หลี่ป้านเฟิงฝันดีตลอดทั้งคืน ในความฝัน มักจะมีขนนกห่านคอยจั๊กจี้หูเขาอยู่เสมอ
เมื่อออกจากเรือนติดตัว ก็พบว่าเป็นเวลาเที่ยงวันอีกแล้ว หลี่ป้านเฟิงตระหนักว่าตัวเองจำเป็นต้องมีเครื่องบอกเวลา
รอให้กลับไปถึงเยว่โจว เรื่องพวกนี้ก็จัดการได้ง่ายๆ โทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียวก็แก้ปัญหาได้หมด
เวลาไม่เช้าแล้ว ไม่รู้ว่าจะยังซื้อตั๋วรถไฟได้อยู่ไหม
หลี่ป้านเฟิงก้าวเดินออกจากเรือนติดตัว เดินไปตามถนนใหญ่ได้ไม่กี่ร้อยเมตร จู่ๆ ก็รู้สึกว่าร่างกายมีปฏิกิริยาแปลกประหลาดบางอย่าง
ทว่ามันคือปฏิกิริยาอะไรกันแน่ หลี่ป้านเฟิงก็บอกไม่ถูก
เขามองหารถราบนท้องถนนไปรอบด้าน จะเป็นรถม้าหรือรถลากก็ได้ ขอแค่มีรถก็พอ
ระหว่างที่กวาดสายตามอง เขาก็พบว่ามีคนเดินถนนส่งสายตามาให้เป็นระยะๆ
(มองฉันทำไม?)
(ใส่สูทผูกไท สวมรองเท้าหนัง แถมยังมีหมวกปีกกว้าง วันนี้ฉันแต่งตัวดูดีจะตาย!)
คนเดินถนนไม่ได้มีเจตนาร้าย เพียงแต่รู้สึกอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น
(แปลกจัง ฉันรู้ได้ยังไงว่าพวกเขาไม่ได้มีเจตนาร้าย?)
(ทำไมวันนี้ถึงมีปฏิกิริยาแปลกๆ เยอะขนาดนี้นะ?)
คนเดินถนนไม่ได้มีเจตนาร้ายจริงๆ สิ่งที่พวกเขามองไม่ใช่การแต่งกาย แต่เป็นความเร็วที่ผิดปกติของหลี่ป้านเฟิง
เขาไม่ได้วิ่ง เพียงแค่เดิน ล้วงกระเป๋าสองข้าง แล้วเดินไปตามถนนอย่างไม่ใส่ใจ
แต่เท้าทั้งสองข้างของเขากลับพาร่างกายพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วด้วยวิถีที่คนทั่วไปยากจะเข้าใจ กว่าหลี่ป้านเฟิงจะรู้สึกถึงความผิดปกติ เขาก็เดินมาสุดปลายถนนแล้ว
(ฉันไม่ได้อยากเดินเร็วขนาดนี้สักหน่อย...)
เมื่อมองดูบ้านเรือนสองข้างทางที่ถอยร่นไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว หลี่ป้านเฟิงก็พยายามควบคุมฝีเท้าของตัวเองอย่างสุดความสามารถ
เขาไม่ได้จงใจออกแรงเลยจริงๆ และยิ่งไม่รู้สึกเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย
ทว่าขาทั้งสองข้างนี้ราวกับติดตั้งมอเตอร์เอาไว้ หากไม่เหยียบเบรก ก็ไม่มีทางหยุดได้เลย
ต่อให้เหยียบเบรกก็ยังควบคุมยาก หลี่ป้านเฟิงสามารถยืนนิ่งอยู่กับที่ได้ แต่ขอเพียงก้าวไปข้างหน้า ก็คล้ายกับจะพุ่งทะยานไปด้วยความเร็วยี่สิบไมล์ต่อชั่วโมง
(ชักจะไม่ค่อยดีแล้วสิ ทำไมฉันถึงกระทั่งเดินตามปกติไม่เป็นแล้วล่ะ?)
(นี่เป็นผลจากหมอกพิษของภูผาหมอกขมงั้นเหรอ?)
(มันเป็นแค่อาการชั่วคราว หรือเป็นความเสียหายที่รักษาไม่ได้กันแน่?)
