อหยุ่นๆ ที่เน่าเหม็นและเปียกลื่นห่อหุ้มเอาไว้แน่นหนา
เกาหยางหยิบมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าออกมา แทงเข้าไปในก้อนเนื้อร้ายอย่างแรง ไม่มีประโยชน์ ก้อนเนื้อร้ายกลืนกินทั้งมีดสั้นเข้าไปด้วย จากนั้นก็คายออกมาเสียงดัง "พรืด"
หวังจื่อข่ายตกใจแทบสิ้นสติ สับขาโกยแน่บ "ช่วย ช่วยด้วย!"
เกาหยางถูกกระชากจนตัวลอยขึ้นจากพื้น ความหวาดกลัวแบบเดียวกับตอนที่เกือบถูกหลี่เวยเวยบีบหัวจนแหลกกลับมาอีกครั้ง เขาเหวี่ยงแขนสะเปะสะปะ พยายามดิ้นรน แต่ก็เปล่าประโยชน์
พั่งจวิ้นยังคงยืนอยู่ที่เดิม มือยักษ์ที่เป็นก้อนเนื้อร้ายบวมเป่งและบิดเบี้ยวนั้นไม่เชื่อฟังคำสั่งเขาเลยแม้แต่น้อย พั่งจวิ้นร้องไห้ตะโกน "ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยฉันที... ตกลงว่าฉันเป็นอะไรไปเนี่ย..."
จังหวะที่เกาหยางกำลังจะสลบเพราะขาดออกซิเจน เสียงที่คุ้นเคยก็ดังกลับมา "หยุดนะ!"
หวังจื่อข่ายนั่นเอง!
ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่วิ่งหนี เขาค่อยๆ เอาชนะความกลัวตามสัญชาตญาณ แล้วหันหลังกลับมา เขาพุ่งเข้าหาพั่งจวิ้น พร้อมกับกระโดดเตะลอยตัว "ปล่อยเขานะ!"
หวังจื่อข่ายเตะเข้าที่หน้าของพั่งจวิ้นเต็มรัก ร่างของพั่งจวิ้นกระเด็นถอยหลังไป มือเนื้อร้ายก้อนใหญ่นั้นจึงจำต้องปล่อยเกาหยาง และลอยตามร่างของพั่งจวิ้นไป ตอนที่พั่งจวิ้นกำลังจะล้มลง มือเนื้อร้ายของเขาก็รีบค้ำยันพื้นไว้ พยุงร่างของพั่งจวิ้นเอาไว้ได้ทั้งตัว
เมื่อพั่งจวิ้นยืนหยัดได้อย่างมั่นคงแล้ว มือเนื้อร้ายก้อนใหญ่ก็พุ่งเข้าจู่โจมเกาหยางอีกครั้ง
ตอนนี้เกาหยางกำลังคุกเข่าไออย่างรุนแรงอยู่บนพื้น หนีไม่ทันเสียแล้ว
"แกไอ้ระยำเอ๊ย " หวังจื่อข่ายก้าวมาขวางหน้าเกาหยางไว้ "ลองแตะต้องพี่น้องฉันอีกทีสิวะ!"
ระหว่างที่พูด กล้ามเนื้อแขนขวาทั้งแขนของหวังจื่อข่ายก็ปูดโปนขึ้นราวกับจะระเบิด ฉีกกระชากแขนเสื้อยาวจนขาดวิ่น ผิวหนังบริเวณแขนก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเทาอมเขียวที่หยาบกร้านและแข็งกระด้าง ภายใต้แสงไฟถนนสีส้มเหลือง มันดูราวกับทองสัมฤทธิ์
"ปึ้ก!" 'มือทองสัมฤทธิ์' ของหวังจื่อข่ายรับ 'มือเนื้อร้าย' ของพั่งจวิ้นเอาไว้ได้อย่างมั่นคง
แขนยักษ์สองข้างที่ไม่ใช่มนุษย์ยันเข้าหากัน และเริ่มการต่อต้าน
"อ๊ากกก " เส้นเลือดดำบนหน้าผากของหวังจื่อข่ายปูดโปน ดวงตาก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มโดยไม่รู้ตัว แขนของเขาออกแรงอย่างต่อเนื่อง ในเวลาสั้นๆ เพียง 5 วินาทีก็ทำแรงบีบได้ถึง 1,000 กิโลกรัมอย่างน่าทึ่ง
'มือเนื้อร้าย' ไม่ใช่คู่ต่อสู้เลยแม้แต่น้อย มันดูเหมือนจะมีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเอง ส่งเสียงร้องแผ่วเบาและลุกลี้ลุกลน มันสะบัดไปมาอย่างสะเปะสะปะ หมายจะดึงกลับ แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
"โพล๊ะ!" ในที่สุด มือเนื้อร้ายก็ถูก 'แขนทองสัมฤทธิ์' ของหวังจื่อข่ายหลังกลายร่างเป็นอสูรบีบจนแหลกเหลว ระเบิดเลือดสีม่วงอ่อนออกมากองหนึ่ง
เมื่อเกาหยางลุกขึ้นยืน พั่งจวิ้นก็สลบเหมือดอยู่บนพื้น แขนกลับคืนสู่สภาพเดิมแล้ว
หวังจื่อข่ายหอบหายใจหนักหน่วง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง แขนขวาที่ปริแตกจนแขนเสื้อขาดก็ค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิมทีละน้อย
เกาหยางมองแผ่นหลังที่เงียบงันและเย็นชาของหวังจื่อข่าย ความหวาดกลัวสายหนึ่งแล่นพล่านขึ้นมาจากฝ่าเท้า เขาเป็นแค่ผู้หลงลืมจริงๆ หรือ? ทำไมถึงรู้สึกว่าศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเขา เหนือล้ำกว่า 'หลี่เวยเวย' และ 'ป้าเหอ' ไปไกลลิบ
เกาหยางไม่แน่ใจว่าควรจะเรียกชื่อหวังจื่อข่าย หรือจะวิ่งหนีไปเลยดี
ตอนนั้นเอง หวังจื่อข่ายก็ค่อยๆ หันกลับมา เห็นเพียงดวงตาสองข้างของเขามีน้ำตาคลอเบ้า แทบจะร้องไห้ด้วยความดีใจ "เกาหยาง! นายไม่ได้หลอกฉัน! ฉันแข็งแกร่งขึ้นจริงๆ ด้วย!"
"หา?" สีหน้าของเกาหยางในตอนนี้ต้องตลกมากแน่ๆ
หวังจื่อข่ายพุ่งเข้ามา กอดเกาหยางไว้แล้วกระโดดโลดเต้น "เมื่อกี้นายเห็นไหม! แขนกิเลนของฉัน! เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรที่นายให้มามันเจ๋งโคตรๆ เลย!"
"ที่ไหนกันเล่า หลักๆ เป็นเพราะนายพยายามเองต่างหาก..." เกาหยางฝืนยิ้ม โชคดีที่หมอนี่หัวทึบ ไม่อย่างนั้นผลที่ตามมาคงนึกภาพไม่ออกเลย
"อ้อ จริงสิ!" หวังจื่อข่ายมัวแต่ดีใจ ในที่สุดก็นึกถึงพั่งจวิ้นขึ้นมาได้ "คิดไม่ถึงเลยนะ ว่าไอ้พั่งจวิ้นจะเป็นคนทรยศ ให้ฉันฆ่ามันทิ้งเลยไหม"
"อย่า" เกาหยางร้องห้าม เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วถามหวังจื่อข่าย "บ้านนายเหมือนจะอยู่แถวนี้ใช่ไหม?"
"ใช่แล้ว"
"ฉันจำได้ว่าพ่อแม่นายหย่ากันแล้ว นายอยู่คนเดียวเหรอ?" เกาหยางถามต่อ
"ถูกต้อง เป็นอะไรไปเหรอ?"
