"ผมเห็นหน้าคนร้ายแล้ว!"
ดวงตาที่เหม่อลอยของจางหยวนชิงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เขาหันขวับไปมองเพื่อนร่วมงานทั้งสองคนด้านข้างทันที
ขณะที่พูด เขาสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวอย่างรุนแรง เงามืดแห่งความตายยังคงวนเวียนอยู่ในใจ สลัดออกไปไม่ได้เสียที
ความรู้สึกตอนกลืนกินวิญญาณนั้น ทั้งอิ่มเอมและทรมานในเวลาเดียวกัน
หลี่ตงเจ๋อกับกวนหย่ารู้สึกโล่งใจขึ้นมาเปลาะหนึ่งและถอนหายใจออกมา ฝ่ายแรกเอ่ยปากถามอย่างเร่งรีบ
"หน้าตาเขามีลักษณะอย่างไร? อืม มีจุดเด่นอะไรชัดเจนไหม"
จางหยวนชิงนึกทบทวนพลางกล่าวว่า "ผู้ชาย อายุสามสิบถึงสามสิบห้าปี รูปร่างปานกลาง กำยำ แก้มซ้ายมีรอยแผลเป็นยาวประมาณครึ่งนิ้ว คิ้วบาง แววตาดุร้ายมาก..."
หลี่ตงเจ๋อฟังอย่างใจเย็น ในหัววาดโครงร่างคร่าวๆ ของคนร้ายขึ้นมา
ลักษณะใบหน้าของคนร้ายนั้นชัดเจนและจดจำได้ง่ายมาก
รอจนจางหยวนชิงพูดจบ กวนหย่าก็ถามขึ้น
"เขาได้ล่วงละเมิดเหยื่อผู้หญิงหรือเปล่า?"
จางหยวนชิงนึกย้อนไปถึงภาพสุดท้ายก่อนความทรงจำจะจบลง "น่าจะใช่นะครับ..."
กวนหย่าแน่ใจในข้อสันนิษฐานบางอย่างในใจ จึงหันไปมองหลี่ตงเจ๋อทันที ขมวดคิ้วแล้วพูดว่า
"ผู้กอง ฉันสงสัยว่าคนร้ายมีปัญหาทางจิตค่ะ"
จางหยวนชิงไม่เข้าใจ นึกในใจว่าไอ้คนที่ทำเรื่องโหดเหี้ยมพรรค์นี้ได้ มีหน้าไหนบ้างที่สภาพจิตปกติ?
หลี่ตงเจ๋อพยักหน้าและพูดอย่างเคียดแค้น "ไอ้สารเลวสมควรตกนรกนี่"
เมื่อเห็นจางหยวนชิงมีสีหน้างุนงง ผู้กองหลี่ก็ใช้สองนิ้วลูบหนวดเบาๆ แล้วอธิบายว่า
"ยังจำระบบลงโทษของค่าคุณธรรมได้ไหม"
จางหยวนชิงพยักหน้า
"การที่คนร้ายฆ่าชู้รักของจ้าวอิงจวินเพื่อฆ่าปิดปากถือเป็นพฤติกรรมปกติ แต่การล่วงละเมิดเหยื่อผู้หญิงก่อนลงมือฆ่า จะทำให้เขาถูกหักค่าคุณธรรมเพิ่มอีกก้อนหนึ่ง"
หลี่ตงเจ๋อเชื่อว่า ด้วยระดับสติปัญญาของนักศึกษามหาวิทยาลัยซงไห่คนนี้ คงเข้าใจความหมายในนั้นได้ไม่ยาก
เอ้อ ก็มีสิทธิ์ที่จะจิตไม่ปกติจริงๆ แฮะ... จางหยวนชิงเข้าใจแล้ว
ผู้ท่องแดนวิญญาณที่ก่ออาชญากรรมจะถูกหักค่าคุณธรรมจำนวนหนึ่ง ดังนั้นขอแค่เป็นคนที่มีสมองปกติ ก็จะพยายามไม่ไปกระตุ้นระบบลงโทษ การฆ่าปิดปากเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การขืนใจก่อนฆ่า ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ทำให้โดนหักค่าคุณธรรมเพิ่มอีกนั้น...
