"เขาขยันกว่าเดิมอีก!" หยวนเทียนกังคิดในใจ
บนสะพานแม่น้ำไน่เหอ เฒ่าหน้าเศร้าผู้นั้นกำลังต่อแถวอยู่หลังวิญญาณจำนวนมาก ใบหน้าของเขาอมทุกข์ ดูเศร้าหมองกว่าเดิมเสียอีก
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดก็ถึงคิวของเขา
เมิ่งผอเห็นว่าเป็นเขา มือก็อดสั่นขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้
"ท่านยาย รินชามาสิบชาม ขอน้ำแกงแบบเข้มๆ"
เฒ่าหน้าเศร้าคิ้วขมวดเข้าหากัน กล่าวว่า "เอาน้ำแรก ไม่เอาน้ำสองน้ำสาม"
เมิ่งผออดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "เมื่อวานท่านทูตเพิ่งมาไม่ใช่หรือ ไฉนวันนี้จึงมาอีก แล้วร่มของท่านทูตเล่า"
เฒ่าหน้าเศร้าถอนหายใจ ไม่พูดถึงเรื่องร่มกระดาษเขียว กล่าวว่า "คราวก่อนน้ำชาของเจ้าผสมน้ำ ทำอะไรเขาไม่ได้เลย คราวนี้ไม่เหมือนกัน คราวนี้เอาหัวน้ำแรกมาสิบชาม ผนึกก็แน่นหนาขึ้นแล้ว"
เมิ่งผอโกรธจนหัวเราะออกมา กล่าวว่า "ชาของข้าไม่มีแบ่งน้ำแรกน้ำสอง ฤทธิ์ยาย่อมเหมือนกันหมด! ชาของข้ามีอีกชื่อว่าน้ำแกงลวงวิญญาณ ดื่มชาของข้าแล้วจะล้างความทรงจำทั้งหมดออกจากจิตวิญญาณ ทำให้ลืมเลือนเรื่องราวในอดีต จมลงสู่ความสับสนในครรภ์ ยิ่งกว่าทารกเสียอีก! ไม่มีทางที่ดื่มชาแล้วยังจำเรื่องราวได้หรอก!"
เฒ่าหน้าเศร้ากล่าวว่า "เจ้าดีแต่พูดไปก็ไร้ประโยชน์ เขาดื่มชาของเจ้าแล้ว ยิ่งกระปรี้กระเปร่าขึ้นไปอีก ถึงขั้นคึกคักเสียด้วยซ้ำ"
เมิ่งผอโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ "เป็นไปไม่ได้! หากไม่อาจลวงวิญญาณของเขาได้ ป้ายชื่อเสียงทองคำของข้า ก็ให้เจ้าทุบทิ้งได้เลย!"
เฒ่าหน้าเศร้ากล่าวว่า "ชาสิบชาม ขอน้ำแกงเข้มๆ"
เมิ่งผอกัดฟัน จ้องมองเขาเขม็ง ผ่านไปครู่หนึ่ง จึงจำใจกล่าวว่า "ชาสิบชาม เจ้าจะเอาไปป้อนช้างหรือไร ชาสิบชามยกไปตรงหน้าเขา เขาก็ต้องยอมดื่มด้วยสิ แล้วก็ คราวก่อนเจ้าเอาชามชาของข้าไป ชามข้าล่ะ"
เฒ่าหน้าเศร้าเอาชามชาสิบใบมาเรียงเป็นแถว ลอยอยู่กลางอากาศ กล่าวว่า "สิบชาม ข้ามีวิธีทำให้เขาดื่มลงไปได้"
เมิ่งผอจึงต้องรินชาให้ กล่าวว่า "หากผนึกไม่อยู่จริงๆ ท่านทูตมีแผนการเช่นไร"
เฒ่าหน้าเศร้าเงียบไปครู่หนึ่ง กล่าวว่า "เช่นนั้นก็ทำได้เพียงรายงานขึ้นไป ว่าเป้าหมายหลุดจากการกักขัง ขอให้เบื้องบนลงโทษจัดการ"
เมิ่งผอตัวสั่นสะท้าน ไม่เอ่ยปากอีก
ผ่านไปครู่หนึ่ง เฒ่าหน้าเศร้าก็ค่อยๆ เดินออกจากสะพานแม่น้ำไน่เหอ หายเข้าไปในความมืดมิดอันกว้างใหญ่
เขาอู๋วั่ง ถ้ำฉินเหยียน ภายในตำหนักหนีหวาน
ระฆังใหญ่อารมณ์ไม่ดีนัก เดิมทีเสียงระฆังของมันดังก้อง ควรจะสั่นสะเทือนจนวิญญาณของสวี่อิงกระเด็นออกจากร่าง แล้วทิ้งร่างไว้กับที่ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า พอเสียงระฆังดัง ร่างของสวี่อิงกลับกระเด็นออกไป แต่วิญญาณของสวี่อิงกลับอยู่ที่เดิม
สาเหตุที่ทำให้เกิดสภาพเช่นนี้ ก็คือใครบางคนกินยาหมื่นวิญญาณเข้าไปมากเกินไป จิตวิญญาณอมตะจึงอัดแน่นอยู่ในดวงวิญญาณ ทำให้ดวงวิญญาณแข็งแกร่งกำยำอย่างหาที่เปรียบไม่ได้!
