"ร้อนจังเลย..."
อันอี้โหรวโบกมือเล็กๆ พัดวีข้างแก้ม ลมหายใจหอมกรุ่นหอบเหนื่อย เวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง ในที่สุดเธอก็จัดระเบียบห้องจนสะอาดสะอ้าน
"เหงื่อออกเยอะเลย ไปอาบน้ำดีกว่า" อันอี้โหรวพึมพำกับตัวเอง เอียงคอมองลู่หมิงพลางทำหน้าขึงขังเตือนว่า "คุณห้ามแอบดูฉันอาบน้ำเด็ดขาดนะ"
"หึ... ทำไมผมฟังแล้วเหมือนคุณกำลังจงใจเตือนให้ผมทำล่ะ?" ลู่หมิงเอ่ยขึ้น
"ถ้าแอบดู ก็ต้องรับผิดชอบด้วยล่ะ!" อันอี้โหรวทำปากยื่น พูดจบก็หมุนตัวเดินเข้าไปในห้องน้ำอย่างสบายใจ ที่พักของลู่หมิงไม่ได้หรูหราอะไรนัก แต่ก็เป็นแบบหนึ่งห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น มีระเบียงและห้องน้ำในตัว
เมื่อได้ยินเสียงน้ำไหลชัดเจนดังมาจากในห้องน้ำ ลู่หมิงก็รู้สึกว่าขืนเป็นแบบนี้ต่อไปต้องเกิดเรื่องแน่ๆ ต้องนำปัญหามาให้ชัวร์ ผู้หญิงคนนี้ต้องมีเรื่องอะไรปิดบังอยู่แหงๆ แม้จะไม่รู้ว่าคืออะไรแต่ต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นมันอธิบายไม่ถูก
ลู่หมิงลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปข้างนอกทันที การออกมานอกจากจะได้ทบทวนความคิดแล้ว ยังเป็นการออกมาอยู่ข้างนอกสักพัก พออันอี้โหรวไม่เห็นใครเดี๋ยวเธอก็คงกลับไปเอง
……
ผ่านไปประมาณสี่สิบถึงห้าสิบนาที ลู่หมิงกะเวลาว่าน่าจะพอสมควรแล้ว จึงเดินกลับไปที่พักของตัวเอง
เมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้อง สายตาของลู่หมิงก็มองไปทางห้องนั่งเล่น ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือหญิงสาวในชุดเสื้อยืดแขนยาวสีขาวกำลังนอนตะแคงหลับอยู่บนโซฟา
นั่นมันเสื้อของลู่หมิง เสื้อยืดที่สวมอยู่บนร่างของหญิงสาวยาวลงมาคลุมถึงต้นขา ลู่หมิงพิจารณาเธอ หน้าตาของเธอจิ้มลิ้ม โดยเฉพาะผิวพรรณที่ขาวเนียน เรียวขาที่ขาวผ่องนั้นทั้งยาวและได้สัดส่วน
ลู่หมิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดขึ้น "เลิกแกล้งหลับได้แล้วน่า"
ครู่ต่อมา อันอี้โหรวก็ลืมตาขึ้น ลุกจากโซฟาทันทีและเดินเท้าเปล่ามาหาลู่หมิง เมื่อมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา เธอก็ยื่นมือทั้งสองข้างออกไปคล้องคอลู่หมิงอย่างกะทันหัน
อันอี้โหรวเงยหน้ามองเขา ทั้งสองสบตากัน ก่อนที่เธอจะเอ่ยอย่างเนิบนาบ "พี่ลู่หมิง ตอนนี้มีสองทางเลือกอยู่ตรงหน้าพี่ พี่จะเลือกเป็นเดรัจฉาน หรือว่าจะเลือกเป็นคนที่เลวทรามยิ่งกว่าเดรัจฉานดีคะ?"
กลิ่นหอมกรุ่นลอยมาแตะจมูกลู่หมิงเป็นระลอก เขายืนนิ่งไม่ไหวติงพลางจ้องมองเธอ เมื่อเผชิญกับสายตาท้าทายอย่างโจ่งแจ้งของเธอ ทั้งลู่หมิงและลู่หมิงน้อยต่างก็โกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที
ครั้งแล้วครั้งเล่า ยั่วยวนกันขนาดนี้ มันสุดจะทนแล้วจริงๆ
ครู่ต่อมา อันอี้โหรวก็สัมผัสได้ว่าเอวของเธอถูกฝ่ามืออุ่นๆ ทาบทับลงมา ลู่หมิงไม่ได้ตอบคำถามของเธอ แต่เธอก็รู้คำตอบแล้ว
ลู่หมิงใช้การกระทำจริงเป็นตัวเลือก
……
หลังจากนั้น
บนโซฟาในห้องนั่งเล่น อันอี้โหรวอิงแอบอยู่ในอ้อมอกของลู่หมิงอย่างเกียจคร้านด้วยความเหนื่อยล้าเล็กน้อย ฝ่ายหลังเหลือบมองกระดาษทิชชู่เปื้อนเลือดในถังขยะข้างๆ ก่อนจะดึงสายตากลับมาแล้วก้มลงมองอันอี้โหรว
"มาถึงขั้นนี้แล้ว บอกมาเถอะ ทำไมถึงทำแบบนี้?"
สุดท้ายก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้สินะ
รออยู่ครู่หนึ่ง ลู่หมิงก็ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาของสาวงามในอ้อมกอดตอบกลับมา
"เพื่อต่อต้านค่ะ!"
ลู่หมิงประหลาดใจและคาดไม่ถึงเล็กน้อย เขาคิดในใจว่า เรื่องต่อต้านอะไรนั่นปล่อยไว้ก่อนเถอะ แต่นี่มันใช่เหตุผลที่เอามายั่วยวนอี้เกอเหรอ? จะไร้สาระไปกว่านี้ได้อีกไหม?
เขาก้มลงมองอันอี้โหรวในอ้อมกอดอีกครั้ง แต่ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร เพียงแต่รอให้เธอพูดต่อ
ไม่นาน อันอี้โหรวก็พูดเสียงเบา "กลุ่มบริษัทตระกูลอันต้องการรุกเข้าสู่วงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ขนานใหญ่ เพื่อเบิกทาง คนในตระกูลจึงปรึกษาหารือกันและตัดสินใจให้ฉันแต่งงานกับลูกชายของประธานกลุ่มบริษัทฮุ่ยจิ่ง เพื่อใช้การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ตระกูลในการกรุยทาง ตอนที่พวกเขาตัดสินใจเรื่องนี้ พวกเขาไม่ได้ถามความเห็นฉันเลยสักนิด ฉันไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ตระกูลแบบนี้จะเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน และยิ่งไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวเอง..."
ลู่หมิงคิดในใจ: เอิ่ม...
ฟังดูน้ำเน่าไปหน่อย...
แต่เรื่องการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ตระกูลก็ไม่ใช่เรื่องแปลก สิ่งที่สามารถรักษาสายสัมพันธ์ให้ค่อนข้างมั่นคงได้อย่างแท้จริงบนโลกใบนี้ อย่างแรกคือผลประโยชน์ร่วมกัน และอีกอย่างก็คือสายเลือด
ลู่หมิงหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ "โอ้โห ดูเหมือนว่าเรื่องที่ผมเข้าไปพัวพันคราวนี้จะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ซะแล้ว เรื่องใหญ่เลยนะเนี่ย เรื่องใหญ่จริงๆ!"
อันอี้โหรวเงยหน้ามองลู่หมิงกะทันหัน "ขอโทษนะคะ~ การดึงคุณเข้ามาพัวพันเป็นความผิดของฉันเอง ฉันจะไม่ให้คุณต้องมารับผิดชอบอะไร เรื่องในวันนี้ฉันจะไม่พูดออกไป ให้ถือซะว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตราบใดที่พวกเขาไม่รู้ พวกเขาก็จะไม่มาหาเรื่องคุณหรอกค่ะ"
ในมุมมองของเธอ แม้ว่าลู่หมิงจะเก่งกาจไร้เทียมทานราวกับราชาในตลาดทุน แต่ท้ายที่สุดเขาก็เป็นแค่นักลงทุนรายย่อยตัวคนเดียว จะไปรับมือกับอำนาจของกลุ่มบริษัทระดับหลายแสนล้านถึงสองแห่งได้อย่างไร?
