ซ่งเฉียนจีเพิ่งเคยเห็นศาลเจ้าเทวะในระยะประชิดเป็นครั้งแรก
เมื่อเทียบกับศาลบรรพชนหรือวัดวาอารามทั่วไป มันดูเหมือนพระราชวังอันวิจิตรตระการตามากกว่า
ภายใต้ท้องฟ้าสีคราม หลังคาตำหนักสีทองอร่ามสะท้อนแสงแดด กำแพงสีแดงชาดทอดยาวเป็นผืนเดียวกัน บานหน้าต่างและประตูไม้แกะสลักสีดำสนิทเปิดกว้าง
ยิ่งใหญ่ตระการตา ศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขาม
หากแหงนหน้ามองขึ้นไป จะรู้สึกว่าตนเองช่างเล็กจ้อยและต่ำต้อยเสียยิ่งกว่ากระเบื้องแผ่นหนึ่งของศาลเจ้าเทวะ
ตั้งแต่โบราณกาล ทางขึ้นศาลเจ้าเทวะมีเพียงเส้นทางเดียว คือบันไดเก้าเก้าแปดสิบเอ็ดขั้นที่ก่อขึ้นจากหยกขาวซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ
ผู้บำเพ็ญเพียรสามารถใช้พลังปราณหรือของวิเศษ คหบดีนั่งเกี้ยวมาได้ มีเพียงคนธรรมดาเท่านั้นที่เวลามาสักการะต้องกราบกรานหนึ่งครั้งทุกๆ หนึ่งก้าว
เหล่าศิษย์สายนอกที่เดินตามหลังซ่งเฉียนจีพากันอุทานอย่างต่อเนื่อง
"ที่แท้นี่ก็คือศาลเจ้าเทวะ ช่างอลังการและน่าเกรงขามจริงๆ"
"สูงขนาดนี้ ทุกครั้งที่มีคนมาจุดธูปสักการะ จะไม่เดินจนเหนื่อยแย่หรือ"
จ้าวเหรินมองพวกเขา ราวกับกำลังมองดูฝูงคนบ้านนอกเข้ากรุง
ช่างไม่เคยเห็นโลกกว้างเอาเสียเลย เมืองเชียนฉวีนั้นแร้นแค้น ศาลเจ้าเทวะก็เป็นเพียงศาลเจ้าเล็กๆ แห่งหนึ่งเท่านั้นแหละ
"ศิษย์น้องซ่งเพิ่งเคยเป็นเซียนกวนครั้งแรกสินะ" จ้าวเหรินแสร้งถามทั้งที่รู้ดี พลางหันกลับไปกวักมือเรียกผู้ดูแลคนหนึ่งจากขบวนด้านหลังออกมา
คนผู้นั้นโค้งคำนับประจบประแจง ทำความเคารพซ่งเฉียนจี
ซ่งเฉียนจีงุนงง "ท่านนี้คือ?"
"เขาคือจิตรกรที่เก่งที่สุดในเมืองเชียนฉวี" จ้าวเหรินพูดกลั้วหัวเราะ "หลังจากวาดภาพเหมือนให้เจ้าในวันนี้แล้ว ช่างฝีมือจะเร่งสร้างรูปหล่อทองคำทั้งวันทั้งคืนให้เสร็จภายในสามวัน จากนั้นเจ้าก็หยดเลือดเบิกเนตร นำไปประดิษฐานในศาลเจ้าเทวะ เพื่อเสริมโชคชะตาของเจ้า"
ซ่งเฉียนจีตื่นตัวทันที "ไม่จำเป็น!"
เรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในชาตินี้ เริ่มจะทะแม่งๆ แล้ว
หากยังไปเพิ่มโชคชะตา ดึงดูดวาสนาที่หล่นจากฟ้ามาอีก แล้วดันเรียกเสี่ยนเจี้ยนเฉินมาจริงๆ จะทำให้แผนการใหญ่ในการทำไร่ทำนาล่าช้าไปเสียเปล่าๆ
เขาจะยอมให้คนมากราบไหว้บูชาไม่ได้เด็ดขาด
จ้าวเหรินคิดในใจ ข้าอุตส่าห์ให้เจ้ายืมตัวจิตรกร เป็นฝ่ายแสดงน้ำใจก่อน เจ้ากลับไม่เห็นค่า
แต่ใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้ม "'เทียบวีรบุรุษ' ของศิษย์น้องซ่งเลื่องลือไปทั่วโลกบำเพ็ญเพียร อักษรและภาพวาดล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน ฝีมือวาดภาพของศิษย์น้องย่อมเป็นเลิศในใต้หล้า ย่อมไม่เห็นจิตรกรในสถานที่เล็กๆ เช่นนี้อยู่ในสายตาเป็นธรรมดา"
ซ่งเฉียนจีไม่ได้ต่อบทสนทนา เขาชี้ไปยังคนธรรมดาที่คุกเข่าอยู่บนลานกว้างใต้บันไดหยก
"พวกเขาล้วนเต็มใจมาสักการะศาลเจ้าเทวะกันทุกคนเลยหรือ"
"แน่นอนสิ ล้วนมาด้วยความศรัทธาทั้งนั้น!" จ้าวเหรินกลัวซ่งเฉียนจีจะสงสัย น้ำเสียงจึงหนักแน่นเด็ดขาด
"ทำไมล่ะ" ซ่งเฉียนจีไม่เข้าใจ "ผู้บำเพ็ญเพียรที่ถูกกราบไหว้นั้นได้ประโยชน์ แล้วพวกเขาจะได้ประโยชน์อะไร"
"ประโยชน์ใหญ่หลวงเลยล่ะ!" จ้าวเหรินถ่ายทอดประสบการณ์ให้ซ่งเฉียนจี "ตามธรรมเนียม เซียนกวนจะสุ่มเลือกคนธรรมดาที่มาร่วมงานสักการะตามแต่วาสนาหนึ่งคน เพื่อทำให้ความปรารถนาของเขาเป็นจริงหนึ่งข้อ แต่พวกคนธรรมดาส่วนใหญ่มักจะโลภมาก หากคำขอของพวกเขามันเกินไป เจ้าก็ไม่ต้องรู้สึกลำบากใจ แค่เปลี่ยนคนใหม่ก็พอ แต่เวลาบอกคนนอกห้ามบอกว่าสุ่มเลือกนะ ต้องบอกว่าเลือกคนที่กราบไหว้ด้วยความศรัทธาที่สุด ทำแบบนี้พวกเขาถึงจะยิ่งศรัทธามากขึ้นไปอีก
"ปีที่แล้วคนที่ข้าเลือก บอกว่าไม่มีข้าวกิน ข้าก็เลยให้ซือหนงมอบข้าวเปลือกให้เขาไปหนึ่งพันชั่ง ทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน ปีก่อนโน้นมีคนป่วยใกล้ตาย ข้าก็ให้ยาอายุวัฒนะไปหนึ่งขวด ต่ออายุให้เขาไปได้อีกร้อยปี..."
เมื่อพูดถึง 'ประโยชน์' เหล่านี้ เขาก็ยืดอกเชิดหน้า สีหน้าภาคภูมิใจ
เหล่าผู้ดูแลด้านหลังผสมโรงอย่างรู้ใจ "ท่านช่างใจกว้าง สร้างปาฏิหาริย์ครั้งแล้วครั้งเล่า ช่างเป็นบุญของชาวเมืองเชียนฉวีจริงๆ ขอรับ!"