สวี่อิงก้มมองมือทั้งสองข้างของตน เห็นเพียงกลางฝ่ามือมีแสงสีขาวน้ำนมสาดส่องออกมา กระดูกหยกผิวเกล็ดน้ำแข็ง ไม่เหมือนกายเนื้อเลยสักนิด!
เขามองดูร่างกายของตนเอง แสงสว่างเจิดจ้า มีแสงเรืองรองยาวนับนิ้วสาดส่องจากภายในออกสู่ภายนอก!
"ข้าคือดวงวิญญาณของข้าหรือ"
สวี่อิงพลันรู้สึกร้อนผ่าวที่ไหล่ซ้าย หันไปมอง ก็เห็นบนไหล่ซ้ายของตนมีเปลวเพลิงกลุ่มหนึ่ง กำลังเปล่งแสงสลัวๆ ออกมา
เขามองไปที่ไหล่ขวา ไหล่ขวาก็มีเปลวเพลิงกลุ่มหนึ่งเช่นกัน!
เขาเงยหน้าขึ้น กลับเห็นว่าบนศีรษะของตนก็มีเปลวเพลิงลอยอยู่อีกกลุ่มหนึ่ง ลุกโชนยิ่งกว่าเดิม!
ระฆังทองแดงใหญ่กล่าวว่า "นี่คือไฟหยางสามกลุ่มของร่างกายมนุษย์ หลอมรวมเป็นหนึ่งก็คือไฟแท้ซานเม่ย แกร่งกร้าวสุดหยาง แผดเผาได้ทุกสรรพสิ่ง"
"แต่ว่า..."
สวี่อิงชี้ไปที่อสูรวัวเหล่านั้น กล่าวว่า "ทำไมไฟหยางของพวกมันถึงไม่เหมือนของข้าล่ะ"
อสูรวัวเหล่านั้นมองดูวิญญาณของเขาแล้วตัวสั่นงันงก หดตัวรวมกันเป็นก้อน ราวกับหวาดกลัวเขาอย่างยิ่ง
สวี่อิงถึงขั้นมองเห็นวิญญาณภายในร่างของอสูรวัวได้
พวกมันก็มีวิญญาณ ขนาดของวิญญาณพอๆ กับร่างกาย แต่กลับไม่มีแสงสว่างเช่นเดียวกับของเขาเลยสักนิด!
พวกมันก็มีไฟหยางสามกลุ่มเช่นกัน แม้จะดูเหมือนลุกโชนดี แต่เมื่อเจอสายลมแผ่วเบา ก็สั่นไหวโอนเอน ดูราวกับจะดับลงได้ทุกเมื่อ ไม่มีความมั่นคงเหมือนไฟหยางสามกลุ่มของเขาที่ลมพัดไม่ขยับเลยสักนิด!
