หลี่ทัวคุยเรื่องที่ลู่เหยามาเยียนจิงอยู่ครู่หนึ่ง ก็นัดแนะกับหลินเฉาหยางว่าสุดสัปดาห์มะรืนนี้จะพาลู่เหยามาหาที่บ้าน แล้วพูดอีกว่า "พอดีเลย ไม่ได้จัดงานเลี้ยงกันมาตั้งนาน มะรืนนี้ฉันจะเรียกคนมาเพิ่มอีกหน่อยนะ"
หลินเฉาหยางแกล้งทำเป็นรังเกียจ "มากินฟรีดื่มฟรีอีกแล้วใช่ไหม?"
"พวกเราเรียกว่าการโค่นล้มเศรษฐีที่ดินต่างหาก!"
แน่นอนว่าทั้งสองคนแค่พูดล้อเล่นกัน เวลาหลี่ทัวมาเป็นแขกที่บ้านหลินเฉาหยาง ส่วนใหญ่เขาก็ไม่ได้มามือเปล่า
ตอนที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่ เถาอวี้ซูก็ยกบะหมี่น้ำชามหนึ่งเดินเข้ามา
หลี่ทัววิ่งฝ่าลมหนาวมาสองชั่วโมง ข้าวเย็นก็ยังไม่ได้กิน ตอนที่เขามาถึง ที่บ้านก็กินข้าวกันเสร็จหมดแล้ว จึงทำได้แค่ต้มบะหมี่แห้งให้เขากินรองท้องไปก่อน
หลี่ทัวรับชามมา ใช้ตะเกียบคีบเส้นบะหมี่ขึ้นมาดู "โอ๊ะ เพิ่มเครื่องด้วยเหรอเนี่ย? มีไข่ดาวตั้งสองฟองแน่ะ"
พูดจบ เขาก็สูดเส้นบะหมี่ดังซู้ดซ้าดกินอย่างเอร็ดอร่อย เพียงสามสี่นาที บะหมี่ชามโตและไข่สองฟองก็ตกถึงท้อง
พอกินเสร็จ เขายังไม่ลืมตบพุงตัวเองเบาๆ "สบายท้อง!"
พักอยู่สองสามนาที หลี่ทัวก็ลุกขึ้นแล้วพูดว่า "งั้นตกลงตามนี้นะ พรุ่งนี้ฉันจะเรียกคนมาเพิ่มอีกสองสามคน ฉันไปก่อนล่ะ"
"นั่งต่ออีกหน่อยสิ"
"ไม่นั่งแล้ว ยิ่งนั่งยิ่งอุ่น ยิ่งไม่อยากกลับ อีกอย่าง ต้องรีบกลับไปดูการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงที่บ้านด้วย!"
พอหลี่ทัวกลับไปแล้ว เถาอวี้ซูก็พูดขึ้น "คนคนนี้นี่ กระตือรือร้นชอบช่วยเหลือคนอื่นจริงๆ อากาศหนาวขนาดนี้ยังอุตส่าห์ดั้นด้นมา"
หลินเฉาหยางพูดกลั้วหัวเราะ "เขาถึงได้มีเพื่อนเยอะไง!"
ทุ่มกว่า สองสามีภรรยาเดินมาที่เรือนหลัก ในซื่อเหอเยี่ยนมีห้องเยอะ แต่มีโทรทัศน์แค่เครื่องเดียว เป็นโทรทัศน์ขาวดำขนาดเก้านิ้วที่เถาอวี้ซูซื้อมาจากห้างสรรพสินค้า ตั้งไว้ในเรือนหลักที่สองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนอาศัยอยู่
เวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว สองสามีภรรยามองดูนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงในโทรทัศน์เอาชนะทีมคิวบาซึ่งเป็นคู่แข่งตัวฉกาจไปได้อย่างหวุดหวิด
หลังการแข่งขันจบลง เถาอวี้ซูทั้งดีใจและกังวลใจ "ไม่รู้ว่าการแข่งขันมะรืนนี้จะชนะไหมนะ!"
"ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ทีมชาติประเทศจีนก็ได้สร้างประวัติศาสตร์ไปแล้ว" หลินเฉาหยางกล่าว
"คุณนี่พูดจาเป็นทางการเก่งจริงๆ"
ความโหดร้ายของกีฬาเพื่อการแข่งขันคือ 'หนึ่งขุนพลเหยียบหมื่นศพผงาดฟ้า' ต่อให้คุณได้ที่สอง ก็ไม่มีใครจำชื่อคุณได้
หากไม่ใช่ที่หนึ่ง ก็ถูกกำหนดให้เป็นผู้แพ้
"นี่ผมเตรียมบทพูดไว้แทนพวกผู้นำในคณะกรรมการกีฬาหรอกนะ ผมยังเตรียมบทสำหรับตอนชนะไว้อีกชุดด้วย คุณอยากฟังไหมล่ะ?"
"ว่ายังไงล่ะ?"
"ขอขอบคุณประเทศชาติ ขอขอบคุณรัฐบาล..."
หลินเฉาหยางเลียนแบบคำพูดเป็นทางการของพวกผู้นำด้วยสีหน้าจริงจัง
"ฮ่าฮ่าฮ่า! คุณนี่ไม่มีมาดผู้นำเอาเสียเลย!"
เถาอวี้ซูไม่ได้หัวเราะเยาะคำกล่าวอย่างเป็นทางการแบบนี้ แต่รู้สึกว่าภาพลักษณ์ของหลินเฉาหยางช่างห่างไกลจากภาพลักษณ์การกล่าวสุนทรพจน์ที่เป็นทางการแบบนี้เหลือเกิน จนอดหัวเราะออกมาไม่ได้
สองสามีภรรยาพูดคุยกันสัพเพเหระ อาบน้ำอาบท่าแล้วก็ขึ้นเตียง หลินเฉาหยางหยิบต้นฉบับที่ได้รับเมื่อตอนบ่ายขึ้นมาอ่าน เถาอวี้ซูถามด้วยความอยากรู้ "ต้นฉบับมาจากไหนน่ะ?"
"ของนักศึกษาม.เยียนจิงคนหนึ่งน่ะ เจี้ยนกงให้ผมช่วยดูหน่อย"
"แค่ดูเหรอ?"
"ถ้าเห็นว่าเหมาะสมก็ต้องช่วยแนะนำหน่อยสิ"
เถาอวี้ซูพูดหยอกล้อ "บรรณาธิการอย่างคุณนี่ถือว่าทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบจริงๆ"
เธอเห็นว่านอกจากต้นฉบับที่หลินเฉาหยางกำลังอ่านอยู่ ยังมีอีกฉบับวางอยู่ตรงนั้น จึงหยิบขึ้นมาดูด้วยความอยากรู้
สิ่งที่เธออ่านคือเรื่อง 'เมฆ' ที่หลินเฉาหยางอ่านตอนอยู่ที่โรงเรียน นวนิยายขนาดกลางความยาวสามถึงห้าหมื่นตัวอักษรนี้เธออ่านจบแบบผ่านๆ ก่อนจะเข้านอน
"ต้นฉบับนี้เขียนได้น่าสนใจดีนะ!" เถาอวี้ซูล้มตัวลงนอนแล้วก็ถกกับหลินเฉาหยาง
"น่าสนใจยังไงล่ะ?" หลินเฉาหยางถาม
"มีกลิ่นอายแบบ 'เจน แอร์ ยุคปัจจุบัน' นิดๆ" เถาอวี้ซูสรุป
หลินเฉาหยางหัวเราะฮ่าๆ "คำวิจารณ์ของคุณนี่ไม่ธรรมดาเลยนะ!"
"ฉันไม่ได้หมายถึงระดับฝีมือ แต่หมายถึงเนื้อเรื่อง"
นวนิยายของจางมั่นหลิงเรื่องนี้เล่าถึงอี้ฝาน นางเอกของเรื่อง ภายใต้ความกดดันจากสภาพแวดล้อมและการประหัตประหารทางการเมือง เธอตัดสินใจตัดขาดจากรักแรกที่เป็นเพื่อนสมัยเด็กซึ่งมาจากครอบครัวผู้มีอิทธิพลอย่างเด็ดเดี่ยว และใช้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นจุดกระโดดเพื่อก้าวออกจากความยากลำบาก
หากพูดถึงแค่เนื้อเรื่องอย่างเดียว มันเป็นเรื่องที่ซ้ำซากมาก อย่างที่เถาอวี้ซูพูด มันมีกลิ่นอายของ 'เจน แอร์' อยู่จริงๆ
ตอนนี้บนใบหน้าของเถาอวี้ซูก็เผยรอยยิ้มซุกซนออกมาอีกครั้ง แล้วพูดว่า "ฉันรู้แล้วว่าทำไมคุณถึงยอมช่วยแนะนำนวนิยายเรื่องนี้!"
"ทำไมล่ะ?"
"นวนิยายเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เหมือน 'เจน แอร์' แต่มันยิ่งเหมือน 'คนเลี้ยงม้า' ของคุณมากกว่า"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลินเฉาหยางก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
เถาอวี้ซูพูดถูก ไม่ว่าจะเป็น 'เมฆ' ก็ดี 'เจน แอร์' ก็ดี หรือแม้แต่ 'คนเลี้ยงม้า' แก่นแท้แล้วก็ล้วนเป็นเรื่องราวสไตล์แจ็คซูหรือแมรี่ซูทั้งนั้น
เรื่องราวของ 'เมฆ' ไม่ถือว่าโดดเด่นนัก สิ่งที่ทำให้คนประทับใจมากกว่าคือบุคลิกที่ไม่ยอมแพ้ของนางเอก หลินเฉาหยางเดาว่าจางมั่นหลิงคงฉายภาพเงาของตัวเองลงไปในตัวนางเอก
"คุณมองเห็นแก่นแท้ของผลงานทั้งสามเรื่องนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่งในรวดเดียว เหมาะจะเป็นบรรณาธิการจริงๆ เป็นไง? อยากจะเอานวนิยายเรื่องนี้ไปมอบให้จางเต๋อหนิงกับคนอื่นๆ เพื่อเป็นใบเบิกทางไหมล่ะ?"
เถาอวี้ซูมองทะลุ 'เจตนาร้าย' ของเขาในทันที "คุณนี่ทำตัวเป็นคนดีเก่งจริงๆ นะ งานที่ตัวเองรับปากแท้ๆ กลับจะมาให้ฉันวิ่งเต้นแทน"
"เอ๊ะ ภรรยาพูดแบบนี้ไม่ถูกนะ! คุณกับผมเป็นสามีภรรยาเนื้อเดียวกัน ในตัวคุณมีผม ในตัวผมมีคุณ จะทำตัวห่างเหินแบบนี้ได้ยังไง?"
สายตาของหลินเฉาหยางล่อกแล่ก น้ำเสียงดัดจริตแฝงความไม่จริงจังอยู่หลายส่วน เถาอวี้ซูสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในทันที พอฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งทาบทับลงบนจุดยุทธศาสตร์ของเธอ เธอก็อดไม่ได้ที่จะใจสั่นสะท้าน
ค่ำคืนอันแสนโรแมนติก ขอละไว้ไม่กล่าวถึง
ผ่านไปอีกสองวัน เมื่อถึงช่วงสุดสัปดาห์ สองสามีภรรยาหลินเฉาหยางก็ตื่นแต่เช้าไปตลาดสด
ฤดูหนาวในยุคแปดศูนย์ ตลาดสดแทบจะไม่มีผักตามฤดูกาลเลย ผักที่มีอยู่ไม่กี่อย่างก็ล้วนส่งมาจากมณฑลทางใต้ ใช้เวลาเดินทางบนถนนอย่างน้อยก็หนึ่งถึงสองสัปดาห์ ดังนั้นจึงมีราคาแพงเป็นพิเศษ
สรุปก็คือ ปริมาณน้อย ราคาแพง แถมยังไม่สด ถึงอย่างนั้นคุณก็อย่าเลือกมากเลย ซื้อมาได้ก็ดีแค่ไหนแล้ว
อีกทั้งครอบครัวธรรมดาก็ไม่มีปัญญาซื้อกิน ครอบครัวที่มีฐานะปานกลางกินผักตุนฤดูหนาวก็พอแล้ว หลายครอบครัวก็ยอมตัดใจซื้อผักใบเขียวกันแค่ตอนช่วงปีใหม่เท่านั้น
สองสามีภรรยาซื้อผักมาได้สองสามอย่าง แล้วก็ซื้อปลา เนื้อสัตว์ และไข่ไก่อีกนิดหน่อยถึงกลับบ้าน
ห่างจากลานบ้านไปประมาณแปดสิบถึงร้อยเมตร ก็เห็นเงาร่างหลายคนในมือหิ้วของยืนชี้โบ๊ชี้เบ๊อยู่หน้าประตูบ้าน
พอเข้าไปใกล้ ก็ได้ยินเสียงของคนเหล่านั้นแว่วมา
"รู้สึกว่ามีตรงไหนไม่ค่อยจะถูกอยู่นะ!"
"นั่นสิ แค่บอกไม่ถูกว่าตรงไหน"
...
คนที่ยืนอยู่หน้าประตู หลินเฉาหยางล้วนคุ้นหน้าคุ้นตากันดี พวกเขาคือเฝิงจี้ไฉ, เจิ้งว่านหลง, จางเฉิงจื้อ และเฉินเจี้ยนกงตามลำดับ
พวกเขายืนมองหน้ากันอยู่หน้าประตูตั้งนาน ขนาดสองสามีภรรยาหลินเฉาหยางเดินเข้ามาใกล้แล้วก็ยังไม่สังเกตเห็น
หลินเฉาหยางส่งเสียงทัก "ต่างก็รู้สึกว่ามีอะไรไม่ถูกใช่ไหมล่ะ?"
เสียงของเขาดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันมามอง พอเห็นสองสามีภรรยาหิ้วของมาเต็มมือ ก็รีบเข้าไปช่วยแบ่งเบา
ทักทายกันเสร็จ เฝิงจี้ไฉก็พูดขึ้น "โชคดีที่มีกลอนคู่ตุ้ยเหลียนนี้ ไม่งั้นพวกเราคงหาบ้านนายไม่เจอ"
คุยกันไปพลางพวกเขาก็เดินเข้าไปในลานบ้าน เฉินเจี้ยนกงนึกถึงคำถามที่หลินเฉาหยางถามเมื่อครู่ จึงถามว่า "เฉาหยาง นายบอกว่าอะไรไม่ถูกงั้นเหรอ?"
หลินเฉาหยางเดินนำเข้าไปในลานบ้าน ทิ้งท้ายไว้เพียงเสียง "แขวนกลอนคู่นี้ไว้ ลานบ้านฉันก็กลายเป็นร้านอาหารไปแล้วสิ!"
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองกลอนคู่นั้นอีกครั้ง
อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ!
ได้กลิ่นอายแบบนั้นจริงๆ ด้วย!
หลายคนกลั้นหัวเราะไม่อยู่ เดินตามหลินเฉาหยางเข้าไปในลานบ้าน นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขามา จึงทำตัวราวกับเด็กประถมที่เพิ่งเลิกเรียน กระจายตัวกันอยู่ในลานบ้าน มองซ้ายที มองขวาที
"หลี่ทัวล่ะ? เรียกพวกนายมาแล้วตัวเขาไปไหนซะล่ะ?" หลินเฉาหยางเข้าไปเก็บของในห้องครัวเสร็จก็ถามทุกคน
"เขากับลู่เหยาไปพาเพื่อนมาด้วยน่ะ" เจิ้งว่านหลงตอบกลับ เขาถูกใจต้นทับทิมในลานบ้านของหลินเฉาหยาง ลูบคลำลำต้นที่โล่งเตียน ท่าทางราวกับอยากจะขัดลำต้นให้ขึ้นเงาเป็นลูกประคำ
เฉินเจี้ยนกงกับจางเฉิงจื้อทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับสองสามีภรรยาหลินเอ้อชุน คุยเรื่องการแบ่งที่ดินให้แต่ละครัวเรือนในชนบท ซึ่งไปสะกิดใจสหายเอ้อชุนเข้าพอดี เขาจึงพูดน้ำไหลไฟดับจนน้ำลายกระเซ็น
เฝิงจี้ไฉเงียบมาก เขาสังเกตเห็นภาพวาดที่หลินเฉาหยางแขวนไว้ในห้อง จึงเดินเข้าไปชื่นชมอยู่นาน ก่อนจะวิ่งมาถามหลินเฉาหยางด้วยความตื่นเต้น "นายมีภาพวาดของฟู่เป้าสือได้ยังไง?"
"ก็ซื้อมาน่ะสิ"
"ภาพนี้ไม่ปาไปสองสามร้อยเลยเหรอ?"
หลินเฉาหยางคิดในใจ นายดูถูกฉันหรือดูถูกฟู่เป้าสือกันแน่?
"ก็ประมาณนั้นแหละ"
เฝิงจี้ไฉอุทานประโยคหนึ่งว่า "นายนี่รวยจริงๆ" แล้วก็วิ่งกลับเข้าไปในห้องเพื่อชมภาพวาดของศิลปินชื่อดังต่อ
มองดูคนหลายคนที่กระจายตัวกันอยู่ในลานบ้าน เถาอวี้ซูก็ถามหลินเฉาหยาง "คุณสังเกตไหมว่า พวกเขาดู..."
หลินเฉาหยางเข้าใจความคิดของเถาอวี้ซู "แกะในฝูงของเราตอนที่เลี้ยงไว้ในคอกกับตอนที่ปล่อยขึ้นไปบนเขา สภาพมันไม่เหมือนกันหรอกนะ"
เถาอวี้ซูยกนิ้วโป้งให้กับการเปรียบเปรยอันแม่นยำของเขา
พอความตื่นตาตื่นใจกับลานบ้านผ่านไป คนเหล่านี้ก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าควรเข้าไปช่วยสองสามีภรรยาหลินเฉาหยางยุ่งอยู่ในครัวบ้าง
ตอนที่ทุกคนกำลังง่วนอยู่ในครัว หลี่ทัวก็พาคนมาถึง
หลินเฉาหยางได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงออกมาต้อนรับ ทว่ากลับเห็นหลี่ทัวเข็นรถเข็นมา บนรถเข็นมีชายหนุ่มร่างผอมดำโครงร่างใหญ่ นอกจากนี้ด้านหลังยังมีลู่เหยากับชายวัยกลางคนแปลกหน้าเดินตามมาด้วย
"เฉาหยาง มาๆๆ ฉันขอแนะนำให้รู้จักหน่อย!"
