"ศาลเจ้าแม่ภูเขาน่ากลัวชะมัด..."
จางหยวนชิงเอนหลังพิง ทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงบนพนักเก้าอี้
เขาหลับตาลง นำข้อมูลในเอกสารมาผนวกกับประสบการณ์ตรงของตัวเอง และแรงบันดาลใจที่ได้จากการเล่นเกม เพื่อวิเคราะห์ศาลเจ้าแม่ภูเขาและค้นหาแบบแผน
"วิญญาณอาฆาตเกาะไหล่สามารถใช้แสงเทียนขับไล่ได้ การขับไล่แต่ละครั้งจะมีเวลาปลอดภัยสิบห้านาที และหลังจากมันเกาะไหล่แล้วจะไม่ทำร้ายทันที..."
"ลานฝั่งตะวันออกต้องระวังต้นไหว ห้ามหันหลังกลับ ทำไมถึงห้ามหันหลังกลับ สถานการณ์ไหนที่ห้ามหันหลังกลับ? ถ้าหันหลังกลับแล้วจะเป็นยังไง ทำไมในเอกสารไม่เขียนให้ชัดเจน?"
"ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าเสียงคำรามเกี่ยวข้องกับต้นไหวหรือไม่ ถ้าไม่เกี่ยว อันตรายก็เพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง ตัวตนที่แท้จริงของรองเท้าเต้นรำสีแดงคู่นั้นคือไอเทมงั้นเหรอ? ไอเทมประเภทกฎเกณฑ์ ฟังดูระดับสูงมาก"
ดูจากตอนนี้แล้ว รุ่นพี่ทีมก่อสร้างมีโอกาสสูงมากที่จะถูกรองเท้าเต้นรำสีแดงเหยียบตาย เหยียบจนกระดูกแหลกเหลวทั้งตัว
"ถึงแม้จะได้รับการฝึกฝนจากน้าชายจนพอเต้นเป็นบ้าง แต่ขนาดเทพท่องราตรีเลเวล 1 ยังจัดการไม่ได้ เด็กอย่างผมก็คงไม่ไหวแน่... ถ้าน้าชายมาเจอรองเท้าเต้นรำสีแดง คงเต้นได้จนฟ้าดินสลายเลยมั้ง..."
เรื่องแบบนี้ควรปล่อยให้น้าชายที่ไม่เอาไหนมาจัดการ เพราะทั้งชีวิตนี้น้าชายไม่เคยทำเรื่องเป็นชิ้นเป็นอัน ชอบแต่ร้องเต้นแร็ป
เดี๋ยวก่อน!
ดวงตาของจางหยวนชิงสว่างวาบขึ้นมาทันที
ตามที่เอกสารระบุ สาเหตุหลักที่เทพท่องราตรีคนนั้นล้มเหลว นอกเหนือจากการไม่มีประสบการณ์เต้นแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือจำสเตปการเต้นที่ซับซ้อนสับสนไม่ได้
ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะเกินขีดจำกัดความจำระยะสั้นของคนปกติไปแล้ว
แต่เขาไม่มีปัญหาเรื่องนั้นนี่ ขอแค่บีบคั้นตัวเองสักหน่อย ให้โรคเก่ากำเริบ สมองเข้าสู่สภาวะทำงานหนักเกินพิกัด ทุกสิ่งที่ได้เห็นได้ยินก็จะฉายซ้ำขึ้นมาในหัว
อีกทั้งในสภาวะที่ทำงานหนักเกินพิกัด ความสามารถในการควบคุมร่างกายของสมองจะเหนือกว่าคนปกติมาก การทำท่าทางที่ยากลำบากจึงไม่ใช่ปัญหา
"ปัญหาคือ สิ่งของที่ไม่ใช่ของแดนวิญญาณไม่สามารถนำเข้าไปได้ ยาของผมอาจจะเอาเข้าไปไม่ได้ หากโรคเก่ากำเริบและไม่มียาระงับ ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นยังไง"
เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมานั่งเดาเองสุ่มสี่สุ่มห้า ถามไปตรงๆ ก็สิ้นเรื่อง ไม่อย่างนั้นจะเข้าร่วมองค์กรทางการไปทำไม..