ระฆังใหญ่กล่าวว่า "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ มิน่าเล่าอสูรวัวพวกนี้ถึงได้ยอมสวามิภักดิ์ต่อเจ้า วิญญาณของเจ้าแข็งแกร่งเกินไป พวกมันใช้แส้ตีวิญญาณฟาดเจ้า เจ้าไม่เจ็บ แต่แส้ตีวิญญาณนั่นแหละที่เจ็บ เจ้าใช้แส้ตีวิญญาณฟาดคนอื่น อานุภาพของแส้คงจะแสดงออกมาได้มากถึงสามสี่เท่า! ระดับความสำเร็จทางวิญญาณของเจ้าในตอนนี้ เกรงว่าคงก้าวข้ามผู้พิพากษาศาลเจ้าที่ ไปใกล้เคียงกับราชันผีแล้ว! อสูรวัวพวกนี้ คงเห็นเจ้าเป็นราชันผีไปแล้ว ถึงได้จงรักภักดีต่อเจ้า!"
"ราชันผี?"
สวี่อิงชะงักไปเล็กน้อย เช่นนั้นตนมิใช่กลายเป็นมหาราชันผีสวี่ไปแล้วหรือ แต่ตนควรจะเป็นมหาราชันปีศาจสวี่ไม่ใช่หรือไง
"ไฟหยางสามกลุ่มของเจ้า อาศัยไฟวิเศษหยางบริสุทธิ์ในการหลอมชำระ ถึงได้บริสุทธิ์เช่นนี้ ลมพัดไม่ขยับ แต่ที่ไฟหยางของเจ้าลุกโชนปานนี้ ไม่ใช่เพราะไฟวิเศษหยางบริสุทธิ์หรอก แต่เป็นเพราะเจ้ากินยาหมื่นวิญญาณเข้าไปมากเกินไปต่างหาก!"
ระฆังใหญ่แค่นหัวเราะ "วิญญาณของเจ้าใกล้จะกลายเป็นก้อนตันแล้ว กลายเป็นวิญญาณที่ก่อตัวจากจิตวิญญาณอมตะ สามจิตเจ็ดวิญญาณของเจ้าเมื่อเทียบกับกายเนื้อแล้วจึงดูอ่อนแออย่างยิ่ง ไฟหยางสามกลุ่มนี้ ด้านหนึ่งต้องเผาผลาญปราณก่อกำเนิดของเจ้า อีกด้านหนึ่งต้องเผาผลาญแก่นปราณของเจ้า ปราณก่อกำเนิดมาจากกายเนื้อ แก่นปราณมาจากจิตวิญญาณ นั่นก็หมายความว่า ไฟหยางสามกลุ่มนี้กำลังจุดเจ้าให้ลุกไหม้ราวกับเป็นเทียนไข! เจ้าต้องรีบฝึกฝนวิชาหลอมวิญญาณหลอมกายโดยเร็ว มิเช่นนั้นไฟสามกลุ่มในร่างจะแผดเผาเจ้าจนมอดไหม้!"
สวี่อิงใจหายวาบ รู้สึกได้ทันทีว่าสถานการณ์ร้ายแรงแล้ว
ไม่มีตบะของราชันผี แต่วิญญาณกลับไปถึงระดับราชันผี ไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน!
ก็เหมือนกับตัวเองหาเงินได้วันละสองอีแปะ แต่กลับต้องใช้จ่ายสี่อีแปะ รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ไม่ช้าก็เร็วคงกลายเป็นยาจก
ระฆังใหญ่เร่งรัดว่า "ตอนนี้เจ้าเพิ่งเข้าสู่ขั้นเคาะด่าน ด่านจุดเหว่ยหลวี่เปิดออก เปิดประตูสู่การบำเพ็ญปราณ ทะลวงเส้นทางอันยิ่งใหญ่แห่งแม่น้ำสวรรค์ ขอบเขตนี้ทะลุเป็นตาย รู้แจ้งหยินหยาง ใช้น้ำจากแม่น้ำสวรรค์มาปรับสมดุลอวัยวะภายใน เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแกร่ง อีกด้านหนึ่งก็เปิดภูเขาสวรรค์ในร่างกาย กล้าที่จะปีนป่าย บุกทะลวงสู่ขอบเขตถัดไป ที่เรียกว่าทะลุเป็นตายรู้แจ้งหยินหยางนั้น หมายความว่าเจ้าสามารถปรับเปลี่ยนและฝึกฝนวิญญาณของตัวเองได้แล้ว"
เสียงระฆังของมันสั่นพ้องครั้งหนึ่ง ก็ซัดวิญญาณของสวี่อิงกลับเข้าร่าง กล่าวด้วยความหวังดีอย่างสุดซึ้งว่า "เจ้าคิดว่าที่ข้าคอยจ้ำจี้จ้ำไชให้เจ้าฝึกฝน เป็นเพียงเพราะต้องการขโมยปราณโลหิตของเจ้าอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่ทั้งหมดหรอก จุดประสงค์ของข้า คืออยากให้เจ้าขยันหมั่นเพียรในการฝึกฝน ยกระดับตบะ พึ่งพาตัวเองได้ไวๆ ข้าถึงจะขโมยปราณโลหิตได้มากขึ้นยังไงล่ะ!"
