เว่ยผิงพูด "ครั้งนี้ถือว่าฝีมือข้าด้อยกว่า ยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี พวกเราเลิกสู้กันแล้วมาคุยกันดีๆ เถอะ"
คำโบราณกล่าวไว้ว่า 'สามร้อยหกสิบอาชีพ ล้วนมีสุดยอดฝีมือ' หากละทิ้งอคติทางอาชีพ ลิ่นเฟยยวนนับเป็นหัวเรือใหญ่ในวงการนักฆ่าลอบสังหาร
คนในโลกบำเพ็ญเพียรมากมายภายนอกดูใสสะอาด เป็นวิญญูชน สำนักหลายแห่งต่างยกย่องตัวเองว่าเป็นสำนักฝ่ายธรรมะที่เที่ยงแท้ ถือการกำจัดมารพิทักษ์มรรคาเป็นหน้าที่ของตน
ดังนั้นเรื่องราวมากมายจึงไม่อาจทำอย่างเปิดเผย คนที่อยากฆ่าก็ไม่สะดวกที่จะลงมือเอง ตลาดมืดจึงถือกำเนิดขึ้นตามสถานการณ์
หากจัดอันดับนักฆ่าในตลาดมืด ลิ่นเฟยยวนย่อมเป็นอันดับหนึ่งอย่างสมศักดิ์ศรี แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เพราะเขามีค่าตัวแพงที่สุด ฝีมือยอดเยี่ยม และไม่เคยทำงานพลาดเลยสักครั้ง
แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือเขามีลูกน้อง นักฆ่าที่เพิ่งเข้าวงการส่วนใหญ่มักจะถือของขวัญไปเยี่ยมเยียนเขา มอบหนังสือแสดงความสวามิภักดิ์ เพื่อขอให้เขาแนะนำงานให้สักงาน
เช่นนี้จึงจะถือว่าเริ่มต้นทำงานในตลาดมืดอย่างเป็นทางการ
ด้วยชื่อเสียงในวงการของลิ่นเฟยยวน หากเขามาคนเดียวสิถึงจะเป็นเรื่องแปลก
เงินหนึ่งล้าน เขาสามารถจ้างคนเพิ่มได้อีกหลายคน เพื่อแบ่งงานกันทำ
"เว่ยเจินอวี้ เจ้ามีอะไรมาคุยกับข้า"
ลิ่นเฟยยวนปรือตาขึ้นมองคน คล้ายกำลังกลอกตาใส่เว่ยผิง "แผนที่ภูมิประเทศของตลาดเชียนฉวี แผนผังป้องกันเมืองของนครเทียนเฉิงล้วนเป็นเจ้าที่ให้ข้ามา หากไม่มีการร่วมมือจากเจ้า ข้าก็ทำร้ายเขาไม่ได้หรอก"
"ซ่งเฉียนจีได้รับบาดเจ็บ ทั้งยังฝืนรับทัณฑ์อัสนี หากดวงแข็งรอดตายมาได้ รอเขาตื่นขึ้นมา ข้าก็จะบอกเขาว่า สุนัขที่กระดิกหางเก่งที่สุดข้างกายเขาก็คือผู้บงการนักฆ่า หลักฐานการพบกันของเจ้ากับข้าข้ายังเก็บไว้อยู่ เจ้าจะรอดหรือ"
ยิ่งสีหน้าของเว่ยผิงแย่ลงเท่าไร ลิ่นเฟยยวนก็ยิ่งหัวเราะอย่างเบิกบานใจมากขึ้นเท่านั้น
"เจ้ามองด้วยสายตาแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร อย่าคิดจะค้นตัวเชียว ของนั่นอยู่ในที่ที่มีแค่ข้าเท่านั้นที่รู้"
เว่ยผิงกำชามยาแน่น
เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากลิ่นเฟยยวน และได้มาซึ่งแผนการลอบสังหารโดยละเอียด เขายอมให้ 'ผลประโยชน์' บางอย่างแก่อีกฝ่ายไปจริงๆ
ตอนนั้นพวกเขาต่างฝ่ายต่างแสดงละคร คำพูดที่พูดออกมาล้วนมีทั้งจริงและเท็จปะปนกัน แต่ลิ่นเฟยยวนไม่สนใจอะไรเลย ทว่าเว่ยผิงนั้นต่างออกไป
"ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า แต่เพียงแค่ไม่รักษาเจ้า เจ้าก็มีชีวิตอยู่ไม่พ้นคืนนี้หรอก"
"เจ้ากล้าหรือ" ลิ่นเฟยยวนกล่าวอย่างมั่นใจ "ซ่งเฉียนจีต้องการให้ข้ามีชีวิตอยู่ เจ้าไม่กล้าขัดคำสั่งเขาหรอก"
เว่ยผิงคิดในใจว่า หากไม่ใช่เพราะกลัวซ่งเฉียนจีจะโกรธ ต่อให้มีเจ้าเป็นหมื่นคนข้าก็จะบดกระดูกให้เป็นเถ้าถ่าน แล้วโปรยลงแม่น้ำเชียนฉวีไปแล้ว
จู่ๆ เขาก็หัวเราะขึ้นมา "เจ้าพูดถูก ตอนนี้ชีวิตข้าอยู่ในกำมือเจ้า ชีวิตเจ้าก็อยู่ในกำมือข้าเช่นกัน นี่แหละยุติธรรมดี เจ้าแกล้งทำเป็นไม่รู้จักข้า แล้วข้าจะหาโอกาสปล่อยเจ้าไป เป็นอย่างไร"
"เจ้ายังคิดจะอยู่ที่นี่ตลอดไปหรือ ทำกับข้าวซักเสื้อผ้าให้ซ่งเฉียนจีนั่นน่ะนะ" ลิ่นเฟยยวนอุทานด้วยความประหลาดใจ "ฮะ เจ้าเป็นสุนัขจนเสพติดแล้วจริงๆ!"