จางหยวนชิงคว้าโทรศัพท์มือถือ เปิดประวัติการโทร แล้วโทรกลับไปที่เบอร์ของกวนหย่า
หลังจากรอสายไม่กี่ครั้ง โทรศัพท์ก็เชื่อมต่อ
"อ่านเอกสารจบแล้วเหรอ?"
กวนหย่ากำลังเตรียมตัวพักผ่อน เธอเป็นผู้หญิงที่ใส่ใจเรื่องการดูแลตัวเอง สิ่งที่หลีกเลี่ยงที่สุดคือการนอนดึก และเกลียดที่สุดคือการถูกรบกวนเวลานอน
แต่สำหรับจางหยวนชิง เธอมีความอดทนให้สูงมาก ใครจะใจร้ายใช้คำพูดรุนแรงกับเด็กหนุ่มที่ใกล้จะตายได้ลงคอกันล่ะ อีกอย่างเขาก็หน้าตาหล่อเหลา แถมยังพูดจาไพเราะน่าฟังอีก
"อ่านจบแล้วครับ มีบางจุดที่ไม่ค่อยเข้าใจ" จางหยวนชิงถาม "ไอเทมประเภทกฎเกณฑ์คืออะไรครับ?"
กวนหย่าอธิบายว่า "ไอเทมในแดนวิญญาณมีหลากหลายชนิด ฟังก์ชันก็แตกต่างกันไป องค์กรทางการของเราแบ่งตามคุณสมบัติของไอเทมออกเป็นสามประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ประเภทต้องจ่ายราคา ประเภทกฎเกณฑ์ และอีกประเภทหนึ่งที่ยังไม่ค่อยชัดเจน ระดับของฉันยังไม่พอ เลยยังเข้าไม่ถึง"
พูดถึงตรงนี้ เธอก็พูดเสริมด้วยรอยยิ้มว่า "ไอเทมประเภทกฎเกณฑ์และประเภทต้องจ่ายราคา มักจะไม่แบ่งแยกสูงต่ำ เพราะฟังก์ชันของไอเทมแต่ละชิ้นไม่เหมือนกัน ไม่สามารถใช้มาตรฐานเดียวมาวัดได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป นั่นคือไอเทมประเภทกฎเกณฑ์จัดการได้ยุ่งยากกว่า และหายากกว่ามาก ไอเทมประเภทกฎเกณฑ์ทุกชิ้นล้วนประเมินค่ามิได้"
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ
"วิธีรับมือกับไอเทมประเภทกฎเกณฑ์ไม่ใช่ความลับในองค์กรทางการ นั่นคือการหาแบบแผนของมันให้เจอ แล้วทำลายกฎของมัน เรื่องที่รองเท้าเต้นรำสีแดงเชิญเต้นรำตามที่กล่าวไว้ในเอกสาร ส่วนใหญ่น่าจะสอดคล้องกับกฎของมัน"
"ถ้าสามารถทำตามคำเชิญของมันได้สำเร็จ ก็มีโอกาสระดับหนึ่งที่จะสยบไอเทมประเภทกฎเกณฑ์ชิ้นนี้ได้ แน่นอนว่าแค่มีโอกาสระดับหนึ่งเท่านั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น มันยินยอมหรือไม่ หรือมันไม่มีเจ้าของใช่ไหม เป็นต้น"
(แต่เรื่องสยบไอเทมประเภทกฎเกณฑ์น่ะ แค่คิดก็พอแล้ว อย่าไปจริงจังเลย...) เธอคิดในใจ
จางหยวนชิงตั้งใจฟังจนจบ แล้วถามอีกว่า "มีอีกเรื่องนึงครับ ยาสามารถนำเข้าไปในแดนวิญญาณได้ไหม?"
"นอกจากเสื้อผ้าปกติแล้ว สิ่งของในโลกความจริงส่วนใหญ่ไม่สามารถนำเข้าไปในแดนวิญญาณได้ ยาเอาเข้าไปได้ แต่ต้องเป็นยาที่กินเข้าไปแล้วเท่านั้น"
"แล้วถ้าอมไว้ในปากล่ะครับ?"
"เรื่องนี้..." กวนหย่าตอบไม่ได้
(ดูเหมือนคงต้องลองดูเองแล้ว...) จางหยวนชิงพูดขึ้น
"ผมไม่มีคำถามแล้วครับ ขอบคุณมาก"
กวนหย่าตอบรับในลำคอ แล้วพูดกลั้วหัวเราะว่า
"รักษาตัวด้วยนะพ่อหนุ่มน้อย อ้อ วันนี้เป็นวันโชคดีของราศีพิจิกนะ"
หา? จางหยวนชิงยังไม่ทันตั้งตัว ปลายสายก็วางไปเสียแล้ว
เขาวางโทรศัพท์ลง เหลือบมองเวลา ตอนนี้ล่วงเข้าสู่วันใหม่แล้ว
เช้าวันพรุ่งนี้ เขาจะต้องเข้าไปในแดนวิญญาณอีกครั้ง
.........
วันรุ่งขึ้น
หลี่ตงเจ๋อถือไม้เท้าก้าวเดินด้วยรองเท้าหนังขัดมันเงาวับ เข้าไปในอาคารกระจกด้านหลังตึกสถานีตำรวจ
ในฐานะหัวหน้าที่ไม่ต้องตอกบัตร เขาชินกับการเข้างานสายไปหนึ่งชั่วโมง บางครั้งก็ไม่มาทำงานเสียดื้อๆ กินเงินเดือนรัฐแล้วก็อู้งานไปวันๆ ใช้ชีวิตอิสระตามใจชอบ
สำหรับผู้ท่องแดนวิญญาณใต้บังคับบัญชา เขาก็ละเลยการจัดการและปล่อยปละละเลยเช่นกัน
อย่างแรกคือนอกจากกวนหย่าแล้ว คนอื่นๆ ไม่ใช่คนของกองกำลังพยัคฆ์ขาว ยอมรับคำสั่งแต่ไม่รับการแทรกแซง
อย่างที่สอง อัตราการเสียชีวิตในดันเจี้ยนของผู้ท่องแดนวิญญาณนั้นสูงมาก ไม่แน่ว่าเข้าไปในแดนวิญญาณครั้งไหนแล้วอาจจะไม่ได้กลับออกมาอีกเลย
ชีวิตคนเราสั้นนัก จงหาความสุขเสียแต่เนิ่นๆ
หลี่ตงเจ๋อขึ้นมาถึงชั้นสอง กวาดสายตามองโซนทำงานตามความเคยชิน ที่โต๊ะทำงานอันว่างเปล่า มีเพียงกวนหย่าที่กำลังนั่งทำงานอย่างตั้งใจ และหวังไท่ที่กำลังค้นคว้าข้อมูลเขียนวิทยานิพนธ์
"กวนหย่า ให้เอกสารเขาไปหรือยัง"
"ให้ไปแล้วค่ะ"
หลี่ตงเจ๋อพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรต่อ หันหลังเดินเข้าไปในห้องทำงานสุดหรู
กวนหย่าก็ไม่ได้สานต่อบทสนทนา ก้มหน้าทำงานต่อไป