มันพร่ำสอนอย่างตั้งอกตั้งใจอยู่พักหนึ่ง แล้วกล่าวว่า "รีบพักผ่อนเสีย พรุ่งนี้เช้ายังต้องฝึกฝนอีก"
สวี่อิงหยิบยาหมื่นวิญญาณออกมาเม็ดหนึ่ง โยนให้หยวนชี กล่าวว่า "ข้าเหลือไว้ให้เจ้าเม็ดหนึ่ง"
หยวนชีทั้งตกใจทั้งดีใจ และแฝงความหวาดกลัวอยู่บ้าง กระซิบว่า "ท่านระฆัง หากข้ากินยาหมื่นวิญญาณเม็ดนี้เข้าไป จะลุกไหม้วิญญาณเหมือนอาอิ้งหรือไม่"
ระฆังใหญ่กล่าวว่า "ไม่หรอก หลังจากเจ้ากินเข้าไปแล้ว วิญญาณน่าจะแข็งแกร่งกว่าอสูรวัวพวกนี้เสียอีก"
หยวนชีรีบกลืนยาวิเศษลงไปทันที
สวี่อิงเองก็เหนื่อยมาทั้งวัน กินเนื้อสัตว์ป่าประทังความหิว แล้วก็หลับสนิทไปอย่างรวดเร็ว
ยามเที่ยงคืน อสูรวัวหลายตัวแปลงกายเป็นวัวเหลือง หมอบหลับสัปหงกอยู่บนพื้นตำหนักหนีหวาน ทันใดนั้นก็เห็นผนังหินด้านหลังตำหนักแยกออก โครงกระดูกขาวร่างหนึ่งเดินออกมาจากผนังหิน
อสูรวัวเหล่านี้เพิ่งจะเห็นโครงกระดูกนั้น ก็สลบไสลหมดสติไปทันที
โครงกระดูกขาวร่างนั้นลอยขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง เข้ามาในตำหนักหนีหวาน แล้วตรงมายังที่พักของสวี่อิง
ตอนนี้ระฆังใหญ่กำลังแขวนลอยอยู่เหนือร่างของสวี่อิง มันสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง กำลังจะสั่นระฆังให้เกิดเสียงกังวาน เพื่อปลุกสวี่อิงให้ตื่น ทว่าจู่ๆ มันก็รู้สึกมึนงง สติสัมปชัญญะสับสน แล้วตกอยู่ในอาการหลับใหลไป
ระฆังใหญ่ร่วงหล่นลงมาจากด้านบน เกือบจะทับโดนสวี่อิง แต่กลับเห็นโครงกระดูกขาวยกมือขึ้นเบาๆ ระฆังใหญ่ก็ลอยไปอยู่อีกด้านหนึ่ง
โครงกระดูกขาวโน้มตัวไปข้างหน้า นิ้วแห้งเหี่ยวๆ นิ้วหนึ่งค่อยๆ ยื่นไปที่หว่างคิ้วของสวี่อิง ทว่าในตอนนั้นเอง เปลวไฟวิเศษกลุ่มหนึ่งก็พวยพุ่งออกมาจากหว่างคิ้วของสวี่อิง แสงไฟสว่างวาบ กวาดม้วนเข้าใส่โครงกระดูกขาว แสงไฟสว่างไสวไปทั่วทั้งห้อง!
