หนึ่งทุ่มตรง ณ โต๊ะอาหาร
คุณยายมองดูสมาชิกครอบครัวรอบโต๊ะ แล้วประกาศด้วยอารมณ์ที่ค่อนข้างดีว่า
"หยวนจื่อ พรุ่งนี้บ่ายน้าชายของหลานจะกลับมาแล้วนะ หยวนจวิน อย่าลืมขับรถไปรับล่ะ อวี้เอ่อร์ เลิกงานแล้วก็รีบกลับบ้านเร็วๆ หน่อย"
อวี้เอ่อร์คือชื่อเล่นของน้าเล็ก
จางหยวนชิงกับเจียงอวี้เอ่อร์แทะน่องไก่กันคนละชิ้น เฉินหยวนจวินซดน้ำซุปไก่ ทั้งสามคนล้วนมีสีหน้าเรียบเฉย
เมื่อคุณยายเห็นดังนั้นก็วางตะเกียบดังปัง ถลึงตาพูดว่า "ได้ยินที่ฉันพูดไหมเนี่ย"
"อ้อ"
"อืม"
"ทราบแล้วครับ"
คุณยาย "..."
น้าชายกับน้าสะใภ้ไปเที่ยวต่างประเทศเกือบสองเดือนแล้ว น้าชายไม่เอาการเอางานแถมยังใช้ชีวิตเสเพล ส่วนน้าสะใภ้ก็เป็นคุณนายหยิบจับอะไรไม่เป็น มีหรือไม่มีสองคนนี้อยู่บ้านก็ไม่ต่างกันเลยสักนิด
กลับมาก็คือกลับมา ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีที่ต้องเฉลิมฉลองอะไร คงมีแต่คุณยายคนเดียวที่พอใจกับการกลับมาของน้าชาย
เจียงอวี้เอ่อร์แทะน่องไก่พลางพูดว่า "ทำไมตัวกาลกิณีของตระกูลถึงไม่อยู่เที่ยวต่ออีกสักสองสามเดือนล่ะ ตอนที่พวกเขาสองคนไม่อยู่ บ้านเราสงบสุขจะตาย"
เฉินหยวนจวินปรายตามองอาหญิงเล็กแล้วพูดว่า "อย่าพูดแบบนั้นสิครับ ยังไงตัวกาลกิณีของตระกูลก็เป็นพ่อผมนะ"
จางหยวนชิงมองพี่ชายแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า "อย่าพูดแบบนั้นสิครับ ยังไงตัวกาลกิณีของตระกูลก็เป็นน้าชายผมนะ"
เมื่อเห็นคุณยายโกรธจัดจนลุกขึ้นเตรียมจะฉีกอกพวกลูกหลานอกตัญญู เจียงอวี้เอ่อร์ก็รีบปลอบโยน พร้อมกับโยนหัวข้อสนทนาที่แม่ของตนต้องสนใจแน่ๆ ออกมา
"แม่คะ ที่โรงพยาบาลพวกหนูมีผีหลอกด้วยแหละ"
ผีหลอกเหรอ? จางหยวนชิงหูผึ่งขึ้นมาทันที
คุณยายเลิกสนใจเรื่องลูกชายตัวเองจริงๆ แล้วรีบถามว่า
"ตายจริง อยู่ดีๆ มีผีอะไรมาหลอก รีบเล่าให้แม่ฟังซิ"
"ก็พี่โจวแผนกหนูน่ะสิคะ ตอนเข้าเวรดึกแกได้ยินเสียงเด็กหัวเราะคิกคักอยู่ในออฟฟิศ พอเดินเข้าไปดูก็ไม่เห็นมีเสียงแล้ว จากนั้นแกก็ไปเข้าห้องน้ำ พอส่องกระจกก็เห็นเด็กทารกเกาะอยู่บนไหล่ ทำเอาแกตกใจแทบตายแน่ะ"
น้าเล็กพูดอย่างมีน้ำโหว่า "ไม่ใช่แค่พี่โจวนะคะ เพื่อนร่วมงานคนอื่นที่เข้าเวรดึกก็บอกว่าบางทีได้ยินเสียงเด็กหัวเราะตอนเที่ยงคืนเหมือนกัน ทุกคนลือกันว่าต้องเป็นเด็กที่ถูกทำแท้งแล้วไม่ยอมไปผุดไปเกิด เลยยังวนเวียนอยู่ในโรงพยาบาลแน่ๆ"
คุณยายฟังอย่างออกรส ออกความเห็นว่า "น่ากลัวจริง ฉันว่าก็น่าจะเป็นแบบนั้นแหละ วันหลังถ้าแกเข้าเวรดึกก็ให้หยวนจื่อไปเป็นเพื่อนสิ แล้วมีอีกไหมๆ"
"มีสิคะ มีสิ..."