"พระโพธิสัตว์เดินดินผู้ช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ ท่านจะได้รับการสักการะมากแค่ไหนก็ไม่ถือว่ามากไปหรอกขอรับ"
เสียงประจบสอพลอพลันถูกขัดจังหวะ มีเสียงใสๆ ของหญิงสาวแทรกขึ้นมา
"ลาภลอยหล่นทับ จะขนกลับบ้านอย่างไร ระหว่างทางคงถูกปล้นชิงได้ง่าย นำภัยพิบัติมาให้กระมัง ยาอายุวัฒนะต่อชีวิต แต่ความเจ็บปวดจากโรคภัยกลับไม่ทุเลาลง ยังคงต้องทนทุกข์ทรมานต่อไป เช่นนี้แล้ว ปัญหาของพวกเขาไม่เพียงแต่จะไม่ได้รับการแก้ไข ซ้ำร้ายอาจได้รับอันตรายด้วยซ้ำ แล้วทำไมถึงยังเต็มใจมากราบไหว้ศาลเจ้าเทวะกันอีกล่ะ..."
จี้ซิงยังพูดไม่ทันจบ ก็หันไปถลึงตาใส่จี้เฉิน "ท่านพี่ ท่านจะดึงแขนเสื้อข้าอยู่ได้ทำไม ข้าแค่อยากรู้ว่าพวกเซียนกวนเขาทำงานกันยังไง ถามหน่อยก็ไม่ได้หรือไง"
จี้เฉินยิ้มเจื่อนๆ เชิงขอโทษให้ซ่งเฉียนจี "พี่ซ่ง น้องสาวข้ายังเด็ก ไม่มีเจตนาร้ายหรอก"
"ไม่เป็นไร" ซ่งเฉียนจีไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ยังคงมีท่าทีเหม่อลอยเล็กน้อย
จ้าวเหรินคิดในใจว่าคนของซ่งเฉียนจีนี่ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย ที่นี่ที่ไหนกัน มีสิทธิ์อะไรให้แม่นางน้อยอย่างเจ้ามาตั้งคำถามกับข้า
แต่ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มผู้นี้สวมเสื้อคลุมเวทราคาแพงลิ่ว สีหน้าไร้เดียงสา ดูออกเลยว่าถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมตั้งแต่เด็ก เขาไม่อยากล่วงเกินสุ่มสี่สุ่มห้า จึงเพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
"คนธรรมดาก็มีวาสนาของคนธรรมดา เคราะห์ดีเคราะห์ร้ายล้วนเป็นชะตากรรมของพวกเขา เกี่ยวอะไรกับเซียนกวนด้วย"
เมื่อเขาพูดถึงตรงนี้ บันไดหยกขาวก็สุดทางพอดี
ธรณีประตูของศาลเจ้าเทวะสูงกว่าที่อื่น สูงถึงระดับหัวเข่า ขวางกั้นอยู่เบื้องหน้า ราวกับเส้นทางเซียนที่สูงส่งจนไม่อาจเอื้อมถึง
ภายในตำหนักมีควันธูปคุกรุ่นตลอดทั้งปี ควันสีเทาลอยล่องออกไปนอกประตู ราวกับเมฆมงคลที่ล่องลอย
ซ่งเฉียนจีหยุดฝีเท้าท่ามกลางกลุ่มควัน พลันหันหลังกลับ
จ้าวเหรินตกตะลึง กำลังจะถามว่าเขาทำอะไร
ก็เห็นเขาสูดลมหายใจเข้าลึก ตะโกนบอกคนธรรมดาที่คุกเข่าอยู่บนลานกว้างด้วยเสียงอันดังว่า
"ไม่ต้องมากราบไหว้ข้า ข้าจะไม่ทำให้ความปรารถนาใดๆ ของพวกเจ้าเป็นจริงทั้งนั้น "
เขาเปล่งเสียงโดยใช้พลังปราณอย่างเต็มที่ จึงไม่ต้องออกแรงเลยแม้แต่น้อย เสียงนั้นดังกังวานไปไกล
ผู้คนบนลานกว้างเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง มองเห็นเซียนกวนคนใหม่ยืนย้อนแสงอยู่แต่ไกล
แสงแดดสาดส่องร่างสูงโปร่งของเขาจนเกิดเป็นประกายสีทองล้อมรอบ ทว่ากลับมองไม่เห็นใบหน้าชัดเจน มีเพียงเสียงของเขาที่ดังกึกก้องไปทั่วฟ้าดิน
"ไม่ต้องไหว้ข้า ทุกคนลุกขึ้นยืนเถอะ "
ไม่มีใครขยับเขยื้อน ผู้คนยังคงคุกเข่าอยู่เช่นเดิม
ซ่งเฉียนจีคิดในใจว่าแย่แล้ว ตามกฎแห่งโชคชะตา คนธรรมดาคนไหนไหว้ข้า ก็เท่ากับกำลังเล่นงานข้า
ใครก็อย่าหวังจะมาเล่นงานข้าได้!