"ชิงปี้ เจ้าก็จะต่อต้านข้าด้วยหรือ" โครงกระดูกขาวตกใจ กลายเป็นควันสีเขียวสายหนึ่งแล้วสลายหายไป
ไฟวิเศษหยางบริสุทธิ์หดตัวกลับอย่างรวดเร็ว แสงไฟที่สว่างเต็มห้องหายวับไป เปลวไฟดวงนั้นก็หดกลับเข้าไปในร่างของสวี่อิง แล้วเร้นกายหายไป
ระฆังใหญ่ร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดังเคร้ง พลันตื่นขึ้นมา กล่าวด้วยความงุนงงว่า "แปลกจริง ข้าหลับไปได้อย่างไร ข้าแขวนลอยอยู่เหนือร่างของอาอิ้งเพื่อปกป้องวิญญาณของเขา และสะกดไฟแท้สามหยางในร่างของเขาเอาไว้ไม่ใช่หรือ"
มันกังวลว่าไฟแท้ของสวี่อิงจะลุกโชนเกินไป จนทำให้วิญญาณและร่างกายเสื่อมโทรมก่อนวัยอันควร ดังนั้นในตอนที่สวี่อิงหลับ มันจึงยังคงกดทับไฟหยางทั้งสามดวงบนไหล่ของสวี่อิงเอาไว้
สวี่อิงถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาเช่นกัน เมื่อพบว่าไม่มีอะไร ก็หลับไปอีกครั้ง
วันรุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่ทันสว่าง ระฆังใหญ่ก็ส่งเสียงดังกังวาน สั่นสะเทือนจนสวี่อิงตาลายเห็นดาว ระฆังใบนี้ขยันขันแข็งกว่าเขาเสียอีก ประเดี๋ยวก็บินไปที่ห้องของเขาแล้วส่งเสียงดังกังวาน ประเดี๋ยวก็บินไปที่ห้องของหยวนชีแล้วกระแทกชนเสียงดังโครมคราม โวยวายให้พวกเขาไปทำวัตรเช้า
แม้แต่อสูรวัวเหล่านั้น ก็ถูกมันปลุกให้ตื่นเช่นกัน พวกมันหาวหวอดด้วยดวงตาที่ยังลืมไม่ขึ้น
สวี่อิงกระโดดลงไปในน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตา อาบน้ำไปในตัว แล้วว่ายน้ำออกจากถ้ำฉินเหยียน บิดขี้เกียจ สวมกางเกงและเสื้อผ้า แล้วเริ่มการฝึกฝนของวันนี้ ที่ไกลออกไป มีปีศาจสาวหลายตนมองมาด้วยความเขินอาย
เด็กหนุ่มในยามนี้ แผ่กลิ่นอายความเป็นชายชาตรีออกมา ดึงดูดเหล่าปีศาจสาวยิ่งนัก
ทว่าปีศาจสาวจะไปน่าสนใจเท่าการฝึกฝนได้อย่างไร
หยวนชีและอสูรวัวหลายตัวออกจากถ้ำฉินเหยียน เริ่มต้นการฝึกฝนของวันเช่นกัน
