คุณหมอใจดีที่เจอเมื่อวานนี้ให้สมุดวาดภาพที่ใหญ่กว่าผ้าใบขนาด 10P (55 ซม. × 38 ซม.) เล็กน้อย
พื้นผิวของกระดาษก็ไม่ได้แย่
ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ผ้าใบตามมาตรฐานฝรั่งเศส แต่ก็พอใช้ได้
ถ้าได้สีน้ำมันกับพู่กันด้วยก็คงจะดีไปกว่านี้ แต่ชุดดินสอสี 12 สีแบบหัวใหญ่ที่ได้มาก็น่าสนใจไม่น้อย
แม้จะไม่เข้มข้นนักเมื่อระบาย แต่สีมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และไม่ต้องเหลาดินสอ เพียงแค่หมุนปลายก็สามารถใช้งานได้ทันที จึงเป็นเครื่องมือที่สะดวกจริงๆ
“……”
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนั้นน่าอัศจรรย์ถึงเพียงนี้
ก็แค่กราไฟต์ที่แข็งและเขียนได้สะดวกขึ้นกว่าแต่ก่อน และเพียงแค่เติมสีสันหลากหลายลงไปเท่านั้นเอง แต่สิ่งที่สามารถวาดออกมาได้นั้นกลับไร้ขีดจำกัด
แล้วสีน้ำมันจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างนะ?
จะสามารถสร้างสีแบบไหนได้บ้าง?
เมื่อคิดต่อไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกเสียดายเหลือเกินที่ไม่ได้เกิดในโลกใบนี้
ความหลงใหลที่พลุ่งพล่านในอก
ความปรารถนาที่อยากจะถ่ายทอดโลกอันน่าอัศจรรย์นี้ลงบนผืนผ้าใบกลับกลายเป็นความอยากที่จะครอบครองร่างของเด็กคนนี้แทน
ก็แค่เด็กอายุประมาณเจ็ดแปดขวบเท่านั้น
เด็กคนนี้ก็คงมีชีวิตของเขาเอง
แต่ด้วยเหตุผลที่ไม่อาจเข้าใจได้ ผมกลับมายึดร่างนี้ไว้ นี่คงไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าประสงค์
แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ความหลงใหลที่อยากเพลิดเพลินกับโลกนี้มากขึ้นของผม คงเป็นเพียงภาพลวงตาที่เกิดจากความโลภของผมเอง
“……”
อาหารอันแสนหรูหรา ห้องที่สะอาดและกว้างขวาง
สมุดวาดภาพและดินสอแสนวิเศษ
ความสุขจากร่างกายที่แข็งแรง
แม้จะเป็นความรักที่ได้รับมาเพราะความเข้าใจผิด แต่ความอ่อนโยนจากคุณปู่ของเด็กคนนี้ก็สัมผัสได้
ช่วงเวลาราวกับความฝันในไม่กี่วันที่ผ่านมา คงเป็นของขวัญสุดท้ายจากพระเจ้า
ปาฏิหาริย์ชั่วขณะ ที่ไม่ควรโลภไขว่คว้ามากกว่านี้
“ฮุนอา มากินยากันเถอะ”
ขณะที่กำลังคิดเรื่องพวกนั้น พยาบาลก็นำซองเล็กๆ ที่มีเม็ดยามาให้ ผมกลืนมันลงไปพร้อมน้ำ และเธอก็ยิ้ม
“กินยาเก่งจังเลยนะ”
ถ้าเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับเด็กคนนี้ แน่นอนว่าผมควรทำให้
ตอนที่คืนร่างกายให้ไป เด็กคนนี้ต้องไม่เจ็บป่วย
พยาบาลลูบหัวผมเบาๆ
“ทั้งกินข้าว กินยาดีแบบนี้ เดี๋ยวก็หายแล้วล่ะ จะได้วาดรูปเยอะๆ ที่ชอบไง”
คำพูดว่าจะได้วาดรูปเยอะๆ อีกครั้ง ทำให้ใจเจ็บ
“ถ้าหายดีแล้ว ต้องตั้งใจใช้ชีวิตให้มากๆ เลยนะ?”