นิสัยชอบนินทาของคุณยายไม่ได้ส่งต่อมาถึงแม่ แต่ถูกน้าเล็กรับไปเต็มๆ... จางหยวนชิงฟังสองแม่ลูกซุบซิบนินทากันจ้อกแจ้กจอแจ ความสนใจที่ถูกจุดประกายขึ้นในใจเมื่อครู่ก็ค่อยๆ มอดดับลง
ในฐานะเทพท่องราตรี พอฟังปุ๊บเขาก็รู้ทันทีว่านี่เป็นแค่เรื่องเล่าลือ ไม่ใช่เรื่องจริง
ประการแรก ร่างวิญญาณไม่สามารถส่งเสียงได้ เพราะพวกมันไม่มีตัวตน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเส้นเสียง เว้นเสียแต่ว่าพลังของร่างวิญญาณจะส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนโดยตรง
ทว่าด้วยความตั้งใจและระดับพลังจิตของทารก เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีร่างวิญญาณหลงเหลืออยู่หลังจากตายไปแล้ว
ประการสุดท้าย ตาเนื้อของคนธรรมดามองไม่เห็นร่างวิญญาณ พวกที่ใกล้ตายหรือมีพลังหยินในตัวสูงอาจจะมีปฏิสัมพันธ์กับร่างวิญญาณได้บ้าง ดังนั้นการเกิดเหตุการณ์บังเอิญขึ้นจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
แต่การที่หลายคนได้ยินเสียงทารกหัวเราะพร้อมๆ กันเนี่ย มันไร้สาระชัดๆ
"น้าเล็กครับ ระวังตัวหน่อยนะ อย่าเผลอพาเด็กตายโหงที่โรงพยาบาลกลับมาบ้านล่ะ" จางหยวนชิงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
เจียงอวี้เอ่อร์ที่กำลังเล่าอย่างเมามัน ใบหน้ารูปไข่พลันแข็งค้าง ร้องโวยวายว่า "แม่คะ เขาหลอกหนูอีกแล้ว!"
คุณยายเขกหัวหลานชายไปหนึ่งทีพอเป็นพิธี
...
หลังกินมื้อค่ำเสร็จ จางหยวนชิงก็แอบย่องออกจากบ้าน นั่งรถแท็กซี่ไปยังโรงพยาบาลระดับตติยภูมิที่ใกล้ที่สุด
เขาจะไปส่งวิญญาณที่โรงพยาบาลเพื่อเพิ่มค่าประสบการณ์
สกิล "กลืนวิญญาณ" ของเทพท่องราตรีเป็นวิธีเลื่อนระดับที่ดีที่สุดในตอนนี้ แดนวิญญาณจะเปิดอีกครั้งเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ การเพิ่มความแข็งแกร่งก่อนเข้าไปในแดนวิญญาณจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
แม้จะอยู่ระดับ 1 เท่ากัน แต่ค่าประสบการณ์ 99% กับ 1% นั้น พลังต่อสู้ถือว่าต่างกันราวฟ้ากับเหว
โรงพยาบาลเป็นสถานที่ชั้นยอดสำหรับเทพท่องราตรีในการเพิ่มค่าประสบการณ์ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนรวมอยู่ที่นี่ แน่นอนว่าเมรุเผาศพก็ไม่เลวเหมือนกัน เพียงแต่เมรุเผาศพในซงไห่ล้วนตั้งอยู่แถบชานเมือง ในตัวเมืองแทบไม่มีเลย
ระหว่างนั่งอยู่ในรถ จางหยวนชิงก็นึกถึงคำพูดของกวนหย่าในวันนี้ขึ้นมา
"ทำไมเทพท่องราตรีของสำนักไท่อีถึงค่อนข้างถือสาเรื่องการกลืนร่างวิญญาณนัก มันเป็นกฎของวงการเพราะรู้สึกว่าทำให้เสียบุญบารมีงั้นเหรอ หรือว่ามีเหตุผลอื่นกันแน่"
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ล็อกอินเข้าสู่ฟอรัมทางการของผู้ท่องแดนวิญญาณเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
ผลการค้นหาแสดงว่า: ไม่พบคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง
...