เมิ่งเหอเจ๋อคอยสังเกตสีหน้าของซ่งเฉียนจีอยู่ตลอด เมื่อเห็นดังนั้นจึงรีบดึงพลังปราณขึ้นมา ตวาดลั่น
"ใคร ยัง กล้า คุก เข่า อีก!"
เขามีท่าทีดุร้ายน่ากลัว รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน ราวกับกำลังขับไล่แขกที่ไม่ได้รับเชิญซึ่งไม่ยอมกลับไปเสียทีตอนถึงเวลาอาหาร
ท้ายลานกว้าง มีคนหนึ่งค่อยๆ ยืนขึ้นอย่างสั่นเทา จากนั้นก็มีคนที่สอง คนที่สาม
ในที่สุดก็เหมือนเกลียวคลื่นในมหาสมุทร ทยอยลุกขึ้นยืนกันอย่างต่อเนื่อง ลุกลามไปทั่ว จนทุกคนลุกขึ้นยืนกันหมด
ซ่งเฉียนจีค่อยวางใจลงได้ หันหลังก้าวเข้าไปในตำหนัก ทว่ากลับต้องชะงัก
ภายในตำหนักยังมีคนคุกเข่าอยู่อีกกลุ่มหนึ่ง
คนกลุ่มนี้แม้จะเป็นคนธรรมดา ท่าทางนอบน้อมยิ่งนัก ทว่าเสื้อผ้าของพวกเขากลับงดงามวิจิตร หรูหราแต่ไม่โอ้อวด
ไม่ว่าจะอายุเท่าใด ล้วนมีใบหน้าแดงระเรื่อ ลมหายใจหนักแน่น แสดงให้เห็นว่ากินยาอายุวัฒนะบำรุงร่างกายมาตลอดทั้งปี แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปมานานแล้ว
ชายชราที่คุกเข่าอยู่หน้าสุดกล่าวด้วยน้ำเสียงดังกังวาน "ขอเซียนกวนจงมีบุญบารมีล้นเหลือ"
คนที่อยู่ด้านหลังกล่าวพร้อมกันว่า "ขอให้เซียนกวนอายุยืนหมื่นปี ความก้าวหน้ารุดหน้าไปวันละพันหลี่ ก้าวขึ้นสวรรค์ในเร็ววัน!"
ก้าวขึ้นสวรรค์ในเร็ววัน? ฟังดูอัปมงคลชะมัด ซ่งเฉียนจีรีบโบกมือ "ลุกขึ้นกันให้หมดเถอะ"
ฉวยโอกาสตอนที่ทุกคนกำลังลุกขึ้น เขาหันไปกระซิบถามจ้าวเหริน "นี่มันทำอะไรกัน"
จ้าวเหรินหัวเราะเบาๆ "ตามกฎ พวกเขาต้องถวายของวิเศษให้เจ้าแล้ว"
"ไม่ถวายได้ไหม" ซ่งเฉียนจีถาม
"ไม่ได้" จ้าวเหรินยิ้ม "เจ้าไม่รับ พวกเขาจะสบายใจได้อย่างไร"
นี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าตั้งตารอคอยที่สุดหรอกหรือ ยังจะมาแกล้งทำเป็นอีก
เมิ่งเหอเจ๋อยกเก้าอี้เอนหลังออกมา ซ่งเฉียนจีนั่งลง
เหล่าศิษย์สายนอกเดินขบวนเข้าไปในตำหนัก ยืนรอรับใช้อยู่ด้านหลังเขา
เหล่าคหบดีลอบสบตากัน
แม้จะเคยได้ยินชื่อเสียงอันน่าเกรงขามของซ่งเฉียนจีมาบ้างและเตรียมใจมาแล้ว แต่เมื่อได้เห็นภาพนี้กับตา ก็ยังคงรู้สึกหวั่นใจอยู่ดี
จ้าวเหรินทำสัญญาณมือ ผู้ดูแลคนหนึ่งด้านหลังก็ประคองสมุดรายชื่อออกมา ลากเสียงยาวว่า
"ขอแสดงความยินดีกับเซียนกวนคนใหม่ที่เข้ารับตำแหน่ง ตระกูลหลิวแห่งเมืองเชียนฉวี วันนี้ขอถวายหมอนหยกวิญญาณไขกระดูกแดงสี่ใบ ชุดน้ำชาหลิวหลีโบราณสามชุด..."