พอผมเงียบ พยาบาลก็จับหลังมือผมแล้วให้กำลังใจ
“หนูป่วยหนักมากเลยนะ ทุกคนคิดว่าจะลุกไม่ขึ้นอีกแล้ว ปู่ของหนูมาอธิษฐานทุกวันเลย ขอให้ฮุนหายดี”
แม้จะเข้าใจไม่หมดถ่องแท้ แต่ก็คงหมายความว่าคุณปู่ของเด็กคนนี้รักเขามาก
ผมเองก็รู้สึกเช่นนั้น
เพราะฉะนั้น
ผมยิ่งต้องคืนร่างกายนี้ให้เขา
“อึดอัดแย่เลยสินะ ไปบ้านปู่กันเถอะ”
หลังจากรู้สึกตัวได้ประมาณหนึ่งเดือน ผมก็สามารถออกจากโรงพยาบาลได้
ถึงจะยังพูดคุยได้ลำบาก แต่ก็เริ่มเข้าใจประโยคต่าง ๆ ได้มากขึ้น ทว่าก็ยังไม่สามารถหาวิธีคืนร่างกายให้กับเด็กคนนี้ได้
ในตอนนี้ การทำตามที่ ‘ปู่’ ต้องการก็คงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเด็กคนนี้ จึงยอมทำตามโดยไม่ขัดขืน
สักวันหนึ่ง ผมจะคืนร่างให้เขา
และในวันนั้น ก็อยากลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด
“เอ้า ขึ้นรถปู่สิ”
ถึงจะเคยเห็นผ่านสิ่งที่เรียกว่าโทรทัศน์อยู่บ้าง แต่รถยนต์ของ ‘ปู่’ นั้นไม่เหมือนกับรถที่ผมเคยรู้จักเลยแม้แต่น้อย
ภายนอกเป็นสีดำเหลือบน้ำเงิน มีความเงางาม
ตอนจะขึ้นรถก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อยจึงลังเล แต่ ‘ปู่’ ก็พูดปลอบ
“ไม่เป็นไรหรอก ก็ขึ้นพร้อมกับปู่นี่ไง”
ใบหน้าที่ปลอบเด็กของเขาช่างดูเวทนาเหลือเกิน ผมจึงไม่มีทางเลือกนอกจากขึ้นไปบนรถ
น้องชายของผม ธีโอเคยบอกว่ามีสิ่งที่เรียกรถยนต์ถูกสร้างขึ้นมา ถ้าวันหนึ่งเขาประสบความสำเร็จ เขาจะซื้อให้ผมสักคัน ไม่นึกเลยว่าจะได้ลองขึ้นแบบนี้จริง ๆ
“อึก...”
เร็วเกินไปแล้ว
ตอนแรกยังรู้สึกตื่นเต้นกับการเคลื่อนที่ช้า ๆ อยู่ดี ๆ ความเร็วก็พุ่งขึ้นอย่างกะทันหัน
เมื่อมองไปข้าง ๆ อาคาร ต้นไม้ และผู้คนก็พุ่งผ่านสายตาไปอย่างเร็วเสียจนดูไม่ออกว่าเป็นอะไร
รู้สึกเหมือนหัวใจจะระเบิด
“ปะ ปู่ครับ!”
เมื่อเรียก ‘ปู่’ อย่างตื่นตระหนก ความเร็วของรถก็ลดลงในที่สุด
รถหยุดข้างทาง
หัวใจเต้นแรงจนไม่อาจตั้งสติได้
“ฮุนอา เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ?”
พอเริ่มตั้งสติได้ ‘ปู่’ ก็ถามขึ้นมา ผมไม่แน่ใจว่าเขาต้องการอะไรในสถานการณ์ที่เร่งด่วนแบบนี้ จึงมองหน้าเขา แต่เขากลับถามซ้ำ
“เมื่อกี้ว่าอะไรนะ?”
“…ปู่ครับ”
“……”
ผมตกใจมากและก็ไม่แน่ใจว่าผมพูดอะไรผิด แต่ ‘ปู่’ กลับหัวเราะเสียงดัง
“ฮ่า ๆ ๆ ฮ่า! ใช่ ใช่เลย! ปู่น่ะสิ! ฮุนอา ปู่คือใครนะ?”
“ปู่ครับ……”
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ใช่แล้ว ลูกของฉัน หลานของฉัน! ฉันคือปู่ของเธอเอง!”
ปู่ยื่นมือมาขยี้หัวผมอย่างแรงจนรู้สึกมึน แต่ไม่รู้ทำไมกลับสัมผัสได้ถึงความรัก
แค่ได้ยินผมเรียกชื่อเขา เขาก็ดีใจถึงเพียงนี้ คงลำบากใจมามากจริง ๆ
รถเริ่มเคลื่อนที่อีกครั้ง และไม่นานก็จอดลง
“เอ้า ลงได้แล้ว”
บ้านของปู่ค่อนข้างใหญ่
มีรั้วหินสูง
ผ่านประตูเหล็กเข้าไปจะเห็นอาคารสองชั้นที่มีสวนเล็ก ๆ อยู่ด้านหน้า
ถึงจะไม่เทียบเท่าบ้านตระกูลขุนนาง แต่ก็ดูรู้เลยว่าเป็นบ้านของคนมั่งคั่ง
พอเห็นว่าต้องถอดรองเท้าก่อนเข้า ผมก็ทำตาม
“ฮุนอยากกินอะไรไหม? ปู่ทำให้ได้นะ หรือจะสั่งอะไรมาก็ได้”
ไม่รู้จะตอบว่าอะไรดี
“ไม่ต้องกินข้าวโรงพยาบาลแล้วนะ ดีใช่ไหมล่ะ? ชอบพิซซ่าไหม? กินพิซซ่าดีไหม?”
คำว่า “พิซซ่า” ที่ปู่พูดออกมาฟังดูคล้ายคำในภาษาอิตาเลียน แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าเป็นอาหารชนิดเดียวกันหรือเปล่า
การฟังยังพอคาดเดาความหมายได้ แต่การพูดเป็นประโยคยังลำบาก
ผมจึงใช้มือทั้งสองข้างทำท่าเป็นวงกลมแล้วถามกลับ
“พิซซ่า?”
“ใช่ พิซซ่า จะกินไหม?”
“ครับ”
ไม่ว่าอะไรก็ได้ แต่เพราะเคยกินมาก่อน จึงคิดว่าน่าจะไม่เป็นไร
“ขอดูหน่อย เบอร์โทรอยู่ไหนนะ... ฮุน ไปนั่งพักตรงนั้นก่อนก็ได้นะ อยากดูทีวีก็ดูได้เลย”
ไม่มีอะไรเหมาะกับการฆ่าเวลาเท่าทีวีอีกแล้ว
พอไม่มีอะไรทำ ผมจึงมุ่งหน้าไปยังที่ที่ปู่ชี้ไว้ ก็เห็นโซฟาหรูหรากับทีวีที่ใหญ่กว่าที่โรงพยาบาลมากนัก
แล้วก็…
ด้านหลังนั้น มีภาพวาดแขวนอยู่
‘อา…’
เป็นภาพสีน้ำมันของผู้หญิงที่นั่งอยู่บนโซฟา
น่าอัศจรรย์
รูปทรงถูกลดทอนให้เรียบง่ายที่สุด
ไม่ใช่เพียงแค่ไม่พยายามผสมสีเลย แต่กลับใช้สีพื้นอย่างกล้าหาญ
ช่างกล้าหาญและแหวกแนว
ความเว่อร์วังของรูปร่าง เส้นขอบที่เข้มและหนา องค์ประกอบที่ถึงแม้จะดูไร้มิติ แต่กลับมีเสน่ห์และโดดเด่นผิดแปลกจากงานศิลป์ที่ผ่านมา
แต่ว่า…
มันงดงามเหลือเกิน
ทีวี รถยนต์ ดินสอสี อาหารหรูทั้งหมด ยังไม่น่าประหลาดใจเท่าภาพวาดนี้เลย
ผมถึงกับเหม่อลอยไป จนไม่รู้ตัวเลยว่า ‘ปู่’ มาอยู่ข้าง ๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่
“ภาพนี้ชื่อว่า ‘ความฝัน’ น่ะ”
“ความฝัน?”
“ใช่ ถูกใจไหม?”
ผมพยักหน้า
ใครกันนะที่สามารถวาดภาพเช่นนี้ได้
“ตอนนี้ยังอาจจะยากสำหรับเธอที่จะเข้าใจ แต่เดี๋ยวค่อย ๆ ศึกษาไปกับปู่ทีละนิดนะ”
คำพูดของปู่ผมแทบไม่ได้ยินเลย
เพราะภาพนี้เรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติอย่างแท้จริง
แม้จะไม่รู้ว่าวาดขึ้นเมื่อไหร่ แต่กล้าพูดได้เลยว่าเป็นผลงานที่ทำให้ประวัติศาสตร์ศิลปะก้าวกระโดดไปในพริบตา
“ใครกัน?”
“นี่เหรอ? คนที่วาดภาพนี้น่ะเหรอ?”
ผมพยักหน้า
“ปิกัสโซ่”
“ปิกัสโซ่?”
ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย
“ใช่ พาโบล ปิกัสโซ่ อัจฉริยะเหนืออัจฉริยะเลยล่ะ”
พาโบล ปิกัสโซ่
ชื่อนี้ ผมจะต้องจดจำให้ขึ้นใจ
ในขณะที่ผมกำลังจ้องมองภาพของคนที่ชื่อปิกัสโซ่อย่างไม่ละสายตา ปู่ก็เอาพิซซ่าที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเข้ามา
ตอนแรกผมนึกว่าจะเป็นมาร์เกริต้าที่มีซอสมะเขือเทศ ชีส และใบโหระพา
แต่ชีสที่อบจนเป็นสีน้ำตาลกระจายตัวอยู่ทั่วพิซซ่าอย่างล้นหลาม และมีเนื้อสเต๊กวัวหั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำวางเต็มไปหมด
นอกจากนี้ยังมีผักอย่างเห็ด พริกหยวก และหัวหอม ที่แม้จะผ่านการปรุงแล้ว แต่ก็ยังดูสดใหม่ไร้ที่ติ
อาหารหรูหราเช่นนี้ นี่มันเรียกว่าพิซซ่าที่ผมเคยรู้จักจริงหรือ?
“เอ้า กินเถอะ”
ปู่ยื่นชิ้นหนึ่งมาให้
ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่งเพราะมันทั้งหนาและใหญ่ ไม่รู้จะเริ่มกินอย่างไรดี ปู่ก็หัวเราะ
“ฮ่าฮ่าฮ่า จะให้ปู่กินก่อนเหรอ? ก็ได้ งั่ม~ ปู่กินแล้ว เอ้า รีบกินได้แล้ว”
ไม่รู้ว่าปู่สนุกอะไรนักหนา แต่ก็ดีที่เขาอารมณ์ดี
ผมกัดคำแรกเข้าไป
กลิ่นหอมอันโอชะกระจายไปทั่วปาก ลอยขึ้นไปถึงโพรงจมูก และรสชาติอันล้ำลึกที่แตะลิ้นก็ทำให้ร่างกายสั่นสะท้าน
ชีสนี้ทำจากอะไร ถึงได้เหนียวนุ่มและหอมมันขนาดนี้
เนื้อวัวที่แสนอ่อนนุ่มนี้กินอะไรถึงได้ผลิตน้ำฉ่ำ ๆ แบบนี้ออกมาได้
ผักที่ยังคงความกรอบแม้ผ่านการอบมาแล้ว ถูกปลูกอย่างไรถึงได้รสสัมผัสดีเช่นนี้
ข้าขอยืนยันอย่างมั่นใจว่ามนุษยชาติ…
ได้ยกระดับพิซซ่าไปสู่ขอบเขตแห่งศิลปะ ภายในระยะเวลา 137 ปี
“Mi, Miracle…”
ผมเผลออุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว
มัวแต่หลงใหลในความอร่อยและใส่มันเข้าปากอย่างบ้าคลั่ง พลันเห็นสีหน้าของปู่ที่เริ่มดูแปลก ๆ…
“ฮุนอา หนูนี่…”
ปู่สบตากับผม ขณะกำลังกินพิซซ่า
“ไปเรียนภาษาฝรั่งเศสมาจากไหนกันล่ะ?”
ผมไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร
ปู่ขมวดคิ้วแน่น ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงต้องเครียดขนาดนั้น กับพิซซ่าปาฏิหาริย์ตรงหน้า
แล้วในที่สุดเขาก็พูดออกมา
“Que tu parles français?”
ภาษาฝรั่งเศส
มีคนที่พูดภาษาฝรั่งเศสได้อยู่ด้วยอย่างนั้นเหรอ
ผมดีใจมากจนรีบตอบคำถามนั้นทันที
“ครับ พูดได้ครับ”
ใบหน้าของปู่เต็มไปด้วยความตกใจ
“พูดได้ดีขนาดนี้ แล้วทำไมถึงไม่พูดอะไรเลยมาตลอดล่ะ!”
ผมตกใจจนทำพิซซ่าหล่น
“เอ๋?”
เขาถามย้ำด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้น
“ก็ไม่มีใครเข้าใจที่ผมพูดน่ะครับ”
“ไม่มีใครเข้าใจ? ใครล่ะ?”
“พยาบาลครับ ไม่ว่าผมจะพูดอะไร เขาก็แค่มองผมอย่างเวทนา”
ถึงจะดีใจที่ในที่สุดก็มีคนฟังรู้เรื่อง แต่ภาษาฝรั่งเศสของปู่มีบางคำที่ผมไม่เข้าใจ
น่าจะเป็นเพราะภาษาเปลี่ยนไปตามกาลเวลา หรือมีคำใหม่ๆ ที่ผมไม่รู้จัก
แม้จะพอคุยกับปู่ที่ดูเชี่ยวชาญภาษาฝรั่งเศสในยุคนี้ได้ แต่เพราะช่วงเวลาที่ห่างกันถึง 137 ปี อาจทำให้ผมสื่อสารกับคนอื่นไม่เข้าใจ
“เฮ้อ…”
ปู่ถอนหายใจอย่างสุดกลั้น
“แล้วภาษาเกาหลีล่ะ?”
“ไม่รู้เรื่องครับ…”
เขาอ้าปากค้าง มองเพดานที หันกลับมามองหน้าผมที ราวกับไม่อยากเชื่อ
“คนพวกนั้นเลี้ยงหลานฉันยังไงกันเนี่ย!”
จู่ๆ ปู่ก็ตะโกนเป็นภาษาเกาหลี แล้วก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
“…ก็เข้าใจนะว่าอยู่ที่ฝรั่งเศสตั้งสามปี จะพูดฝรั่งเศสได้ก็ไม่แปลก แต่ในบ้านก็ควรจะสอนภาษาเกาหลีบ้างสิ!”
เขาตวาดขึ้นอีกครั้ง
ผมวางพิซซ่าที่เผลอหยิบขึ้นมาลงไปอีกครั้ง
ตอนนี้ในเมื่อเราสื่อสารกันได้แล้ว คงถึงเวลาที่ผมต้องบอกความจริง
แม้มันจะโหดร้ายสำหรับเขา แต่ผมก็ไม่อาจยึดร่างของเด็กคนนี้ไว้ได้ตลอดไป
ขณะที่ผมกำลังจะเปิดปากพูด
ปู่กลับเริ่มร้องไห้
ชายชราผมหงอกคนนั้น น้ำตาไหลลงมาอย่างหนัก
“ปู่นึกว่า... นึกว่าแกช็อกจนพูดไม่ได้ไปแล้ว ไอ้เจ้าบ้าเอ๊ย…”
“……”
“แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก ขอแค่แกยังมีชีวิตอยู่ก็พอแล้ว เพราะทุกคนบอกว่าแกตายไปแล้วไง ตอนนั้นแกหายใจเองก็ยังไม่ได้เลยนะ…”
เด็กคนนี้… มีคนบอกว่าเขาตายแล้วอย่างนั้นเหรอ?
“แต่ดูสิ! ตอนนี้กลับมามีชีวิตอยู่ดี พูดก็คล่อง กินก็เก่ง! วาดรูปก็เก่งเหลือเกิน!”
ปู่ที่กำลังร้องไห้อย่างหนัก โผเข้ามากอดผมแน่น
“……”
ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี
จะให้บอกคนที่เพิ่งได้ความหวังกลับมาว่าผมไม่ใช่หลานชายของเขา
ว่าหลานของเขาอาจจะตายไปแล้ว
ผมควรพูดออกไป แต่กลับพบว่ามือของผมกำลังลูบหลังของเขาเบาๆ อยู่แล้ว
“ปู่ครับ…”
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ใช่แล้ว! เรื่องภาษา เรียนรู้กันได้!”
ปู่จับแขนทั้งสองข้างของผม มองหน้าผมแล้วก็กอดผมแน่นอีกครั้ง ซ้ำไปมาไม่รู้กี่รอบ
จะต้องดีใจแค่ไหนกันนะ ถึงได้เป็นแบบนี้
แต่ผมไม่สามารถใช้ชีวิตด้วยการหลอกลวงได้
“เอาล่ะ แบบนี้แหละดีแล้ว อยู่กับปู่นี่แหละ อยากทำอะไรก็ทำตามใจ อยากกินอะไรก็บอก ปู่จะให้หมดเลย”
ผมเผลอมองไปที่พิซซ่าที่กำลังกินอยู่
“ชอบพิซซ่าเหรอ? ปู่จะซื้อให้กินทุกวันเลย”
ไม่ได้ มันไม่ควรเป็นแบบนี้
“ชอบวาดรูปใช่ไหม? ถึงอันนั้นจะเป็นของปลอมก็เถอะ แต่ถ้าอยากเห็นของจริง ปู่จะพาไปดูที่พิพิธภัณฑ์ออร์เซ่ หรือพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ หรือที่ไหนก็ได้!”