หลี่ทัวดึงหลินเฉาหยางเข้ามาอย่างกระตือรือร้น แล้วเริ่มแนะนำชายหนุ่มบนรถเข็นให้เขารู้จัก
"นี่คือสือเถี่ยเซิง นักเขียนหนุ่มของเยียนจิงเรา"
ไม่ต้องให้หลี่ทัวแนะนำ หลินเฉาหยางก็จำชายหนุ่มตรงหน้าได้
ความประทับใจแรกสุดที่หลินเฉาหยางมีต่อสือเถี่ยเซิงก็คือบทความคัดสรรเรื่อง 'ผมกับหอตี้ถาน' ในหนังสือเรียน ตอนอ่านครั้งแรกยังไม่เข้าใจความหมายในบทความ แต่พอมาอ่านอีกครั้งในวัยกลางคน กลับรู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่ง
ต่อมาเขาก็ดังในโต่วอินอีกครั้ง ได้รับความรักจากผู้อ่านรุ่นใหม่นับไม่ถ้วน หลังจากเขาเสียชีวิตไปสิบกว่าปี ชีวิตของเขากลับเปล่งประกายในอีกรูปแบบหนึ่งบนอินเทอร์เน็ต
"สหายเถี่ยเซิง สวัสดีครับ!"
หลินเฉาหยางจับมือกับสือเถี่ยเซิง พลางรีบเชิญชวน "รีบเข้าบ้านเถอะ เข้าบ้าน!"
กลุ่มของหลี่ทัวมีสี่คน นอกจากเขากับสือเถี่ยเซิงแล้ว ก็ยังมีลู่เหยาที่เป็นต้นเหตุของงานเลี้ยงครั้งนี้
ส่วนชายวัยกลางคนอีกคนคือเฉินเจี้ยนอวี่ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยศิลปะของสมาคมภาพยนตร์ เดิมทีเขาเป็นบรรณาธิการของ 'ศิลปะภาพยนตร์' สองปีมานี้หลี่ทัวศึกษาทฤษฎีภาพยนตร์ และยังรับบทเป็น 'ผู้ช่วยที่ดี' ของจางหน่วนซินผู้เป็นภรรยา จึงได้รู้จักกับเฉินเจี้ยนอวี่
ความสามารถในการระดมพลของหลี่ทัวไม่ธรรมดาเลย นอกจากลู่เหยาแล้ว เวลาสองวันเขาก็เรียกคนมาได้ถึงหกคน ซึ่งในหกคนนี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเยียนจิง
ที่หาได้ยากคือเฝิงจี้ไฉ เขาอาศัยอยู่ที่เทียนจิน แต่กลับถูกหลี่ทัวโทรศัพท์กริ๊งเดียวเรียกมาถึงเยียนจิง
"เขาบอกว่าเฉาหยางจะเลี้ยงแขก ฉันก็เลยบอกว่าฉันต้องมาให้ได้" เฝิงจี้ไฉชี้ไปที่หลี่ทัว เรียกเสียงหัวเราะครืนใหญ่จากทุกคน
"นายต้องขอบคุณลู่เหยานะ ถ้าเขาไม่มาแก้ต้นฉบับที่เยียนจิงครั้งนี้ พวกเราก็ไม่มีข้ออ้างให้เฉาหยางเลี้ยงแขกหรอก" หลี่ทัวชี้ไปทางลู่เหยาบ้าง
ใบหน้าอวบอ้วนของลู่เหยาเผยรอยยิ้ม ดวงตาหยีจนเป็นเส้น "มาเยียนจิงทั้งที ถ้าไม่ได้กินฝีมือเฉาหยางสักมื้อ ก็เท่ากับมาเสียเที่ยวสิ?"
"พูดได้ดี! พูดได้ดี! กลับไปนายต้องช่วยเผยแพร่เยอะๆ นะ วันหลังใครมาเยียนจิงก็ให้มาที่นี่ให้หมด พวกเราจะได้ตามมากินฟรีด้วย"
ถึงจะบอกว่ามากินฟรี แต่ทุกคนก็ล้วนติดไม้ติดมือเอาของมาด้วย เพราะถึงยังไงตอนนี้ทุกคนก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร การจัดงานเลี้ยงกินข้าวถือเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยเอามากๆ
ทุกคนรวมตัวกันพูดคุยหัวเราะเฮฮา หลินเฉาหยางถามลู่เหยาว่า "นวนิยายของนายเรื่องนั้นตั้งใจจะตีพิมพ์เมื่อไหร่ล่ะ?"