แถบชานเมือง ม่านราตรีเริ่มแผ่ปกคลุม
ในห้องเช่าราคาถูกแห่งหนึ่งของนิคมอุตสาหกรรม ภายในห้องนั่งเล่นที่ทั้งสกปรกและรกตารุงรัง โอวเซี่ยงหรงประคองชามบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชามใหญ่ที่เพิ่งต้มเสร็จ เดินมายังโต๊ะที่เต็มไปด้วยกระป๋องเบียร์
เขาปัดมือส่งเดช กวาดกระป๋องเบียร์และข้าวของจุกจิกตกลงพื้นดัง "เคร้งคร้าง" เพื่อเคลียร์พื้นที่สำหรับวางชามใบใหญ่ จากนั้นก็หยิบเบียร์กระป๋องหนึ่งออกมาจากตู้เย็น
เขาสูบเส้นบะหมี่คำโต ดื่มเบียร์อึกใหญ่
บะหมี่ที่เพิ่งต้มเสร็จร้อนระอุสุดๆ แต่ก็ไม่อาจลวกเซลล์ช่องปากอันแข็งแกร่งทนทานของเขาได้
โอวเซี่ยงหรงผู้มีขนคิ้วบางเบามีสีหน้าดุร้ายสลับกับเย็นชา บางครั้งก็ดูเคียดแค้นชิงชัง... ราวกับผู้ป่วยโรคจิตที่กำลังจะคลุ้มคลั่ง
ทันใดนั้น ใบหูของเขาก็กระดิก เขาหยุดชะงักตะเกียบ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยมในทันที
โอวเซี่ยงหรงค่อยๆ ลุกขึ้น ชักมีดยานางิบะที่เสียบอยู่ในฝักตรงเอวด้านหลังออกมา แล้วขยับเข้าไปใกล้ประตูห้องอย่างแผ่วเบาไร้สุ้มเสียง
"ปัง!"
เขาเพิ่งจะเข้าใกล้โถงทางเข้า ประตูห้องก็ถูกถีบเปิดออกอย่างรุนแรง วินาทีต่อมา แสงสว่างเจิดจ้าก็สว่างวาบ ลูกไฟร้อนระอุพุ่งเข้าชนเขา
ลมร้อนปะทะใบหน้า โอวเซี่ยงหรงชะงักฝีเท้า ตวัดแขนขวาที่ถือมีด ประกายมีดขาววับฟันเข้าใส่ลูกไฟ เสียงดัง "ตู้ม" ภายในห้องเต็มไปด้วยเปลวเพลิงสีสันตระการตาที่ปลิวว่อน
ท่ามกลางแสงไฟที่สว่างวาบขึ้นมากะทันหัน ร่างเงาที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงพุ่งทะยานเข้ามาในห้องเช่า ย่อเข่าดีดตัวพุ่งเข้าชนโอวเซี่ยงหรงราวกับจรวด
โอวเซี่ยงหรงดุร้ายป่าเถื่อนยิ่งกว่า เขาเบี่ยงตัวหลบ แล้วใช้ไหล่กระแทกสวนกลับไปข้างหน้าอย่างแรง
"ปึก!"
ร่างเงานั้นลอยกระเด็นกลับไป กระแทกเข้ากับกำแพงตรงโถงทางเดินจนกำแพงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
โอวเซี่ยงหรงที่มีรอยไหม้เกรียมเต็มมือขวาและหัวไหล่กัดฟันทนความเจ็บปวด หันหลังพุ่งไปที่หน้าต่าง เขาไม่กล้าออกทางโถงทางเดิน โถงทางเดินของตึกเก่าๆ แบบนี้คับแคบมาก หากถูกล้อมกรอบเมื่อไหร่ เขาต้องตายสถานเดียว
ท่ามกลางเสียงกระจกแตกกระจาย โอวเซี่ยงหรงก็กระโดดลงมาจากชั้นสาม
"ปัง ปัง!"