หากคนในตระกูลและคนของกลุ่มบริษัทฮุ่ยจิ่งรู้เรื่องที่เกิดขึ้น อันอี้โหรวคิดว่าการที่เขาถูกตีขาหักทั้งสามข้างยังถือว่าเบาไปด้วยซ้ำ ดีไม่ดีอาจจะโดนสั่งเก็บเลยก็ได้
อันอี้โหรวไม่ใช่พวกสวยใสไร้สมอง เธอรู้ดีว่าวิธีการของกลุ่มทุนขนาดใหญ่นั้นไม่ได้ศิวิไลซ์เหมือนฉากหน้าอย่างแน่นอน
ลู่หมิงหลุดขำออกมา "ผมก็นึกว่าคุณจะบอกให้เราหนีตามกันไปซะอีก"
เมื่อได้ยินดังนั้น อันอี้โหรวก็หัวเราะเยาะตัวเองเบาๆ "ต่อให้หนีไปก็ยังถูกตามตัวเจออยู่ดี ฉันอาจจะไม่เป็นไร แต่ต้องทำให้คุณเดือดร้อนไปด้วยแน่ๆ"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ลู่หมิงก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที เขาพูดว่า "แค่กลุ่มบริษัทตระกูลอัน บวกกับกลุ่มบริษัทฮุ่ยจิ่ง ในสายตาคนอื่นอาจจะเป็นยักษ์ใหญ่ แต่สำหรับผมแล้วมันไม่ได้มีค่าอะไรเลย ขนาดของเทียนเซิ่งแคปปิตอลในอนาคตจะใหญ่กว่าพวกเขาเป็นสิบเท่า หลายสิบเท่า หรือแม้กระทั่งร้อยเท่า"
อันอี้โหรวฟังแล้วก็อดขำไม่ได้ ก่อนจะพูดขึ้นว่า "ไม่ได้จะดับฝันคุณนะ แต่ทรัพย์สินที่คุณมีตอนนี้ อย่างมากก็พอซื้อบ้านในเมืองหนิงโจวที่ขนาดไม่ถึง 200 ตารางเมตรได้แค่หลังเดียวเท่านั้นแหละ"
ลู่หมิงไม่ได้ใส่ใจคำประชดประชันของเธอ สายตาของเขาทอดมองออกไปไกล พลางยิ้มอย่างไม่ยี่หระ "เมื่อหนึ่งเดือนครึ่งก่อน ผมมีทรัพย์สินติดตัวแค่ 1 แสนหยวน ผ่านไปหนึ่งเดือนครึ่ง ทรัพย์สินของผมเพิ่มขึ้น 60 เท่า แล้วอีกหนึ่งปีล่ะ? สามปีล่ะ? ห้าปีล่ะ?"
พูดถึงตรงนี้ ลู่หมิงก็ดึงสายตากลับมาก้มมองสาวงามในอ้อมกอด เขายกมือขึ้นเชยคางเธอ อันอี้โหรวสบตากับลู่หมิงอีกครั้ง "เชื่อไหมว่าไม่เกินสองสามปี ตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของหนิงโจวจะเปลี่ยนมือ"
เมื่อมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของชายตรงหน้า แววตาของอันอี้โหรวก็ทอประกายประหลาดใจขึ้นมา
เมื่อเห็นสาวงามในอ้อมกอดไม่พูดอะไร ลู่หมิงก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจ้องมองอันอี้โหรวอีกครั้งแล้วพูดว่า "เอาอย่างนี้ ผมก็จะให้คุณสองทางเลือกเหมือนกัน ทางแรกคือคุณยอมรับชะตากรรมกลายเป็นเครื่องสังเวยในการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ทางธุรกิจ ส่วนอีกทางเลือกคือคุณเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง ทำให้คุณสามารถปฏิเสธได้ แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือตระกูลอันของคุณอาจสูญเสียอำนาจการควบคุมกลุ่มบริษัทตระกูลอัน และความมั่งคั่งของตระกูลก็จะหดหายไปอย่างมหาศาล... พูดง่ายๆ ก็คือ ทางเลือกที่สองคุณต้องหักหลังพ่อตัวเอง"
กลุ่มบริษัทตระกูลอัน จู่ๆ ลู่หมิงก็ค้นพบข้อมูลสำคัญบางอย่างจากความทรงจำ บริษัทแห่งนี้มีช่องโหว่ครั้งใหญ่ เทียนเซิ่งแคปปิตอลที่ยังไม่ได้ก่อตั้งขึ้นมาอาจจะกลืนกินยักษ์ใหญ่ตัวนี้เข้าไปเลยก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แถมยังสามารถใช้โอกาสนี้สร้างชื่อเสียงในตลาดทุนให้โด่งดังในคราวเดียวได้อีกด้วย
ยิ่งมีลูกสาวที่ตัดสินใจจะหักหลังพ่อตัวเองมาเป็นสายให้ด้วยแล้ว ถ้าวางแผนดีๆ งานนี้มีลุ้นแน่นอน
เมื่อได้ยินคำพูดของลู่หมิง อันอี้โหรวก็รู้สึกเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก "มันจะเป็นไปได้เหรอคะ?"
