ทั้งที่อยู่ในสถานการณ์อันตรายสุดขีด ทว่าการปรากฏตัวของรูปลักษณ์ธรรมเต่าดำกลับดื้อดึงอย่างยิ่ง กรงเล็บเล็กๆ นั้นแกว่งไกวอย่างสุดกำลัง หลี่กวนอีตวัดสายตามองรูปลักษณ์ธรรมเต่าดำ ดวงตาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวของมันฉายแววตื่นเต้นสุดขีดขณะจ้องมองไปยังห้องๆ หนึ่ง
'เจ้ากำลังจะบอกว่า ที่นั่นมีโอกาสให้หลบหนีออกไปจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัยกว่างั้นหรือ?'
หลี่กวนอีเอ่ยถามในใจ
เต่าดำจึงพยักหน้าอย่างแรงสุดกำลัง
ปกติมันเป็นพวกละโมบสมบัติก็จริง แต่ถึงคราวเจออันตรายเข้าจริงๆ ก็ไม่น่าจะยังยึดติดกับสิ่งที่เรียกว่าสมบัติขนาดนี้ ดูท่าแล้ว สิ่งที่มันเห็นคงไม่ธรรมดาแน่ หลี่กวนอีครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงเหยากวงให้รีบรุดหน้าไปด้วยกัน
เบื้องหน้ามีผู้คุ้มกันอยู่ถึงเจ็ดแปดคน ทุกคนล้วนถืออาวุธและมีปราณแท้ในกาย
เมื่อเห็นหลี่กวนอีก้าวพรวดๆ พุ่งเข้ามาทางนั้น
ปฏิกิริยาแรกของพวกมันกลับไม่ใช่การพุ่งเข้าไปขัดขวาง แต่เป็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
พวกมันพากันแตกฮือหนีไปซ้ายขวา พลางตะโกนลั่น "ซวยแล้ว!! หนีเร็ว!"
"ไอ้ดาวมฤตยูบัดซบนี่วิ่งมาทางพวกเราแล้ว ทำไมถึงหนีมันไม่พ้นวะเนี่ย!"
"นี่มันสินค้าของวังอสูรเทพพวกเรานะ ท่านนักพรตอย่ามาตรงนี้เลย เชิญท่านไปสู้กันที่อื่นเถอะ!"
คล้ายกับว่าเหยากวงจะหลุดขำออกมาพรืดหนึ่ง
ทว่าเมื่อหันไปมอง บนใบหน้าของเด็กสาวกลับยังคงไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ แม้แต่น้อย
ใครหนีใครกันแน่!?
หลี่กวนอีสบถอย่างหงุดหงิด ข้อมือขยับวูบ หอกหนักตวัดกวาด คมหอกกระแทกเข้ากับรูปสลักสิงโตหินด้านข้างที่สลักเสลามาอย่างประณีตในชั่วพริบตา พลังสั่นสะเทือนขุมนี้ทำเอารูปสลักสิงโตหินหนักพันชั่งแตกกระจุยในทันที!
หลี่กวนอีหมุนมือควง
หอกยาวควงสว่านอยู่ในฝ่ามือหลายรอบ หอบเอาพายุลมปราณมาด้วย
【เกลียวคลื่น·ดัดแปลง】!
การโจมตีครั้งนี้ของหลี่กวนอีไม่ได้ระเบิดพลังเกลียวคลื่นออกไปโดยตรง แต่กลับอาศัยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางจากพลังม้วนกวาดอันบ้าคลั่งของเกลียวคลื่น ซัดเศษหินพวกนี้ปลิวว่อนออกไปโดยตรง พลังปราณพุ่งทะลวงเป็นสายๆ เหล่าผู้คุ้มกันกระอักเลือดกระเด็นถอยหลัง นักพรตหนุ่มถือหอกฟาดฟันลงมาอย่างหนักหน่วง
ประตูใหญ่เบื้องหน้าถูกกระแทกจนแหลกละเอียด
เสียงดังกึกก้อง หลี่กวนอีก้าวเท้าเข้าไปข้างใน ก่อนจะหันขวับกลับมา ใช้หอกแทงทะลวงหอคอยอันวิจิตรตระการตาที่อยู่ด้านบนจนพังครืนลงมา ปิดกั้นประตูหน้าไว้จนมิด เสียงดังกัมปนาท ความเคลื่อนไหวใหญ่โตยิ่งนัก
หลี่กวนอีหอบหายใจเฮือกใหญ่
การต่อสู้เสี่ยงตายรอบนี้ ปราณโลหิตของเขายังคงทรงตัวอยู่ได้ แต่การผลาญปราณแท้นั้นสาหัสสากรรจ์ยิ่ง
พลังวัตรชั้นฟ้าที่สองยังคงไม่ลึกล้ำพอ ไม่แข็งแกร่งพอ
ส่วนวิชายุทธ์และกระบวนท่าที่เขาครอบครอง ล้วนแต่ผลาญปราณแท้มหาศาลทั้งสิ้น
หลอดมานาไม่ยาวพอสินะ
นักพรตหนุ่มคิดเยาะเย้ยตัวเองในใจ รูปลักษณ์ธรรมเต่าดำหันหลังบินออกไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้หลี่กวนอีถึงเพิ่งจะมีเวลาว่างมาดูรอบๆ เพียงแค่กวาดตามองแวบเดียว สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ข้างหูแว่วเสียงคำรามต่ำๆ ดังมาเป็นระลอก
มีกลิ่นอายเฉพาะตัวของสัตว์ป่าอบอวลไปทั่วทั้งห้อง
หลี่กวนอีกวาดสายตามอง เห็นสัตว์อสูรเป็นตัวๆ มีทั้งเสือ เสือดาว กระทั่งยังมีช้างอีกหนึ่งเชือก นอกเหนือจากนี้ก็คือไข่ของสัตว์อสูรสารพัดชนิด ความดุร้ายของสัตว์อสูรเหล่านั้นดูเหมือนจะยังคงอยู่ และแต่ละตัวก็ดูเหมือนจะหิวโซมาเนิ่นนาน
พวกมันแยกเขี้ยว ใช้กรงเล็บตะกุยพื้นดิน
ในลำคอเปล่งเสียงคำรามต่ำๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายข่มขวัญเป็นระลอก
กลิ่นอายอันป่าเถื่อนและเต็มไปด้วยความกระหายที่จะทำลายล้างแผ่กระจายออกไป
หลี่กวนอีกล่าวเสียงขรึม "ที่นี่คือ..."
เขาเงยหน้าขึ้น มองเห็นป้ายอักษรทางนั้น มันเป็นป้ายสีน้ำหมึก สลักตัวอักษรสีทองอร่าม เขียนอักษรตัวใหญ่ไว้ว่า 'ของขวัญแสดงความยินดีจากวังอสูรเทพ' หลี่กวนอีนึกถึงคำพูดที่เพิ่งแอบได้ยินมา จึงเอ่ยว่า
"นี่คือของขวัญแรกพบที่วังอสูรเทพตั้งใจจะมอบให้อวี้เหวินเลี่ยงั้นหรือ?"
เด็กสาวผมเงินตอบด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ "น่าจะเป็นเช่นนั้น"
"ท่านมาทำอะไรที่นี่หรือ?"
เสือดำทางนั้นส่งเสียงคำรามลั่น น่าสะพรึงกลัวสุดขีดจนแทบทำให้หัวใจคนหยุดเต้นได้
ราวกับกำลังข่มขู่เด็กสาวคนนั้น
หลี่กวนอีเตะโครมเข้าที่กรง เสียงดังสนั่น
เสือตัวนั้นหดคอกลับ คล้ายกับว่าได้เจอผู้ล่าที่แข็งแกร่งและน่ากลัวยิ่งกว่า มันส่งเสียงคำรามต่ำๆ ออกมาเป็นระลอก เสียงสั่นสะเทือนไปในอากาศ นัยน์ตาสาดประกายสีแดงฉาน จ้องเขม็งมาที่หลี่กวนอี ขนบนหลังชี้ฟูฟ่อง
ล้วนเป็นสัตว์ป่า
เป็นประเภทที่สัญชาตญาณดิบยังคงหลงเหลืออยู่
หลี่กวนอีกวาดสายตามอง มองดูสัตว์อสูรมากมายขนาดนี้ แล้วแสยะยิ้ม
ความรู้สึกตึงเครียดบนใบหน้าของเด็กหนุ่มก่อนหน้านี้มลายหายไปจนสิ้น จู่ๆ เขาก็หัวเราะขึ้นมา ดูเหมือนจะผ่อนคลายลงไปมากโข ก่อนจะเอ่ยว่า
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ดี ดีเลย"
"ออกไปได้แล้ว!"
เด็กสาวผมเงินตวัดสายตามองเด็กหนุ่มผู้นี้
หลี่กวนอีรีบเดินสำรวจดูอย่างรวดเร็ว เห็นสัตว์อสูรเหล่านี้มีอยู่ถึงหลายสิบตัว มีทั้งเสือ เสือดาว งูหลาม สิงโต ล้วนมีกลิ่นอายดุร้ายสุดขีด ดูเหมือนว่าเพื่อรักษาสัญชาตญาณความดุร้ายของสัตว์อสูรเหล่านี้ไว้ ศิษย์วังอสูรเทพจึงป้อนโอสถพิเศษให้พวกมัน
สัตว์ป่าเหล่านี้ล้วนอยู่ในสภาวะตื่นตัวคล้ายกับหลัง 【แม่สัตว์ตกลูก】
รวมไปถึงความหิวโหยสุดขีดจนแทบจะส่งผลต่อการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล
หลี่กวนอีเดินวนดูรอบหนึ่ง แล้วเอ่ยว่า "ดี ดีมาก"
เขานั่งยองๆ ลง มองดูสัตว์อสูรเหล่านี้ นั่นคือเสือดาวหางงูตัวหนึ่ง มันจู่ๆ ก็คำราม แล้วกระโจนเข้าใส่หลี่กวนอี แต่กลับถูกนักพรตหนุ่มยกเท้าเตะสวนกลับไปในทีเดียว
กิเลนเกาะหนึบอยู่บนไหล่ของหลี่กวนอี มันโผล่หัวออกมา รูปลักษณ์ธรรมเต่าดำเพิ่งจะเดินต้วมเตี้ยมออกไปข้างนอก ดูเหมือนเป็นเพราะเมื่อครู่หลี่กวนอีทำลายหอคอย ทำให้หอคอยร่วงลงมาปิดกั้นประตูใหญ่ที่นี่ ความเคลื่อนไหวใหญ่โตเกินไป จึงถูกอวี้เหวินเทียนเสี่ยนค้นพบและรับรู้ได้
ตอนนี้ กองกำลังส่วนตัวในจวนเจ้าเมืองทั้งหมดได้เคลื่อนเข้ามาใกล้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ในความพยายามเมื่อครู่ หลี่กวนอีได้พบว่า เส้นทางจากจวนเจ้าเมืองออกไปข้างนอกนั้นเต็มไปด้วยหน้าไม้กลไกจำนวนมาก
เมื่อครู่อวี้เหวินเทียนเสี่ยนไม่ได้ไล่ล่าพวกเขาอย่างสุดกำลัง
ก็เพื่อจะปิดกั้นเส้นทางหนีของพวกเขาให้หมด
ที่เรียกว่าโจมตีจุดที่ศัตรูต้องช่วย จับตะพาบในไห
ยอดขุนพลเหล่านี้ ต่อให้อยู่ในการต่อสู้แบบตัวต่อตัวเยี่ยงจอมยุทธ์ในยุทธภพ ก็จะยังคงรักษารูปแบบการต่อสู้ในแบบฉบับของขุนพลเอาไว้ส่วนหนึ่ง ทั้งกำแพงและประตูใหญ่ล้วนถูกปิดกั้น ตอนนี้หากคิดจะบุกฝ่าออกไป นับว่ายากลำบากยิ่ง
หลี่กวนอีอาจจะไม่เป็นไร แต่เหยากวงนั้นบาดเจ็บได้ง่าย
เหยากวงสะกิดหลี่กวนอี
เด็กหนุ่มได้สติ จึงปล่อยแขนที่จับข้อมือของเหยากวงเอาไว้
เด็กสาวผมเงินกระโดดถอยหลังไปสองก้าวเล็กๆ ปัดรอยยับและฝุ่นบนตัวตนเอง
เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ "ท่านจะทำอะไรหรือ?"
"ทางออกถูกอวี้เหวินเทียนเสี่ยนปิดตายไว้แล้ว"
หลี่กวนอีหัวเราะขึ้นมา "วางใจเถอะ พวกเขามีทหาร พวกเราก็มีทหารเหมือนกัน"
เด็กสาวผมเงินนึกสงสัย
หลี่กวนอีมองดูสัตว์อสูรเหล่านี้ ในแววตามีประกายประหลาดใจพาดผ่าน เขายิ้มบางๆ แล้วตอบว่า "เดี๋ยวเจ้าก็รู้"
เหล่าสัตว์อสูรดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงความเจตนาร้ายของเด็กหนุ่มผู้นี้
จึงพากันคำรามลั่น
พยัคฆ์ร้ายตะปบกรงเล็บ เสือดำคำรามต่ำ สิงโตสะบัดหัว แม้แต่ช้างเชือกนั้นก็ยังส่งเสียงร้องก้อง
หลี่กวนอีแสยะยิ้ม เอ่ยอย่างไม่เกรงใจ "กิเลน"
กิเลนที่จำแลงร่างเป็นแมวเปอร์เซียขนยาวบนไหล่ก้าวเท้าอย่างภาคภูมิ
เชิดหน้า สะบัดหัวไปมา แล้วอ้าปากส่งเสียงคำราม
ดุดัน น่าเกรงขาม สง่างาม
กลิ่นอายความกล้าหาญที่บอกไม่ถูกขุมหนึ่งแผ่ซ่านออกมาอย่างรุนแรง ก่อนจะกดทับลงมาอย่างหนักหน่วง!
พลังกลิ่นอายขุมนี้กวาดผ่านไปดั่งเสียงฟ้าร้อง สัตว์อสูรจำนวนมากพากันหงอยเหงาลงไปทันตา พวกมันมองดูแมวน้อยที่ทำท่าทางหยิ่งยโสบนไหล่ของนักพรตหนุ่มราวกับเห็นผี หลี่กวนอีเห็นว่าตรงนั้นมีไข่สัตว์อสูรอยู่มากมาย เต่าดำหมอบอยู่ตรงนั้นด้วยใบหน้าตื่นเต้นสุดขีด
ก่อนหน้านี้ไข่สัตว์อสูรที่เขาเห็นใน 【คลังสมบัติระดับเสวียน】 ของตลาดผีเมืองเจิ้นเป่ย ล้วนเป็นไข่ที่พลังชีวิตลดทอนลงไปอย่างมาก แต่ก็ยังมีราคาแพงหูฉี่ ส่วนไข่ที่วางอยู่ที่นี่ ล้วนมีพลังปราณที่แข็งแกร่งกว่ามาก เป็นของขวัญแรกพบที่ขุมกำลังอย่าง 【วังอสูรเทพ】 เตรียมไว้เพื่อสวามิภักดิ์ต่ออวี้เหวินเลี่ย
ของขวัญชิ้นนี้ช่างหนักอึ้งและแน่นหนายิ่งนัก
หลี่กวนอีมองไปที่กิเลน แล้วเอ่ยว่า
"เก็บไว้ก็รังแต่จะเสียของเปล่าๆ..."
ดวงตาของกิเลนเบิกกว้างเป็นประกาย มันพยักหน้าอย่างแรง อ้าปากปุ๊บก็ย่างไข่สัตว์อสูรเหล่านี้ต่อหน้าต่อตาสัตว์อสูรตัวอื่นๆ ในทันที ภายใต้ไฟกิเลนอันร้อนแรง ไข่สัตว์อสูรเหล่านี้ก็สุกอย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมฟุ้งเตะจมูก ทว่าสัตว์อสูรตัวอื่นๆ กลับพากันสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
งูหลามขดตัว พยัคฆ์ร้ายหดตัวเข้าหากัน
ดวงตาของกิเลนแทบจะลุกวาว มันเงยหน้ามองหลี่กวนอี
หลี่กวนอีหันไปมองเด็กสาวผมเงินทางนั้น "เหยากวง เจ้าจะเอาสักหน่อยไหม?"
เหยากวงปฏิเสธ
หลี่กวนอีจึงนั่งขัดสมาธิลงตรงนั้น ใช้ข้อศอกกระแทกไข่สัตว์อสูรใบหนึ่งจนแตก เปลือกไข่แตกกระจาย สัตว์อสูรรอบข้างต่างพากันสะดุ้งเฮือก ไข่ขาวขนาดใหญ่ที่ย่างจนสุกแล้วส่งกลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายสอ
หลี่กวนอีรู้สึกท้องร้องจ๊อกๆ
ความเร็วในการไหลเวียนของปราณแท้ในร่างกายดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
เมื่อครู่เขาผลาญปราณแท้ไปมากเกินไป
【มหาดาริกาเฉียนหยวน】 ผลาญปราณแท้ไปมหาศาล ตอนนี้เขาไม่สนอะไรแล้ว รีบสวาปามคำโต ทางด้านกิเลนเองก็ดูเหมือนจะแข่งกับเขา มันอ้าปากกว้างสวาปามอย่างเอร็ดอร่อย หนึ่งคนหนึ่งอสูรพากันกินไข่อย่างบ้าคลั่งต่อหน้าต่อตาสัตว์อสูรเหล่านี้
เป็นระยะๆ กิเลนจะเงยหน้าขึ้นมา พลางเลียไข่แดงที่ติดอยู่ตามซอกฟัน
พลางใช้ดวงตาสีแดงทองที่กลายเป็นม่านตาเรียวรีตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ จ้องมองสัตว์อสูรเหล่านั้นอย่างมีเจตนาร้าย มันเลียริมฝีปาก "หลี่กวนอี ข้าอยากกินเนื้อ!"
ถูกเด็กหนุ่มตวัดมือตบหน้าเข้าให้
พยัคฆ์ร้ายหลายตัวที่หมอบอยู่ข้างๆ ถึงกับสะดุ้งเฮือก
กิเลนร้องครางอย่างไม่เต็มใจ เด็กสาวผมเงินไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ เพียงแค่นั่งยองๆ อยู่ตรงหน้า แล้วยื่นมือออกไปลูบหัวกิเลนเบาๆ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ดูเหมือนสัตว์อสูรสารพัดชนิดล้วนมีความรู้สึกใกล้ชิดกับเหยากวง
กิเลนหรี่ตาลงอย่างสบายใจ
หลี่กวนอีบอกกับกิเลน "มีไข่สัตว์อสูรให้กินก็ดีแค่ไหนแล้ว ที่นี่เกรงว่าจะเป็นเสบียงสะสมหลายสิบปีของสำนักใหญ่อย่าง 【วังอสูรเทพ】 เชียวนะ ยังจะมาบ่นอีก"
จู่ๆ ก็มีสัมผัสแผ่วเบา
ฝ่ามือวางลงบนศีรษะของหลี่กวนอี แล้วลูบเบาๆ
หลี่กวนอีชะงักไปเล็กน้อย เมื่อมองไปเบื้องหน้า เห็นเด็กสาวผมเงินนั่งยองๆ ยื่นมือมาลูบผมของหลี่กวนอี เด็กหนุ่มจึงได้แต่ปล่อยให้เด็กสาวทำตามอำเภอใจ ส่วนตัวเองก็สวาปามไข่สัตว์อสูรคำโตต่อไป
หลี่กวนอีเป็นผู้ฝึกยุทธ์ชั้นฟ้าที่สอง แถมยังหล่อหลอมทวารปากมาแล้ว
ทำให้เจริญอาหาร เดิมทีก็สามารถกินของได้ตั้งมากมายอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงของล้ำค่าอย่างไข่สัตว์อสูร เมื่อกินลงไป ก็รู้สึกเพียงกระแสความอบอุ่นไหลเวียนไปทั่วร่างเป็นระลอกๆ
หลี่กวนอีรู้สึกได้ว่าปราณแท้ของตนฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน ปราณโลหิตก็พลุ่งพล่านขึ้นมาจางๆ ดังนั้นภายในจวนเจ้าเมืองแห่งนี้ หลี่กวนอีและกิเลนจึงเร่งบำรุงกำลังอย่างบ้าคลั่ง เพื่อเตรียมพร้อมเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับการบุกทะลวงค่ายกลในภายหลัง
สัตว์อสูรที่เหลือหดตัวรวมกันเป็นก้อน อยากจะหนี แต่ก็หนีไม่พ้น
ได้แต่สั่นสะท้าน
………………
เสียงดุจฟ้าร้องทึบๆ ยามทหารม้าเกราะหนักควบทะยานห่างออกไปไกลลิบ
บนกำแพงเมืองเจิ้นเป่ย จีเหยียนจงทอดสายตามองลงไปเบื้องล่างอย่างใจเย็น เห็นเยว่เชียนเฟิงนำทหารม้าหุ้มเกราะแปดพันนายของกองทัพเย่ว์จากไป ก็รู้ว่าแผนการของหลี่กวนอีสำเร็จลุล่วงแล้ว กองทัพอันแข็งแกร่งนี้ได้ออกจากแคว้นเฉิน กำลังจะเข้าสู่ออาณาเขตของแคว้นอิ้ง
และแคว้นอิ้งย่อมไม่มีทางสู้ตายกับทหารม้าหุ้มเกราะแปดพันนายของเยว่เผิงอู่เด็ดขาด
พวกเขาจะพยายามชักชวน
หากชักชวนไม่สำเร็จ ก็จะส่งเสบียงจำนวนมากไปให้โดยตรง เพื่อช่วยให้กองทัพนี้เดินทางไปถึงนอกด่าน สถานการณ์นอกด่านนั้นซับซ้อนยิ่งนัก ที่นั่นมียอดขุนพลชั้นแนวหน้าของแผ่นดิน เป็นพื้นที่ที่เหล่าขุนศึกต่อสู้กันอย่างชุลมุน
สำหรับแคว้นอิ้งแล้ว ทหารม้าเหล็กแปดพันนายของกองทัพเย่ว์ ไม่เพียงพอที่จะรวบรวมนอกด่านให้เป็นหนึ่งเดียวแบบเบ็ดเสร็จ จนกลายเป็นภัยคุกคามต่อทั้งด้านหน้าและด้านหลังของแคว้นอิ้งได้ แต่กลับทำให้สถานการณ์นอกด่านยิ่งวุ่นวายหนักขึ้นไปอีก
ส่วนการมีอยู่ของเยว่เผิงอู่ ก็เปรียบเสมือนธงรบผืนหนึ่ง เป็นการเย้ยหยันบารมีของราชวงศ์แคว้นเฉินทั้งมวลได้อย่างยอดเยี่ยม ดังนั้นการที่เยว่เผิงอู่และพวกพ้องยังมีชีวิตอยู่ จึงเป็นประโยชน์ต่อแคว้นอิ้งมากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น จีเหยียนจงยังรู้สึกว่า ด้วยความกล้าหาญของมหาราชแห่งแคว้นอิ้งผู้นั้น ย่อมต้องปฏิบัติต่อเยว่เผิงอู่อย่างให้เกียรติ ยอมลดตัวลงมาคบหาด้วย การทำเช่นนี้ก็เท่ากับการเหยียบย่ำหน้าของเฉินติ่งเย่ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตนเองในฐานะผู้ที่เคารพผู้ปราดเปรื่องและรักขุนพล เช่นนี้แล้ว ยอดขุนพลทั่วหล้าก็ย่อมเต็มใจถวายหัวรับใช้
จีเหยียนจงครุ่นคิด กองทัพนี้ได้ผ่านด่านที่ยากลำบากที่สุดในตอนนี้ไปได้แล้ว
ใต้หล้านี้เกิดคลื่นลมเช่นนี้ขึ้นมาอีกตั้งแต่เมื่อใดกัน?
ท่านปู่ใหญ่ผมขาวถอนหายใจ ไม่นานนัก บนท้องฟ้าอันไกลโพ้นก็มีลูกศรพุ่งทะยานขึ้นไป ลูกศรระเบิดออกกลางอากาศ กลายเป็นกลุ่มแสงสายใหญ่ นี่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าพวกเยว่เชียนเฟิงหลบหนีไปได้สำเร็จแล้ว จีเหยียนจงหันขวับกลับไปมองภายในเมือง
ค่ำคืนในเมืองเจิ้นเป่ยอันยิ่งใหญ่มีการเคอร์ฟิว ไม่เจริญรุ่งเรืองเหมือนเมืองเจียงโจวและเมืองกวนอี้
และด้วยเหตุนี้ เสียงของทหารชายแดนระดับหัวกะทิแห่งเมืองเจิ้นเป่ยที่ต่างถืออาวุธวิ่งรุดหน้าไปยังจวนเจ้าเมืองจึงดังก้องชัดเจนยิ่งนัก ทุ้มต่ำดุจสายฟ้าฟาด สายลมพลันพัดกรรโชกแรง พัดผ่านท้องฟ้าไปอย่างเกรี้ยวกราด แขนเสื้อของจีเหยียนจงปลิวไสว
เขามองเห็นเซวียเจาจี๋ที่หลี่กวนอีช่วยออกมาได้ โดยไม่สนใจบาดแผลบนร่างของตน หลังจากแน่ใจแล้วว่าพวกเยว่เชียนเฟิงจากไปได้อย่างปลอดภัย ชายชราผู้มีเสื้อผ้าเปื้อนเลือดและต้องทนทุกข์ทรมานมาถึงสามวันผู้นี้ ก็เป็นคนยิงธนูส่งสัญญาณด้วยตัวเอง
ออกแรงมากเกินไป บาดแผลที่ยังไม่หายดีจึงปริแตก เลือดสดๆ ไหลริน
ทว่าเขากลับไม่สนใจบาดแผลของตนเอง เพียงเบิกตากว้าง มองดูลูกธนูส่งสัญญาณที่ตนยิงออกไปพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า หยุดนิ่ง ณ จุดที่สูงลิบลิ่ว ก่อนจะระเบิดออกอย่างรุนแรง กลายเป็นรูปลักษณ์อันเป็นมงคลของกิเลนอีกครั้ง เปลวไฟสว่างไสว สว่างวาบขึ้นชั่วขณะ ก่อนจะร่วงหล่นลงมาเบื้องล่างดั่งสายฝนโปรยปราย
แสงสว่างจ้าทีละจุดฉีกกระชากความมืดมิดยามราตรี ร่วงหล่นสู่ตัวเมือง
กองทหารรักษาเมืองเจิ้นเป่ยที่กำลังมุ่งหน้าไปยังจวนเจ้าเมืองต่างเงยหน้าขึ้น เฉินเฉิงปี้ ถูเซิ่งหยวนที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด รวมถึงปรมาจารย์ทั้งสี่ เจ้าเมืองถงที่กำลังกระวนกระวายใจ อวี่เหวินฮว่าที่กำลังถอยร่นอยู่เบื้องหน้า ตลอดจนอวี้เหวินเทียนเสี่ยน
หนานกงอู๋เมิ่งที่นั่งอยู่บนศพของแขกรับเชิญแห่งจวนเจ้าเมือง พลางควงกริชในมือเล่นอย่างเนิบนาบ
ล้วนมองเห็นจุดแสงดาราที่ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า
ค่ำคืนนี้ อาจจะล้มเหลวแล้วกระมัง...
จู่ๆ ในใจของอวี้เหวินเทียนเสี่ยนก็นึกถึงประโยคนี้ขึ้นมา เขาคือยอดขุนพลผู้ผ่านศึกมานับร้อย เขาสัมผัสได้ถึงเสียงสั่นสะเทือนของพื้นดินที่แผ่วเบา ทว่าต่อเนื่องเมื่อครู่ การสั่นสะเทือนนี้ไม่ได้มาจากแผ่นดินไหว ไม่ใช่พญามังกรดินพลิกตัว แต่เป็นการควบทะยานของทหารม้าเกราะหนัก
กองทัพเย่ว์ถอนตัวออกจากแนวรบแล้ว ไม่อาจสกัดกั้นพวกเขาไว้ได้
การปรากฏตัวของเฉินเฉิงปี้ การจับมือกันของสี่ปรมาจารย์ใหญ่ก็คงจะได้รับผลกระทบเช่นกัน
เฉินเฉิงปี้คือเชื้อพระวงศ์แห่งแคว้นเฉิน เรื่องที่เจ้าเมืองถงถูกชักจูง ก็ถือว่าล้มเหลวแล้วเช่นกัน
ก็เพราะความพ่ายแพ้มากมายเหล่านี้ จึงยิ่งต้องคว้ากุญแจสำคัญดอกสุดท้ายนี้ไว้ให้ได้! ทหารม้าเกราะหนักชั้นยอดสามร้อยนายที่อวี้เหวินเลี่ยทิ้งไว้ยังคงอยู่นอกเมือง สิ่งที่อวี้เหวินเทียนเสี่ยนกำลังบัญชาการอยู่ในตอนนี้คือกองกำลังส่วนตัวของจวนเจ้าเมือง
แต่ถึงแม้จะเป็นกองกำลังส่วนตัวของจวนเจ้าเมือง เมื่ออยู่ภายใต้การบัญชาการของเขา ก็ยังสามารถเปล่งอานุภาพได้เหนือกว่าวันวาน เส้นทางออกไปข้างนอกล้วนถูกปิดกั้น คนหลายร้อยคนที่เหลืออยู่ ต่างควบคุมหน้าไม้ติดรถม้า และต้อนรถม้าในจวนเจ้าเมืองเข้ามา
ชีวิตในจวนเจ้าเมืองนั้นหรูหราฟู่ฟ่า วัสดุที่ใช้ทำรถม้าของพวกเขาล้วนแข็งแรงทนทานยิ่งนัก
อวี้เหวินเทียนเสี่ยนใช้เพลารถม้าเป็นแนวนอก ปิดล้อมหอคอยที่หลี่กวนอีอยู่ไว้ ด้านนอกรถม้าอีกชั้นหนึ่ง วางกับดักหนามเหล็กอาบยาพิษ
จากนั้นในชั้นที่สองก็วางหน้าไม้ขนาดใหญ่ ล้วนเสียบลูกดอกเหล็กกล้า หันออกด้านนอก
ด้านบนจัดวางหน้าไม้กลไกหมุนได้ ใช้เชือกเชื่อมต่อกับกลไก หากมีคนมาโดนเชือก หน้าไม้ก็จะหมุนและยิงไปตามทิศทางที่สัมผัส ต่อให้เป็นยอดฝีมือก็ยากจะหลบเลี่ยงได้ ด้านนอกยังล้อมรอบด้วยเสาหิน ติดตั้งเสากระดิ่งและค้อนตีระฆังเพื่อเตือนภัย ยิ่งไปกว่านั้น ด้านหลังยังมีพลธนูหน้าไม้อีกห้าร้อยนาย
ทหารราบและรถม้าประสานงานกัน
ระยะประชิดเน้นใช้กลไกเป็นหลัก จากนั้นให้พลธนูหน้าไม้เป็นหน่วยปิดบัญชี
นี่คือรูปแบบการรบที่คืบหน้าอย่างรัดกุมและมั่นคงในสนามรบ
อวี้เหวินเทียนเสี่ยนเปลี่ยนมาสวมชุดเกราะโดยตรง ยกอาวุธวิเศษในมือขึ้น ใบหน้าของเขาไม่ได้หล่อเหลาอะไรนัก แต่ในเวลานี้กลับเผยให้เห็นถึงความหนักแน่นและเย็นชาที่ขุนพลหนุ่มอย่างเยี่ยปู้อี๋และอวี่เหวินฮว่าไม่มี
"ทุกคนถือธนูไฟ หน้าไม้เพลิง ราดน้ำมันไฟ ถล่มสังหารพื้นที่บริเวณนี้ให้สิ้นซาก"
เจ้าเมืองถงหน้าซีดเผือด "นี่ ท่านแม่ทัพอวี้เหวิน ทำเช่นนี้ จะไม่เป็นการเล่นใหญ่เกินไปหน่อยหรือ? ท่านวางค่ายกลรบเช่นนี้ด้วยตัวเอง หากถูกแม่ทัพรักษาเมืองเจิ้นเป่ยพบเข้า เช่นนั้นข้าถงผู้นี้มิใช่ต้องตายแน่หรือ!"
อวี้เหวินเทียนเสี่ยนกล่าวเสียงเย็น "ท่านเจ้าเมือง สิ่งที่ท่านต้องทำแต่แรกก็คือเรื่องที่ต้องถูกตัดหัวอยู่แล้ว"
"หากไม่ยอมจ่ายค่าตอบแทนที่มากพอ แล้วจะยืนหยัดในใต้หล้านี้ได้อย่างไร?"
"ทั้งอยากได้ผลประโยชน์ ทั้งอยากได้ความปลอดภัย นี่ยุคแห่งการแย่งชิงครั้งใหญ่ในใต้หล้านะ เหล่าวีรบุรุษต่างแขวนหัวไว้ที่เอวเพื่อเข้าห้ำหั่น แย่งชิงชื่อเสียงและเกียรติยศ จะมีที่ไหนที่คนอย่างท่านนั่งอยู่เฉยๆ โอบกอดสาวงาม ดื่มสุราหาความสำราญ แล้วก็จะได้ครอบครองบรรดาศักดิ์กันล่ะ?!"
"ท่านเห็นพวกเราเป็นไอ้งั่งไปหมดแล้วหรือไง?!"
ถงจื้อไฉหน้าซีดเผือด อวี้เหวินเทียนเสี่ยนสะบัดมือ สลัดเจ้าเมืองผู้นี้ออกไป
มือขวากำหอกยาว มือซ้ายยกขึ้น ชี้ตรงไปยังท้องฟ้า
ภายในห้อง หลี่กวนอีกินไข่ใบสุดท้ายเสร็จ เขาระบายลมหายใจยาว ปราณโลหิตในกายพลุ่งพล่านเดือดดาล ปราณแท้พวยพุ่ง
สัตว์อสูรเหล่านี้ดูเหมือนจะมีสรรพคุณพิเศษบางอย่าง
หลี่กวนอีรู้สึกว่าตอนนี้ตนเองหูตาสว่างไสว เส้นเลือดปูดโปน พละกำลังดูเหมือนจะพองโตขึ้นกว่าปกติมาก
ของพวกนี้ ไม่แน่อาจจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า เหมือนในตำราซานไห่จิงที่ว่า 【กินแล้วจะเป็นเช่นไรๆ】 ก็เป็นได้ หลี่กวนอีมองกิเลน แล้วเอ่ยถาม "เป็นอย่างไรบ้าง?"
ม่านตาเรียวรีสีแดงทองของกิเลนสว่างวาบ
"ไม่มีปัญหาแล้ว"
"ดี!"
หลี่กวนอีหิ้วคอกิเลนขึ้นมา วางแหมะไว้บนไหล่ จากนั้นก็ลงมือเปิดกรงสัตว์อสูรเหล่านั้นด้วยตัวเอง เนื่องจากความน่าเกรงขามของกิเลน สัตว์อสูรเหล่านี้จึงไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เหยากวงหาวัสดุติดไฟง่ายมาได้มากมาย แล้วส่งมาให้ทั้งหมด
หลี่กวนอีนำของติดไฟง่ายเหล่านี้ไปผูกติดกับหางของสัตว์อสูร
จากนั้นก็ใช้เชือกผูกไว้ที่ประตูทุกบาน
ประตูและหน้าต่างทุกบานล้วนถูกเชือกเส้นหนึ่งดึงเอาไว้ เชือกทุกเส้นมารวมกันอยู่ที่จุดเดียว
เพียงแค่หลี่กวนอีเปิดออก ก็จะดึงประตูหน้าต่างทุกบานให้เปิดออกพร้อมกันในคราวเดียว ทั้งที่อยู่ในช่วงเวลาอันตรายเช่นนี้ แต่ในใจของหลี่กวนอีกลับไม่มีความหวาดกลัวใดๆ เขาหันหลังกลับไป หัวเราะเบาๆ กับเด็กสาวผมเงินข้างๆ "เหยากวง เคยดูการประลองสัตว์ในตลาดไหม?"
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ "ถ้ากลัวล่ะก็ ไปอยู่ข้างหลังข้านะ"
เขากล่าวเสียงเบา "ข้าจะปกป้องเจ้าเอง"
คั่นกลางด้วยกำแพงกั้นนี้ วีรบุรุษหนุ่มและยอดขุนพลผู้โชกโชนสนามรบกำลังเผชิญหน้ากัน พวกเขาต่างไม่รู้กลยุทธ์ของอีกฝ่าย นี่คือการปะทะกันระหว่างยุทธวิธีที่พลิกแพลงไร้ร่องรอย กับยุทธวิธีที่เป็นแบบแผนมาตรฐานราวกับค่ายกลในตำราพิชัยสงคราม
แทบจะในเวลาเดียวกัน อวี้เหวินเทียนเสี่ยนก็สะบัดมือลง
เสียงสับไกหน้าไม้ดังหึ่งขึ้นมา ราวกับฝูงผึ้งคลั่งฝูงใหญ่
หลี่กวนอีกระตุกเชือกในมืออย่างแรง
จะอยู่หรือตาย ก็คอยดูเอาเถิด!
ฟุ่บ!!!
ลูกธนูพุ่งทะยานออกไป เวลาคล้ายกับเดินช้าลง ลูกธนูสีแดงชาดพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าทีละดอก หมุนควงแหวกอากาศ และในเวลาเดียวกัน ประตูโถงใหญ่ก็เปิดออกพร้อมกัน เสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังสนั่นหวั่นไหว
ตูม!!!
ประตูใหญ่ถูกกระแทกจนแหลกละเอียด
พยัคฆ์ร้าย เสือดาว ไปจนถึงช้างเชือกนั้นที่ยังไม่โตเต็มวัยแต่ก็มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร
ล้วนคำรามลั่นพลางพุ่งไปข้างหน้า เบื้องหลังสัตว์อสูรคือกิเลนอันน่าสะพรึงกลัว บนตัวของพวกมันถูกจุดไฟ พวกมันมีกรงเล็บอันแหลมคม แม้กระทั่งบนตัวของช้างเชือกนั้นยังถูกมัดไว้ด้วยมีดเป็นกำๆ พวกมันพุ่งทะยานออกไปดั่งเสียงฟ้าร้องเช่นนี้เอง
สีหน้าของพลธนูหน้าไม้ซีดเผือด
ครืน!!!
การประสานงานระหว่างทหารราบและรถม้าที่เตรียมไว้สำหรับรับมือกับมนุษย์ ถูกสัตว์อสูรเหล่านี้พุ่งชนจนแตกกระเจิงและเหยียบย่ำจนราบคาบ กลไกถูกกระตุ้น พลธนูหน้าไม้หน้าซีดเผือด ถูกพยัคฆ์ร้ายตะครุบ ถูกเสือดาวฉีกทึ้ง ถูกช้างเหยียบย่ำ วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน รูม่านตาของอวี้เหวินเทียนเสี่ยนหดเกร็งอย่างรุนแรง
ใช้สัตว์อสูรเป็นค่ายกลทหาร สามารถทะลวงแนวพลธนูหน้าไม้ห้าร้อยนาย ปั่นป่วนสถานการณ์จนยุ่งเหยิงได้โดยสมบูรณ์
นี่มันอัจฉริยะด้านการจัดทัพชัดๆ
เขานึกถึงคำประเมินที่อวี้เหวินเลี่ยมีต่อเด็กหนุ่มผู้นี้
อายุเพียงเท่านี้ กลับมีกลยุทธ์และไหวพริบเช่นนี้ นี่แหละคือเค้าโครงของแม่ทัพอันดับหนึ่งในใต้หล้า!
อวี้เหวินเทียนเสี่ยนพลันพุ่งทะยานขึ้น ใช้หอกเดียวสังหารช้างเชือกนั้นในทันที
จากนั้นก็เหินร่างขึ้นไปกลางอากาศ นักพรตหนุ่มก้าวเท้าไปข้างหน้า หลี่กวนอีมองดูยอดขุนพลชั้นฟ้าที่หกที่เหินร่างร่วงหล่นลงมาพร้อมจิตสังหารเต็มเปี่ยม แล้วพึมพำในใจ
"กิเลน..."
พลังปราณของอสูรเทพกิเลนพลันสลายตัวออก
นั่นคือพลังปราณอันมหาศาลสุดขีด ร้อนแรงและเจิดจ้า
หลี่กวนอีไม่ได้ตั้งใจจะใช้ไพ่ตายอย่างการแปลงร่างกิเลนโดยตรง แต่เดิมนั้น หากกิเลนไม่ถ่ายทอดพลังปราณทั้งหมดเข้าสู่ร่างของหลี่กวนอีโดยตรง ซึ่งจะต้องสูญเสียพลังไปไม่น้อย ก็จะไม่อาจใช้กระบวนท่าสังหารซือถูเต๋อชิ่งในวันนั้นได้ แต่นั่นก็แค่แต่เดิม
ทว่ายามนี้กลับต่างออกไป
นักพรตหนุ่มยกมือขวาขึ้น ความว่างเปล่าอันยิ่งใหญ่ขุมหนึ่ง กลับดึงดูดเอาไฟแท้กิเลนอันโอหังไร้ขอบเขตขุมนี้ ให้มาล้อมรอบตัวเขาไว้
【มหาดาริกา·เฉียนหยวน】!
แตกต่างจากกระบวนท่าที่ใช้ควบคุมอวี่เหวินฮว่า
ครั้งนี้กิเลนไม่ได้โจมตีเขา ดังนั้นการควบคุมจึงเป็นไปอย่างง่ายดายยิ่ง
จนกระทั่งถึงขีดจำกัดของหลี่กวนอี
ผมสีดำตรงขมับของเด็กหนุ่มปลิวไสวเบาๆ นัยน์ตาแฝงประกายแสงสีแดงทอง กางนิ้วทั้งห้าออก แล้วกำแน่นในฉับพลัน เสียงคำรามของพยัคฆ์ร้ายพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ประกายแสงสีทองหม่นแผ่ซ่าน กลายเป็นง้าวพยัคฆ์คำรามฟ้าเล่มนั้น
ง้าวยันพื้นไว้ เด็กหนุ่มไม่ถอยหนี ก้าวพรวดพุ่งไปเบื้องหน้า
เฉียนคือฟ้า หลีคือไฟ!
ไฟอยู่บนฟ้า!
ซ่างจิ่ว: สวรรค์คุ้มครอง มงคลไร้พ่าย!
ชุดนักพรตของหลี่กวนอีปลิวไสว ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับพลังของกิเลน พลังกลิ่นอายในกระบวนท่านี้ของเด็กหนุ่มพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรง เขายกง้าวขึ้น เหยียบอากาศอย่างแรง เท้าขวากระทืบลงกลางอากาศ เปลวไฟระเบิดออก เด็กหนุ่มเหินร่างขึ้นไป สองมือกำง้าวแน่น ฟาดฟันลงมาอย่างดุดัน!
【ไฟฟ้าต้าโหย่ว】
วิญญูชนพึง คล้อยตามฟ้า รับลิขิตสวรรค์!
จู่ๆ หลี่กวนอีก็คิดขึ้นมาได้ว่า เขาจะใช้กระบวนท่านี้ เหยียบย่างขึ้นไปบนใต้หล้านี้แล้ว
ในสายตาของอวี้เหวินเทียนเสี่ยน ไฟกิเลนอันร้อนแรงผสานเข้ากับพลังกลิ่นอายของเด็กหนุ่มผู้นั้นจนเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์ อาวุธวิเศษแบกรับท่าสังหาร ฟาดฟันลงมาอย่างหนักหน่วง ฉีกทึ้งความมืดมิดยามราตรี
ไม่ใช่เค้าโครงของแม่ทัพอันดับหนึ่งในใต้หล้าหรอก...
อวี้เหวินเทียนเสี่ยนครุ่นคิด
ไม่ใช่เลยสักนิด
ภายในทำลายแผนการของพี่ชายข้า ภายนอกช่วยเหลือทหารม้าเกราะหนักของตระกูลเย่ว์ พลิกแพลงกลยุทธ์ได้ร้อยแปด
แม้จะตกอยู่ในแดนมรณะ แต่ก็ยังสามารถพึ่งพาตนเอง ช่วยเหลือสหายร่วมรบ และล่าถอยไปได้อย่างปลอดภัย
นี่แหละคือ
แม่ทัพอันดับหนึ่งในใต้หล้า!
ง้าวฟาดฟันลงมา
เสียงคำรามของกิเลนดังทะยานขึ้น!