แม้จะพยายามควบคุมอย่างสุดความสามารถ แต่หลี่ป้านเฟิงก็ยังเดินมาถึงสุดขอบเขตในได้ในเวลาอันสั้น
เดิมทีเขาอยากหาที่เงียบๆ เพื่อควบคุมแข้งขาให้ดีๆ แต่ตอนที่เดินผ่านต้นไทรใหญ่ รถลากคันหนึ่งใต้ต้นไม้ก็ดึงดูดความสนใจของเขา
(นั่งรถลากไปสถานีรถไฟก่อน ซื้อตั๋ว ขึ้นรถไฟ เข้าไปในเรือนติดตัว แล้วค่อยฝึกควบคุมแข้งขาก็แล้วกัน)
ระหว่างที่ครุ่นคิด ขาทั้งสองข้างก็ไม่ได้หยุดนิ่งและเดินต่อไปอีกหลายสิบเมตร หลี่ป้านเฟิงต้องเดินถอยหลังกลับมาทางเดิม มาหยุดอยู่ตรงหน้าคนลากรถอย่างยากลำบาก แล้วเอ่ยถามว่า "ไปสถานีรถไฟเท่าไหร่ครับ?"
คนลากรถสูบยาสูบเฮือกหนึ่ง เงยหน้าขึ้นมองหลี่ป้านเฟิงแล้วหัวเราะ "คุณจะไปสถานีรถไฟ ยังต้องนั่งรถอีกเหรอ?"
หลี่ป้านเฟิงจ้องมองคนลากรถอยู่ครู่หนึ่ง
คนลากรถคนนี้เขารู้จัก วานรชิวเคยจ้างเขา เป็นคนลากรถที่มีล้อไฟ
เขาเป็นคนลากรถพาหลี่ป้านเฟิงจากสถานีรถไฟมายังสถานที่ที่พ่อค้าเร่อยู่ และวานรชิวก็จ่ายค่ารถไปตั้งห้าร้อย
คนลากรถคนนี้พูดไม่ผิด สถานีรถไฟอยู่ห่างจากเขตในไม่ไกล ด้วยความเร็วของหลี่ป้านเฟิง พริบตาเดียวก็เดินถึงแล้ว
แต่หลี่ป้านเฟิงจำทางไม่ได้
คนลากรถลุกขึ้นยืน ชี้ไปที่ถนนดินเหลืองตรงหน้า "เดินไปทางเหนือตามถนนเส้นนี้สามลี้ครึ่ง เลี้ยวไปทางตะวันออก เดินไปอีกสองลี้ จากนั้นตรงไปทางเหนือไม่ถึงหนึ่งลี้ จะมีทางแยก เดินต่อไปอีกสองลี้ก็ถึงสถานีรถไฟแล้ว"
หลี่ป้านเฟิงส่ายหน้า "ยุ่งยากเกินไป นั่งรถดีกว่าครับ"
คนลากรถคาบบุหรี่มวนพลางพูด "ยุ่งยากอะไรกัน คุณมาถึงผู้บำเพ็ญสัญจรขั้นหนึ่งแล้ว ยังจะหาทางไม่เจออีกเหรอ?"
จริงด้วยแฮะ
ความเร็วอันแปลกประหลาดนี้ไม่ได้เกิดจากหมอกพิษของภูผาหมอกขม แต่เป็นเพราะผู้บำเพ็ญสัญจรเลื่อนขั้นต่างหาก
ทำไมผู้บำเพ็ญสัญจรถึงเลื่อนขั้นล่ะ?
เพราะหลี่ป้านเฟิงอยู่ในสถานที่อันตรายมาหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม
ตอนที่อยู่บนภูผาหมอกขม เขาสำลักหมอกพิษจนมึนงง ทำให้หลี่ป้านเฟิงลืมคำกำชับของพ่อค้าเร่ไปเสียสนิท
หากอยู่ในสถานที่อันตรายหนึ่งวันหนึ่งคืน ผู้บำเพ็ญสัญจรจะเลื่อนขั้น
ภูผาหมอกขมคือสถานที่อันตราย นี่หมายความว่าหลี่ป้านเฟิงผ่านการทดสอบของผู้บำเพ็ญสัญจร และกลายเป็นผู้บำเพ็ญขั้นหนึ่งแล้ว
ผู้บำเพ็ญสัญจรเลื่อนขั้นนับเป็นเรื่องดี
แต่จะเลื่อนขั้นเร็วเกินไปไม่ได้ มิฉะนั้นจะถูกผู้บำเพ็ญเคหาตีกลับ
แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เรือนติดตัวให้กำเนิดวิญญาณเคหาไม่ได้ ผู้บำเพ็ญเคหาจึงเลื่อนขั้นไม่ได้ ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป ผู้บำเพ็ญเคหาย่อมต้องถูกผู้บำเพ็ญสัญจรกดข่มไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่หลี่ป้านเฟิงทำได้ก็มีเพียงควบคุมช่องว่างระหว่างสองฝ่ายเท่านั้น
"ทำไมเมื่อวานถึงไม่รู้สึกอะไรเลยล่ะ?" หลี่ป้านเฟิงพึมพำกับตัวเอง
คนลากรถถามขึ้น "คุณผ่านด่านขั้นหนึ่งตอนไหนล่ะ?"