หยวนชีกำลังครุ่นคิดถึง "วิชามังกรอสรพิษตื่นจำศีล" จึงขอคำชี้แนะจากสวี่อิงว่ามันฝึกฝนอย่างไร สวี่อิงกระตุ้นวิชาชักนำลมปราณไปพลาง ถอดรหัสคัมภีร์ไปพลาง กล่าวว่า "ที่เรียกว่าตื่นจำศีล คือเสียงฟ้าร้องแรกในฤดูใบไม้ผลิ พลังหยางพวยพุ่ง สรรพสิ่งแตกยอดเจริญงอกงาม วิชานี้คือเคล็ดวิชาฝึกฝนปราณหยางบริสุทธิ์ของมังกรอสรพิษ เพื่อเปลี่ยนแปลงกายเนื้อ"
เขาอธิบายไปพลาง ลงมือทำไปพลาง เมื่ออธิบายจบหนึ่งรอบ ก็ฝึกฝนวิชามังกรอสรพิษตื่นจำศีลไปหนึ่งรอบเช่นกัน
หยวนชีพลันได้รับประโยชน์อย่างมาก ทำความเข้าใจวิชานี้ได้ถึงเจ็ดแปดส่วน ในใจรู้สึกเลื่อมใสยิ่งนัก "แม้อาอิ้งจะไม่มีความอดทนเท่าเซียนนาอาภรณ์ขาว แต่เขาก็เป็นอาจารย์ที่ดีจริงๆ สิ่งที่เขาสอน ข้าฟังปุ๊บก็เข้าใจปั๊บ"
สวี่อิงอธิบายคัมภีร์อีกม้วนหนึ่ง "วิชาแท้งูยักษ์ปาเสอ" กล่าวว่า "วิชาแท้งูยักษ์ปาเสอกล่าวถึงวิถีแห่งการเปลี่ยนแปลงขนาดเล็กใหญ่ ในนั้นมีเคล็ดวิชาลอกคราบ ซึ่งไม่ธรรมดาเลย สามารถนำมาฝึกฝนควบคู่กับวิชามังกรอสรพิษตื่นจำศีลได้"
เขายังคงฝึกฝนไปพลางอธิบายไปพลาง ฝึกฝนไปหนึ่งรอบ ก็อธิบาย "วิชาแท้งูยักษ์ปาเสอ" ไปหนึ่งรอบเช่นกัน การฝึกฝนไปพลางอธิบายไปพลางยังสามารถพิสูจน์ยืนยันซึ่งกันและกันได้ เพื่อตรวจสอบว่าตัวเองเข้าใจผิดหรือไม่
ระฆังใหญ่ก็สูดลมหายใจเข้าออกอยู่ด้านข้าง เมื่อเห็นสวี่อิงอธิบายวิชาทั้งสองแขนงได้อย่างลึกซึ้งราวกับไข่มุกเม็ดงาม ถึงกับมองเพียงรอบเดียวก็ทะลุปรุโปร่งวิชาทั้งสองแขนงนี้ ในใจก็ตกตะลึง
"เจ้าหมอนี่ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่คนจับงูธรรมดาๆ เสียแล้ว คนจับงูทั่วไปที่ไหนจะมองเพียงรอบเดียว ก็สามารถอธิบายวิชาของผู้บำเพ็ญปราณได้อย่างทะลุปรุโปร่งเช่นนี้"
แม้ว่า "วิชามังกรอสรพิษตื่นจำศีล" และ "วิชาแท้งูยักษ์ปาเสอ" จะเหมาะกับหยวนชีฝึกฝนมากกว่า แต่วิชาทั้งสองแขนงนี้ล้วนเป็นวิชาของผู้บำเพ็ญปราณ วิชาของผู้บำเพ็ญปราณซับซ้อนเข้าใจยากกว่าวิชาของหมอนามาก แม้จะบอกไม่ได้ว่าไม่อาจถอดรหัสได้ แต่ก็ไม่มีทางถอดรหัสออกมาได้อย่างง่ายดายเหมือนสวี่อิงอย่างแน่นอน
"นี่แสดงว่าข้าตบทรัพย์ได้ของล้ำค่ามางั้นสิ"
ระฆังใหญ่รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาลึกๆ "ข้าเป็นที่โปรดปรานของสวรรค์จริงๆ โชคดีสุดๆ ไปเลย!"
สวี่อิงอธิบายจบ ทันใดนั้นก็รู้สึกบางอย่างในใจ ในห้วงความคิดพลันปรากฏคัมภีร์อีกท่อนหนึ่งที่ลึกล้ำสุดหยั่งคาด
นั่นคือคัมภีร์ท่อนต่อของวิชาชักนำลมปราณไท่อี ซับซ้อนเข้าใจยากกว่า "วิชามังกรอสรพิษตื่นจำศีล" และ "วิชาแท้งูยักษ์ปาเสอ" มากมายนัก ทว่าเขากลับเข้าใจความหมายของคัมภีร์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เขาขยับความคิดเล็กน้อย โคจรปราณก่อกำเนิดในร่างตามเคล็ดวิชาชักนำลมปราณไท่อี สัมปชัญญะเข้าสู่ดินแดนซีอี๋ ทันใดนั้นในดินแดนซีอี๋ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงของเมฆหมอกและสายลม สรรพสิ่งแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ราวกับตะวันจันทราสลับสับเปลี่ยน กาลเวลาหมุนเวียนผ่านไป
ส่วนในโลกภายนอก หยวนชีและเหล่าอสูรวัวต่างแหงนหน้าขึ้น มองไปบนท้องฟ้า
นาแสงขนาดหนึ่งหมู่กลางอากาศสว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ แสงแดดรวมตัวกันมาที่นี่ราวกับพายุ สาดส่องลงบนนาแสง ต้นกล้าในนาแสงนั้นกลับดูราวกับมีชีวิต กำลังดูดซับแสงแดดและค่อยๆ เติบโต
ดูเหมือนจะช้า แต่แท้จริงแล้วต้นกล้าเติบโตสูงขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น
จากนั้นก็เห็นต้นกล้าในนาแสงขนาดหนึ่งหมู่นี้แตกรวงออกดอก ไม่นานก็มีเมล็ดพันธุ์ที่หนักอึ้งงอกออกมา
"ท่านระฆัง ท่านเคยเห็นเคล็ดวิชาการฝึกฝนเช่นนี้หรือไม่" หยวนชีพึมพำถาม
ระฆังใหญ่ก็งุนงงเล็กน้อย กล่าวว่า "ไม่เคยเห็นมาก่อน"
มันยังพูดไม่ทันขาดคำ ก็เห็นต้นกล้าในนาแสงสุกงอม เมล็ดพันธุ์สีทองอร่ามแต่ละเมล็ดปลิวว่อนออกมา ราวกับฝนแสงโปรยปราย ร่วงหล่นเข้าสู่ร่างของสวี่อิงอย่างต่อเนื่อง!
หยวนชีลองสกัดจับเมล็ดพันธุ์สีทองเมล็ดหนึ่ง เมล็ดพันธุ์นั้นร่วงหล่นเข้าสู่ร่างกายของเขา ทันใดนั้นก็กลายเป็นปราณก่อกำเนิดอันเข้มข้นกระจายออก พลังหยางรุนแรงยิ่งนัก!
"เหมือนเมล็ดข้าวเปลือก แต่เป็นเมล็ดข้าวหยางบริสุทธิ์!" เขาประหลาดใจ
"เมล็ดข้าว... เมล็ดข้าว..."
ระฆังใหญ่พึมพำสองสามคำ ทันใดนั้นก็โพล่งออกมาอย่างลืมตัว "ข้ารู้แล้ว ไม่ใช่เมล็ดข้าว แต่เป็นเมล็ดพันธุ์เต๋า! นาแสงปลูกเต๋า ปลูกบัวในกองไฟ นี่คือวิชาที่ชี้ตรงสู่วิถีแห่งมหาเต๋า! เพียงแต่ เพียงแต่..."
มันสับสนงุนงงเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่วิชาที่ชี้ตรงสู่วิถีแห่งมหาเต๋าเช่นนี้ แม้แต่เจ้านายของมันก็ยังไม่เคยได้รับมาก่อน แล้วสวี่อิงที่เป็นเพียงคนจับงูในบ้านนอกคอกนา จะได้วิชานี้มาได้อย่างไร
มันเป็นพยานรู้เห็นว่าสวี่อิงฝึกฝนจนสร้างนาแสงและต้นกล้าออกมาได้ และยังเป็นพยานรู้เห็นว่าต้นกล้าสุกงอมกลายเป็นเมล็ดพันธุ์เต๋าเข้าสู่ร่างของสวี่อิง แต่สวี่อิงไปเรียนรู้วิชาประหลาดเช่นนี้มาตั้งแต่เมื่อใด มันกลับไม่รู้อะไรเลย
"ด้วยความเร็วในการฝึกฝนระดับนี้ของเขา อาการบาดเจ็บของข้าน่าจะหายเร็วขึ้นแล้ว!" ระฆังใหญ่ดีใจในใจ โยนความสงสัยเมื่อครู่ทิ้งไว้เบื้องหลัง