คนที่ทำเรื่องแบบนี้ได้ มีเพียงสองกรณีเท่านั้น หนึ่งคือมีค่าคุณธรรมเยอะเกินไปจนไม่เกรงกลัวอะไร สองคือสภาพจิตใจของคนร้ายมีปัญหา จนยากจะควบคุมสัญชาตญาณสัตว์ป่าในใจได้
เมื่อเทียบกันแล้ว ความเป็นไปได้ในกรณีที่สองมีมากกว่า
กวนหย่าผู้เจนจัดในเวลานี้กลับทำหน้าจริงจังอย่างเหลือเชื่อ มือข้างหนึ่งประคองหน้าอก อีกข้างประคองปลายคาง กล่าวว่า
"ผู้ท่องแดนวิญญาณที่มีสภาพจิตใจไม่มั่นคง ไม่ว่าจะเป็นอาชีพฝ่ายกฎระเบียบหรือฝ่ายชั่วร้าย ล้วนต้องถูกกำจัดทั้งสิ้น คนพวกนี้ที่แฝงตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ก็เหมือนกับระเบิดเวลาดีๆ นี่เอง"
ต่อให้ค่าคุณธรรมต่ำกว่า 60 จนถูกแดนวิญญาณประกาศตำแหน่ง และดึงดูดการตามล่าจากผู้ท่องแดนวิญญาณในเมืองเดียวกัน แต่ในช่วงเวลาช่องโหว่นั้น ผู้แข็งแกร่งที่มีพลังเหนือธรรมชาติคนหนึ่งก็มากพอที่จะฆ่ากวาดตั้งแต่หัวถนนยันท้ายถนนได้เลย
หญิงสาวผู้เจนจัดมองมือใหม่เพียงคนเดียวในที่นั้นแล้วตักเตือนว่า
"ในแดนวิญญาณเต็มไปด้วยอันตราย โดยเฉพาะแดนวิญญาณแบบลุยเดี่ยวที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก ผู้ท่องแดนวิญญาณหลายคนถึงแม้จะทำภารกิจสำเร็จ แต่ก็จะทิ้งบาดแผลทางใจที่ยากจะลบเลือนเอาไว้ นานวันเข้า การเกิดปัญหาทางจิตก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้"
"โดยเฉพาะเทพท่องราตรีอย่างพวกนาย ถ้าวันไหนนายรู้สึกว่าสภาพจิตใจตัวเองมีปัญหา ต้องรีบแจ้งพวกเรานะ องค์กรจะจัดคนมาให้คำปรึกษาทางจิตวิทยากับนาย"
จางหยวนชิงอดนึกถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เผชิญมาในศาลเจ้าแม่ภูเขาไม่ได้ เขาพยักหน้าด้วยความหวาดหวั่น "ผมเข้าใจแล้วครับ..."
