คำพูดเมื่อครู่แทบจะทำให้ทุกคนตาสว่าง และก็ทำให้ฉีเซี่ยตาสว่างเช่นกัน
ใช่แล้ว โอกาสชนะของ "คนโกหก" นั้นมีมากเกินไปจริงๆ
ฉีเซี่ยขมวดคิ้ว ทำไมโอกาสชนะของตัวเองถึงได้มากขนาดนี้?
การโกหกต่อหน้ากลุ่มคนแปลกหน้าที่ไม่ได้รู้จักหรือรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเขา แค่แต่งเรื่องโกหกขึ้นมาส่งเดช ใครก็ยากจะจับผิดได้
หรือว่าแค่ใช้ชื่อปลอม ก็สามารถส่งคนแปดคนไปตายได้จริงๆ งั้นหรือ?
หรือจะบอกว่า...
คนที่จับได้ "คนโกหก" คือผู้ถูกเลือกจากสวรรค์ และนี่ก็คือเกมที่ไม่ยุติธรรมมาตั้งแต่แรกแล้ว?
"ไม่ถูก..." ฉีเซี่ยคิดในใจ "ถ้าจับได้การ์ดใบนี้แล้วรอดชีวิต สู้เขียนคำว่า "เป็น" กับ "ตาย" ลงบนการ์ดไปเลยตรงๆ ไม่ดีกว่าหรือ ทำแบบนั้นยังจะบรรลุเป้าหมายได้ง่ายกว่าเสียอีก ไม่อย่างนั้นเกมที่กินเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงนี้จะมีความหมายอะไร?"
ความรู้สึกขัดแย้งอย่างรุนแรงแผ่ซ่านขึ้นมาในใจของเขา
ฉีเซี่ยนึกทบทวนทุกคำพูดที่หัวแพะเคยกล่าวเอาไว้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หรือว่า...
"เฮ้ย ถึงตานายแล้ว" เฉียวเจียจิ้นยื่นมือมาตบไหล่ฉีเซี่ยเบาๆ
เขาเพิ่งจะรู้สึกตัว และพบว่าทุกคนกำลังมองมาที่เขาด้วยสายตาแปลกประหลาด
มาถึงตอนนี้ไม่มีเวลาให้คิดอะไรให้มากความอีกแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาจะยิ่งดูน่าสงสัยมากขึ้นไปอีก
เขาตั้งสติให้มั่น แล้วเรียบเรียงความคิดในหัวเสียใหม่
ในหัวของเขามีประโยคที่ว่า "ผมชื่อหลี่หมิง คนซานตง" วนเวียนอยู่ตลอดเวลา...
ทว่าวินาทีนี้จะใช้คำตอบนั้นไม่ได้เด็ดขาด หากอยากจะหา "วิธีแก้โจทย์" ของเกมนี้ให้เจอ มีแต่ต้องลองเสี่ยงดวงดูสักตั้ง
ฉีเซี่ยลืมตาขึ้นมา แล้วกล่าวกับทุกคนว่า "ทุกท่าน ผมชื่อฉีเซี่ย เป็นคนซานตง และเป็นนักต้มตุ๋นมืออาชีพครับ"
"นักต้มตุ๋นงั้นเหรอ?"
ผู้คนในที่นั้นเพียงแค่ได้ยินประโยคแรกที่ฉีเซี่ยเอ่ยปากก็พากันร้องอุทานออกมาทันที เพราะท้ายที่สุดแล้วบทบาท "นักต้มตุ๋น" ก็ได้ไปปรากฏอยู่ในเรื่องราวของใครหลายคน
นักต้มตุ๋นคนนี้ได้เชื่อมโยงเรื่องราวของทุกคนเข้าไว้ด้วยกันอย่างเลือนราง
ทว่าสิ่งที่น่าขันตลกร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ พวกเขาต้องมาตัดสินว่า "นักต้มตุ๋น" กำลังพูดความจริงอยู่หรือไม่
"ก่อนที่จะมาที่นี่ ผมกำลังหาวิธีฟอกเงินสองล้านในมือให้สะอาดอยู่ครับ"
"สรุปก็คือต้องลงแรงไปพอสมควรเลยล่ะ สุดท้ายก็ได้เงินมาหนึ่งล้านสี่แสนหยวน นี่เป็นวิธีที่ประหยัดเงินที่สุดเท่าที่ผมจะคิดออกแล้ว"
"แต่ระหว่างทางที่ถือเงินกลับมา จู่ๆ ก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้น พอเดินมาถึงหน้าประตูบ้านก็เห็นว่าบ้านของผมกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรงไม่หยุด"
"ตามหลักการแล้ว เวลาแบบนี้ไม่ควรเข้าไปในตัวอาคารเด็ดขาด เพราะบ้านเสี่ยงที่จะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ แต่ผมเป็นห่วงคนที่อยู่ข้างใน ก็เลยทำได้แค่วิ่งฝ่าเข้าไปในตอนนั้น"
"และก็เป็นอย่างที่คิด ทันทีที่ผมเข้าไปในห้อง โถงทางเดินก็พังครืนลงมา ผมถูกทับและหมดสติไป"
ฉีเซี่ยใช้น้ำเสียงราบเรียบเล่าเรื่องราวนี้จบลงด้วยประโยคเพียงไม่กี่ประโยค ทุกคนต่างจ้องมองเขาด้วยความระแวดระวัง