"เมื่อวานซืน ผ่านที่ภูผาหมอกขมน่ะครับ" หลี่ป้านเฟิงตอบตามความจริง
คนลากรถหัวเราะ "เมื่อวานซืนผ่านด่าน วันนี้เลื่อนขั้น ถือว่าเร็วแล้วล่ะ คนส่วนใหญ่ต้องรอตั้งสามถึงห้าวัน พี่น้องเอ๊ย โชคดีไม่เบานะเนี่ย รีบไปสถานีรถไฟเถอะ"
หลี่ป้านเฟิงพูดกับคนลากรถ "ผมขี้เกียจเดินน่ะ ในเมื่อคุณลากรถอยู่ที่นี่ มีลูกค้าแล้วจะไม่รับเหรอครับ?"
คนลากรถชะงักไปครู่หนึ่ง "คุณจะนั่งรถผมให้ได้เหรอ? รู้รึเปล่าว่ารถผมราคาเท่าไหร่? รถคนอื่นแปดบาท แต่ผมคิดคุณสองร้อยนะ"
"สองร้อย ผมจ่าย!" หลี่ป้านเฟิงควักธนบัตรสองร้อยบาทออกมาส่งให้คนลากรถ
หลี่ป้านเฟิงสัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยบางอย่างจากคนลากรถคนนี้ เขาเชื่อมั่นว่าเงินสองร้อยบาทนี้ เขาจ่ายไม่ผิดคนแน่
คนลากรถลูบคลำลวดลายบนธนบัตรพลางหัวเราะ "ได้ ผมขอบอกคุณไว้ก่อนนะว่ารถผมพริบตาเดียวก็ถึง"
"คุณเดินช้าลงหน่อยได้ไหมครับ?" หลี่ป้านเฟิงยื่นข้อเสนอที่ดูเหมือนจะไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
คนลากรถเข้าใจความหมายของหลี่ป้านเฟิง "เดินช้าๆ ก็ได้ แต่ยิ่งเดินช้า ราคาก็ยิ่งแพง ห้าร้อยบาท เดินสองตัวอักษร คุณตกลงไหมล่ะ?"
สองตัวอักษร หมายถึงตัวเลขสองตัวบนหน้าปัดนาฬิกา ซึ่งก็คือใช้เวลาเดินสิบนาทีนั่นเอง
หลี่ป้านเฟิงพยักหน้า "ตกลงครับ"
คนลากรถถอนหายใจ "เนื้อหวานหมูมาส่งถึงปาก ไม่กินก็ไม่ได้ ขึ้นรถมาสิ"
หลี่ป้านเฟิงขึ้นไปนั่งบนรถลาก คนลากรถลากรถเดินไปทางทิศเหนืออย่างไม่รีบร้อน
หลี่ป้านเฟิงถามขึ้น "คุณเป็นผู้บำเพ็ญสัญจรขั้นไหนครับ?"
เขามองออกว่าคนลากรถคนนี้คือผู้บำเพ็ญสัญจร ตอนที่นั่งรถเขาครั้งแรก คนลากรถก็แสดงความสามารถของผู้บำเพ็ญสัญจรออกมาแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นหลี่ป้านเฟิงยังไม่รู้จักแนวคิดของผู้บำเพ็ญสัญจร
คนลากรถไม่ตอบ "เงินแค่ห้าร้อยบาท ก็อยากมาถามระดับบำเพ็ญของผม คุณคิดว่ามันเหมาะสมเหรอ? เวลาสองตัวอักษรผ่านไปเร็วนะ คุณถามเรื่องอื่นเถอะ"
"ปกติผู้บำเพ็ญสัญจรเดินเร็วแบบนี้ทุกคนเลยเหรอครับ?"