หลี่ตงเจ๋อเดินเข้าห้องทำงาน ตรงไปที่ตู้เก็บไวน์ รินวอดก้าให้ตัวเองหนึ่งแก้ว บีบน้ำมะนาวใส่ แล้วกระดกพรวดเข้าปากอึกใหญ่
จังหวะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือก็ส่งเสียง "ติ๊งต่อง" ดังขึ้น เขาวางแก้วเหล้าลง เอนตัวนอนบนเก้าอี้นวม แล้วเปิดโทรศัพท์ดู
มีคนแท็กเขาในกลุ่มแชต ชื่อกลุ่มคือ "กลุ่มบริหารผู้ท่องแดนวิญญาณเขตคังหยาง"
ในฐานะเมืองใหญ่อันดับต้นๆ เมืองซงไห่มีตึกระฟ้าทั้งหมดสิบหกเขต แต่ละเขตมีทีมผู้ท่องแดนวิญญาณสิบทีม นำโดยบุคคลระดับหัวหน้าทีม
หลี่ตงเจ๋อเป็นหัวหน้าทีมที่สอง หากเรียกตามระบบของกองกำลังพยัคฆ์ขาวก็คือผู้กอง
ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเหล่าหัวหน้าทีมคือผู้ดูแล เขตคังหยางมีผู้ดูแลสามคน
เหนือผู้ดูแลขึ้นไปคือผู้อาวุโส โดยปกติผู้อาวุโสจะไม่ลงมายุ่งเกี่ยวกับการจัดการ ผู้ท่องแดนวิญญาณระดับนี้มักจะไปมาไร้ร่องรอย
เหนือกลุ่มผู้อาวุโสขึ้นไป ก็คือผู้นำสูงสุดของพันธมิตรห้าธาตุ—ประธานพันธมิตรทั้งห้า
ประธานพันธมิตรทั้งห้าเป็นบุคคลระดับตำนาน หลี่ตงเจ๋อไม่เคยพบมาก่อน รู้เพียงว่าจอมพลของกองกำลังพยัคฆ์ขาวต้นสังกัดของตน กับเจ้าวังของวังเทพเจ้าวารี ล้วนเป็นสตรี
คนในพันธมิตรห้าธาตุแอบขนานนามประธานพันธมิตรทั้งสองท่านนี้ว่า 'สองโฉมสะคราญไร้เปรียบ'
"กลุ่มบริหารผู้ท่องแดนวิญญาณเขตคังหยาง" มีสมาชิกทั้งหมดสิบสี่คน ประกอบด้วยหัวหน้าทีมสิบคน ผู้ดูแลสามคน และหัวหน้าทีมเทพท่องราตรีจากสำนักไท่อีอีกหนึ่งคน
จ้าวแห่งกล้าม: "@หลี่ตงเจ๋อ ได้ข่าวว่านายดึงตัวเทพท่องราตรีมาได้คนนึงเหรอ?"
(หมอนี่รู้ได้ยังไง...) หลี่ตงเจ๋อขมวดคิ้ว พิมพ์ตอบกลับไปประโยคหนึ่ง
"เสือกอะไรด้วย!"
ในธาตุทั้งห้า ไฟชนะทอง หน่วยสอดแนมของกองกำลังพยัคฆ์ขาวโดยทั่วไปมักจะเกลียดชังผู้ใช้ไฟของพรรคอัคคีแดง รู้สึกว่าพวกเขากักขฬะ อารมณ์ร้อน และพูดจาไม่คิด
อะไรนะ หลี่ตงเจ๋อดึงตัวเทพท่องราตรีมาได้แล้วงั้นเหรอ?!
เหล่าหัวหน้าทีมในกลุ่มราวกับฉลามที่ได้กลิ่นคาวเลือด ต่างพากันตื่นตัวขึ้นมาทันที
เถาวัลย์เขียว: "เทพท่องราตรี? ช่วงนี้ผู้กองหลี่ไปจุดธูปไหว้พระที่ไหนมาเนี่ย ถึงได้ดึงตัวเทพท่องราตรีมาได้ อิจฉาจัง"
มังกรขาว: "ทั้งเมืองซงไห่ของเรา ไม่นับพวกผู้ฝึกตนอิสระ เทพท่องราตรีของทางการดูเหมือนจะมีไม่เกินสิบคนมั้ง แถมยังเป็นคนของสำนักไท่อีทั้งหมดด้วย"
ลอยบนน้ำ: "หลี่ตงเจ๋อ แกไปเหยียบขี้หมานำโชคที่ไหนมาวะ อิจฉาชะมัด"
จู่ๆ ก็มีบุคคลระดับหัวหน้าทีมโผล่มาพร้อมกันถึงสามคน
【ถังกั๋วเฉียงส่งอั่งเปา】
อั่งเปาถูกแย่งชิงไปจนหมดเกลี้ยงในพริบตา
หลี่ตงเจ๋อกดรับอั่งเปาตามสัญชาตญาณ พบว่าคนอื่นได้กันคนละร้อยกว่าหยวน ส่วนเขาได้แค่หยวนกว่าๆ
ถังกั๋วเฉียง: "ผู้กองหลี่ดวงดีไม่เบา"
ด้านล่างเต็มไปด้วยสติกเกอร์ "ขอบคุณเถ้าแก่"
ถังกั๋วเฉียงก็เป็นหัวหน้าทีมคนหนึ่งเช่นกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นเถ้าแก่ของบริษัทก่อสร้าง ร่ำรวยเงินทอง ปกติไม่ชอบพูดจา อะไรนิดอะไรหน่อยก็แจกอั่งเปา
เถ้าแก่ใหญ่คนนี้ถึงกับโผล่มาเพราะหัวข้อเรื่องเทพท่องราตรีเลยทีเดียว
ราชาหมัด: "พวกนายความจำสั้นกันหรือไง ลืมข้อตกลงระหว่างพันธมิตรห้าธาตุกับสำนักไท่อีไปแล้วเหรอ เทพท่องราตรีที่ดึงตัวมาได้ ต้องให้สิทธิ์สำนักไท่อีรับพิจารณาก่อน"
มังกรขาว: "พี่หมัด พี่นั่นแหละที่ความจำไม่ดี ลืมผู้กองร้อยฟู่ของเราไปแล้วเหรอ? ด้วยความสัมพันธ์ของเขากับสำนักไท่อี การรั้งตัวเทพท่องราตรีไว้สักคนไม่ใช่ปัญหาหรอก"
ราชาหมัดเงียบไป
หัวหน้าทีมหลายคนที่โผล่มาต่างพากันตาร้อนผ่าว ไม่ว่าจะเป็นความหายากของเทพท่องราตรี หรือศักยภาพของสายอาชีพ ล้วนแข็งแกร่งกว่าสายอาชีพอื่นมาก หากปั้นดีๆ อนาคตจะเป็นกำลังรบที่เก่งกาจแน่นอน
เถาวัลย์เขียว: "จริงสิ ทีมผู้ท่องแดนวิญญาณเขตคังหยางของเรา ไม่ได้จัดกิจกรรมกระชับมิตรมานานแล้วนะ ลองหาวันนัดเจอกันหน่อยดีไหม"
มังกรขาว: "โยว่ๆ นังตัวดีจากสมาคมร้อยบุปผาเตรียมจะอ่อยผู้ชายอีกแล้วเหรอ? แต่ฉันไม่มีปัญหานะ"
ลอยบนน้ำ: "ช่วงนี้ไม่ได้ออกเรือพอดี นัดเจอกันหน่อยก็ดีนะ ผู้กองหลี่ พี่ชายอยากชวนนายดื่มมานานแล้ว ถือโอกาสเรียกเทพท่องราตรีคนนั้นมาด้วยสิ"
ถังกั๋วเฉียง: "ไอเดียจัดกิจกรรมกระชับมิตรก็ไม่เลว มาเจอกันหน่อยก็ดี หลี่ตงเจ๋อกดรับอั่งเปาฉันไปแล้ว ถือว่านายตกลงแล้วนะ"
มุมปากของหลี่ตงเจ๋อกระตุกรัว อารมณ์ที่เดิมทีก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว พิมพ์ข้อความด่ากลับไปว่า
"ฉันเห็นความไร้ยางอาย เห็นความโลภ เห็นความตั้งใจอันชั่วร้ายที่จะฉกคนผ่านตัวอักษรของพวกแก ช่วงนี้ฉันต้องโดนสมาคมพลังวิญญาณสาปแช่งแน่ๆ ถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนแบบนี้"
จ้าวแห่งกล้าม: "อวดรวย?"
ลอยบนน้ำ: "ความซวยแบบนี้ฉันก็อยากได้มั่งว่ะ"
ตอนนั้นเอง เทพท่องราตรีจากสำนักไท่อีคนนั้นก็โผล่มา หยวนถิง:
"เทพท่องราตรีคนนั้น สำนักไท่อีของเราไม่เอาหรอก พวกนายลืมไปแล้วเหรอ ว่าเพิ่งจะผ่านช่วงเช็งเม้งมาหมาดๆ"
เถาวัลย์เขียว: "หมายความว่าไง?"
หยวนถิง: "เทพท่องราตรีที่หลี่ตงเจ๋อดึงตัวมา ภารกิจทดสอบคืออุโมงค์เสอหลิง"
ในกลุ่มแชตเงียบกริบลงไปในพริบตา
ถึงแม้พวกเขาจะไม่ใช่เทพท่องราตรี แต่ในฐานะผู้ท่องแดนวิญญาณของทางการในท้องที่เมืองซงไห่ ก็พอจะรู้จักชื่อเสียงอันโด่งดังของอุโมงค์เสอหลิงอยู่บ้าง
มังกรขาว: "คงไม่ซวยขนาดนั้นมั้ง"
หยวนถิง: "เพื่อช่วยเหลือเจ้าน่าสงสารคนนั้น เมื่อวานผู้กองร้อยฟู่ถึงกับไปขอข้อมูลรายละเอียดของอุโมงค์เสอหลิงจากผู้อาวุโสซุนของเราเลยนะ"
จ้าวแห่งกล้าม: "เอ่อ... ยังจำเป็นต้องช่วยอีกเหรอ? ตั้งแต่ศตวรรษที่แล้ว ก็ไม่มีมือใหม่คนไหนผ่านด่านอุโมงค์เสอหลิงได้เลย หลี่ตงเจ๋อ นายนี่น่าสงสารจริงๆ ฉันนึกภาพสีหน้านายตอนรู้ว่าดันเจี้ยนทดสอบของคนที่ดึงตัวมาคืออุโมงค์เสอหลิงออกเลยว่ะ"
ผู้ใช้ไฟมักจะพูดจาตรงไปตรงมาเสมอ
(แกอยากหาเรื่องเรอะ?!) หลี่ตงเจ๋อที่อยู่หน้าโต๊ะทำงานแทบจะคว้าไม้เท้าพุ่งพรวดออกจากห้องทำงานไปดวลเดี่ยวกับเจ้านี่ให้รู้แล้วรู้รอด
เขารีบสูดหายใจเข้าลึกๆ พร่ำบอกตัวเองในใจซ้ำๆ ว่า: สง่างาม ต้องสง่างาม...
ลอยบนน้ำ: "จู่ๆ ก็มีออร์เดอร์ด่วนเข้ามา เดือนนี้ต้องออกเรือ เรื่องกิจกรรมกระชับมิตรเอาไว้ก่อนแล้วกัน"
ถังกั๋วเฉียง: "น่าเสียดายจัง"
เถาวัลย์เขียว: "เข้าใจแล้ว มือใหม่ผู้น่าสงสาร"
จ้าวแห่งกล้ามผู้ใช้ไฟ 'ปากไม่มีหูรูด' แท็ก @หลี่ตงเจ๋อ อีกครั้ง:
"นายทำให้ผู้กองร้อยฟู่ต้องเสียบุญคุณไปเปล่าๆ โดนด่าบ้างรึเปล่าเนี่ย?"
หลี่ตงเจ๋อ: "หุบปากไปเลย ถ้าขืนพล่ามอีกคำเดียว พ่อจะไปทุบหัวหมาแกที่ฟิตเนสเดี๋ยวนี้แหละ"
พูดจาไม่เข้าหูเอาซะเลย
สำนักไท่อีและพันธมิตรห้าธาตุถือเป็นสององค์กร ข้อมูลข่าวสารไม่ได้แชร์ร่วมกัน ผู้กองร้อยฟู่ (ผู้ดูแล) ไปขอข้อมูลจากสำนักไท่อี ก็ต้องสูญเสียบุญคุณไปหนึ่งครั้ง
จ้าวแห่งกล้าม: "นายก็สู้ฉันไม่ได้อยู่ดี"
หัวหน้าทีมคนอื่นๆ ไม่ได้ตอบกลับ ดูเหมือนจะไม่สนใจเรื่องนี้อีกแล้ว
ตอนนั้นเอง ฟู่ชิงหยาง หนึ่งในสามผู้ดูแลก็ส่งข้อความมา:
"พวกนายว่างกันนักหรือไง? ต้องจับกลับไปเข้าค่ายฝึกใหม่ไหม"
หลี่ตงเจ๋อและจ้าวแห่งกล้ามเงียบกริบลงทันที
ผ่านไปไม่กี่วินาที ฟู่ชิงหยางก็ส่งข้อความมาอีก:
"ในเมื่อเข้ารับตำแหน่งแล้ว ก็ถือเป็นทหารในสังกัดของฉัน กองกำลังพยัคฆ์ขาวจะไม่ทอดทิ้งเพื่อนร่วมงานคนใดเด็ดขาด นี่คือความเชื่อของเรา ไม่เกี่ยวกับว่าจะมีค่าหรือไม่"
หลี่ตงเจ๋อถอนหายใจ เรื่องนี้เขาทำพลาดจริงๆ ผู้กองร้อยฟู่อาจจะไม่พูดออกมาตรงๆ แต่ใครจะรู้ว่าในใจแอบหักคะแนนไปแล้วหรือเปล่า
.......
สิบโมงครึ่ง จางหยวนชิงล็อกประตูห้อง ผูกเชือกรองเท้าให้แน่น และดื่มน้ำไปสองแก้วใหญ่
จากนั้นก็เปิดขวดยา อมยาเม็ดเล็กสีฟ้าห้าเม็ดไว้ในปาก
แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง รอคอยการเปิดแดนวิญญาณอย่างเงียบๆ
เวลาผ่านไปทีละนาที ประมาณสิบนาทีต่อมา จางหยวนชิงก็ได้ยินเสียงอันเย็นชาดังขึ้นในหัว:
【กำลังเปิดแดนวิญญาณ.......】
【ติ๊ง! เปิดแผนที่แดนวิญญาณเสร็จสิ้น ยินดีต้อนรับสู่ "เทพท่องราตรี—อุโมงค์เสอหลิง" หมายเลข: 0079】
【ระดับความยาก: S】
【ประเภท: เล่นคนเดียว (โหมดมรณะ)】
【ภารกิจหลักที่หนึ่ง: เอาชีวิตรอดเป็นเวลาสามชั่วโมง (สำเร็จแล้ว)】
【ภารกิจหลักที่สอง: สำรวจแดนวิญญาณหมายเลข 0079 ความคืบหน้าการสำรวจปัจจุบัน: 20%】
【หมายเหตุ: ห้ามนำสิ่งของที่ไม่ใช่ของแดนวิญญาณเข้าไป】
【ขอให้คุณโชคดี เทพบรรพกาล!】
เพดานบิดเบี้ยวไปมาราวกับผิวน้ำที่ถูกลมพัดจนปั่นป่วน เมื่อภาพกลับมาเป็นปกติ จางหยวนชิงก็พบว่าตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางแสงเทียนสลัวๆ ในตำหนักหลัก