"ตระกูลจางแห่งเมืองเชียนฉวี ขอถวายเสื้อคลุมเวทด้ายทองผ้าไหมเมฆาสวรรค์สองตัว..."
ซ่งเฉียนจีพิงเก้าอี้เอนหลัง อดทนฟัง 'การรายงานเมนูอาหาร'
เห็นรายการถูกรายงานหน้าแล้วหน้าเล่า จนกระทั่งหน้าสุดท้าย เซียนกวนคนใหม่ก็ยังคงไร้ความสนใจ ไม่มีท่าทีใดๆ ทั้งสิ้น
เหล่าคหบดีเริ่มร้อนรน ลอบกัดฟันกรอด
ชายชราคนหนึ่งก้าวออกมาก่อนที่รายการจะอ่านจบ โค้งคำนับพร้อมประคองกล่องของขวัญใบหนึ่งออกมา "เซียนกวนซ่ง มุกมังกรเจียวหลงสะกดสมุทรเม็ดนี้ เป็นของวิเศษประจำตระกูลข้า วันนี้ขอมอบให้เซียนกวน"
ซ่งเฉียนจีคิดในใจว่าทำไมถึงไม่จบไม่สิ้นเสียที จึงตอบรับไปเรียบๆ
เหล่าคหบดีทยอยกันก้าวออกมา หยิบเอาของวิเศษก้นหีบออกมาทีละคน
เมิ่งเหอเจ๋อยังคงตีหน้าขรึม ทำท่าทางดุดัน
สองพี่น้องจี้เฉินและจี้ซิงเห็นของวิเศษจนชินตา จึงไม่รู้สึกแปลกใจอะไร
เหล่าศิษย์สายนอกไร้ซึ่งสีหน้าใดๆ
พวกเขาต่างคิดตรงกันโดยไม่ได้นัดหมาย พวกเจ้าช่างไม่รู้จักศิษย์พี่ซ่งเอาเสียเลย เรื่องที่เดิมทีใช้แค่เมล็ดพันธุ์ถุงเดียวก็จัดการได้ กลับต้องมาทำให้วุ่นวายซับซ้อนขนาดนี้
เมื่อเห็นซ่งเฉียนจีและลูกน้องแสดงท่าทีเหยียดหยามเช่นนี้ คนสุดท้ายที่ก้าวออกมาโค้งคำนับ ก็กัดฟันพูดราวกับกำลังเฉือนเนื้อตัวเองว่า
"ผู้น้อยมีบุตรสาวสองคน อายุเพิ่งจะสิบสามสิบสี่ แตกฉานทั้งฉิน หมาก อักษร และภาพวาด ยินดีรับใช้ข้างกายเซียนกวนนับแต่นี้เป็นต้นไป คอยรินน้ำชา..."
ซ่งเฉียนจีรีบห้าม "ไม่จำเป็น!"