"คุณดูผมสิว่าเดินเร็วไหมล่ะ?" ระหว่างที่พูด คนลากรถก็ก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าว ด้วยความเร็วเท่ากับคนปกติ
"แล้วทำไมผมถึงเดินเร็วขนาดนั้นล่ะ?"
คนลากรถอธิบายว่า "วิธีเดินของคุณเมื่อกี้นี้ เรียกว่าเกิดลมบนพื้นราบ มันเป็นความสามารถของผู้บำเพ็ญสัญจรขั้นหนึ่ง
ผู้บำเพ็ญสัญจรที่เพิ่งเลื่อนขั้น จะยังรั้งแรงที่เท้าไม่เป็น ต้องฝึกฝนไปอีกหลายวันถึงจะปล่อยและรั้งพลังได้อย่างใจนึก"
"แล้วต้องฝึกยังไงครับ?"
คนลากรถชี้ไปที่ปั๊มน้ำบาดาลแบบโยกริมถนน "เคยใช้ปั๊มน้ำบาดาลแบบโยกไหม? เมื่อก่อนตอนเดิน ก็เหมือนกับการแกว่งแขนโยกน้ำดังอึกๆๆ แต่ตอนนี้คุณต้องรั้งแรงเอาไว้ ให้น้ำที่ไหลออกมาเส้นเล็กกว่าเชือกป่านสักรอบหนึ่ง ถึงจะเดินได้เหมือนคนปกติ"
(เล็กกว่าเชือกป่านรอบหนึ่งงั้นเหรอ?)
"แบบนี้กะเกณฑ์ยากจังเลยครับ"
"มีเคล็ดลับอยู่ เริ่มจากรั้งแรงสายแรกที่สะโพกก่อน ค่อยๆ ขยับไปข้างหน้าทีละนิด จากนั้นก็รั้งแรงสายที่สองที่กระดูกหัวเข่า แล้วเดินยื่นเท้าไปข้างหน้าตามสะโพก
ต่อมาก็เป็นข้อเท้า ลงไปอีกก็เป็นนิ้วเท้า รั้งแรงลงไปทีละสาย ขอแค่มีไหวพริบพอ วันเดียวก็คลำทางได้คร่าวๆ แล้ว"
หลี่ป้านเฟิงยิ้มเจื่อน "เลื่อนขั้นแล้ว ยังต้องมาหัดเดินใหม่อีกเหรอครับ?"
"คุณอย่าเพิ่งรำคาญไปเลย ช่วงแรกๆ จะเดินไม่ค่อยคล่อง แถมยังต้องล้มอีกหลายครั้ง รอจนเรียนรู้เคล็ดลับข้างในได้แล้ว จะเดินชั่วโมงละหกเจ็ดสิบลี้ก็ไม่ใช่ปัญหา"
มีความเร็วระดับนี้ การบำเพ็ญพื้นฐานวันละยี่สิบลี้ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เสร็จแล้ว
แต่ปัญหาคือ...
"ผู้บำเพ็ญสัญจรขั้นหนึ่ง เดินวันละยี่สิบลี้พอไหมครับ?"
"ไม่พอหรอก!" คนลากรถส่ายหน้าติดๆ กัน "ถ้าเดินในที่ปกติ วันหนึ่งต้องอย่างน้อยห้าสิบลี้"
(ห้าสิบลี้?)
ปัญหาก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร
"ที่ปกติคือที่แบบไหนครับ?"
"ถนนหนทาง ตรอกซอกซอย ล้วนเป็นที่ปกติทั้งนั้นแหละ"
"แล้วที่ที่ไม่ปกติล่ะครับ?"
"ขึ้นเขา ภูเขายิ่งชันยิ่งดี ลงน้ำก็ได้ ยิ่งลึกยิ่งดี ค่ายหลานชิงมีหนองโคลนเละๆ อยู่ ถ้าคุณเดินลุยไปในนั้นได้สักสองลี้ การบำเพ็ญในวันนั้นก็ถือว่าครบถ้วนแล้ว
ภูเขาหยางชาจะมีเทือกเขาผีดาบ ถ้าคุณเดินบนเทือกเขานั้นได้หนึ่งลี้ ไม่เพียงแต่การบำเพ็ญจะครบถ้วน แต่ยังสามารถสะสมเวลาได้อีกหนึ่งวัน
แก่นแท้ของผู้บำเพ็ญสัญจรก็อยู่ที่ความอันตรายนี่แหละ ยิ่งเป็นเขตแดนที่อันตรายมากเท่าไหร่ ระดับการบำเพ็ญก็ยิ่งก้าวหน้าเร็วขึ้นเท่านั้น"
หลี่ป้านเฟิงรู้สึกอินมาก "อยู่บนภูผาหมอกขม ระดับการบำเพ็ญก็ก้าวหน้าเร็วมากเหมือนกันใช่ไหมครับ?"
คนลากรถส่ายหน้า "สถานที่แบบนั้น ผมขอแนะนำให้คุณไปให้น้อยลงหน่อย ตอนขึ้นเขาลงเขา กระจัดกระจายกันไป คุณไม่มีทางรู้เลยว่ามีคนทิ้งชีวิตไว้บนภูเขาลูกนั้นมากแค่ไหน
รอดชีวิตกลับมาได้ ถือว่าคุณดวงดี คุณดวงดีจริงๆ อาบแสงสวรรค์แล้วยังรอดมาได้ ดวงดีก็ควรจะรักชีวิตตัวเอง เอาชีวิตดีๆ แบบนี้ไปทิ้งเพื่อเงินแค่ไม่กี่บาท มันไม่คุ้มกันหรอก"
"ขึ้นภูผาหมอกขมก็เพื่อหาเงินนี่แหละครับ ท้ายที่สุดแล้วเงินมันก็หายากจริงๆ" หลี่ป้านเฟิงซาบซึ้งกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี
คนลากรถส่ายหน้าพร้อมกับหัวเราะ "อาชีพที่หาเงินง่ายๆ มีถมเถไป อาชีพลากรถนี่ก็ไม่เลว คราวที่แล้วรับงานด่วนของคุณ เที่ยวเดียวผมก็ทำเงินได้ห้าร้อย วันนี้รับงานคุณอีกเที่ยว ก็ได้อีกห้าร้อย
ผมได้ยินมาว่า ปีนี้โรงโอสถใหญ่ๆ รับซื้อดอกเบญจมาศลายงู แค่ต้นละยี่สิบห้าบาทเท่านั้น คุณลองพูดมาสิว่า สุดท้ายแล้วเงินใครหาได้ง่ายกว่ากัน?"
ถ้าว่ากันตามที่เขาพูด เงินจากการลากรถก็หาได้ง่ายกว่าจริงๆ
คนลากรถหัวเราะ "พวกคุณดูถูกอาชีพนี้ คิดว่าการลากรถมันน่าขายหน้า ผมเองก็ดูถูกพวกคุณที่เอาชีวิตไปเสี่ยงเหมือนกัน คิดว่าชีวิตพวกคุณมันไร้ค่า"
หลี่ป้านเฟิงไม่ได้โต้เถียงเรื่องอาชีพกับคนลากรถอีก แต่เปลี่ยนเรื่องถามว่า "ผมควรจะหาสถานที่บำเพ็ญที่เหมาะสมยังไงครับ? เอาแบบที่อันตรายนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้อันตรายจนเกินไปน่ะครับ"
คนลากรถตอบสั้นๆ "สถานที่อันตรายต้องประเมินกำลังตัวเอง คนอันตรายต้องอยู่ให้ห่าง ภูผาหมอกขมเป็นทั้งสถานที่อันตราย แถมยังเต็มไปด้วยคนอันตราย สถานที่แบบนี้คุณไม่ควรไปเด็ดขาด!"
"แล้วผมจะแยกแยะสถานที่อันตรายกับคนอันตรายได้ยังไงล่ะครับ?"
"ผู้บำเพ็ญสัญจรสามารถรับรู้อันตรายได้ สิ่งนี้เรียกว่าหลีกภัยหาโชค นี่เป็นวิชาที่ผู้บำเพ็ญสัญจรขั้นหนึ่งถึงจะมี ไม่เพียงแต่มองออกว่าเป็นสถานที่อันตราย แต่ยังมองออกว่าเป็นคนอันตรายด้วย"
หลี่ป้านเฟิงตาเป็นประกาย "ผู้บำเพ็ญสัญจรขั้นหนึ่ง มีสองวิชาเลยเหรอครับ?"