"จริงสิ ในที่เกิดเหตุพบดีเอ็นเอของคนร้ายไหมครับ" จางหยวนชิงถาม
กวนหย่าส่ายหน้า
คนร้ายห่อลูกหลานกลับไปด้วยงั้นเหรอ? จางหยวนชิงรู้สึกเสียดายเล็กน้อย ถ้ามีลูกหลานนับหมื่นนับพันของคนร้ายอยู่ในมือ รองเท้าเต้นรำสีแดงก็จะช่วยตามหาอีกฝ่ายได้
ตอนนั้นเอง หลี่ตงเจ๋อก็หยุดคิด แล้วถามขึ้น
"ในความทรงจำของจ้าวอิงจวิน นายยังเห็นอะไรอีกไหม"
"มีครับ" จางหยวนชิงรอให้เขาถามแบบนี้อยู่แล้ว จึงรีบตอบ
"คนร้ายกำลังเค้นถามจ้าวอิงจวินถึงเบาะแสของ 'จอกศักดิ์สิทธิ์' และ 'สมุดรายชื่อ' ครับ"
จอกศักดิ์สิทธิ์ สมุดรายชื่อ... กวนหย่ากับหลี่ตงเจ๋อมองหน้ากัน ทั้งคู่ต่างเห็นความงุนงงในแววตาของอีกฝ่าย
หลี่ตงเจ๋อเอ่ยว่า
"จอกศักดิ์สิทธิ์กับสมุดรายชื่อ หมายถึงอะไรกัน"
จางหยวนชิงส่ายหน้า "ในความทรงจำไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับพวกมันเลยครับ"
หลี่ตงเจ๋อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วขมวดคิ้ว
"คดีนี้ซับซ้อนกว่าที่เราคิดไว้เสียอีก จ้าวอิงจวินปิดบังพวกเราไว้หลายเรื่องเลยทีเดียว"
เขาตบไหล่จางหยวนชิง ชื่นชมว่า
"ทำได้ดีมาก นายช่วยหาเบาะแสสำคัญให้พวกเราได้แล้ว รอจับกุมหรือวิสามัญคนร้ายได้เมื่อไหร่ ฉันจะขอความดีความชอบให้นายเอง อืม ตอนนี้นายตามกวนหย่าไปทำภาพสเก็ตช์ใบหน้าก่อน ประกอบหน้าคนร้ายออกมาให้ได้"
"รับทราบครับ ผู้กอง"
จางหยวนชิงเดินตามพี่สาวขายาวออกไปทันที
"จริงสิ" หลี่ตงเจ๋อเรียกกวนหย่าไว้ "สั่งตัดชุดสูทให้เขาชุดหนึ่งด้วยนะ ต่อไปอยู่ในหน่วยให้ใส่ชุดสูท"
จางหยวนชิงเพิ่งจะอ้าปากบอกว่าผมไม่ได้มาบ่อยๆ นะครับ ก็ได้ยินกวนหย่าที่อยู่ข้างๆ ตอบรับว่า "ได้ค่ะ"
เมื่อออกจากห้องดับจิต กวนหย่าก็หัวเราะเบาๆ "ต่อไปอยู่ในหน่วยต้องใส่ชุดสูทเสมอนะ"
จางหยวนชิงพยักหน้าเล็กน้อย "ผมรู้ครับ บริษัทยักษ์ใหญ่เข้มงวดเรื่องการแต่งกายมาก"
กวนหย่าหัวเราะคิกคัก "ไม่ใช่หรอก นี่ไม่เกี่ยวกับองค์กรหรอก แต่เป็นคำสั่งของผู้กองน่ะ เขาคิดว่าใส่ชุดลำลองมันไม่ค่อยสง่างาม"
มันเกี่ยวอะไรกับความสง่างามวะ... จางหยวนชิงลอบบ่นในใจ แต่เมื่อสายตากวาดมองเรียวขาคู่ยาวในถุงน่องดำของกวนหย่า กระโปรงสั้นรัดรูปสะโพกกลมกลึง และเอวคอดกิ่วภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาว จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าผู้กองคิดถูกแล้ว เกิดมาเป็นคนทั้งทีก็ควรจะพิถีพิถันเรื่องความสง่างามเสียหน่อย