เหลวไหลสิ้นดี ยังคิดว่าคนที่ข้าพามาตลอดทางยังไม่เยอะพออีกหรือ
เขาเร่งเร้า "ข้างหลังยังมีอีกไหม เอาขึ้นมาให้หมดเลย"
ยังจะเอาอีก? เหล่าคหบดีตื่นตระหนกสุดขีด กางเกงจะถูกถลอกจนหมดตัวอยู่แล้ว
ดังคำกล่าวที่ว่า 'เซียนกวนผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ตระกูลใหญ่ยังคงอยู่ยั้งยืนยง' ภายในเมืองเชียนฉวีมีสามตระกูลใหญ่ตั้งตระหง่าน เกี่ยวดองกันด้วยการแต่งงาน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
ในฐานะผู้ปกครองตัวจริงของเมืองเชียนฉวี ภายนอกพวกเขาดูนอบน้อม แต่ภายในกลับเย่อหยิ่ง ทะนงตัวว่าฉากไหนๆ ก็เคยเห็นมาหมดแล้ว
จนกระทั่งวันนี้ ถวายของวิเศษจนเริ่มสงสัยในชีวิต
การจับจุดเซียนกวนคนใหม่ไม่ได้ เป็นเรื่องที่อันตรายมาก ทุกคนต่างสังหรณ์ใจว่าเรื่องราวหลายอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
จ้าวเหรินเองก็ตกใจเช่นกัน ขนาดนี้ยังไม่พอใจอีก จะหน้าเลือดเกินไปแล้วมั้ง
ซ่งเฉียนจีอายุยังน้อย หน้าตาก็หล่อเหลาเอาการ สง่างามดูดี ทำไมถึงได้ลงมือโหดเหี้ยมอำมหิตเช่นนี้
ยังโหดกว่าข้าเสียอีก
เขาทนไม่ไหวอีกต่อไป ในที่สุดก็ลดเสียงลงเอ่ยเตือนว่า
"น้องชาย ฆ่าไก่เอาไข่มันไม่ดีหรอกนะ พวกเขาปรนนิบัติรับใช้ข้าอย่างสุดความสามารถมาตลอดหลายปี ข้าย่อมต้องเห็นแก่ความผูกพันบ้าง เห็นแก่หน้าข้า ครั้งนี้ก็ปล่อยไปเถอะ"
ซ่งเฉียนจีขมวดคิ้ว ทุกคำที่อีกฝ่ายพูดเขารู้จักหมด แต่พอมารวมกันทำไมเขาถึงฟังไม่รู้เรื่องล่ะ
แต่เขาเข้าใจคำว่า 'ปล่อยไป' ในตอนท้าย คิดในใจว่าทำไมเจ้าไม่รีบบอกแต่แรก พวกเราจะมามัวเสียเวลาทำไมกัน
จึงโบกมือทันที "ช่างเถอะๆ"
เมื่อเซียนกวนเอ่ยปาก เหล่าคหบดีต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก
จ้าวเหรินรู้สึกยินดีมาก รู้สึกว่าตัวเองมีหน้ามีตา จึงตะโกนเสียงดังว่า "หัวหน้าทั้งสามกรมก้าวออกมารายงานความคืบหน้า"
ซือจวินก้าวออกมาเป็นคนแรก แต่ในที่สุดซ่งเฉียนจีก็มีชีวิตชีวาขึ้นมา "ซือหนงเชิญก่อน"
ซือหนงรีบทำความเคารพ "เซียนกวนซ่ง เสบียงอาหารที่กักตุนไว้ในเมืองเชียนฉวีสามพันสือ สัตว์เลี้ยงหนึ่งพันตัว วันนี้ขอนำมาถวายให้ศาลเจ้าเทวะ ถวายให้ท่านขอรับ"
ซ่งเฉียนจีพูดขัดขึ้น "ข้าไม่ได้ถามเรื่องพวกนี้"
ซือหนงตกใจในใจ
ซ่งเฉียนจีเห็นเขาสั่นเทา น้ำเสียงก็อ่อนโยนลง
"ข้ามีคำถามค่อนข้างเยอะ เจ้าจดไว้ก่อน แล้วค่อยตอบทีละข้อ ไม่ต้องรีบ"
ซือหนงจำใจต้องรับคำ
ซ่งเฉียนจี: "ภายในเมืองเชียนฉวี พืชผลหลักมีกี่ชนิด ชาวบ้านชอบปลูกอะไรมากที่สุด ที่นาที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดอยู่ที่ไหน มีแสงแดดส่องถึงนานเท่าใด ในแต่ละปีฝนตกกี่ครั้ง ผลผลิตต่อหมู่ประมาณกี่ชั่ง หนึ่งปีเก็บเกี่ยวได้สองครั้งหรือสามครั้ง แล้วสภาพของที่นาที่แห้งแล้งที่สุดเป็นอย่างไร มีแมลงศัตรูพืชหรือไม่ หากมี เป็นแมลงชนิดใด ฤดูกาลไหนมีมากที่สุด"
ยิ่งฟัง ซือหนงก็ยิ่งรู้สึกทะแม่งๆ
จนกระทั่งถึงตอนท้าย ใบหน้าก็แดงก่ำ อ้าปากแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ได้แต่อึกอัก
เมิ่งเหอเจ๋อตวาด "ถามอะไรเจ้าก็ตอบมาสิ!"