ลู่หมิงพูดอย่างรวบรัดได้ใจความ "คุณแค่บอกทางเลือกของคุณมาก็พอ"
เนิ่นนาน อันอี้โหรวก็จ้องมองลู่หมิง "ฉันอยากมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธค่ะ"
ลู่หมิงดีดนิ้วดังเป๊าะทันทีแล้วพูดว่า "ดีมาก ถ้าอย่างนั้นคุณก็รับปากไปก่อนทางปากเปล่า ถ่วงเวลาไว้จนถึงปลายปีหน้า ผมน่าจะต้องการเวลาประมาณนั้นในการวางแผนโค่นล้มกลุ่มบริษัทตระกูลอัน และก็รอให้ผมก่อตั้งเทียนเซิ่งแคปปิตอลเสร็จ คุณก็มาเป็นผู้ช่วยผมที่นี่ในฐานะเด็กฝึกงาน นี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการ"
อันอี้โหรวเหม่อมองชายหนุ่มตรงหน้า เธอจินตนาการไม่ออกจริงๆ ว่าผู้ชายคนนี้ในสถานการณ์ปัจจุบันของเขา จะไปโค่นล้มกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีสินทรัพย์มากกว่าห้าแสนล้านได้อย่างไร
แต่ไม่รู้ทำไม ความมั่นใจที่ผู้ชายคนนี้แสดงออกมา บางทีเขาอาจจะไม่ได้แค่พูดจาโอ้อวดไปเรื่อยก็ได้
"ทำไมต้องเสี่ยงทำเรื่องพวกนี้เพื่อฉันด้วยล่ะคะ?" จู่ๆ อันอี้โหรวก็ถามเขาขึ้นมา
"อย่าคิดมาก ไม่ใช่เพราะตกหลุมรักคุณหรอก คุณเคยถามผมไม่ใช่เหรอว่าปกติแล้วนอกจากเล่นหุ้นผมทำอะไรบ้าง? ความจริงมันก็ค่อนข้างน่าเบื่อ พอดีเลยงั้นก็โค่นล้มบริษัทสักแห่งเพื่อฆ่าเวลาเล่นๆ ก็แล้วกัน" ลู่หมิงตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ
"แต่คุณทำแบบนี้กับฉัน ฉันกลัวว่าฉันจะตกหลุมรักคุณเข้าจริงๆ..." อันอี้โหรวสบตาเขาตรงๆ
"เพิ่งจะผ่านไปไม่เท่าไหร่เอง? คุณชอบ 'รัก' ผมขนาดนั้นเลยเหรอ?" ลู่หมิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ตอนแรกที่อันอี้โหรวได้ยินคำพูดของเขา เธอรู้สึกว่ามันไม่มีอะไร แต่พอเห็นท่าทางแสร้งทำเป็นจริงจังของเขา ก็รู้สึกว่าคำพูดนี้มันเหมือนมีอะไรทะแม่งๆ
ผ่านไปครู่หนึ่งในที่สุดเธอก็ตั้งสติได้ ใบหน้าสวยหวานแดงระเรื่อขึ้นมาทันที ก่อนจะส่งเสียงค้อนขวับอย่างแง่งอน "คุณนี่บ้าจริงๆ~"
……