เขารู้ดีว่าตัวเองกำลังทำเรื่องที่เสี่ยงอันตรายมาก แต่มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะพิสูจน์ได้ว่าความคิดของเขาถูกต้องหรือไม่
เพียงแค่หัวแพะเอ่ยปากขึ้นมาในตอนนี้ นั่นก็พิสูจน์ได้แล้วว่าสิ่งที่เขาคาดเดาเอาไว้นั้นถูกต้องไปแปดเก้าส่วนแล้ว
เป็นไปตามที่ฉีเซี่ยคาดการณ์เอาไว้ หัวแพะค่อยๆ ก้าวเดินมาข้างหน้า แล้วกล่าวกับทุกคนว่า "ดีมาก ทุกคนได้เล่าเรื่องราวของตัวเองจบลงแล้ว ต่อจากนี้คือเวลาสำหรับการปรึกษาหารืออย่างอิสระยี่สิบนาที หลังจากผ่านไปยี่สิบนาที ทุกคนจะต้องเขียนชื่อหนึ่งชื่อลงบนกระดาษสีขาวตรงหน้าของตัวเอง"
"ว่าแล้วเชียว!" ฉีเซี่ยเลิกคิ้วขึ้น "มีเวลายี่สิบนาทีจริงๆ ด้วย!"
ถ้าเป็นแบบนี้ ทุกอย่างก็สมเหตุสมผลแล้ว!
ในตอนนี้ทุกคนเริ่มมีท่าทีลุกลนตื่นตระหนก เพราะระยะเวลาที่จะเป็นตัวตัดสินความเป็นความตายของพวกเขานั้นเหลือเพียงแค่ยี่สิบนาทีสุดท้ายแล้ว
เฉียวเจียจิ้นกับหลี่ซ่างอู่ต่างก็อยากจะโหวตคะแนนให้อีกฝ่าย อาจเป็นเพราะสายอาชีพที่ขัดแย้งกัน ทั้งสองคนจึงเต็มไปด้วยความเป็นปรปักษ์ต่อกัน
ส่วนหมอจ้าวก็เริ่มซักไซ้ไล่เลียงนักเขียนหานอีม่อ เพราะเรื่องราวของหานอีม่อนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของคนอื่นเลยแม้แต่น้อย
ทนายจางกับเซียวหร่านดูเหมือนจะเคลือบแคลงสงสัยในตัวฉีเซี่ย ส่วนหลินฉิน หานอีม่อ และเถียนเถียน ทั้งสามคนยังคงลังเลใจอยู่
หากมองตามกฎผิวเผินล่ะก็ ในเกมตานี้ "คนโกหก" กำลังจะเป็นฝ่ายชนะแล้ว
เพราะคะแนนโหวตไม่มีทางเป็นเอกฉันท์
กฎระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องให้ทุกคนเลือกคนโกหกได้ถูกต้องตรงกันเท่านั้น ทั้งแปดคนจึงจะรอดชีวิตไปได้พร้อมกัน
ฉีเซี่ยไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการปรึกษาหารือใดๆ เขาเพียงแค่หลับตาลงเงียบๆ
เบาะแสนับไม่ถ้วนกำลังวนเวียนอยู่ในหัวของเขา
หัวแพะบอกว่า "ในบรรดาคนที่เล่าเรื่อง มีคนโกหกเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น"
หัวแพะบอกว่า "กฎคือสิ่งชี้ขาดเด็ดขาด"
หัวแพะบอกว่า "ทุกท่านได้หลับใหลไปเป็นเวลานานถึงสิบสองชั่วโมงแล้ว"
ฉีเซี่ยลืมตาทั้งสองข้างขึ้นมา ตอนนี้ยังขาดข้อมูลอีกเพียงข้อเดียวเท่านั้น "โจทย์" ข้อนี้ก็จะสามารถคลี่คลายได้แล้ว
แต่ว่าข้อมูลที่ว่านั่นอยู่ที่ไหนกันล่ะ?
ทันใดนั้นเอง ประกายความคิดหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นมาในหัว
เส้นตารางที่ตัดกันไปมาทั้งแนวตั้งและแนวนอนบนกำแพงและพื้นห้อง ทำให้เขาตาสว่างขึ้นมาในทันที เขาหันไปมองนาฬิกาบนโต๊ะอีกครั้ง ตอนนี้ใกล้จะตีหนึ่งแล้ว
"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง..." ฉีเซี่ยเบิกตากว้าง "หวุดหวิดไปแล้วเชียว... ผมเป็นนักต้มตุ๋นแท้ๆ แต่กลับเกือบจะถูกพวกคุณหลอกเอาเสียแล้ว"
ทุกคนดูเหมือนจะสังเกตเห็นท่าทีที่ผิดปกติของฉีเซี่ย เพียงแต่นักต้มตุ๋นคนนี้เอาแต่เงียบและพูดน้อยมาตั้งแต่ต้น พวกเขาจึงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
"นี่ ขอขอกระดาษให้ผมอีกสักแผ่นได้ไหม?" ฉีเซี่ยเอ่ยถามหัวแพะ
เมื่อได้ยินประโยคนี้ หัวแพะก็ชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นจึงเอ่ยถามหยั่งเชิงว่า "แก... จะเอากระดาษไปอีกแผ่นงั้นหรือ?"