โอวเซี่ยงหรงที่เพิ่งพุ่งทะลุหน้าต่างออกมาได้ยินเสียงปืนดังขึ้นสองนัด เขาใช้มีดยานางิบะปัดกระสุนที่ยิงเล็งหัวกระเด็นออกไปได้ แต่กลับไม่อาจหยุดยั้งกระสุนที่ยิงเจาะหน้าอกได้
พลังจลน์มหาศาลของกระสุนทะลวงผ่านผิวหนัง แต่ถูกกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งหนีบเอาไว้
เมื่อมองไปตามเสียงปืน ในเงามืดริมพุ่มไม้ มีสาวลูกครึ่งร่างสูงโปร่งยืนอยู่ เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกระโปรงทรงสอบแบบสาวออฟฟิศ เส้นผมสลวยปลิวไสวไปตามสายลม ดูเย็นชาและงดงามไร้ที่ติ
มือทั้งสองข้างของเธอถือปืนพกสีเงิน เรียวขายาวที่สวมถุงน่องสีดำรัดซองปืนไว้สองอัน
ปัง ปัง ปัง... สาวลูกครึ่งลั่นไกปืนอย่างเยือกเย็น ฝีมือแม่นยำราวกับจับวาง คล้ายกับว่าเธอสามารถคาดเดาวิถีการร่วงหล่นของเขาได้ล่วงหน้า
หลังจากโดนยิงไปหลายนัด ในที่สุดโอวเซี่ยงหรงก็ร่วงลงสู่พื้น เขาตวัดสายตามองไปที่หญิงลูกครึ่งอย่างรวดเร็ว รูม่านตาปรากฏอักขระบิดเบี้ยวสีเลือดสองตัว
วินาทีต่อมา สีหน้าของหญิงสาวก็กลายเป็นเหม่อลอย เธอหันกระบอกปืนมาจ่อที่กลางหว่างคิ้วของตัวเอง
"ปัง!"
ปากกระบอกปืนพ่นเปลวไฟออกมา ทว่ากระสุนกลับไม่อาจเจาะทะลุหน้าผากเกลี้ยงเกลาของหญิงสาวได้ มันถูกฝ่ามือหยาบกร้านคู่หนึ่งขวางเอาไว้
ข้างกายเธอมีชายแต่งตัวเหมือนกรรมกรสวมหมวกนิรภัยโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ใบหน้าดำคล้ำเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เอ่ยว่า
"ปีศาจล่อลวงงั้นเหรอ?"
"ปีศาจล่อลวงระดับ 3 ต่างหาก"
ชายถือไม้เท้าคนหนึ่งเดินออกมาจากความมืด เขาสวมชุดสูทสีดำทับเสื้อกั๊กสีดำและเสื้อเชิ้ตสีขาว ผมที่ชโลมน้ำมันถูกหวีจนเรียบแปล้ไร้ที่ติ
"ให้พวกลูกน้องไปวางกำลังป้องกันอยู่นอกเขตชุมชน อย่าเข้ามาใกล้ที่นี่"
อีกเสียงหนึ่งดังขึ้น หญิงวัยกลางคนหน้าตาสะสวยในชุดกี่เพ้าลายหมึกจีนเดินออกมาจากโถงทางเดิน บุคลิกดูอ่อนโยนสงบเสงี่ยม รูปร่างหน้าตางดงาม
โอวเซี่ยงหรงถือมีดไว้ในมือ กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยสีหน้ามืดครึ้ม
"บรื้น บรื้น บรื้น..."
ตอนนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ก็ดังคำรามมาจากที่ไกลๆ แสงไฟสว่างจ้าแหวกทะลุความมืด รถขี่มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามา หญิงสาวบนรถสวมชุดแข่งรถสีขาว โน้มตัวไปข้างหน้า ในมือถือดาบยาวสีดำความยาวสามฉื่อ พุ่งทะยานเข้ามาเป็นทัพหน้า
วินาทีต่อมา เสียงปืนก็ดังขึ้นอีกครั้งเพื่อปิดทางถอยของโอวเซี่ยงหรง ร่างเงาเปลวเพลิงกระโดดลงมาจากหน้าต่าง เข้าสกัดกั้นจากด้านข้าง
ถังกั๋วเฉียงที่สวมหมวกนิรภัยกดมือทั้งสองข้างลงบนพื้น พื้นซีเมนต์แตกดัง "แกรก" มือที่ก่อตัวขึ้นจากดินโคลนคู่หนึ่งคว้าหมับเข้าที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของโอวเซี่ยงหรง
โอวเซี่ยงหรงกวัดแกว่งมีดยานางิบะอย่างใจเย็น ปัดกระสุนที่ยิงมาในมุมอับกระเด็นออกไป หัวกระสุนปะทะกับคมมีดจนเกิดประกายไฟแสบตา
วินาทีต่อมา กล้ามเนื้อขาของเขาก็ขยายตัว กระแทกมือดินโคลนจนแตกกระจาย ก่อนจะม้วนตัวกลิ้งไปข้างหน้า หลบพ้นร่างเปลวเพลิงที่พุ่งลงมาจากชั้นสามได้พอดิบพอดี
ตึก ตึก ตึก... หลังจากม้วนตัวลุกขึ้นยืน เขาก็สับเท้าวิ่งสุดชีวิต พุ่งเข้าหาหญิงสาวที่ขี่มอเตอร์ไซค์
ท่ามกลางความมืดมิด ทั้งสองพุ่งสวนทางกัน มีดยานางิบะอันคมกริบผ่าทะลวงหน้าอกของหญิงสาว แต่กลับไม่มีความรู้สึกเหมือนฟันโดนของแข็ง ในชั่วพริบตาที่ถูกคมมีดฟัน ร่างกายของหญิงสาวบนมอเตอร์ไซค์ก็กลายเป็นน้ำ
ทว่าดาบยาวของเธอกลับตวัดผ่านหน้าอกและหน้าท้องของโอวเซี่ยงหรง
หน้าอกของโอวเซี่ยงหรงปริแตก เลือดสดๆ ทะลักออกมาราวกับน้ำพุ
เขาไม่สนใจบาดแผลเลยแม้แต่น้อย สองเท้ายังคงวิ่งหนีออกไปนอกเขตชุมชนอย่างไม่หยุดหย่อน
ตอนนั้นเอง หญิงวัยกลางคนหน้าตาสะสวยในชุดกี่เพ้าก็กระโดดออกมาจากหน้าต่างชั้นสอง เธอเปลือยเท้าขาวผ่อง วิ่งไปบนกำแพงราวกับวิ่งบนพื้นราบ
เธอโผทะยานเพียงครั้งเดียวก็มาร่อนลงตรงหน้าโอวเซี่ยงหรง ตวาดเสียงแหลม หมุนตัว ชายกี่เพ้าปลิวไสว เรียวขายาวอันแข็งแกร่งทรงพลังหวดแหวกอากาศราวกับแส้ ฟาดเข้าใส่ร่างของโอวเซี่ยงหรงอย่างจัง
ฝ่ายหลังลอยกระเด็นไปราวกับลูกปืนใหญ่ กระแทกกำแพงตึกที่พักอาศัยจนแตกร้าว ก่อนจะค่อยๆ ร่วงหล่นลงไปกองกับพื้น
"กล้าฆ่าผู้ท่องแดนวิญญาณของทางการในเขตรับผิดชอบของฉัน แกนี่ไม่เลวเลยนะ"
จังหวะนั้น หลี่ตงเจ๋อที่ยืนดูละครฉากนี้มาตั้งแต่ต้นจนจบก็ถือไม้เท้าเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า เขามีสีหน้าเคร่งขรึม เยือกเย็นราวกับบอสใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลัง เอ่ยเสียงเรียบว่า
"หลังจากนี้ ฉันจะส่งแกไปลงนรกด้วยตัวเอง"
"เฮ้อ..." เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังก้องไปทั่วบริเวณ โอวเซี่ยงหรงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน นัยน์ตาทั้งสองข้างแดงก่ำดั่งเลือด เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและโหดเหี้ยม พลังอันชั่วร้ายและแข็งแกร่งขุมหนึ่งตื่นขึ้นมาจากภายในร่างกายของเขา
เขาพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า "พวกแกทุกคนต้องตาย"
หลี่ตงเจ๋อถอยหลังไปสองก้าวเงียบๆ "พี่น้อง เมื่อกี้ฉันพูดเล่นน่ะ ฉันไม่ใช่คนที่จะฮุบความดีความชอบไว้คนเดียวเด็ดขาด"
...