เว่ยผิงไม่โกรธ "ข้ารู้ว่าเจ้ารออะไรอยู่ เจ้าหวังให้มีคนมาจุดไฟเผา แล้วฉวยโอกาสตอนชุลมุนมาช่วยเจ้า ช่างน่าเสียดาย ข้าเป็นหัวหน้าผู้ดูแลที่นี่ เมื่อครู่ตอนตรวจสอบ ข้าจับคนที่มีท่าทางน่าสงสัยได้สิบสามคน ข้าใช้เชือกมัดเซียนมัดพวกเขาไว้แน่นหนา แล้วโยนเข้าไปในศาลเจ้าเทวะแล้ว... ลืมบอกเจ้าไป ศาลเจ้าเทวะแห่งเดิม ก็คือคุกของเชียนฉวีในตอนนี้"
"นับเวลาดู ตอนนี้ควรจะเป็นการตรวจสอบรอบที่สามแล้ว ข้ามักจะยึดหลักยอมจับผิดหมื่นคน ดีกว่าปล่อยให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว การป้องกันเมืองเชียนฉวีอยู่ในมือข้า เรือนหลังนี้ก็มีค่ายกลซ้อนทับกันมากมาย หากเจ้าไม่เชื่อก็ลองดู"
สีหน้าเย้ยหยันบนใบหน้าของลิ่นเฟยยวนลดลงเล็กน้อย เขาเชื่อว่าประโยคนี้ของเว่ยผิงเป็นความจริง
"การที่ซ่งเฉียนจีไม่ฆ่าข้า ก็เพื่อต้องการง้างปากถามหาผู้ว่าจ้างและผู้สมรู้ร่วมคิดที่อยู่เบื้องหลังข้า วิธีการเค้นถามนักฆ่าน่ะข้าคุ้นเคยดี ทรมานอย่างหนัก ตีแล้วก็รักษา รักษาแล้วก็ตี เจ้าอยากให้ข้าทนให้ได้ โดยไม่หลุดชื่อเจ้าออกมา..."
เว่ยผิงเข้าใจความหมาย "ข้าจะรีบหาโอกาสส่งเจ้าไปให้เร็วที่สุด จะไม่ปล่อยให้เจ้าต้องทนทุกข์ทรมานมากเกินไป ยังไงเสียเจ้าอยู่ที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับข้า"
ลิ่นเฟยยวนส่ายหน้าช้าๆ "ไม่พอ จะให้ข้าโดนตีรับเคราะห์ ต้องเพิ่มเงินหน่อย"
เว่ยผิงกัดฟันพูด "เจ้าบอกตัวเลขมา"
"สี่คนที่มากับข้าล่ะ อยู่ที่ไหน" ลิ่นเฟยยวนถาม
เว่ยผิงตอบ "พวกเขารักตัวกลัวตายกว่าเจ้าเสียอีก ดื่มยาไปแล้ว ตอนนี้หลับอยู่ในห้องเก็บฟืน"
"ไปทั้งห้าคน" ลิ่นเฟยยวนพูดเสียงเย็นชา "ข้าไม่สนว่าเจ้าจะใช้วิธีไหน ภายในสามวันส่งพวกเราออกไปจากเชียนฉวีอย่างปลอดภัย มิฉะนั้นเจ้าก็ตายไปพร้อมกับข้า!"
"ก่อนที่ซ่งเฉียนจีจะตื่น ข้าจะไม่ปล่อยพวกเจ้าไป" เว่ยผิงสูดหายใจลึก น้ำเสียงอ่อนลง "ตอนเด็กข้าออกจากบ้าน ร่อนเร่ไปทั่วสารทิศ ตอนที่ยากจนข้นแค้น งานแรกก็เป็นเจ้าที่แนะนำให้ นับดูแล้ว เจ้าก็ถือเป็นอาจารย์ครึ่งหนึ่งของข้า"
"ระหว่างเราไม่มีความแค้นฝังลึกอะไร กลับมีมิตรภาพและบุญคุณต่อกัน การลอบสังหารครั้งนี้เป็นอุบัติเหตุ เรื่องบานปลายมาถึงขั้นนี้ ไม่มีใครอยากให้เป็นหรอก ไม่จำเป็นต้องสู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง"
เขาพูดจบก็ยิ้มด้วยสายตาอ่อนโยน ราวกับตอนที่กำลังจัดอาหารให้ซ่งเฉียนจี พร้อมเอ่ยเสียงนุ่มนวล "ยานี้เย็นชืดหมดแล้ว ข้าไปต้มให้เจ้าใหม่สักชามเถอะ"
ลิ่นเฟยยวนกวักมือเรียกเขา "มา มานี่"
เว่ยผิงยิ้มพร้อมกับโน้มตัวลง ครึ่งร่างทะลุผ่านแสงของค่ายกลกักขัง
จู่ๆ ลิ่นเฟยยวนก็แย่งชามยาในมือเขาไป "ยาที่ศิษย์อย่างเจ้าต้มให้ด้วยตัวเอง อาจารย์อย่างข้าไม่กล้าดื่มหรอกนะ"
ลิ่นเฟยยวนแหงนหน้าขึ้นราวกับดื่มสุรา ดื่มจนหมดรวดเดียว แล้วยื่นมือคืนชามให้ "เย็นก็เย็นเถอะ อย่างน้อยก็ไม่มียาพิษ"
"เพล้ง!"
เว่ยผิงสะบัดแขนเสื้อปัดทิ้ง "ไม่รู้จักแยกแยะดีชั่ว!"
เศษกระเบื้องแตกกระจายเกลื่อนพื้น แสงเทียนสั่นไหววูบวาบ
ลิ่นเฟยยวนเอียงหน้า แก้มถูกเศษกระเบื้องบาดจนมีเลือดไหลเป็นทาง "วันที่สามหลังจากซ่งเฉียนจีฟื้น"
เว่ยผิงจ้องมองเศษกระเบื้อง สีหน้าเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวซีด ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็นั่งยองๆ เก็บกวาดเศษซาก "ตกลง"
ลิ่นเฟยยวนหัวเราะลั่น "ดูเจ้าตอนนี้สิ เหมือนสุนัขตัวหนึ่งจริงๆ"
"ปัง!" เว่ยผิงกระแทกประตูปิด
พอหันหลังกลับ แสงจันทร์เย็นเยียบก็สาดส่องลงบนดวงตาที่เรียบเฉยดุจบ่อน้ำลึกของเขา
สีหน้ากระวนกระวายใจ วิตกกังวล และหงุดหงิดที่ถูกคนอื่นควบคุมแต่ทำอะไรไม่ได้บนใบหน้าของเด็กหนุ่มมลายหายไปในพริบตา
เขามือไพล่หลัง แล้วค่อยๆ ก้าวเดินลงบันไดไป
'ภายในสามวันจะส่งพวกเจ้าออกจากเชียนฉวี จากนั้นก็ฆ่าทิ้งให้หมด' เขาคิดเงียบๆ
ไม่ว่าใครที่อยากจะฆ่าซ่งเฉียนจี จะเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง หรือเป็นมีดไม่กี่เล่มที่แทงทะลุม่านออกมานี้ ไม่ช้าก็เร็วข้าจะต้องฆ่าให้เหี้ยน
...
จี้เฉินนั่งอยู่ที่โต๊ะเขี่ยค่ายกลจาน เขารวบรวมสมาธิ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองซ่งเฉียนจีที่หมดสติอยู่เสมอ
สุดท้ายก็กระแทกค่ายกลจานลง "จี้เฉินเอ๋ย ปกติได้ยินคนอื่นชมไม่กี่คำเจ้าก็เหลิง คิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะ ยอดเยี่ยมหนักหนาหรือ ดูครั้งนี้สิ เจ้ายังห่างชั้นอีกเยอะ! หากค่ายกลของเจ้าแข็งแกร่งกว่านี้ พี่ซ่งจะได้รับบาดเจ็บหรือ"
"พึ่งพาพี่เมิ่ง พี่เมิ่งก็อาจจะไม่อยู่ พึ่งพาพี่เว่ย พี่เว่ยก็อาจจะยุ่ง พึ่งคนอื่นสู้พึ่งตัวเองไม่ได้ เจ้าเป็นปรมาจารย์ค่ายกล ภาระหน้าที่ในการปกป้องพี่ซ่ง ปกป้องเชียนฉวีตกอยู่บนบ่าของเจ้า จำไว้ให้ดีล่ะ"
"ศิษย์พี่จี้!" เสียงเคาะประตูขัดจังหวะการพูดพึมพำกับตัวเองของเขา
จี้เฉินเปิดประตู เห็นว่าเป็นศิษย์ในหน่วยคุ้มกัน ก็รู้สึกกระวนกระวายใจ "เกิดเรื่องที่หน้าประตูจวนเซียนกวนหรือ"
เขารวบรวมสติ ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้หากเกิดเรื่องขึ้น เขาจะต้องออกไปรับหน้า
ศิษย์คนนั้นพูดเสียงเบา "มีนักบวชท่านหนึ่งมาที่หน้าประตู บอกว่าเดินทางร่อนเร่ผ่านมาที่เชียนฉวี อยากจะมาขอเข้าพบเซียนกวนซ่ง"
"เชิญเขามาใหม่วันหลังเถอะ" จี้เฉินนึกถึงคำกำชับของเว่ยผิง เดิมทีไม่อยากจะสนใจ แต่พอได้ยินคำว่า 'ร่อนเร่' จู่ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนไป "รู้ฉายาของเขาหรือไม่"
"เขาเรียกตัวเองว่า อู๋เซี่ยง"
"อา!" จี้เฉินพูดด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ "แขกที่มาคือ 'หลวงจีนแพทย์เทวะ' ปรมาจารย์อู๋เซี่ยงหรือ รีบเชิญเข้ามาเร็วเข้า!"
ศิษย์คนนั้นหันหลังเดินจากไป
"เดี๋ยวสิ จะแอบอ้างชื่อหรือเปล่า" จี้เฉินร้องเรียกอีกฝ่ายไว้ "ข้าจะพบเขาที่ลานเรือนก่อน"
ปรมาจารย์อู๋เซี่ยงมีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ ชื่อเสียงด้านความเมตตาขจรขจาย หลายปีมานี้ร่อนเร่ไปทั่วทุกสารทิศ ว่ากันว่าการรักษาโรคไม่แบ่งแยกว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรหรือคนธรรมดา ดูเพียงแค่วาสนาเท่านั้น ต่อให้เป็นเจ้าสำนักอยากจะหาเขาเพื่อตรวจรักษาอาการบาดเจ็บ ก็ทำได้เพียงปล่อยให้เป็นไปตามวาสนา
จี้เฉินคิดในใจว่ามีเรื่องดีๆ แบบนี้จริงหรือ ข้าไม่ต้องออกไปตามหาให้ลำบาก ก็มียอดฝีมือด้านการแพทย์อันดับหนึ่งของแผ่นดินมาส่งถึงที่ เพื่อตรวจรักษาให้ศิษย์พี่ซ่ง
ไม่นานนัก หลวงจีนชราผู้หนึ่งก็เดินตามศิษย์หน่วยคุ้มกันเข้ามาใกล้เรือนซ่ง
เขาสวมจีวรสีแดงทองที่ค่อนข้างเก่า บนอกมีลูกประคำหนึ่งเส้น ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายความอบอุ่น ยืนอยู่ท่ามกลางหิมะที่ยังไม่ละลายดูสะดุดตาเป็นอย่างมาก
หลวงจีนชรารูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาใจดี หนวดเคราขาวเล็กน้อย มุมปากประดับรอยยิ้ม ดวงตาล้ำลึกและสงบนิ่ง
จี้เฉินอาศัยแสงจันทร์พิจารณาผู้มาเยือนอย่างละเอียด มั่นใจว่าไม่ใช่เวทมนตร์แปลงโฉมชนิดใด ก็ดีใจจนเนื้อเต้น ประสานมือคารวะพร้อมกล่าวว่า
"ผู้น้อยคารวะปรมาจารย์ เสียมารยาทไปมาก ไม่สมควรเลยจริงๆ"
หลวงจีนชรายิ้มพยักหน้า "ประสกเกรงใจไปแล้ว ตอนเด็กๆ เจ้าชอบปีนต้นไม้ในเรือนเฟิ่งหมิง อาตมายังเคยอุ้มเจ้าเลย"
"เรื่องเมื่อหลายปีก่อน ปรมาจารย์ยังจำได้!" จี้เฉินรู้สึกซาบซึ้งใจ "ตอนนั้นท่านพ่อคบหาสมาคมกว้างขวาง มักจะเชิญสหายมาจัดงานเลี้ยงที่เรือนเฟิ่งหมิง... ช่างเถอะ ไม่พูดถึงแล้ว ปรมาจารย์ ท่านมาที่เชียนฉวีได้อย่างไรหรือ"
"ร่อนเร่ไปในโลกโลกีย์ ไม่มีที่ใดไปไม่ได้" หลวงจีนชรากล่าว "อาตมาได้ยินมาว่า หลังจากสหายเต๋าซ่งมาเป็นเซียนกวนแห่งเชียนฉวี ก็ทำให้ดินแดนแห่งความตายกลับมามีชีวิตอีกครั้ง นับเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ ดังนั้นตอนรับทัณฑ์อัสนีจึงมีแสงสีทองแห่งบุญกุศลคุ้มครองกาย จึงตั้งใจมาเยี่ยมเยียนสหายเต๋าซ่งผู้นี้ ไม่ทราบว่าสะดวกให้พบหรือไม่"
"ไม่ปิดบังท่าน ท่านมาได้จังหวะพอดี!"
พวกเขากำลังต้องการแพทย์ที่สามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนชีพได้พอดี จี้เฉินตอบโดยไม่คิด "แน่นอน..."
"ไม่สะดวก!" จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น ขัดจังหวะเขาอย่างค่อนข้างหยาบคาย
"พี่เว่ย?" จี้เฉินหันขวับไปมอง ตกตะลึงไปชั่วขณะ
เว่ยผิงเดินจ้ำอ้าวเข้ามา แทรกกลางระหว่างจี้เฉินกับแขกผู้มาเยือน สีหน้าเย็นชาเอ่ยว่า
"ท่านมาไม่ถูกเวลา แน่นอนว่าไม่สะดวก"
หากเป็นการต้อนรับแขก เขาถือว่าเสียมารยาทมาก
"อมิตาพุทธ" หลวงจีนชราไม่ถือสา เอ่ยคำบริกรรม
เขามองเว่ยผิงเงียบๆ สายตาไม่มีจิตสังหาร แต่กลับมีความหมายเชิงพิจารณา
สิ่งนี้ทำให้เว่ยผิงรู้สึกไม่สบายตัวไปทั้งร่าง ราวกับว่าการปลอมตัวบนใบหน้าถูกแสงจันทร์ชะล้างไปจนหมด เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเว่ยเจินอวี้
จี้เฉินรีบแนะนำทั้งสองคน "พี่เว่ยคงไม่รู้จักปรมาจารย์กระมัง ท่านนี้คือหลวงจีนแพทย์เทวะ ปรมาจารย์อู๋เซี่ยง ปรมาจารย์อย่าถือสาเลย นี่คือหัวหน้าผู้ดูแลจวนเซียนกวน สหายเต๋าเว่ยผิง"
เขายังพูดไม่ทันจบ รอยยิ้มดีใจบนใบหน้าก็พลันแข็งค้าง
เขาได้ยินเสียงส่งผ่านปราณของเว่ยผิง
"หลังทัณฑ์อัสนี เชียนฉวีถูกปิดตาย เข้าออกไม่ได้ เจ้าตรวจสอบภาพบันทึกการเข้าออกของประตูเมืองทั้งสี่ทิศก่อนหน้านี้แล้ว เคยเห็นพระบ้างหรือไม่ คนผู้นี้มาจากไหน"
ลมเหนือในคืนฤดูหนาวพัดส่งเสียงหวีดหวิว พัดผ่านซุ้มดอกไม้สูงต่ำสลับกันไป ต้นไม้ดอกไม้ใต้หิมะร่วงโรยรา เหลือเพียงกิ่งไผ่ที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด
กลีบดอกเหมยปลิวว่อนไปตามสายลม วนเวียนอยู่รอบกายทั้งสามคน
จี้เฉินขยับเท้าเล็กน้อย เดินออกมาจากด้านหลังเว่ยผิงเงียบๆ มือในแขนเสื้อกำค่ายกลจานไว้แน่น เพื่อให้แน่ใจว่าค่ายกลของเรือนซ่งทำงานเป็นปกติ วัสดุค่ายกลมั่นคง พลังวิญญาณเต็มเปี่ยม
ไม่ต้องรอให้เว่ยผิงพูดจบ เขาก็เข้าใจความหมายของอีกฝ่าย
เขาไม่อยากจะเชื่อว่าปรมาจารย์อู๋เซี่ยงผู้เป็นที่เคารพนับถือจะคิดร้าย แต่สถานการณ์ตอนนี้พิเศษ เขาไม่อาจเสี่ยงได้แม้แต่นิดเดียว
จี้เฉินอดคิดไม่ได้ว่า หากอีกฝ่ายลอบเข้ามาในนครเทียนเฉิงหลังจากเชียนฉวีปิดตายแล้ว เขามีจุดประสงค์อะไร
หากมาถึงเชียนฉวีก่อนทัณฑ์อัสนี และชื่นชมบุญบารมีอันยิ่งใหญ่ของซ่งเฉียนจีอย่างที่เขาพูดจริงๆ แล้วจะทนดูการลอบสังหารเกิดขึ้นจนสถานการณ์วุ่นวายไปหมดได้อย่างไร
ลมหนาวบาดกระดูก เหงื่อเย็นเยียบของเว่ยผิงไหลซึมออกมาแล้ว
เขามีลางสังหรณ์ว่า อู๋เซี่ยงผู้นี้ไม่ใช่แค่มีระดับพลังขั้นหินยานอย่างที่เห็นภายนอกแน่ๆ
จี้เฉินกับเว่ยผิงสบตากันอย่างรวดเร็วไร้สุ้มเสียง หัวใจเต้นรัวราวกับตีกลอง
เบื้องหน้าคือผู้แข็งแกร่งที่ไม่รู้ว่าเป็นมิตรหรือศัตรู
เบื้องหลังคือซ่งเฉียนจีที่ยังสลบไศลไม่ได้สติ
...
เพียงแค่ครึ่งคืน ข่าวที่ซ่งเฉียนจีผ่านทัณฑ์อัสนี ทะลวงสู่ขั้นหยวนอิงก็แพร่สะพัดไปทั่วโลกบำเพ็ญเพียรแล้ว
ผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่ในตอนแรกไม่อยากจะเชื่อ ถึงขั้นรู้สึกพังทลาย
"ซ่งเฉียนจี เขาไม่ใช่คนเขียนพู่กัน เดินหมากหรอกหรือ กระดานเด็ดดาว เทียบเชิญวีรบุรุษเพิ่งจะผ่านไปได้นานแค่ไหนกัน"
"ไม่ใช่บอกว่าเขามีนิสัยเจ้าสำราญ ชอบขีดเขียน เดินหมากปลูกดอกไม้ เป็นปัญญาชนเจ้าสำราญ แต่ระดับพลังต้อยต่ำ อีกทั้งไม่มีใจจะบำเพ็ญเพียรหรอกหรือ"
"ที่สำคัญที่สุดคือ ปีนี้เขาเพิ่งจะอายุสิบห้าสิบหกไม่ใช่หรือ หรือว่าตำแหน่งจื่อเย่เหวินซูผู้ไร้เทียมทานในรุ่นเดียวกัน อัจฉริยะอันดับหนึ่ง จะต้องเปลี่ยนคนนั่งจริงๆ แล้ว"
คืนนี้ไม่เพียงแต่เชียนฉวีที่ไม่ได้หลับนอน ภายนอกเชียนฉวี คนจำนวนมากก็รอคอยข่าวสารข้ามคืน หรือไม่ก็ขึ้นของวิเศษบินเดินทางมาโดยตรง อยากจะเห็นว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหยวนอิงที่อายุน้อยที่สุดมีหน้าตาเป็นอย่างไร
แต่เมืองเชียนฉวีปิดตายชั่วคราว ไม่ต้อนรับแขก การบุกรุกเข้าไปอย่างแข็งกร้าวก็ไม่ต่างอะไรกับการฉีกหน้ากัน
ผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะมารวมตัวกันที่เมืองหงฝูซึ่งอยู่ติดกับเชียนฉวีเพื่อรอดูสถานการณ์
ในจำนวนนั้นมีบางคนที่มีฐานะไม่ธรรมดา เซียนกวนหงฝูหลิวหงซานจึงจำต้องตัดใจ เอาสุราหยกอำพันที่เก็บสะสมไว้ออกมาต้อนรับแขก
แต่เพลง 'พายุหิมะเข้าค่ายกล' กลับไม่ถูกนำมาบรรเลงอีก เพลงเป็นเพลงที่ดี แต่ตั้งแต่คราวที่แล้วที่ต้อนรับซ่งเฉียนจี พอเขาได้ยินเพลงนี้อีกครั้ง ก็มักจะรู้สึกสับสนในใจ
เขายอมลดตัวลงมาสานสัมพันธ์กับซ่งเฉียนจี เดิมทีก็เพื่อทะลวงสู่ขั้นหยวนอิง ใครจะรู้ว่าตัวเองยังไม่ทันทะลวง ไอ้หนุ่มแซ่ซ่งนั่นกลับทะลวงไปก่อนแล้ว
นี่มันเรื่องอะไรกัน ไร้เหตุผลสิ้นดี
โชคดีที่ไม่ได้ทุกคนจะเป็นซ่งเฉียนจี
ในงานเลี้ยงสุรา แขกและเจ้าภาพต่างชื่นมื่น
แขกเหรื่อต่างพากันชื่นชมเจ้าภาพ "ได้ยินมาว่าหงฝูกับเชียนฉวีผูกมิตรกันมาหลายชั่วอายุคน สหายเต๋าหลิวกับสหายเต๋าซ่งก็มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง ไม่ทราบว่าจะช่วยแนะนำสักหน่อย ให้พวกเราได้พบกับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหยวนอิงที่อายุน้อยที่สุดได้หรือไม่"
"สหายเต๋าหลิวก็ใกล้จะทะลวงขั้นหยวนอิงแล้วใช่หรือไม่ ซ่งเฉียนจีอายุน้อยแค่นี้ก็ทะลวงขั้นได้ ครึ่งหนึ่งก็พึ่งพาพรสวรรค์ของตัวเอง อีกครึ่งหนึ่งก็เป็นเพราะได้คำชี้แนะจากท่านในยามปกตินี่แหละ"
หลิวหงซานตั้งแต่ลงจากสำนักหัวเวย มาเป็นเซียนกวนในโลกมนุษย์ แต่ละวันต้องคอยรับมือกับคนธรรมดาอย่างไม่สบอารมณ์ เคยถูกผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงที่มีฐานะมากมายยกยอปอปั้นเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน
ชั่วขณะนั้นรู้สึกตัวเบาหวิวราวกับจะลอยขึ้นฟ้า ประกอบกับความเมามายจากสุรา จึงตบหน้าอกรับประกัน "แม้เชียนฉวีจะปิดประตูไม่รับแขก แต่ขอเพียงข้าไปเยือนด้วยตัวเอง เขาจะต้องไว้หน้าข้าแน่นอน ใครอยากเจอเขา พรุ่งนี้ตามข้าไป รับรองว่าพวกท่านจะได้เจอแน่!"
จากนั้นจึงจัดการหาที่พัก รั้งแขกให้อยู่ที่หงฝู
แขกปิดประตู กางค่ายกลเก็บเสียง ความเมามายเลือนรางในดวงตาพลันมลายหายไป
"ซ่งเฉียนจีผู้นี้ฆ่ายากเกินไปแล้ว เฉินหงจู๋ก็แต่งยากเกินไปแล้ว!"
เว่ยจ้านหยางเท้าคาง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ท่านพ่อ สำนักหัวเวยตอนนี้ดูเหมือนจะเจริญรุ่งเรือง มีซวีอวิ๋นที่ใกล้จะทะลวงขั้นแปลงเทวะ อีกทั้งมีตระกูลจ้าวที่ผูกมัดกับพวกเขาอย่างแน่นหนา แต่เมื่อไม่นานมานี้ข้าได้ยินมาว่า ซวีอวิ๋นส่งคนไปหาดอกบัวที่ก้นทะเลมรณะ เขาคงมีอาการบาดเจ็บซ่อนเร้นอยู่ในตัวเป็นแน่..."
ผู้บำเพ็ญเพียรวัยกลางคนที่อยู่ข้างกายเขาแค่นเสียงเย็นชา "อย่าคิดว่าพ่อไม่รู้ เจ้าแค่รังเกียจที่เฉินหงจู๋นั่นหน้าตาไม่สวยพอ นิสัยไม่อ่อนโยนพอ เจ้ากลัวนางจะฟาดแส้ใส่ ในใจเจ้ายังคงคิดถึงหญิงงามอันดับหนึ่ง เทพธิดาเมี่ยวเยียนอยู่ล่ะสิ"
"แต่งกับผู้บำเพ็ญเพียรหญิงคนไหนก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ ท่านพ่อดูถูกข้าเกินไปแล้ว ข้าแค่คิดว่า บางทีพวกเราอาจไม่ควรลงเรือลำเดียวกับสำนักหัวเวย หากต้องการการสนับสนุนจากสำนักใหญ่ สำนักเซียนอินไม่ดีกว่าหรือ"
ผู้บำเพ็ญเพียรวัยกลางคนค่อยๆ รินชาถ้วยหนึ่ง แล้วถามกลับ
"ทำไมพ่อถึงไม่รู้ว่าพวกเราลงเรือแล้วล่ะ หากการสำเร็จ ตระกูลก็จะได้เหมืองแร่หินวิญญาณ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักหัวเวย เจ้าคือผู้มีผลงานชิ้นเอก ตำแหน่งผู้นำตระกูลคนต่อไปต้องเป็นของเจ้าอย่างแน่นอน"
"หากการล้มเหลว คนที่ไปเมืองเชียนฉวีคือผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรเว่ยผิง คนที่คิดจะลอบสังหารซ่งเฉียนจีก็คือเขา ในผังตระกูลของเรา มีคนชื่อเว่ยผิงที่ไหนกัน"
เว่ยจ้านหยางทำสีหน้าโอเวอร์โวยวาย "แต่เว่ยเจินอวี้ก็เป็นพี่น้องร่วมสายเลือดของข้านะ!"
"เจ้าลืมไปแล้วหรือว่า ถ้าเว่ยเจินอวี้ไม่อยู่ การแต่งงานกับเฉินหงจู๋ถึงจะตกเป็นของเจ้า ตำแหน่งผู้นำตระกูลก็เช่นกัน"
เว่ยจ้านหยางหัวเราะขึ้นมาทันที "แค่ล้อเล่นเท่านั้นแหละ ข้าไม่มีน้องชายที่เอาใจไปไว้ที่เชียนฉวีหรอก"
เขายกถ้วยชาขึ้นดื่มอึกหนึ่ง แล้วอ้าปากบ้วนลงในกระถางต้นไม้ "ถุย หลิวหงซานไอ้ยาจกนี่ ของแบบนี้คู่ควรเรียกว่าชาด้วยหรือ"
จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เว่ยจ้านหยางระวังตัวขึ้นมาทันที ผู้บำเพ็ญเพียรวัยกลางคนสีหน้าไม่เปลี่ยน ราวกับคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว "เข้ามา"
ผู้มาเยือนแต่งตัวเหมือนคนธรรมดา ใบหน้าเต็มไปด้วยฝุ่นผงมอมแมม ดูอิดโรยจากการเดินทาง
ผู้บำเพ็ญเพียรวัยกลางคนถาม "เป็นอย่างไรบ้าง"
"เชียนฉวีปิดตายฉุกเฉิน เป็นเพราะหลังจากซ่งเฉียนจีรับทัณฑ์อัสนี ก็สลบไปกลางถนน..."
"ข้าว่าแล้วเชียวว่ามันไม่ง่ายขนาดนั้น! สวรรค์มีตา!" เว่ยจ้านหยางตบโต๊ะลุกขึ้น หัวเราะลั่น "โดนผ่าตายแล้วหรือ!"
คนที่มาแจ้งข่าวปาดเหงื่อ "มะ ไม่ตายขอรับ เขามีแสงสีทองแห่งบุญกุศลคุ้มครองกาย"
"แสงสีทองแห่งบุญกุศล?!" เว่ยจ้านหยางตกตะลึง "พึ่งแค่เมืองเชียนฉวีเมืองเดียว ก็สามารถบ่มเพาะแสงสีทองแห่งบุญกุศลออกมาได้แล้วหรือ นี่มันประสงค์ของสวรรค์สินะ ข้าถึงบอกไงว่าเฉินหงจู๋น่ะแต่งด้วยยาก"
ผู้บำเพ็ญเพียรวัยกลางคนกล่าว "ก็แค่สร้างภาพเท่านั้นแหละ ในมือเขาต้องมีของวิเศษสำหรับรับทัณฑ์อัสนีที่ผู้หนุนหลังทิ้งไว้ให้แน่ๆ เจ้ากลับไปสืบดูสถานการณ์อีกที ดูว่าลิ่นเฟยยวนนั่นตายหรือยัง"
"ค่ายกลเข้มงวดมาก เข้าไปไม่ได้แล้วขอรับ" คนผู้นั้นพูดอย่างประหม่า "ต่อให้หลอกค่ายกลได้ หัวหน้าผู้ดูแลเว่ยก็กำลังตรวจสอบคนน่าสงสัยอยู่ ตอนที่ซ่งเฉียนจีเพิ่งเกิดเรื่อง ผู้น้อยอาศัยจังหวะชุลมุนพุ่งออกมา แข่งกับเวลา ถึงได้โชคดีรอดพ้นหน่วยป้องกันเมือง พุ่งออกมาจากเมืองเชียนฉวีได้..."
เว่ยจ้านหยางพยุงเขาขึ้นมาอย่างเป็นกันเอง "ลำบากเจ้าจริงๆ"
"มิกล้าขอรับ การที่ผู้น้อยได้ทำงานรับใช้นายท่านและนายน้อย ถือเป็นเกียรติของผู้น้อย" คนผู้นั้นพูดประจบประแจงอย่างกระวนกระวาย "ยาจู้จีสามเม็ดนั้น..."
"แน่นอน แน่นอน" เว่ยจ้านหยางล้วงขวดกระเบื้องออกมาด้วยมือซ้าย ดึงดูดสายตาของอีกฝ่าย ทว่าจู่ๆ มือขวาก็ซัดฝ่ามือออกไป
"ผัวะ!" เสียงดังฟังชัด ราวกับจอกสุราแตกกระจาย
คนผู้นั้นยังไม่ทันได้ร้องครวญคราง ร่างก็ล้มพับลง ขาดใจตาย
กะโหลกศีรษะของเขาถูกฝ่ามือฟาดจนแหลกละเอียด มุมปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้มแห่งความคาดหวัง
"ไม่พัฒนาเลยนะ" ผู้บำเพ็ญเพียรวัยกลางคนมองอย่างเย็นชา "บอกเจ้าไปตั้งกี่ครั้งแล้ว ทำงานให้มันสะอาดกว่านี้ไม่ได้หรือ"
พูดพลางเรียกโคมหลิวหลีออกมา แล้วดีดไส้ตะเกียงเบาๆ
กลางอากาศมีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้น แสงไฟสว่างวาบ ดวงวิญญาณอ่อนแอที่พยายามจะหลบหนีลุกไหม้ขึ้นมา แล้วกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา
เว่ยจ้านหยางปัดฝุ่นที่ชายเสื้อ "ต่อให้ลิ่นเฟยยวนพลาดท่าตายไปแล้ว เว่ยเจินอวี้ยังรออะไรอยู่อีก ซ่งเฉียนจีตอนนี้สลบไศลไม่ได้สติ เมิ่งเหอเจ๋อก็ไม่ได้อยู่ข้างกาย จี้เฉินข้าก็เคยเจอ เป็นแค่คุณชายน้อยที่ไม่มีสมอง"
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น "จวนเซียนกวนกับเมืองเชียนฉวีไม่แน่ว่าอาจจะตกอยู่ในมือของเว่ยเจินอวี้ เว่ยผิงยังสามารถลองได้อีกครั้ง ฆ่าซ่งเฉียนจีซะ"
ผู้บำเพ็ญเพียรวัยกลางคนกล่าว "สมองของเว่ยเจินอวี้กำเริบอีกแล้ว เจ้าพาคนไปทำให้เขาตาสว่างหน่อย"
"ขอรับ ท่านพ่อ" เว่ยจ้านหยางลุกขึ้นยืน ยิ้มพร้อมประสานมือคารวะ
...
เมฆครึ้มลอยมา บดบังดวงจันทร์อันเยือกเย็น
แสงเทียนริบหรี่ในเรือนซ่งสั่นไหวเบาๆ ท่ามกลางสายลม
จีวรของหลวงจีนชราปลิวไสว ราวกับดอกไม้สีแดงดอกหนึ่ง
เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยิ้มถาม "ไม่ทราบว่ามีสิ่งใดไม่สะดวกหรือ"
จู่ๆ เว่ยผิงก็รู้สึกถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา ราวกับเกลียวคลื่นในมหาสมุทรที่ไม่มีจุดสิ้นสุด
เขาเคยสัมผัสแรงกดดันคล้ายๆ กันนี้ก็ต่อเมื่อเผชิญหน้ากับปรมาจารย์ในตระกูลเท่านั้น ส่วนปราชญ์อักษรและมารหมาก พวกเขาไม่ชอบเผยแรงกดดันออกมา
ข้ายังอ่อนแอเกินไป คนที่อยากปกป้องก็ปกป้องไม่ได้ เว่ยผิงกัดฟันต้านทาน ยิ้มขื่นในใจ รู้อย่างนี้แต่แรก ไม่ควรปล่อยเวลาให้สูญเปล่าไปมากมายเลย
แม้จี้เฉินจะไม่รู้สึกถึงแรงกดดัน แต่เห็นสีหน้าของเว่ยผิงซีดเผือด จึงพูดเสียงดัง
"ปรมาจารย์ คืนนี้ดึกมากแล้ว พี่ซ่งพักผ่อนแล้ว!"
"อย่างนั้นหรือ" หลวงจีนชราหันไปทางจี้เฉิน
จี้เฉินสะท้านในใจ ราวกับถูกสายตาล้ำลึกสองสายตอกตรึงไว้กับที่ ขยับเขยื้อนไม่ได้
อีกฝ่ายมาอย่างประสงค์ร้าย
ลมเหนือหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ พัดจนเรือนซ่งสั่นคลอนราวกับจะพังทลาย
นิ้วในแขนเสื้อของเว่ยผิงขยับเล็กน้อย ศิษย์หน่วยคุ้มกันนอกเรือนเตรียมพร้อมรับมือ
ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากในห้อง
"ข้าตื่นแล้ว ปรมาจารย์อยากพบข้า ก็เข้ามาเถิด"







