ที่แห่งนี้มีชื่อว่าสาธารณรัฐเกาหลี ประเทศที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยในชีวิต และปีนี้คือปี 2027 ซึ่งฟังดูห่างไกลจนแทบไม่เชื่อสายตา
แม้เวลาจะล่วงเลยมานานกว่าหนึ่งศตวรรษ แต่ผู้คนก็ยังฟังโมสาร์ทกับบีโธเฟนอยู่ ทว่าอย่างอื่นกลับเปลี่ยนไปหมดแล้ว
ผู้คนสามารถสั่งการอะไรต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องสัมผัสมันด้วยซ้ำ และผ่านสิ่งที่เรียกว่า ‘ทีวี’ ก็สามารถมองเห็นโลกจากที่ไหนก็ได้
บางครั้งผมก็คิด บางทีที่นี่อาจไม่ใช่โลกแห่งความเป็นจริง
ไม่อย่างนั้น ภาพวาดจะขยับได้เองได้ยังไงล่ะ?
ในทีวี มีสัตว์ประหลาดสีเหลือง ๆ รูปทรงสี่เหลี่ยมที่สวมเพียงกางเกง มันขยับไปมาได้อิสระ แถมยังพูดได้ด้วย
แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดในโลกแสนเหลือเชื่อนี้คือร่างกายของเด็กคนนี้ต่างหาก
ทุกวัน ผมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื้นตันกับพรของร่างกายที่แข็งแรงนี้
เพียงแค่เสียงหลอนที่เคยตามรังควานผมด้วยคำว่า “ไร้ค่า” ได้เงียบหายไป ก็เพียงพอจะคืนสติและความสงบให้ผมได้แล้ว
ไม่มีอาการบิดเกร็งอันเจ็บปวดเป็นพัก ๆ อีก ไม่มีความหวาดกลัวว่าเมื่อไหร่ความเจ็บปวดนั้นจะกลับมา
ความสุขที่ดูเหมือนจะเป็นปาฏิหาริย์นี้ อาจเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนที่มีสุขภาพดี
แต่...
แม้มันจะไม่ใช่เจตนา ก็ไม่ต่างจากการแย่งชิงร่างกายของเด็กคนหนึ่งมา
ถึงจะรู้สึกผิด ผมก็ไม่อาจตัดสินใจจบชีวิตตนเองได้ เพราะผู้เป็นปู่ของเด็กคนนี้
แม้เขาจะหลีกเลี่ยงที่จะเล่าเรื่องละเอียดต่อหน้าผม และผมเองก็ยังไม่เข้าใจทั้งหมด
แต่ดูเหมือนว่า เด็กคนนี้เคยประสบอุบัติเหตุบางอย่าง
จึงไม่แปลกเลยที่คุณปู่จะผูกพันและเป็นห่วงเป็นใยขนาดนี้
แม้ตอนนี้ผมจะสามารถสื่อสารขั้นพื้นฐานด้วยคำไม่กี่คำได้แล้ว แต่ผมก็ไม่อาจพูดออกไปได้ว่า “ผมไม่ใช่หลานของคุณ”
“ฮุนอา รู้สึกยังไงบ้าง?”
ผมพยักหน้า เขาจึงถามอีก
“ดีไหม?”
มันไม่ได้ดีหรือแย่อะไรนัก
แค่รู้สึกสับสนกับสถานการณ์นี้ แล้วก็มีคำถามอยู่เต็มไปหมด
แต่ต่อให้ผมอธิบายว่า “ผมตายไปแล้วเมื่อ 137 ปีก่อน” ก็คงถูกมองว่าเป็นคนบ้า ไม่ต่างจากตอนที่เคยถูกกลั่นแกล้งในอดีต
“ฮุนเริ่มพูดเก่งขึ้นแล้วใช่ไหมครับ?”
คุณหมอถามคุณปู่
“ก็พอพูดได้บ้าง...”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ กว่าจะดีขึ้นคงต้องใช้เวลา”
“เฮ้อ”
“ศาสตราจารย์ต้องมีกำลังใจนะครับ ฮุนเองก็กินได้ ออกกำลังกายดี แถมแข็งแรงขึ้นเยอะแล้ว”
เมื่อคุณหมอพูดจบ คุณปู่ก็ลูบหัวผมเบา ๆ
“ว่าแต่ เขาจะหายดีได้ไหม?”
“ในเมื่อปาฏิหาริย์เกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง เราก็ไม่ควรยอมแพ้ครับ อ้อ แล้วผมว่าเราควรลองให้ฮุนเข้ารับคำปรึกษาทางจิตใจด้วยนะครับ”
สีหน้าของคุณปู่ดูไม่ค่อยดีนัก
“จิตเวชสมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วครับ คนยุคใหม่แทบทุกคนล้วนมีปัญหาทางใจสักหนึ่งหรือสองอย่าง การเข้ารับการบำบัดและคำปรึกษาไว ๆ จะเป็นผลดีต่อฮุนแน่นอนครับ”
คุณปู่ถอนหายใจยาว แล้วพยักหน้า
“ก็เอาสิครับ ลองทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เถอะ”
“ครับ เดี๋ยวครั้งหน้าผมจะประสานกับแผนกจิตเวชโดยตรง และก่อนหน้านั้นจะนัดให้เข้าไปพบที่ปรึกษาทางจิตใจครับ”
“ครับ ลองทำให้หมด”
คุณปู่ลูบหัวผมอีกครั้ง
รู้สึกแปลก ๆ
ในวัยสามสิบหก มันไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาลูบหัวกันง่าย ๆ
จริง ๆ แล้ว ผมเองก็แทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าครั้งสุดท้ายที่ได้รับสัมผัสอ่อนโยนแบบนี้คือเมื่อไหร่
ความรู้สึกตอนนี้มันซับซ้อนเหลือเกิน
วันถัดมา
คิดแค่ว่าคงไปเดินเล่นตามปกติ เลยตามพยาบาลออกมา
แต่ก็ได้พบกับคนที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
“ดีใจที่ได้เจอนะ ฮุนอา”
“สวัสดีครับ”
ผมหยิบคำทักทายที่พอจะรู้จักออกมาใช้
“ครูชื่อคิมฮีวอนนะ วันนี้เราจะวาดรูปเล่นด้วยกัน ฮุนชอบวาดรูปไหม?”
ผมไม่เข้าใจว่าเธอพูดอะไร
แค่มองเธอเฉย ๆ เธอก็ยิ้มบาง ๆ แล้วยื่นกระดาษเปล่ากับดินสอมาให้
‘จะให้วาดสินะ?’
ผมเงยหน้าขึ้น
“ฮุนลองวาดดูไหม? ครูก็จะวาดด้วย ลองวาดไปด้วยกันนะ?”
ดูเหมือนเธอจะหมายถึงให้วาดภาพตนเอง
วาดภาพงั้นเหรอ
ทั้งที่เคยคิดว่าคงไม่มีวันได้วาดอีกแล้ว ความปรารถนาอันแรงกล้านั้นกลับกลายเป็นจริงขึ้นมา
แม้มันจะเป็นโอกาสที่ได้มาจากการยึดร่างของเด็กที่น่าสงสารคนนี้ ก็น่าเศร้าใจนัก
ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบกระดาษกับดินสอขึ้นมา
“ฮุน จะไปไหนน่ะ?”
ผมตั้งใจจะไปห้องน้ำเพื่อหากระจก แต่ดูเหมือนคุณหมอจะเดาเจตนาออก เธอจึงหยิบกระจกออกมาจากลิ้นชัก
“นี่ไง ลองใช้กระจกนี่ดูสิ แล้ววาดตามนะ”
เด็กในกระจกที่ไร้แววอารมณ์ดูเหมือนจะเติบโตมาอย่างอบอุ่นในอ้อมกอดพ่อแม่
ไม่มีร่องรอยบาดแผลบนร่างกาย มือก็ไม่มีคราบเปื้อน แม้จะนอนติดเตียงมานาน แค่กินข้าวและออกกำลังก็กลับมาแข็งแรงได้อย่างรวดเร็ว
ผิวขาวสะอาดไร้ตำหนิ กับเส้นผมที่ถูกจัดทรงอย่างเรียบร้อย ล้วนเป็นหลักฐานของความรักและการดูแลเอาใจใส่
เด็กชายที่ถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมถึงเพียงนี้ หากมาสติไม่ดีขึ้นมา แล้วพ่อแม่จะต้องเจ็บปวดสักแค่ไหนกัน
หรือบางที ที่พวกเขายังไม่ปรากฏตัวเลย อาจจะมีเหตุผลบางอย่างที่ผมไม่รู้ก็ได้
ความรู้สึกเศร้าในใจเผลอปรากฏออกมาบนสีหน้า
ผมหยิบดินสอขึ้นมา
...
คิมฮีวอน จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากแผนกสุขภาพจิต โรงพยาบาล WH Korea ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
คนไข้วันนี้คือเด็กชายวัยสิบขวบ
คิมฮีวอนรู้สึกสงสารเขา เด็กชายที่สูญเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่อายุยังน้อย
โกฮุน ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์พร้อมกับพ่อแม่ และไม่เคยได้สติกลับคืนมาอีกเลย
แม้จะพาเขามาถึงโรงพยาบาลได้ทันและทำทุกวิถีทางแล้ว แต่อาทิตย์ถัดมา ระบบไหลเวียนโลหิตและการหายใจก็หยุดลงนานถึง 48 ชั่วโมง
แม้แต่แสงก็ไม่ทำให้รูม่านตาตอบสนอง ความดันโลหิตลดฮวบ
เขาหายใจเองไม่ได้เลย ต้องพึ่งพาเครื่องช่วยหายใจอย่างเดียว
เขาอยู่ในภาวะสมองตาย
และแล้วเด็กคนนี้ ก็ฟื้นขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์
จากอาการต่าง ๆ ที่แสดงออกมา แพทย์สันนิษฐานว่าเขาอาจเกิดภาวะถดถอยทางภาษาและสติปัญญาลดลง
แค่เพียงเท่านี้ก็ถือว่าโชคดีแล้ว
เพราะสมองหยุดทำงานถึง 48 ชั่วโมง มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่เกิดความเสียหาย
แค่ตื่นขึ้นมาก็ปาฏิหาริย์เกินพอแล้ว
คิมฮีวอนตั้งใจไว้ว่า เธอจะค่อย ๆ เข้าใกล้เพื่อเข้าใจว่าตอนนี้เขาเป็นอย่างไร
แล้ว...
“นี่มันอะไรกัน”
เธอเผลอลืมหน้าที่ของตัวเองไปชั่วขณะ ขณะจ้องมองภาพวาดของเด็กคนนั้น
ทันทีที่เขาจับดินสอ ดวงตาที่เคยไร้แววกลับเปล่งประกายขึ้น
เด็กชายเฝ้าสังเกตเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะเริ่มขยับมือ
มั่นใจและเด็ดขาด
เส้นที่ลากออกไปโดยไม่ลังเล ค่อย ๆ สร้างรูปร่างขึ้นทีละน้อย
เด็กที่เงียบสงบเมื่อครู่กลับกลายเป็นผู้ที่เปี่ยมไปด้วยพลังงาน ทะยานเติมเต็มกระดาษด้วยเส้นสายอันร้อนแรง
เส้นหยาบ ๆ นั้นค่อย ๆ สร้างเป็นรูป เป็นองค์ประกอบเดียวกันอย่างสมบูรณ์ ราวกับมันเคยอยู่ตรงนั้นมาแล้ว
ศาสตราจารย์คิมฮีวอนเฝ้ามองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตะลึง จนกระทั่งโกฮุนวาดภาพเสร็จถึงได้เรียกสติตัวเองกลับมา
ภาพวาดนั้นไม่ได้มีรายละเอียดมาก
ไม่แม่นยำอะไรนัก
แต่กลับสามารถถ่ายทอดอารมณ์ละเอียดอ่อนของเด็กชายที่พยายามกลั้นความเศร้าไว้ในใจออกมาได้อย่างหมดจด
‘นี่มัน...ยังไงกันนะ...’
ศาสตราจารย์คิมฮีวอนเงยหน้าขึ้น
เด็กชายตรงหน้าไม่เหมือนกับตอนแรกที่เธอพบเลย จากสีหน้าเศร้าหมอง ตอนนี้เขากลับยิ้มจาง ๆ ออกมา
“หนูเคยวาดรูปมาก่อนเหรอ?”
โกฮุนกระพริบตาเหมือนไม่เข้าใจว่าเธอพูดอะไร
“ได้เรียนวาดรูปจากคุณปู่ใช่ไหม?”
คิมฮีวอนนึกว่าโกฮุนเคยเรียนศิลปะกับปู่ของเขา ศาสตราจารย์โกซูยอล ศิลปินเอกของเกาหลีและคณบดีวิทยาลัยศิลปะมหาวิทยาลัยเกาหลี ผู้มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในวงการศิลปะ
พ่อแม่ของโกฮุนก็เป็นบุคคลในวงการศิลปะที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง
เธอจึงคิดว่าเด็กชายคนนี้ต้องเป็นอัจฉริยะที่ได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เล็กจากทั้งพ่อแม่และศาสตราจารย์โกซูยอล
แต่โกฮุนไม่ได้ตอบอะไร
เขาเพียงจ้องมองคิมฮีวอน แล้วชี้ไปที่กระดาษเปล่า
พอดูตามสายตาของเขา เธอก็เพิ่งนึกได้ว่าลืมไปเสียสนิทว่าเธอชวนเด็กคนนี้วาดรูปด้วยกันตั้งแต่แรก
“ขอโทษนะ ครูมัวแต่ตกใจที่ฮุนวาดรูปเก่งจนลืมไปเลยน่ะ”
โกฮุนหยิบกระดาษเปล่าขึ้นมาอีกแผ่น
เด็กชายมองเธอด้วยดวงตาใสซื่อไร้สิ่งเจือปน ราวกับขออนุญาตบางอย่าง
“อยากวาดต่อใช่ไหม?”
เขาพยักหน้า แล้วก็เริ่มลงมือวาดอีกครั้งทันที
‘โอ้โห...’
แม้เธอจะไม่ได้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ เด็กชายคนนี้ ไม่ธรรมดาแน่นอน
เมื่อสักครู่ยังดูว้าวุ่นอยู่เลย แต่พอได้กระดาษกับดินสอ เขากลับมุ่งมั่นวาดรูปอย่างเดียว
สมาธิของเขาเหนือกว่าเด็กในวัยเดียวกันมาก
เวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว กระทั่งถึงเวลานัด คุณปู่โกซูยอลก็มารับหลานชายกลับ
“โอ้โห ฮุนนี่เล่นกับคุณครูสนุกไหมลูก?”
“สวัสดีครับ”
แม้หลานชายจะพูดได้แค่ “สวัสดีครับ” ซ้ำไปซ้ำมา แต่โกซูยอลก็มีความสุขเพียงแค่นั้น
“จ้ะ ๆ แค่นี้ก็ดีแล้ว”
คิมฮีวอนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเด็กคนนี้พูดแค่ “สวัสดีครับ” ตั้งแต่เดินเข้าห้องมา
และเด็กในวัยนี้กลับนั่งวาดรูปนานถึง สามชั่วโมง โดยไม่มีวี่แววเบื่อหน่าย
“ฮุนจ๋า ปู่ขอคุยกับคุณครูแป๊บนึงนะ รอแป๊บเดียวได้ไหม?”
เด็กชายไม่ได้ตอบอะไร แค่นั่งเงียบ ๆ และกำดินสอกับกระดาษในมือแน่น
โกซูยอลพาโกฮุนไปนั่งที่เก้าอี้ แล้วหันกลับมาคุยกับคุณหมอ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
“แล้วเขาเป็นยังไงบ้างครับ?”
เมื่อได้ยินคำถามนั้น คิมฮีวอนกลับไม่รู้จะตอบอย่างไรดีในทันที
แม้จะมีประสบการณ์ทำงานมายาวนานและพบเด็กมาหลากหลายรูปแบบ แต่แบบโกฮุน หาได้ยากมาก
เธอสูดลมหายใจลึก ๆ เพื่อสงบสติ แล้วเริ่มต้นด้วยคำถามที่เธออยากรู้ที่สุด
“ศาสตราจารย์คะ ไม่ทราบว่า...ฮุนเคยเรียนวาดรูปมาก่อนไหมคะ?”
โกซูยอลส่ายหน้า
“จริง ๆ แล้วผมก็ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะผมไม่ได้เจอเขามานานมากตั้งแต่ยังเล็ก ๆ พ่อแม่เขาก็เอาแต่เดินทางไปต่างประเทศตลอด”
คิมฮีวอนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“วันนี้ฉันลองให้เขาวาดรูปดู ฉันไม่รู้จะพูดยังไงเลยค่ะ เขาวาดเก่งมากเลย”
“เหรอครับ?”
โกซูยอลตอบแบบเรียบเฉย แต่คิมฮีวอนก็ยื่นภาพที่โกฮุนวาดออกไปให้ดูด้วยความระมัดระวัง
“ฉันว่าศาสตราจารย์น่าจะดูภาพนี้ได้ดีกว่าฉัน เพราะฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาพวาดค่ะ”
“ฮะฮะ ด้านศิลปะก็พอไหว แต่ด้านจิตวิทยา...”
โกซูยอลพูดพลางเลื่อนสายตาไปยังภาพวาดในมือ แต่แล้วเขาก็ขมวดคิ้วทันที
“นี่มัน...?”
“เป็นภาพที่ฮุนวาดค่ะ ฉันให้เขาวาดภาพตัวเอง แล้วเขาก็วาดออกมาแบบนี้เลย”
โกซูยอลไม่อยากเชื่อเลย
แม้รายละเอียดจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ภาพนั้นก็ชัดเจนและมีรูปทรงที่ถูกต้องครบถ้วน
ถ้ามองผิวเผิน เขาก็แค่เด็กชายที่น่ารัก
แต่เมื่อมองลึกเข้าไปใกล้ ๆ มันไม่ใช่แค่นั้นอีกต่อไปแล้ว
ดวงตาอันเต็มไปด้วยความเศร้าและรูม่านตาที่สั่นไหวราวกับสับสน ทุกอย่างถูกถ่ายทอดออกมาผ่านเส้นสายที่ยังไม่ถูกขัดเกลา
เส้นที่วาดอย่างหยาบกระด้างนั้นกลับเปล่งรัศมีบางอย่างที่ยากจะบรรยาย
ไม่ใช่แค่มีพลัง แต่มันแสดงให้เห็นถึงความดิบ ความดุร้าย ความกล้า และการละเว้นรายละเอียดอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่สิ่งที่มือสมัครเล่นจะเลียนแบบได้
มันให้ความรู้สึก เหมือนผลงานของจิตรกรระดับปรมาจารย์ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง
เมื่อโกซูยอลมองดูภาพวาดอื่น ๆ ที่คิมฮีวอนนำมาให้ดู เขาก็เอ่ยถามด้วยเสียงเบา
“ฮุนวาดพวกนี้จริง ๆ เหรอ?”
“ค่ะ ตอนนี้ยังพูดได้แค่คาดการณ์ แต่ถ้าเด็กคนหนึ่งมีความสามารถในการสังเกตและแสดงออกได้ขนาดนี้ ฉันคิดว่าไม่ต้องกังวลจนเกินไปค่ะ”
“จริงเหรอ?”
“ค่ะ ถึงจะต้องติดตามอาการไปอีกสักพัก แต่จากที่ฉันเห็น อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงขนาดนั้น ไม่ต้องรอผลตรวจออกก็ได้ค่ะ”
โกซูยอลหันไปมองหลานชายที่กำลังวาดรูปอยู่ตรงมุมห้อง
“ดูเหมือนว่าเขาจะอยากวาดภาพมากเลยนะ”
คิมฮีวอนพูดต่อด้วยรอยยิ้ม
“ตอนนี้ก็ยังวาดอยู่เลยค่ะ เด็กคนอื่นวัยเดียวกันนั่งวาดรูปติดกันสามชั่วโมงแบบนี้ไม่ง่ายนะคะ แม้แต่ผู้ใหญ่บางคนยังทำไม่ได้เลยค่ะ”
โกซูยอลไม่อาจเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้
หลานชายของเขาเคยประสบอุบัติเหตุรุนแรงจากรถยนต์
ถึงจะพามารักษายังโรงพยาบาลที่ดีที่สุดแล้ว แต่ก็ไม่อาจรักษาได้โดยตรง
มีเพียงการยื้อชีวิตไว้ด้วยการรักษาแบบประคับประคอง
ถึงอย่างนั้น...
แม้จะรู้ว่าไม่มีหวัง แต่เขาก็ไม่อาจละทิ้งหลานชายคนเดียวที่เหลืออยู่ หลังจากที่สูญเสียลูกชายกับลูกสะใภ้ไปพร้อมกัน
แล้วเด็กคนนั้นก็ฟื้นขึ้นมา
แพทย์ของโรงพยาบาล WH Korea ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามันคือปาฏิหาริย์
แม้จะมีอาการหลงลืม พูดไม่ได้ และความวิตกกังวลรุนแรง แต่แค่รอดชีวิตกลับมาได้ก็ถือว่าเกินคาดแล้ว
แต่เด็กชายผู้กลับมาจากความตาย กลับทำให้โกซูยอลผู้เคยเห็นภาพศิลปะระดับโลกนับไม่ถ้วน ขนลุกไปทั้งร่าง
เขาไม่อยากเชื่อเลย
แม้คุณหมอจะพูดแค่เพียงว่า “เด็กวาดรูปเก่งมาก” แต่ในสายตาของโกซูยอล มันไม่ใช่แค่เก่ง
แม้แต่ในบรรดาศิษย์ที่เขาสอนมากว่า 30 ปี ก็มีเพียงไม่กี่คนที่แสดงออกได้รุนแรงถึงเพียงนี้
เขาไม่อาจเชื่อได้ว่าภาพสเก็ตช์แค่สามแผ่นที่หลานชายวาดด้วยดินสอธรรมดาจะมีพลังมากขนาดนี้
โกซูยอลหันไปมองหลานอีกครั้ง
เด็กชายกำลังเหลียวซ้ายแลขวาอยู่
ไม่นาน เขาก็ก้มหน้าแล้วเริ่มขยับมือวาดอีกครั้ง บางครั้งก็เงยหน้าขึ้นมอง
เหมือนกับตอนที่อยู่ในห้องพักคนไข้ไม่มีผิด
ตอนแรกโกซูยอลคิดว่าอาการวุ่นวายนั้นเป็นเพราะความวิตกกังวล
“ที่แท้เขากำลังสังเกตสิ่งรอบตัวอยู่”
โกซูยอลค่อย ๆ เดินเข้าไปหา
ในมือของหลานชายมีกระดาษที่วาดภาพห้องให้คำปรึกษาไว้
ในภาพมีโกซูยอลกับหมอ ถูกวาดอย่างเกินจริงตรงจุดที่มุมมองเริ่มบิดเบี้ยว
ในภาพวาดของเด็กชายวัยสิบขวบ
โกซูยอล ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ ขนลุกซู่