ซือหนงถูกแรงกดดันระดับจู้จีของเขากระแทกเข้าใส่จนเหงื่อแตกพลั่ก "เมืองนี้ปลูกข้าวฟ่างและถั่วเหลือง เก็บเกี่ยวปีละครั้ง ผลผลิตต่อหมู่สูงสุดถึงหนึ่งร้อยชั่ง ส่วนเรื่องแมลงศัตรูพืช ข้าน้อยไม่ค่อย... ไม่ค่อยแน่ใจขอรับ"
หนึ่งร้อยชั่งคือผลผลิตจากไร่นาของพวกคหบดีและเศรษฐีที่ดิน ส่วนชาวนาทั่วไปได้ห้าสิบชั่งก็ถือว่าบุญหล่นทับแล้ว อีกทั้งทั้งเมืองฝนไม่ตกมาสามปี เขาจะกล้าพูดได้อย่างไร
ซ่งเฉียนจีฟังจบก็งงเป็นไก่ตาแตก
แค่นี้เองหรือ แค่ร้อยชั่งเนี่ยนะ
ไม่ค่อยแน่ใจ? ข้าอุตส่าห์คิดว่าเจ้าเป็นถึงซือหนงผู้ทรงเกียรติ ดูแลเสบียงอาหาร ซ่อมแซมเครื่องมือทำนา จัดเตรียมอุปกรณ์การเกษตร คงต้องมีความรู้ลึกซึ้ง ใครจะไปรู้ว่าเจ้ากลับพูดจาหยาบคายเช่นนี้ออกมาได้!
ช่างน่าผิดหวังเหลือเกิน
เหล่าคหบดีสังเกตสีหน้าของซ่งเฉียนจี เมื่อครู่ตอนที่รับของวิเศษ แม้จะไม่พอใจ ไม่อดทน และดูไม่ใส่ใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าเย็นชาออกมาอย่างชัดเจน
แต่ในตอนนี้สีหน้าของเขากลับดูไม่ได้ คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น
ใบหน้าของซือหนงซีดเผือดไปแล้ว
เซียนกวนคนใหม่ไม่พอใจกับของวิเศษจริงๆ ด้วย ถึงได้หาเรื่องเล่นงาน เพื่อแสดงอำนาจข่มขวัญ
มีดแหลมคมเล่มนี้ดันฟันลงมาที่คอของเขาพอดี
เขาทรุดตัวลงคุกเข่าเสียงดังตุบ โขกศีรษะคำนับ "ไว้ชีวิตด้วยเถิด! เซียนกวน โปรดไว้ชีวิตผู้น้อยด้วย!"
"ตึง ตึง ตึง" ศีรษะโขกกับกระเบื้องปูพื้นอันเย็นเฉียบ เสียงดังกังวาน
เมื่อเห็นดังนั้น ซือหลี่ ซือจวิน และคนอื่นๆ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหดหู่ใจราวกับกระต่ายตายสุนัขจิ้งจอกเศร้า
เซียนกวนคนใหม่รับใช้ยากถึงเพียงนี้ วันนี้เกรงว่าคงมีคนต้องเลือดสาดกลางศาลเจ้าเทวะเสียแล้ว
"คุกเข่าอะไรอีกล่ะเนี่ย!" ซ่งเฉียนจีไม่เข้าใจ
เมิ่งเหอเจ๋อก้าวฉับๆ เข้าไป ดึงตัวคนขึ้นมาอย่างแรง
แต่ซือหนงกลับคิดว่าเมิ่งเหอเจ๋อจะลากเขาออกไปตัดหัว ร่างกายจึงอ่อนปวกเปียกเป็นโคลนตม น้ำมูกน้ำตาไหลพราก ดิ้นรนไม่ยอมลุก
"เซียนซือ ขอความเมตตาด้วยเถิด!"
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากนอกตำหนัก
จ้าวเหรินขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่ยังวุ่นวายไม่พออีกหรือ ส่งจุดอ่อนให้ซ่งเฉียนจียังไม่เยอะพออีกใช่ไหม
เขาเอ่ยเสียงเย็น "ผู้ใดส่งเสียงดัง!"
"เซียนกวนโปรดอภัย" ผู้ดูแลที่เฝ้าประตูตำหนักเดินเข้ามารายงาน "ข้างนอกคือหลิวขาเป๋จากหมู่บ้านเสี่ยวหลานขอรับ เขาทำตัวบ้าๆ บอๆ ดึงดันจะมาถวายของวิเศษให้ได้ ห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง"
จ้าวเหรินถาม "เขาจะถวายของวิเศษอะไร"
"เป็นเครื่องมือการเกษตรที่เขาสร้างขึ้นเองขอรับ เขาบอกว่าเป็นคันไถแบบใหม่ จะให้เชิญเขาเข้ามาไหมขอรับ"
จ้าวเหรินกระจ่างแจ้งในทันที เขาแค่นหัวเราะ ไม่คิดจะใส่ใจกับลูกไม้ตื้นๆ ของพวกนี้
คนธรรมดาคนหนึ่งจะไปก่อเรื่องวุ่นวายใหญ่โตบนลานกว้างได้อย่างไร ก็แค่สามตระกูลใหญ่เห็นว่าบรรยากาศในตำหนักไม่ค่อยดี เลยปล่อยให้คนธรรมดาคนนั้นก่อเรื่อง
หวังจะเบี่ยงเบนความสนใจของซ่งเฉียนจี เพื่อรักษาชีวิตซือหนงเอาไว้
การถวายของวิเศษที่แท้จริงได้พังไม่เป็นท่าไปแล้ว วันนี้อย่างไรเสียก็ต้องมีคนมารองรับความโกรธเกรี้ยวของเซียนกวนคนใหม่ สู้ให้คนธรรมดาตายไปสักคนเรื่องจะได้จบๆ ไปดีกว่า
เมื่อซ่งเฉียนจีได้ยินคำว่า 'คันไถ' ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
เมืองเชียนฉวีถึงกับมีคนเก่งที่มีสติปัญญาในการคิดค้นเครื่องมือการเกษตรแบบใหม่ด้วยหรือ
โลกมนุษย์นี่ซ่อนมังกรหมอบพยัคฆ์ซ่อนจริงๆ!
"แล้วจะรออะไรอีกล่ะ ยังไม่รีบเชิญเขาเข้ามาอีก" เห็นเพียงเซียนกวนซ่งผู้โหดเหี้ยมอำมหิตลุกพรวดขึ้นมา สีหน้าตื่นเต้น "ไม่ ข้าจะออกไปต้อนรับเขาเอง"
พูดยังไม่ทันขาดคำ ร่างของเขาก็พุ่งออกไปนอกตำหนักราวกับสายลมเสียแล้ว