ภายในรถแท็กซี่ จางหยวนชิงที่ไม่พบข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวข้อง กดกลับไปยังหน้าแรกของฟอรัม แล้วรีเฟรชหน้าเว็บตามสัญชาตญาณ
จากนั้นก็เห็นกระทู้หนึ่งถูกไฮไลต์สีแดงและปักหมุดไว้บนสุด
#หมายจับ! ปีศาจล่อลวงระดับ 3 โอวเซี่ยงหรง#
เมื่อไม่กี่นาทีก่อนยังไม่มีกระทู้นี้เลย
จางหยวนชิงคลิกเข้าไปอ่านกระทู้
"โอวเซี่ยงหรง ปีศาจล่อลวงระดับ 3 ก่อเหตุสังหารจ้าวอิงจวิน ทหารพรานกองกำลังพยัคฆ์ขาวแห่งพันธมิตรห้าธาตุเมื่อวันที่ 18 เมษายน และหลบหนีจากการปิดล้อมของหน่วยแดนวิญญาณเขตคังหยางไปได้เมื่อคืนวันที่ 19 เมษายน เวลา 19:05 น.
"บุคคลผู้นี้มีพลังชั่วร้ายที่น่าสะพรึงกลัวบางอย่างแฝงอยู่ในตัว ไม่ใช่ปีศาจล่อลวงทั่วไป เขาถูกหน่วยแดนวิญญาณเขตคังหยางโจมตีจนบาดเจ็บสาหัส ขณะนี้ยังไม่ทราบเบาะแส ขอให้หน่วยผู้ท่องแดนวิญญาณทุกเขตโปรดระวัง โอวเซี่ยงหรงอยู่ในภาวะใกล้คลุ้มคลั่ง หากพบเป้าหมาย ให้สังหารทันที
"ผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับรางวัลห้าหมื่นหยวน ผู้สังหารจะได้รับรางวัลหนึ่งแสนหยวน"
กระทู้เพิ่งตั้งได้ไม่ถึงสามนาที คอมเมนต์ด้านล่างก็ทะลุหลักร้อยไปแล้ว
ล้วนแต่เป็นการบ่นด่าหน่วยแดนวิญญาณเขตคังหยางว่าทำงานไม่เอาไหน ปล่อยให้ปีศาจล่อลวงที่บ้าไปแล้วครึ่งหนึ่งหนีรอดไปได้
"บ้าไปแล้วหรือเปล่า บุคคลอันตรายที่พร้อมจะคลุ้มคลั่งได้ทุกเมื่อแบบนี้ ทีมของเขตคังหยางกินข้าวหรือกินหญ้ากันแน่"
"ถ้ามันคลุ้มคลั่งฆ่าคนจนถูกแดนวิญญาณออกประกาศจับ กว่าพวกเราจะไปถึง เลือดคงนองเป็นสายน้ำไปแล้ว พวกเราต้องโดนผู้ท่องแดนวิญญาณทั่วประเทศหัวเราะเยาะแน่ๆ หัวเราะเยาะว่าพวกเราป้องกันหละหลวม รับเงินเดือนแพงๆ แต่ไม่ยอมทำงานทำการ"
"ชิบหายแล้ว"
โอวเซี่ยงหรงหนีไปได้งั้นเหรอ? ผู้กองกับพวกเขาล็อกเป้าหมายแล้วเริ่มปฏิบัติการจับกุมเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?
จางหยวนชิงไม่รู้ว่าควรจะชมเชยประสิทธิภาพการทำงานของผู้กองและทีมงาน หรือจะด่าว่าทำงานห่วยแตกที่ปล่อยระเบิดเวลาลูกนี้หลุดมือไปได้ดี
"ในเมื่อปะทะกันแล้ว เลือดหรือแม้แต่ชิ้นส่วนเนื้อของโอวเซี่ยงหรงจะต้องตกอยู่ในที่เกิดเหตุแน่ๆ ถ้าใช้รองเท้าเต้นรำสีแดงก็น่าจะหาตัวเขาเจอได้..."
จางหยวนชิงนึกถึงไอเทมประเภทกฎเกณฑ์ชิ้นนั้นของตัวเองขึ้นมาทันที
...
PS: ต้นเดือนขอตั๋วรายเดือนหน่อยนะครับ เผลอแป๊บเดียวก็แปดหมื่นกว่าคำแล้ว อัปเดตเฉลี่ยวันละ 8000+ คำ ผมไม่มีสต็อกต้นฉบับเลยนะ