"ใช่ครับ" ฉีเซี่ยพยักหน้ารับ "ผมต้องการกระดาษทด"
หัวแพะนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะล้วงเอากระดาษอีกแผ่นออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทของตัวเอง แล้วยื่นส่งให้ฉีเซี่ย
ฉีเซี่ยเองก็ไม่เกรงใจ เขารับกระดาษมาแล้วก็ลงมือขีดเขียนคำนวณทันที
เขานับช่องตารางสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่บนกำแพง รวมแล้วมีทั้งหมดเก้าช่อง ส่วนตารางบนพื้นและเพดานมีทั้งหมดสิบหกช่อง
"ถ้าเดาไม่ผิดล่ะก็..." ฉีเซี่ยขยับปากกาจดอะไรบางอย่างลงไปอย่างรวดเร็ว "ตารางสี่เหลี่ยมพวกนี้มีขนาดหนึ่งตารางเมตรต่อหนึ่งช่อง นั่นก็หมายความว่าตอนนี้พวกเรากำลังอยู่ในห้องที่มีความสูงสามเมตร มีความกว้างและความยาวด้านละสี่เมตร..."
"สี่คูณสี่คูณสาม... เท่ากับสี่สิบแปดลูกบาศก์เมตร"
มือของฉีเซี่ยสั่นเทาเล็กน้อย "ไม่พอ... ไม่พอจริงๆ ด้วย..."
ทุกคนต่างจ้องมองฉีเซี่ยด้วยความไม่เข้าใจ นี่มันเป็นโจทย์ปัญหาที่ต้องอนุมานว่าใครเป็นคนโกหกแท้ๆ แต่เขากลับมานั่งแก้โจทย์คณิตศาสตร์เสียอย่างนั้น
พวกเขาเห็นฉีเซี่ยตั้งสมการคำนวณในแนวตั้งอีกมากมาย จนในที่สุดก็ได้ตัวเลข "54.6" และ "49.14" สองตัวนี้ออกมา
เมื่อเห็นตัวเลขทั้งสองตัวนี้ ใบหน้าของฉีเซี่ยก็ซีดเผือดไร้สีเลือด ราวกับกำลังพยายามทำใจยอมรับอะไรบางอย่าง
หากสิ่งที่เขาคาดเดาเอาไว้ถูกต้องทั้งหมดล่ะก็ สถานการณ์ในตอนนี้มันก็ช่างน่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว
นัยน์ตาของเขาสั่นระริกไม่หยุด ความคิดในหัวหลุดลอยเตลิดเปิดเปิงไปไกลแสนไกลแล้ว
เสียงโต้เถียงของทุกคนก็ค่อยๆ เบาลงเช่นเดียวกัน
ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ไม่ยอมเข้าร่วมการปรึกษาหารือใดๆ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาคำนวณอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา หรือว่าเขาจะหา "คำตอบ" ของโจทย์ข้อนี้เจอแล้วจริงๆ งั้นหรือ?
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน เขาจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา แล้วมองไปที่ทุกคน
แววตาคู่นั้นแฝงเอาไว้ด้วยความหวาดกลัว ความลังเล ความเคลือบแคลงสงสัย และความสับสนมึนงง
"ทุกท่านครับ" ฉีเซี่ยกระแอมเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "เดิมทีผมไม่ได้อยากจะช่วยพวกคุณหรอกนะครับ แต่ถ้าพวกคุณเลือกผิด ผมเองก็จะต้องตายไปด้วย ผมจะมาตายอยู่ที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด ยังมีคนรอผมอยู่ข้างนอก ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรผมก็ต้องหาทางออกไปให้ได้ ผมจึงทำได้เพียงแค่ประกาศคำตอบออกมาตรงนี้ หวังว่าพวกคุณจะตั้งใจฟังผมพูดจนจบนะครับ"
"ไอ้หนุ่ม 'คำตอบ' หมายความว่ายังไงวะ?" เฉียวเจียจิ้นที่นั่งอยู่ใกล้กับฉีเซี่ยมากที่สุดชะงักไปเล็กน้อย "แกรู้แล้วเหรอว่าใครกำลังโกหก?"
ฉีเซี่ยไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาเพียงแค่ยื่นมือไปหยิบ "การ์ดประจำตัว" ของตัวเองขึ้นมา แล้วค่อยๆ หงายมันขึ้นต่อหน้าทุกคน
"นี่คือบทบาทที่ผมจับได้ครับ"
ทุกคนเพ่งสายตามองไปที่การ์ดใบนั้น ตัวอักษรคำว่า "คนโกหก" บนการ์ดช่างดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง