เทียนไข รูปปั้น ซากศพ และประตูบานตาข่ายแบบโบราณ นอกประตูคือลานบ้านที่มีหญ้าขึ้นรกชัฏ กระถางธูปสำริดที่ล้มคว่ำ ตลอดจนทางเดินปูแผ่นหินสีเขียวและแสงจันทร์สว่างไสว
ความเงียบสงัดแฝงไว้ด้วยความอ้างว้างและแปลกประหลาด
"ดูเหมือนว่าสถานที่แห่งนี้จะตกอยู่ในยามค่ำคืนตลอดกาล"
จางหยวนชิงยกฝ่ามือขึ้นมาใกล้ปาก คายยาเม็ดเล็กสีฟ้าที่อมไว้ออกมา
วิธีนี้ได้ผล ผมนี่มันโคตรฉลาดเลย... เขายัดเม็ดยากลับลงกระเป๋าด้วยความดีใจ เริ่มมีความมั่นใจใน 'อนาคต' ของตัวเองขึ้นมาบ้างแล้ว
เมื่อมีพวกมันอยู่ เวลาต้องเผชิญหน้ากับรองเท้าเต้นรำสีแดง ก็ยังพอมีความหวังที่จะรักษาชีวิตรอด
จากนั้น เขาก็เดินตรงไปยังโต๊ะเซ่นไหว้ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปจับเชิงเทียน
ทันใดนั้น ข้อความหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า:
【ชื่อ: เทียนไขที่ไม่มีวันดับ】
【ประเภท: เชื้อเพลิง】
【สรรพคุณ: สะกดวิญญาณร้าย, ชำระล้าง】
【คำอธิบาย: ไอเทมที่เจ้าแม่ภูเขาสามวิถีทิ้งไว้ ว่ากันว่าสกัดมาจากไขมันของสัตว์ฉางหมิง มีสรรพคุณในการสะกดวิญญาณร้ายและชำระล้าง】
【หมายเหตุ: บางครั้ง การชำระล้างความกลัวก็อาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป นอกจากนี้ มันยังไม่สามารถถูกเคลื่อนย้ายได้】
อย่างที่คิดไว้เลย ต้องสัมผัสไอเทมด้วยมือตัวเองเท่านั้นถึงจะได้รับข้อมูล และก่อนหน้านี้ก็ไม่กล้าแตะเทียนไข เลยไม่รู้มาตลอดว่ามันคือไอเทม จนกระทั่งได้อ่านข้อมูล...
"การชำระล้างความกลัวอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป ตามการจัดประเภทที่กวนหย่าบอก เทียนไขคือประเภทต้องจ่ายสิ่งแลกเปลี่ยน ราคาของการใช้มันก็คือการสูญเสียความกลัวไป แต่ตอนนี้ผมกลัวมาก ไม่มีความคิดอยากรนหาที่ตายเลยแม้แต่น้อย ขอหลบอยู่ในตำหนักหลักก่อนแล้วกัน..."
เขานั่งขัดสมาธิอยู่หน้าโต๊ะเซ่นไหว้ ครุ่นคิดถึงการกระทำในขั้นตอนต่อไป
"เป้าหมายการกระทำต่อไปคือการสำรวจลานฝั่งตะวันออก ค้นหาอันตรายและกฎเกณฑ์ที่ซ่อนอยู่ตรงนั้นให้พบ แล้วค่อยหาวิธีรับมือและเอาชนะ เวลาสำรวจต้องไม่เกิน 15 นาที มิฉะนั้นวิญญาณอาฆาตจะเกาะไหล่ ต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย"
"ยาเม็ดสีฟ้าคือไพ่ตายของผมในการรับมือกับรองเท้าเต้นรำสีแดง แต่มันอาจจะไม่ได้ผลเสมอไป และเมื่อต้องเผชิญหน้ากับรองเท้าเต้นรำสีแดงตรงๆ ถ้าไม่รอดก็คือตาย... ลองสำรวจลานฝั่งตะวันออกดูก่อน ทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมทางนั้นเบื้องต้น แล้วค่อยคิดหาวิธีรับมือ"
เมื่อถึงเวลาต้องลงมือจริงๆ ในใจเขาก็ยังคงมีความหวาดกลัวและอยากถอยหนี ไม่อยากออกไปข้างนอก ครั้งก่อนรอดมาได้เพราะโชคช่วย ครั้งนี้จะรอดหรือไม่ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่รู้
สถานการณ์ทางลานฝั่งตะวันออกยังไม่ชัดเจน ไม่สามารถประเมินระดับความอันตรายได้ แค่ลองไปดูก็อาจไปสู่สุคติได้ง่ายๆ
ทว่าเรื่องราวบนโลกใบนี้ ไม่เคยเป็นไปตามใจนึกว่าแค่ไม่อยากทำ แล้วจะสามารถหลีกเลี่ยงได้
แม้ว่าภารกิจสำรวจวัดโบราณจะไม่มีการจำกัดเวลา ในทางทฤษฎีเขาสามารถหลบซ่อนตัวอยู่ในตำหนักหลักได้ตลอดไป แต่การไม่มีกำหนดเวลาก็หมายความว่า หากทำภารกิจไม่สำเร็จ เขาก็มักจะไม่มีวันได้ออกไปตลอดกาล
ยิ่งยื้อเวลานานไป สภาพร่างกายก็จะยิ่งแย่ลงจากความหิวโหย ความเหนื่อยล้า ความกระหายน้ำ และสาเหตุอื่นๆ
ถึงเวลานั้นค่อยออกไปสำรวจ ก็มีแต่ตายสถานเดียว
"จะยื่นหัวหรือหดหัวก็โดนฟันอยู่ดี มีแต่ต้องสู้ตายเท่านั้น!"
จางหยวนชิงกัดฟันแน่น ก้าวฉับๆ ออกไปข้างนอก
เดี๋ยวก่อน ผมควรจะคิดให้ดีอีกที ข้างนอกมันอันตรายมาก... เขาที่ก้าวเท้าข้างหนึ่งข้ามธรณีประตูไปแล้ว จู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกลังเล อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองภายในตำหนักด้วยความอาลัยอาวรณ์ต่อแสงสว่างของสถานที่แห่งนี้
แสงเทียนอันอบอุ่น ขับไล่ความมืดมิด ชำระล้างความโสมม มอบความกล้าหาญและความมั่นใจอันหาเปรียบมิได้ให้แก่จิตใจผู้คน
ปัญหาไม่ใหญ่... จางหยวนชิงเดินออกจากประตูไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
........
แสงจันทร์สว่างไสวนวลตาราวกับเกล็ดน้ำค้างแข็ง จางหยวนชิงเดินเลียบไปตามฝั่งซ้ายของตำหนักหลัก เหยียบย่ำไปบนทางเดินหินกรวด กลับมายังเรือนสี่ประสานที่อ้างว้างและทรุดโทรมอีกครั้ง
ค่ำคืนที่ไร้ซึ่งเสียงแมลงและเสียงนกร้อง ความเงียบสงัดทำให้รู้สึกหวาดกลัว
แต่ความเงียบก็ทำให้รู้สึกอุ่นใจเช่นกัน สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือการออกจากประตูมาแล้วได้ยินเสียงฝีเท้า 'ตึก ตึก'
"สิบห้านาที ผมมีเวลาแค่สิบห้านาที ต้องรีบสำรวจลานฝั่งตะวันออกให้เสร็จก่อนที่วิญญาณอาฆาตจะมาพัวพัน..."
เขาเข้าไปในห้องที่อยู่ทางตะวันออกสุดของเรือนสี่ประสาน คลำหากระจกทองแดงจากซากศพที่พิงอยู่ใต้หน้าต่างอีกครั้ง แล้วซ่อนมันไว้ในกระเป๋า
จากนั้นก็เดินผ่านประตูโค้งเข้าไปในลานฝั่งตะวันออกอย่างระมัดระวัง
ลานฝั่งตะวันออกมีขนาดใหญ่กว่าเรือนสี่ประสานมาก ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือสวนที่ถูกทิ้งร้าง มีภูเขาจำลอง ศาลาพักร้อน สระน้ำเล็กๆ และยังมีต้นไทรขนาดใหญ่อีกหนึ่งต้น ลำต้นของมันอวบหนา กิ่งก้านคดเคี้ยว ใบไม้อ่อนสีเขียวสะท้อนแสงจันทร์สว่างไสว
ใต้ต้นไทรมีบ่อน้ำโบราณอยู่บ่อหนึ่ง
เมื่อกวาดสายตาผ่านภูเขาจำลองและศาลาพักร้อน จะมองเห็นหลังคาบ้านรูปทรงตัวไอโผล่ออกมาจากส่วนลึกของสวน
จางหยวนชิงไม่ได้ตรงดิ่งไปยังสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ลึกเข้าไปในสวน แต่เดินวนรอบต้นไทรใหญ่อย่างระมัดระวังรอบหนึ่ง ในข้อมูลบอกว่าต้นไม้ต้นนี้อันตรายมาก แต่หลังจากที่เขาเดินวนไปหนึ่งรอบ ก็ไม่เกิดเหตุไม่คาดฝันใดๆ ขึ้น
"การตรวจสอบต้นไทรใหญ่ ก็น่าจะช่วยเพิ่มความคืบหน้าในการสำรวจได้ล่ะมั้ง..."
จางหยวนชิงคิดในใจ เหลือบมองบ่อน้ำโบราณที่ดำมืด ลังเลอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายเขาก็ยังไม่มีความกล้าพอที่จะพุ่งเข้าไปดู
เขามีปมฝังใจกับบ่อน้ำโบราณในเรื่องเล่าสยองขวัญแบบนี้อย่างรุนแรง
จางหยวนชิงเดินอ้อมบ่อน้ำโบราณ ย่ำเท้าสวบสาบไปตามพงหญ้ารก มุ่งหน้าไปยังสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ลึกเข้าไปในสวน
"กร๊อบ!"
ทันใดนั้น ก็มีเสียงดังกรอบแกรบดังขึ้นใต้ฝ่าเท้า ทำให้เขาสะดุ้งโหยงอยู่กับที่
เมื่อเพ่งมองดู ก็พบว่าเป็นศพที่ถูกหญ้าปกคลุม ห่อหุ้มด้วยชุดทำงานที่เสื่อมสภาพ จางหยวนชิงก้มลงตรวจสอบ โครงกระดูกของซากศพนี้ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์
มันล้มคว่ำหน้าลงกับพื้น แต่ศีรษะกลับหันไปด้านหลัง ซึ่งบ่งบอกว่าก่อนตายถูกบางสิ่งบางอย่างบิดศีรษะจนหันไปหนึ่งร้อยแปดสิบองศาอย่างโหดเหี้ยม
ฝีมือของตัวอะไรกัน?
จางหยวนชิงเริ่มระแวดระวังตัวขึ้นมาอย่างเงียบๆ ลุกขึ้นยืน เตรียมจะเดินหน้าสำรวจต่อ
ทันใดนั้น สายลมระลอกหนึ่งก็พัดกระหน่ำเข้ามา หญ้ารกชัฏในสวนลู่เอนไปมา ส่งเสียงสวบสาบ ต้นไทรใหญ่ด้านหลังราวกับมีชีวิตขึ้นมา กิ่งก้านใบสั่นไหวอย่างบิดเบี้ยว
"จางหยวนชิง จางหยวนชิง..."
มีเสียงแหลมเล็กดังมาจากด้านหลัง
เสียงนั้นลอยตามลมมา ราวกับกำลังกระซิบอยู่ข้างหู นำพาความหนาวเหน็บที่ชวนให้ขนลุกซู่มาเป็นระลอก
จางหยวนชิงเตรียมจะหันขวับกลับไประวังภัยตามสัญชาตญาณ ทว่าในหัวกลับมีข้อมูลสว่างวาบขึ้นมา:
ห้ามหันกลับไปมอง!
"จางหยวนชิง จางหยวนชิง..."
เมื่อเห็นเขาไม่ตอบสนอง เสียงนั้นก็ดูเหมือนจะร้อนรนเล็กน้อย อยากให้เขารีบหันกลับมา
แน่นอนว่าจางหยวนชิงไม่มีทางหันกลับไป เขายืนนิ่งอยู่กับที่ ค่อยๆ รูดซิปกระเป๋าเสื้อแจ็กเกต นำกระจกทองแดงออกมา แล้วค่อยๆ ยกขึ้นจนสูงเหนือระดับไหล่
กระจกทองแดงสะท้อนภาพเบื้องหลังออกมาอย่างไม่ค่อยชัดเจนนัก
หญิงชุดขาวผมเผ้ารุงรังคนหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากบ่อน้ำโบราณ ใบหน้าของเธอไร้ซึ่งอวัยวะทั้งห้า กำลังใช้ใบหน้าเนื้อซีดเซียวจ้องมองมาที่จางหยวนชิง
บัดซบเอ๊ย... จางหยวนชิงหน้าซีดเผือด ก้มหน้าก้มตาวิ่งหนีไปข้างหน้า
"จางหยวนชิง จางหยวนชิง..."
เสียงนั้นร้องเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร้องเรียกอย่างร้อนรน แต่ก็ทำได้เพียงมองเขาที่วิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ อย่างหมดหนทาง
ไม่นาน จางหยวนชิงก็วิ่งอ้อมภูเขาจำลองมาถึงส่วนลึกของสวน ที่นี่มีบ้านหลังใหญ่อยู่หนึ่งหลัง หลังคารูปทรงตัวไอ ฐานรากก่อด้วยก้อนหิน ผนังสร้างจากดินเหลือง
บ้านทางฝั่งนี้ทรุดโทรมกว่าเรือนสี่ประสานมาก กระเบื้องบนหลังคาหลุดลอกจนบางตา เป็นรูโหว่หลายแห่ง
"เทพท่องราตรีในข้อมูลคนนั้นก็เคยมาที่นี่ เขาบอกแค่ว่าห้ามหันกลับไปมอง แต่ไม่ได้บอกว่าห้ามเดินกลับไป เสียงเรียกของผีสาวในบ่อน้ำอาจจะพุ่งเป้าไปที่คนที่หันกลับไปมองเท่านั้น ถ้าเป็นอย่างนั้น ตอนที่ผมจะเดินกลับไป ก็ไม่น่าจะเจออันตราย..."
เขาสูดหายใจลึกๆ อยู่กับที่ ระงับความหวาดกลัวและความสยดสยองที่พลุ่งพล่าน แล้วหันมาจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
"สำรวจบ้านหลังนี้ก่อนแล้วกัน"
บ้านหลังใหญ่นี้มีประตูทั้งหมดสามบาน หมายความว่ามีสามห้อง
เขาค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ห้องทางซ้ายสุดอย่างระมัดระวัง ออกแรงผลักประตูไม้ที่ผุพังให้เปิดออก
"แอ๊ด~"
ท่ามกลางเสียงประตูไม้ที่เปิดออก จางหยวนชิงรีบถอยหลัง ตั้งท่าเตรียมพร้อมระวังภัย
ผ่านไปพักใหญ่ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เขารวบรวมความกล้าเดินเข้าไปในห้อง แสงจันทร์สาดส่องลงมาจากหลังคาที่ผุพัง เขาพยายามเบิกตากว้าง เพื่อให้รูม่านตารับแสงเข้ามาให้ได้มากที่สุด
ที่นี่คือห้องครัวควบโรงอาหาร มีเตาดินที่ก่อขึ้นจากอิฐสีเขียวสองเตา ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อย่างเช่น หม้อ ชาม กระบวย กะละมัง โอ่งน้ำ และตู้เก็บของ ล้วนผุพังและมีฝุ่นเกาะหนาเตอะมานานแล้ว
ไม่มีอันตราย ในที่สุดก็เจอภาชนะแล้ว... จางหยวนชิงคว้ากระบวยน้ำเต้าสีเทาหม่นขึ้นมา อดไม่ได้ที่จะคิดเตลิดไปไกล:
"ได้ยินมาว่าปัสสาวะเด็กหนุ่มบริสุทธิ์สามารถทำลายสิ่งชั่วร้ายได้"
เขาพิจารณาว่าจะรองปัสสาวะเด็กหนุ่มบริสุทธิ์ใส่กระบวยสักหน่อยดีไหม แต่หลังจากที่คิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาก็ต้องล้มเลิกความคิดนี้ไปอย่างจำใจ
แม้จะไม่เคยคบหากับผู้หญิงมาก่อน แต่จางหยวนชิงก็รู้สึกว่าตัวเองไม่น่าจะนับว่าเป็นเด็กหนุ่มบริสุทธิ์ได้แล้ว
"ผมตามใจพวกนายเกินไปแล้ว ปล่อยให้พวกนายได้แสดงความเทพครั้งแล้วครั้งเล่า" เขาก้มหน้าจ้องมองมือทั้งสองข้าง รู้สึกเจ็บปวดใจเล็กน้อย
หลังจากสำรวจอยู่พักหนึ่ง จนแน่ใจแล้วว่าบ้านหลังใหญ่นี้เป็นแค่การรวมห้องครัวกับโรงอาหารเข้าด้วยกัน ไม่มีความพิเศษใดๆ และไม่มีอันตราย จางหยวนชิงก็หยิบมีดอีโต้ขึ้นสนิมเกรอะกรังหนึ่งเล่มกับท่อนไม้หนึ่งท่อน เดินออกจากห้อง แล้วเบนสายตาไปยังบ้านสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลังใหญ่ที่อยู่ท้ายสุด
ต่างจากห้องครัวที่ควบโรงอาหารขนาดใหญ่ บ้านหลังนี้มีประตูสี่บาน ถูกแบ่งออกเป็นสี่ห้อง
จางหยวนชิงอดไม่ได้ที่จะกำท่อนไม้และมีดอีโต้ในมือแน่น พวกมันอาจจะไม่มีประโยชน์ แต่ก็ช่วยปลอบประโลมจิตใจให้เขารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาได้บ้าง
เขาตรวจสอบห้องที่หนึ่งและห้องที่สองอย่างระมัดระวัง พวกมันคือห้องเก็บของ มีเครื่องมือการเกษตร เฟอร์นิเจอร์รูปแบบโบราณ รวมถึงตู้รับบริจาคอะไรเทือกนั้นกองสุมอยู่
ไม่มีค่าอะไรเลย... จางหยวนชิงเปลี่ยนเป้าหมายเดินมาที่ห้องที่สาม
นี่คือคลังอาวุธ บนผนังมีอาวุธต่างๆ เช่น ดาบ กระบี่ ธนู กริช มีดสั้น แขวนอยู่ อาวุธหลายชิ้นหล่นลงมาบนพื้นเพราะเชือกที่ใช้แขวนผุพัง
ริมหน้าต่างมีชั้นวางอาวุธสองแถว แถวหนึ่งล้มคว่ำ มีกระบองและหอกยาวตกเกลื่อนกลาดเต็มพื้น
ข้างชั้นวางอาวุธที่ล้มคว่ำ มีศพสองศพหมอบอยู่
เมื่อเห็นอาวุธเหล่านี้ จางหยวนชิงก็ไม่รู้สึกแปลกใจ เหล่าศิษย์ในวัดสืบทอดวิชามาจากเจ้าแม่ภูเขาสามวิถี สามารถสร้างยันต์สะกดศพได้ เห็นได้ชัดว่าย่อมต้องมีฝีมือติดตัว
การจะร่ายรำเพลงดาบเพลงทวนเป็นก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
เขาเข้าไปตรวจสอบศพตามปกติ เพื่อค้นหาข้อมูลจากบรรดารุ่นพี่
พอเดินเข้าไปใกล้ศพ เขาก็อดไม่ได้ที่จะอุทาน "เอ๊ะ" ออกมา ศพสองศพที่หมอบอยู่บนพื้นนั้น ไม่ใช่โครงกระดูก แต่เป็นมัมมี่สองร่าง
ผิวหนังเป็นสีเทาหม่น เหี่ยวย่น แนบติดกับกระดูก หน้าท้องยุบตัวลง
"ทำไมถึงมีมัมมี่ได้ล่ะ?"
จางหยวนชิงขมวดคิ้ว ในฐานะนักศึกษามหาวิทยาลัยซงไห่ เขามีคลังความรู้ที่มากเพียงพอ
สาเหตุที่ทำให้เกิดมัมมี่มีสองอย่าง อย่างแรกคือการดองศพด้วยวิธีของมนุษย์ อีกอย่างคือการเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
อย่างแรกสามารถตัดทิ้งไปได้เลย ส่วนอย่างที่สอง ส่วนใหญ่มักจะก่อตัวขึ้นในทะเลทรายและพื้นที่แห้งแล้งเท่านั้น
สภาพแวดล้อมในวัดเห็นได้ชัดว่าไม่ตรงตามเงื่อนไข
เขาตรวจสอบมัมมี่ทั้งสองร่างอย่างละเอียด บนร่างกายไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ กระดูกก็ไม่ได้ถูกรองเท้าเต้นรำสีแดงเหยียบจนหัก แต่ที่ผิวหนังบริเวณลำคอ กลับมีรูสองรูที่เห็นได้อย่างชัดเจน
เหมือนถูกเขี้ยวอันแหลมคมของสัตว์ร้ายกัดเอา
"พวกเขาถูกตัวอะไรสูบเลือดจนกลายเป็นซากแห้งกรังกันนะ? ซี้ด..."
จางหยวนชิงสูดลมหายใจเข้าลึก ร่างกายตึงเครียดขึ้นมาทันที
ในตอนนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียง "ตึง" ดังมาจากห้องข้างๆ คล้ายกับเสียงเคาะประตูไม้
หนังศีรษะชาหนึบขึ้นมาในพริบตา จางหยวนชิงยืดคอขึ้นตั้งใจฟัง ราวกับกวางป่าที่ปราดเปรียว