ระหว่างที่เดินไป เขาก็เปิดดูหน้าต่างสถานะไปด้วย
【ชื่อ: เทพบรรพกาล】
【เผ่าพันธุ์: มนุษย์】
【อาชีพ: เทพท่องราตรี】
【เลเวล: 1】
【ทักษะ: ท่องราตรี, กลืนวิญญาณ, วิญญาณไท่อิน】
【ค่าประสบการณ์: 44%】
【ค่าคุณธรรม: 60 (ค่าเริ่มต้น)】
ค่าประสบการณ์เพิ่มจาก 42% เป็น 44% หลังจากกลืนกินวิญญาณ เขาก็สัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่ไหลเวียนในร่างกาย รู้สึกสบายไปทั้งตัว พลังไท่อินดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นด้วย
"พี่กวนหย่า ค่าประสบการณ์ผมขึ้นมาสองเปอร์เซ็นต์ด้วยล่ะ!" จางหยวนชิงพูดอย่างดีใจ
ค่าประสบการณ์เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่ง แม้จะเป็นเทพท่องราตรีเลเวล 1 เหมือนกัน แต่ค่าประสบการณ์ 1% กับ 99% นั้น มีระดับความแข็งแกร่งต่างกันราวฟ้ากับเหว
กวนหย่าชะงักไปเล็กน้อย "อ้อ ใช่สิ มีเรื่องแบบนั้นอยู่จริงๆ เทพท่องราตรีอย่างพวกนายสามารถเพิ่มค่าประสบการณ์ได้ด้วยการดูดซับวิญญาณ แต่เทพท่องราตรีของสำนักไท่อีดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบทำแบบนี้เท่าไหร่ ทุกครั้งที่มาช่วยถามวิญญาณ พวกเขามักจะทำหน้าบูดบึ้ง ไม่ค่อยเต็มใจ ท่าทีแย่มากเลยล่ะ"
"ทำไมล่ะครับ"
สาวงามลูกครึ่งกลอกตาบนอย่างสวยงามและเย้ายวน "ฉันจะไปรู้ได้ยังไง ฉันก็เป็นแค่หน่วยสอดแนมที่ไม่มีแรงแม้แต่จะมัดไก่นะ"
ไร้สาระ ต่อให้หน่วยสอดแนมจะไม่ถนัดการต่อสู้แค่ไหน แต่ค่าสถานะพื้นฐานของเลเวล 2 ก็บดขยี้ผมได้สบายๆ อยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากหน่วยสอดแนมเปลี่ยนคลาสตอนเลเวลสี่ จะมีความสามารถในการรบแบบฉายเดี่ยวที่น่ากลัวมาก สมรรถภาพทางร่างกายในระดับเหนือธรรมชาติจะต้องแข็งแกร่งมากแน่ๆ
จางหยวนชิงไม่เชื่อ "ไม่มีแรงแม้แต่จะมัดไก่จริงๆ เหรอครับ"
กวนหย่าตวัดสายตาลงมามองเป้ากางเกงของจางหยวนชิง แล้วพูดยิ้มๆ ว่า
"ยังไม่เคยลองเลยแฮะ หรือเราจะไปห้องน้ำ ให้น้องชายเป็นหนูทดลองให้พี่สาวหน่อยดีไหม"
จางหยวนชิงตอบ "พี่อย่าทำแบบนี้สิ ผมยังเป็นเด็กอยู่นะ"
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาทันทีแล้วพูดว่า "คืนนี้ว่างไหมครับ ผมจะจองโรงแรมออนไลน์เดี๋ยวนี้แหละ ถ้าไม่รังเกียจ พี่จะลองฝึกสควอทด้วยก็ได้นะ"
"ฮ่าๆๆ เธอนี่ตลกจัง" กวนหย่าหัวเราะจนตัวสั่น "หยวนสื่อ เธอควรมาที่หน่วยบ่อยๆ นะ มีเธออยู่ ต่อไปนี้พี่สาวคงไม่เบื่อแล้วล่ะ"
.......