“ลูฟร์? หมายถึงพระราชวังลูฟร์ใช่ไหมครับ?”
“แน่นอนสิ! ไม่อยากเห็นโมนาลิซ่าเหรอ?”
โมนาลิซ่า...
อย่าบอกนะว่ากำลังพูดถึงอัจฉริยะ เลโอนาร์โด ดา วินชี นั่นน่ะ?
“หมายถึง ลาโจกอนดา ใช่ไหมครับ?”
“ใช่แล้ว! นั่นแหละ ลาโจกอนดา นั่นล่ะ!”
อยากเห็นเหลือเกิน
“……”
ไม่ ไม่ได้เด็ดขาด
ผมคือวินเซนต์ แวนโก๊ะ
ถึงจะเคยมีชีวิตอย่างยากจนและต้องพึ่งพาน้องชายตลอดชีวิต แต่ผมไม่เคยมีชีวิตอยู่ด้วยการโกหก
ไม่มีทางที่ผมจะยึดร่างของเด็กที่ตายไปแล้ว และหลอกลวงคุณปู่ผู้ใจดีคนนี้เพื่อสนองความโลภของตัวเอง
แล้วก็…
ผมรู้ดีกว่าใครว่า การมีชีวิตแทนใครสักคนที่จากไปแล้ว มันเจ็บปวดแค่ไหน
“เอาล่ะ ๆ กินข้าวกันก่อนเถอะ”
“……”
“เร็วสิ นี่ไง”
ผมถือพิซซ่าที่ปู่ยื่นให้ไว้ในมือ แล้วราวกับถูกวิญญาณสิงก็เผลอใส่มันเข้าปาก
อร่อยเหลือเกิน
ไม่สิ คำว่า “อร่อย” ไม่อาจบรรยายพิซซ่านี้ได้เลย
นี่คือสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งอย่างแท้จริง
ขนมปังที่อบจนเหลืองทองนี้ ทำไมถึงได้ทั้งนุ่มและเหนียวกำลังดีขนาดนี้
“อร่อยไหม?”
ผมพยักหน้า
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้กินอาหารหรูหราแบบนี้
ถึงจะไม่เคยอดตาย แต่เพราะต้องใช้เงินไปกับผ้าใบ สี และค่านายแบบ ผมจึงกินแต่ขนมปังแข็ง ๆ จนเหงือกแทบจะพัง
แต่ความสุขนี้เดิมทีควรเป็นของเด็กคนนี้
คุณปู่เองก็ไม่ได้ปฏิบัติต่อผม แต่ต่อหลานชายที่จากไปแล้วของเขาต่างหาก
ความสัมพันธ์ที่ผิดที่ผิดทางแบบนี้ ถ้ายังฝืนดึงดันอยู่ต่อไป จะมีแต่ความอึดอัดใจ
ผมกำลังจะสารภาพความจริง
แต่คุณปู่กลับหยิบบางอย่างออกมา
“แล้วก็ ชอบดินสอสีใช่ไหม? ปู่ซื้อมารอไว้ให้แล้วนะ”
คุณปู่หยิบกระป๋องเหล็กที่มีคำว่า <100 Colored pencils> ออกมาจากถุงกระดาษ
พอเปิดฝาออก ดินสอสีจำนวนร้อยแท่งเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ งดงามราวกับเครื่องประดับชั้นสูง
มือของผมสั่นโดยไม่รู้ตัว
นี่มัน
ด้วยดินสอสีนี้ จะสามารถวาดอะไรออกมาได้บ้างกันนะ
ไม่สิ ด้วยเฉดสีที่หลากหลายละเอียดอ่อนขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็สามารถวาดออกมาได้แน่นอน
“สวยใช่ไหม?”
ผมพยักหน้า
“อยากได้ไหม?”
อยากได้มาก
“ฮุนอา ปู่คือใครนะ?”
“……”
“ทำไมไม่ตอบล่ะ?”
คุณปู่เขย่ากล่องดินสอสีอยู่ตรงหน้า
“……ปู่ครับ”
“ฮ่า ฮ่าฮ่า ฮ่า ฮ่า! ใช่แล้ว! ปู่นี่แหละคือปู่ของฮุน!”
คุณปู่ที่มักจะมองผมด้วยสายตาเศร้า ๆ ตลอด กลับหัวเราะเสียงดังอย่างเริงร่าเป็นครั้งแรก