"ไป ไปบ้านนายกัน" เกาหยางชี้ไปที่พั่งจวิ้นบนพื้น "พามันไปด้วย"
……
พั่งจวิ้นหนักถึง 180 กว่าจิน หวังจื่อข่ายแบกเขาเดินรวดเดียวถึงบ้าน ตัวเบาหวิวราวกับนกนางแอ่น ไม่หอบเลยสักนิด
เกาหยางลอบตกใจ พลังของอสูรเมื่อถูกกระตุ้นขึ้นมาแล้ว ช่างน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ เขามันก็แค่ลูกแกะที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางฝูงหมาป่าชัดๆ
บ้านของหวังจื่อข่ายรวยจนเกินบรรยาย พ่อทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แม่เล่นการเมือง มักจะเห็นได้บ่อยๆ ในข่าว ที่พักของเขาคือหมู่บ้านวิลล่าริมแม่น้ำ ซึ่งที่ดินทุกตารางนิ้วมีค่าดั่งทองคำ
วิลล่าสามชั้นของหวังจื่อข่าย นอกจากจะมีที่จอดรถและสระว่ายน้ำในตัวแล้ว ยังมีสวนหย่อมหน้าบ้านและสวนขนาดเล็กอีกหนึ่งแห่ง ราคายิ่งไม่ต้องพูดถึง วิลล่าทั่วไปเทียบไม่ติดเลย
ภายในโรงรถใต้ดิน พั่งจวิ้นถูกหวังจื่อข่ายมัดไว้อย่างแน่นหนาติดกับเก้าอี้
เดิมทีเกาหยางอยากจะติดต่อชิงหลิง แต่เวลาป่านนี้แล้ว การติดต่อทางโทรศัพท์จะทิ้งร่องรอยเอาไว้ การไปหาเธอบ่อยเกินไปก็อาจทำให้เกิดความสงสัยได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยพลังการต่อสู้ของหวังจื่อข่ายในตอนนี้ การปกป้องตัวเองก็เหลือเฟือแล้ว
เกาหยางบอกให้หวังจื่อข่ายไปตักน้ำมาหนึ่งกะละมัง หวังจื่อข่ายก็เชื่อฟังเขาทุกอย่าง อาศัยจังหวะนี้ เกาหยางเปิดระบบขึ้นมาดูแวบหนึ่ง เป็นอย่างที่คิด แต้มโชคปรากฏผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าอีกแล้ว มันเกิดขึ้นตอนที่พั่งจวิ้น 'ลงมือ' กับเขาเมื่อครู่นี้นี่เอง
เขาปิดระบบลง แล้วปล่อยบอททิ้งไว้
ไม่นาน หวังจื่อข่ายก็ยกน้ำกลับมา ไม่รอให้เกาหยางสั่ง เขาก็สาดโครมรดหัวพั่งจวิ้นทันที พั่งจวิ้นร้อง "อ๊าก" สลึมสลือตื่นขึ้นมา
"ทะ... ที่นี่... ที่ไหน?" พั่งจวิ้นยังมีอาการเหม่อลอยอยู่บ้าง "พี่หยาง... ทำไมถึงมัดฉันไว้ล่ะ... ฉันเป็นอะไรไป..."
"ตกลงนายเป็นมนุษย์หรืออสูรกันแน่?" เกาหยางถาม
"ฉันเป็นมนุษย์สิ! เป็นผู้ตื่นรู้!" พั่งจวิ้นตะโกน "เรื่องนี้นายก็รู้ตั้งนานแล้วนี่!"
เกาหยางไม่พูดอะไร เริ่มครุ่นคิด พั่งจวิ้นมีพรสวรรค์ แถมยังเคยรักษาให้เขา น่าจะเป็นมนุษย์ แต่มือยักษ์ที่เป็นก้อนเนื้อร้ายเมื่อครู่นี้ ดูไม่เหมือนพรสวรรค์ของมนุษย์เลย น่าจะเป็นรูปแบบหนึ่งของอสูรมากกว่า ไม่ได้ เพื่อความปลอดภัย ยังไงก็ต้องยืนยันให้แน่ชัด
เกาหยางหันไปมองหวังจื่อข่าย "ที่บ้านนายมีหนังไหม?"
หวังจื่อข่ายชะงัก "หนังอะไร?"
"ก็หนังแบบนั้นนั่นแหละ"