ทั้งสองเดินออกจากตึกกระจกและเข้าไปในอาคารกรมตำรวจ กวนหย่าพาเขาเดินไปที่แผนกเทคนิคอย่างคุ้นเคย
หลังจากเจ้าหน้าที่แผนกเทคนิคสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับใบหน้าของคนร้ายอย่างละเอียด ก็ใช้เวลาถึงสองชั่วโมงเต็ม ในที่สุดก็สามารถสร้างภาพจำลองใบหน้าของคนร้ายออกมาได้คร่าวๆ
จางหยวนชิงดูจบก็ลูบคางพลางพูดว่า
"ก็คล้ายๆ อยู่นะครับ แต่ก็รู้สึกว่ายังไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่"
เหล่าจาง ช่างเทคนิคผู้มากประสบการณ์ครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วถามว่า "เป็นที่หน้าตาหรือบุคลิกภาพล่ะ"
"บุคลิกภาพมั้งครับ บุคลิกของคนร้ายให้ความรู้สึกดุร้ายมาก"
"ดุร้ายยังไงล่ะ พอจะอธิบายให้ชัดเจนกว่านี้หน่อยได้ไหม ฉันรู้ว่ามันอธิบายยาก ทางที่ดีควรมีของอ้างอิงนะ"
"พอผมเดินเข้าประตูไป ก็เห็นฉางเวยกำลังซ้อมไหลฝูอยู่เลยครับ"
".....เยี่ยมมาก"
ในที่สุด ภาพสเก็ตช์ใบหน้าคนร้ายแผ่นใหม่ก็เสร็จสมบูรณ์ จางหยวนชิงพยักหน้าอย่างพอใจ
"คล้ายๆ แบบนี้แหละครับ เหมือนสักเจ็ดแปดส่วนได้แล้ว"
จากนั้น ผ่านการเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลประชากร พวกเขาก็ระบุตัวเป้าหมายได้
"โอวเซี่ยงหรง ชาวเมืองอู้ มณฑลเจียงหนาน อาศัยอยู่ในซงไห่มานาน เมื่อปี 2012 ถูกตัดสินจำคุกในข้อหาจงใจทำร้ายร่างกายผู้อื่น หลังจากพ้นโทษก็เงียบหายไปเลย..."
กวนหย่าซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงานเผยรอยยิ้มออกมา
"มีข้อมูลพวกนี้ อย่างช้าที่สุดเช้านี้ ก็ลากคอเขาออกมาได้แล้ว"
"เร็วขนาดนั้นเลยเหรอครับ"
"หึหึ เธอต้องเชื่อมั่นในความสามารถของหน่วยงานทางการและหน่วยสอดแนมสิ" กวนหย่าลุกขึ้นเดินออกไปพลางพูดว่า "หยวนสื่อ งานของเธอเสร็จแล้วล่ะ กลับมหาวิทยาลัยได้เลย เรื่องหลังจากนี้ไม่ต้องไปสนใจหรอก ถึงแม้เทพท่องราตรีจะมีพลังต่อสู้สูงมาก แต่เธอยังไม่มีความกล้าหาญและสภาพจิตใจของนักรบนะ"
"ได้ครับ" จางหยวนชิงตอบรับอย่างอารมณ์ดี
........
ณ สำนักงานในตึกกระจก หลังจากหลี่ตงเจ๋อดูข้อมูลที่กวนหย่าส่งมาให้จบ เขาก็เปิด "กลุ่มบริหารผู้ท่องแดนวิญญาณเขตคังหยาง" แล้วส่งข้อมูลของคนร้ายลงไปในกลุ่ม
จ้าวแห่งกล้าม: "เทพท่องราตรีเด็กใหม่ของพวกเราทำงานมีประสิทธิภาพสูงมากเลยนี่นา ระบุตัวคนร้ายได้แล้ว"
ลอยบนน้ำ: "@หลี่ตงเจ๋อ มีลูกน้องเป็นเทพท่องราตรีที่สั่งซ้ายหันขวาหันได้ตามใจชอบ รู้สึกเป็นยังไงบ้าง"
หลี่ตงเจ๋อ: "รู้สึกดีทีเดียวล่ะ"
ถังกั๋วเฉียงส่งอั่งเปามาหนึ่งซอง
มังกรขาว: "เอาล่ะ เลิกได้ใจได้แล้ว รีบวางกำลังเถอะ แจ้งกองบัญชาการตำรวจซงไห่ ให้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจค้นรถยนต์ที่เข้าออกเมืองซงไห่อย่างเข้มงวด แจ้งทีมแดนวิญญาณทุกเขตให้พร้อมร่วมมือค้นหากับพวกเรา หวังว่าโอวเซี่ยงหรงจะยังหนีไม่พ้นเมืองซงไห่นะ"
คนร้ายลงมือก่อเหตุเมื่อเช้านี้ จนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาห้าหกชั่วโมงแล้ว อย่าว่าแต่ผู้ท่องแดนวิญญาณเลย ต่อให้เป็นคนธรรมดาที่เตรียมการมาล่วงหน้า ป่านนี้ก็คงหนีออกจากซงไห่ไปแล้ว
คนธรรมดายังพอจะตามรอยจากกล้องวงจรปิดได้ แต่ผู้ท่องแดนวิญญาณนั้นตามตัวได้ยากกว่ามาก
เถาวัลย์เขียว: "เมื่อเทียบกับอาชีพฝ่ายชั่วร้ายที่รอจังหวะแก้แค้นทางการแล้ว การที่เขาหนีออกจากซงไห่ไปได้กลับเป็นเรื่องดีเสียอีก"
อย่างแรกหมายความว่าจะมีผู้ท่องแดนวิญญาณขององค์กรทางการถูกลอบสังหาร
หลี่ตงเจ๋อ: "เขาจะไม่ไปจากซงไห่หรอก"
จ้าวแห่งกล้าม: "มั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอ"
หลี่ตงเจ๋อ: "ถ้าโอวเซี่ยงหรงแค่อยากจะฆ่าจ้าวอิงจวิน เขาคงลงมือไปตั้งนานแล้ว ถึงพวกเราจะมีเทพท่องราตรี แต่กว่าจะระบุตัวเขาได้ เขาก็คงหนีออกจากซงไห่ไปนานแล้ว ทว่าทำไมเขาเจาะจงต้องเลือกลงมือในเวลานี้ด้วยล่ะ"
จ้าวแห่งกล้าม: "อย่ามัวแต่อมพะนำ รีบพูดมาตรงๆ"
เถาวัลย์เขียว: "สรุปก็ยังทำเพื่อแก้แค้นทางการเหรอ"
หลี่ตงเจ๋อ: "ไม่ใช่หรอก เรื่องนี้เกรงว่าจะซับซ้อนกว่านั้น เทพท่องราตรีของฉันเห็นเบาะแสบางอย่างจากความทรงจำของจ้าวอิงจวิน โอวเซี่ยงหรงทรมานจ้าวอิงจวิน ก็เพื่อจอกศักดิ์สิทธิ์กับสมุดรายชื่อ"
จอกศักดิ์สิทธิ์กับสมุดรายชื่อ? ในขณะที่หัวหน้าทีมคนอื่นกำลังใช้สมองขบคิดถึงของสองสิ่งนี้ จ้าวแห่งกล้ามก็ส่งคำถามมาตรงๆ เลยว่า:
"ของพรรค์นั้นมันคืออะไรน่ะ"
หลี่ตงเจ๋อเมินเขา รออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมงานไม่มีใครออกความเห็นเกี่ยวกับจอกศักดิ์สิทธิ์และสมุดรายชื่อเลย จึงได้แต่ยอมข้ามเรื่องนี้ไปอย่างช่วยไม่ได้ แล้วส่งข้อความไปว่า:
"เรื่องจอกศักดิ์สิทธิ์กับสมุดรายชื่อพักไว้ก่อน เริ่มปฏิบัติการกันเถอะ"