หลี่ป้านเฟิงให้คนขับรถม้าขับรถไปที่ทุ่งร้างแห่งหนึ่งในเขตนอก แล้วให้เขาลงของ
ก่อนหน้านี้ชุนเซิงจ่ายค่ารถไปมากพอแล้ว คนขับรถม้าจึงไม่ถามอะไรให้มากความ พอวางข้าวของเต็มคันรถไว้ริมป่าเสร็จก็ขับรถจากไป
หลี่ป้านเฟิงมองดูรอบๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีคนก็ออกแรงฮึดแบกเตียงไม้สี่เสาหลังนั้นขึ้นมา
จะว่าไปความสามารถในการแบกรับน้ำหนักของผู้บำเพ็ญวิถีสัญจรก็ไม่เลวเลยทีเดียว แบกเตียงไม้หลังใหญ่ขนาดนี้ไว้ หลี่ป้านเฟิงยังพอมีมือว่างล้วงกุญแจออกมาได้
เตียงไม้เนื้อแข็งหลังนี้หนักเอาเรื่องจริงๆ
ลูกจ้างที่ชื่อชุนเซิงเมื่อครู่นี้สามารถยกเตียงหลังใหญ่ขึ้นรถม้าได้ด้วยตัวคนเดียว ดูท่าแล้วคงไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนกัน
หลี่ป้านเฟิงเอาเตียงเข้าไปในเรือนติดตัว ตัวเรือนติดตัวไม่ได้ใหญ่โตอะไร มีพื้นที่แค่หกเจ็ดตารางเมตร พอใส่เตียงขนาดหนึ่งเมตรครึ่งเข้าไป พื้นที่ก็ดูคับแคบลงไปถนัดตา
หลี่ป้านเฟิงยกเครื่องเล่นแผ่นเสียงเข้ามาอีกอย่าง พลางคิดว่าจะเอาไปวางไว้ตรงไหนดี
วางไว้ตรงข้ามเตียง นอนฟังเพลงบนเตียงดีไหม?
เพลิดเพลินกับความไพเราะของเสียงเพลงไปพร้อมกับมองดูไอน้ำพ่นออกมา ก็ดูเข้าทีไม่เบา
แต่พอเพลงจบเพลงหนึ่ง ก็ต้องลงจากเตียงไปเปลี่ยนแผ่นเสียง พอน้ำสองแก้วต้มจนแห้ง ก็ต้องลงจากเตียงไปเติมน้ำ
ถ้าต้องลงจากเตียงบ่อยๆ ตอนฟังเพลง มันก็ดูจะขัดอารมณ์ไปสักหน่อย
หลี่ป้านเฟิงจึงเอาเครื่องเล่นแผ่นเสียงไปวางไว้ข้างเตียง พอนอนลงบนเตียง แค่ยื่นมือออกไปก็เปลี่ยนแผ่นเสียง เติมน้ำ ดับไฟ ไขลานได้โดยไม่ต้องลงจากเตียง
ความคิดนี้เข้าท่า เอาตามนี้แหละ
พอยกเครื่องเล่นแผ่นเสียงเสร็จ ปูที่นอนเรียบร้อย ใช้ไม้ขนไก่ปัดฝุ่น พับเสื้อผ้าที่เถ้าแก่แถมให้จนเป็นระเบียบ แล้วเอาไปวางไว้ข้างเป้ก่อน
ยังมีของที่ต้องซื้อหาอีกเยอะ ต้องมีตู้เสื้อผ้า ตู้เก็บของจุกจิก แล้วก็ต้องมีชุดโต๊ะเก้าอี้อีกสักชุด...
เปลือกตาของหลี่ป้านเฟิงเริ่มหนักอึ้ง เขารู้สึกง่วงนอนขึ้นมาบ้างแล้ว
หลังจากลงจากเขา เขาและอ้วนน้อยพักผ่อนที่โรงเตี๊ยมหนึ่งวัน วันที่สองถึงค่อยกลับมาที่เขตใน ตอนนี้เพิ่งจะพ้นช่วงยามเย็น ฟ้าเพิ่งมืด ตามหลักแล้ว หลี่ป้านเฟิงไม่น่าจะเหนื่อยล้าขนาดนี้
หรือว่าพิษตกค้างในร่างกายยังไม่หมด?
ไม่น่าใช่นะ! ไหนว่าผู้บำเพ็ญวิถีเคหาสน์ฟื้นตัวได้เร็วที่สุดไม่ใช่หรือไง?
ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน ก็ต้องไปหาอ้วนน้อยสักหน่อย มาอยู่ที่นี่ตั้งนาน หากจะบอกว่ามีใครสักคนที่พอจะนับเป็นเพื่อนของหลี่ป้านเฟิงได้ ก็คงมีแค่ฉินอ้วนน้อยนี่แหละ
พอมาถึงร้านซาลาเปาปากซอย ฉินอ้วนน้อยยังคงกินอย่างเอาเป็นเอาตาย เข่งนึ่งซาลาเปาวางซ้อนกันอยู่ข้างโต๊ะหลายตั้ง
"ทำไมไปนานขนาดนี้?" ฉินอ้วนน้อยเคี้ยวซาลาเปาตุ้ยๆ พูดจาอู้อี้
"ไปคุยเรื่องราคากับเถ้าแก่เฝิงมาน่ะ" หลี่ป้านเฟิงลากเก้าอี้มานั่ง สั่งให้เถ้าแก่เอาซาลาเปามาเพิ่มอีกสองเข่ง
ร้านซาลาเปาไม่ได้ใหญ่โต แต่ทำซาลาเปาออกมาได้ประณีต เป็นไส้เนื้อวัว กัดเข้าไปคำหนึ่ง ซู้ดเบาๆ น้ำซุปหวานกลมกล่อมก็เต็มปาก กินคู่กับกระเทียมบุบสักสองกลีบ เป็นอาหารรสชาติต้นตำรับที่เรียบง่ายและบริสุทธิ์
หลี่ป้านเฟิงสั่งเหล้ามาหนึ่งกา เขาไม่รู้ว่าเหล้าอะไรในร้านนี้อร่อย ชื่อเหล้าที่นี่เขาไม่เคยได้ยินเลยสักชื่อ จึงได้แต่บอกให้ลูกจ้างยกเหล้าที่ดีที่สุดมา
ฉินอ้วนน้อยรู้สึกเสียดายนิดหน่อย ยาโอสถของเขายังไม่ได้ขายออกไป ต่อให้เป็นเหล้าในร้านซาลาเปา สำหรับเขาก็ยังถือว่าฟุ่มเฟือยอยู่ดี
"พี่ฉิน ไม่ต้องห่วง มื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง" หลี่ป้านเฟิงรินเหล้าจอกหนึ่งแล้วจิบคำหนึ่ง เหล้าแรงมาก เขาต้องอมไว้ในปากพักใหญ่ถึงจะกลืนลงไปได้
เห็นหลี่ป้านเฟิงใจกว้างขนาดนี้ ฉินอ้วนน้อยก็ลดเสียงลงต่ำ "ขายไปราคาเท่าไหร่?"
หลี่ป้านเฟิงทำมือเป็นสัญลักษณ์ "หกพัน"
เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องปิดบังฉินอ้วนน้อย วันข้างหน้าถ้าเขาอยากไปหาเถ้าแก่เฝิงเพื่อปล่อยของ ก็น่าจะได้ราคานี้เหมือนกัน
ฉินอ้วนน้อยได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าดิก "พี่หลี่ ไม่ใช่ข้าอยากจะว่าท่านหรอกนะ แต่ราคานี้ขายถูกไป ของพวกนี้ไม่ใช่ของธรรมดา ท่านไม่รู้ช่องทางของที่นี่เสียแล้ว"
"ช่องทางอะไร?"
ฟ้ามืดแล้ว ในร้านซาลาเปาไม่มีคนอื่น ฉินอ้วนน้อยกดเสียงต่ำที่สุด "เมื่อกี้ข้าเจอคนรู้จักในร้านซาลาเปานี้ เลยลองเลียบเคียงถามราคาตลาดดู แล้วก็ถามจนรู้เรื่องจริงๆ
บ้านเศรษฐีในแคว้นผู่หลัว ซื้อยาโอสถปีละเป็นร้อยเป็นพันเม็ด พอถึงสิ้นปี ก็จะเอาไว้แจกจ่ายให้ลูกหลานที่มีผลงานในตระกูลโดยเฉพาะ
คนครอบครัวใหญ่ ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำมาทั้งปี ต่างก็อยากแย่งชิงยาโอสถให้ได้มากหน่อยเพื่อเอาไปแลกกับตบะ แต่ถ้าไม่มีผลงานจะทำยังไง? ก็ต้องยอมจ่ายแพงๆ ไปซื้อที่ตลาด
ราคาที่ตลาดกับโรงโอสถไม่เหมือนกันนะ โรงโอสถขายหนึ่งหมื่น ที่ตลาดอย่างน้อยก็หมื่นสอง ขายหมื่นห้า หมื่นแปด หรือกระทั่งสองหมื่นก็ยังมี ท่านขายแค่หกพัน ขาดทุนย่อยยับเลยจริงๆ"
หลี่ป้านเฟิงส่ายหน้า "ยาโอสถนี่ถ้าปล่อยออกไปได้ มันก็คือเงิน ถ้าปล่อยไม่ออก เก็บไว้ที่ข้าจะมีประโยชน์อะไร? ข้าไม่ได้เดือดร้อนเรื่องการบำเพ็ญเพียรไม่กี่วันนั่น แล้วก็ไม่รู้จักลูกผู้ดีมีเงินที่ไหนด้วย"
ฉินอ้วนน้อยจิบเหล้า "เอาอย่างนี้ไหม รอพวกเราพักฟื้นสักสองวัน ข้าจะพาท่านไปเดินเล่นแถวหุบเขาราชาโอสถ พวกที่รวยล้นฟ้าเราคงปีนเกลียวไม่ถึง แต่พวกคุณชายบ้านพอมีพอกิน ข้าก็รู้จักอยู่ไม่น้อย"
หลี่ป้านเฟิงกินซาลาเปาไปลูกหนึ่งแล้วยิ้ม "ขอบใจในความหวังดี พรุ่งนี้ข้าก็จะกลับเยว่โจวแล้วล่ะ"
"เยว่โจว?" ฉินอ้วนน้อยไม่เคยได้ยินชื่อที่นี่มาก่อน
"เยว่โจว เป็นสถานที่แห่งหนึ่งในแคว้นนอก ข้ามาจากที่นั่นแหละ"
"ท่านจะกลับแล้วเหรอ? เร็วขนาดนี้เลย?" อ้วนน้อยรู้สึกใจหายไปบ้าง แต่พอกินซาลาเปาไปสองลูกก็เริ่มทำใจได้
"ก็จริงนะ ท่านมาจากแคว้นนอก เคยเห็นโลกกว้างมาแล้ว คงไม่เห็นแคว้นผู่หลัวอยู่ในสายตาหรอก
รอให้สักวันหนึ่ง ข้าก็จะไปดูแคว้นนอกเหมือนกัน ที่ดีๆ แบบนั้น ถ้าไม่เคยไปสักครั้ง ชาตินี้คงถือว่าเกิดมาเสียชาติเกิด"
ที่ดีๆ แบบนั้น?
เยว่โจวเป็นสถานที่ที่ดีอย่างนั้นเหรอ?
หลี่ป้านเฟิงรู้สึกว่าเยว่โจวเป็นสถานที่ที่ดีจริงๆ แต่ถ้าจะให้บอกว่าดีตรงไหน เขาก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน
กินกันจนร้านซาลาเปาปิด ทั้งสองคนก็บอกลากันตรงนั้น
ฉินอ้วนน้อยบอกว่า "ท่านรู้ว่าบ้านข้าอยู่ที่ไหน ถ้ามาแคว้นผู่หลัวอีก ต้องมาหาข้าให้ได้นะ"
ฤทธิ์เหล้าเริ่มออกฤทธิ์ ประกอบกับความเหนื่อยล้าไปทั้งตัว หลี่ป้านเฟิงเอนกายลงบนเตียง กำลังจะผล็อยหลับไป
แต่พอนอนลงไปแบบนี้ กลับรู้สึกเหมือนยังขาดอะไรบางอย่างที่ยังไม่ได้ทำ
วันนี้ยังเดินไม่ครบยี่สิบลี้เหรอ?
เดินครบแล้ว
แล้วยังมีเรื่องอะไรต้องทำอีก?
หลี่ป้านเฟิงลุกขึ้นนั่งครึ่งตัว หยิบก้านหมุนออกมาเสียบเข้ากับเครื่องเล่นแผ่นเสียง แล้วไขลานจนสุด
ที่แท้ก็ขาดเรื่องนี้นี่เอง ที่แท้ก็ขาดเสียงเพลงก่อนนอน
เขาตั้งใจเลือกแผ่นเสียงมาแผ่นหนึ่ง แผ่นเสียงห่อด้วยกระดาษแข็ง บนกระดาษแข็งยังมีหน้าปกวาดสีสันสวยงาม
บนหน้าปกเป็นดอกไม้สีแดงสลับเหลือง ตรงกลางดอกไม้มีหญิงสาวสวมกระโปรงยาวกำลังร่ายรำอย่างพลิ้วไหว
หลี่ป้านเฟิงดึงแผ่นเสียงออกมา วางลงบนถาดของเครื่องเล่นแผ่นเสียง สับสวิตช์ ท่ามกลางเสียงรบกวนเบาๆ เครื่องเล่นแผ่นเสียงก็เปล่งเสียงเพลงอันไพเราะออกมา:
ลมใต้พัดมาพาเย็นฉ่ำ!
นกไนติงเกลส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้ว!
มวลไม้ใต้แสงจันทร์ล้วนเข้าสู่นิทรา มีเพียงดอกซ่อนกลิ่น ที่ยังคงส่งกลิ่นหอมกรุ่น!
"เย่ไหลเซียง"!
เพลงนี้เคยฟังมาแล้ว แต่ไม่เคยรู้สึกชอบเท่าคืนนี้มาก่อน
เพลงยังเล่นไม่ทันจบ หลี่ป้านเฟิงก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว
เขาใช้ลาน ที่ไม่ใช้เครื่องจักรไอน้ำ ก็เพราะกลัวว่าตัวเองจะเผลอหลับไปตอนไหนก็ได้
ใช้ลานไม่ต้องกังวลเรื่องดับไฟ หลี่ป้านเฟิงจึงหลับฝันไปอย่างหมดห่วง
"ฉันร้องเพลงเพื่อเธอ ฉันคิดถึงเธอ เย่ไหลเซียง~~"
เพลงจบลงแล้ว
เข็มเครื่องเล่นแผ่นเสียงเดินมาจนสุดทาง
ลานก็คลายออกจนหมด เครื่องเล่นแผ่นเสียงหยุดนิ่งลง
ภายในเรือนติดตัวอันมืดมิด มีเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอและลึกล้ำของหลี่ป้านเฟิง
ซู่~
เสียงน้ำดังมาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง ราวกับมีใครกำลังเติมน้ำลงไปในปากแตรของเครื่อง
ฟู่~
ไม้ขีดไฟก้านหนึ่งถูกจุดขึ้น จุดไส้เทียนในถังน้ำมันให้สว่างไสว
ฟู่~ ฟู่~ ฟู่~
กลุ่มละอองน้ำพวยพุ่งออกมาจากปากแตรเล็กทางฝั่งขวา ถาดของเครื่องเล่นแผ่นเสียงเริ่มหมุนอย่างช้าๆ
เข็มเครื่องเล่นแผ่นเสียงถูกปัดกลับไปที่จุดเริ่มต้น ท่ามกลางเสียงรบกวนเบาๆ เครื่องเล่นแผ่นเสียงก็เปล่งเสียงเพลงออกมาอีกครั้ง:
"สุดหล้าฟ้าเขียว สุดขอบทะเล~
ตามหา~ ตามหา~ สหายรู้ใจ~
น้องน้อยร้องเพลง พี่ชายดีดพิณ~
พี่จ๋าพวกเราสองใจดวงเดียวกัน!"
เสียงเพลงอันไพเราะดังคลอเคลียไม่ขาดสายอยู่ภายในเรือนติดตัว
ฟ่อ ฟ่อ ฟ่อ~
กลีบดอกบัวทองแดงค่อยๆ บานออก ท่ามกลางใจกลางดอกบัว มีพายุหมุนลูกหนึ่งก่อตัวขึ้น
พายุหมุนพัดผ่านเครื่องเล่นแผ่นเสียง เสียงเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงเพี้ยนไปเล็กน้อย
ผ่านไปสิบกว่าวินาที เสียงเพลงก็ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ
กลีบดอกบัวทองแดงสั่นระริกสองสามครั้ง แล้วหุบกลับไปเหมือนเดิม
เครื่องเล่นแผ่นเสียงยังคงบรรเลงบทเพลงอันแสนหวานต่อไป:
ชีวิตคนเรา~ มีใครบ้าง~ ไม่เสียดายวัยหนุ่มสาว
น้องน้อยดั่งเส้นด้าย พี่ชายดั่งเข็ม
พี่จ๋าร้อยเรียงเข้าด้วยกันไม่พรากจาก!
ท่ามกลางเสียงเพลง หลี่ป้านเฟิงหลับสนิท บนใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข







