ไฟกิเลนกลายเป็นแสงเพลิงเจิดจ้าแตกกระจาย สาดส่องสว่างวาบไปทั่วราตรี พยัคฆ์ขาวของอวี้เหวินเทียนเสี่ยนคำรามลั่นฟ้า เหล่าผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ ไม่อาจมองเห็นฉากการปะทะได้อีกต่อไป ทว่าเบื้องหลังของหลี่กวนอี เรือนที่ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อใช้รองรับสัตว์ประหลาดมากมายของวังอสูรเทพกลับสว่างวาบขึ้นมาในฉับพลัน
แสงเพลิงเจิดจ้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
เรือนขนาดมหึมาหลังนี้ถูกระเบิดแหลกละเอียดในทันที!
หน้าไม้กลและรถม้าเหล่านั้นล้วนถูกแผดเผากลายเป็นกองเพลิงในชั่วพริบตา ก่อนจะขยายตัวออกอย่างรุนแรง
อวี่เหวินฮว่าที่สวมชุดเกราะและเร่งรุดกลับมาอีกครั้งถึงกับชะงักงัน เขามองดูปราณพลังที่พวยพุ่งขึ้นมาราวกับสูญเสียสติไปโดยสมบูรณ์ เขามองเห็นหลี่กวนอีถือทวนศึก การปะทะในชั่วพริบตา มองเห็นกลิ่นอายพยัคฆ์ขาวของอวี้เหวินเทียนเสี่ยนคำรามลั่น ก่อนจะแตกซ่านไป
อาวุธทั้งสองชิ้นหอบเอาพละกำลังมหาศาล พุ่งเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด
สองมือของเด็กหนุ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ราวกับจะสั่นจนเลือดทะลักออกมา
อวี้เหวินเทียนเสี่ยนฝืนต้านรับกระบวนท่าอันน่าสะพรึงกลัวนี้เอาไว้ได้
พลังปราณภายในระดับสูงสุดของชั้นฟ้าที่หก อีกทั้งร่างกายที่เหนือชั้น ฝืนต้านทานเอาไว้อย่างสุดกำลัง
เสียงแตกร้าววิปโยคดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของอวี้เหวินเทียนเสี่ยนปริแตก รอยร้าวละเอียดลามออกไปทั่วทุกสารทิศ
หลี่กวนอีกัดฟันกรอด จ้องเขม็งไปยังยอดขุนพลผู้นี้ อีกฝ่ายฝืนรับกระบวนท่าที่ผสานพลังของเขาและกิเลนเอาไว้ได้ ในวินาทีนั้นเอง หัวใจของหลี่กวนอีก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างกะทันหัน การออกแรงขั้นสุด ทำให้ [พิษเฟย] ที่แฝงเร้นอยู่โผล่หัวขึ้นมาอีกครั้ง
ความเจ็บปวดแสนสาหัสทำให้ดวงตาของหลี่กวนอีมืดมิดไปชั่วขณะ
ฝ่ามือของเขาคลายออกเล็กน้อย ก่อนจะกำอาวุธแน่นขึ้นกว่าเดิม
ความเจ็บปวดอาจทำให้คนขลาดคู้กายหนี ทว่ามันก็สามารถทำให้ผู้กล้าหาญระเบิดพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมออกมาได้เช่นกัน
หลี่กวนอีแผดเสียงร้องยาว บนทวนศึก กลิ่นอายของเพลิงฟ้าต้าโหย่วพุ่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
ตู้ม!!!
พื้นดินใต้เท้าของอวี้เหวินเทียนเสี่ยนแตกสลายเสียงดังสนั่น ยุบตัวลงกลายเป็นหลุมกว้าง ปราณพลังที่ฉีกกระชากราวกับพายุพัดกวาดไปทุกทิศทาง ศาสตราวุธล้ำค่าในมือของอวี้เหวินเทียนเสี่ยนส่งเสียงกรีดร้องบาดหู
ทวนยาวในมือของเขาถูกผ่าครึ่งตรงกลางโดยพลัน!
ทวนศึกพยัคฆ์คำรามฟ้าฟาดฟันลงมา สับลงบนเกราะวิเศษของอวี้เหวินเทียนเสี่ยน
ฟาดฟันจากหัวไหล่เฉียงลงไปยังเอวด้านข้าง อวี้เหวินเทียนเสี่ยนปล่อยหมัดออกไปอย่างดุดัน หมัดอันรุนแรงกระแทกเข้าที่ทวนศึกของหลี่กวนอีในชั่วพริบตา ร่างของนักพรตหนุ่มร่วงถอยหลัง สองเท้าไถลครูดไปกับพื้นไกลถึงหนึ่งจ้าง ข้อมือขยับวูบ ทวนศึกก็ปักลงบนพื้นดินโดยตรง
อวี้เหวินเทียนเสี่ยนถอยกรูดไปหลายก้าว ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมา
บนเกราะวิเศษของเขาปรากฏรอยฟันอันน่าเกลียดน่ากลัว รอยแยกไม่ได้เรียบเนียน ราวกับถูกย่างไฟ เหล็กผลึกดำม้วนตัวออกไปทั้งสองข้างราวกับบาดแผล อวี้เหวินเทียนเสี่ยนมองดูรอยแผลบนเกราะวิเศษ พึมพำกับตัวเองว่า "…แม่ทัพอันดับหนึ่งในใต้หล้า แคว้นเฉิน ปรากฏคนอย่างหลี่ว่านหลี่ เซียวอู๋เลี่ยงในอดีตขึ้นมาอีกแล้วงั้นหรือ?"
เขาผลักหลานชายที่ต้องการจะเข้ามาพยุงออกไป
"เจ้าไม่ใช่คู่มือของเขา ถอยไป!"
นิ้วทั้งห้าค่อยๆ กำเข้าหากัน จิตสังหารของยอดขุนพลผู้นี้พวยพุ่ง ปราณพลังค่อยๆ แผ่ซ่านในฝ่ามือ กลายเป็นทวนยาวเล่มหนึ่ง นี่คือพลังแปลงรูปของศาสตราเทพ เป็นการประยุกต์ใช้ขั้นที่สูงกว่าของการควบแน่นปราณเป็นอาวุธในชั้นฟ้าที่สาม
ยอดขุนพลผู้เงียบขรึมจ้องเขม็งไปยังเด็กหนุ่มตรงหน้า
"ในฐานะแม่ทัพของต้าอิง ข้าจำเป็นต้องทิ้งเจ้าเอาไว้ที่นี่!"
อวี่เหวินฮว่าอ้าปากค้าง
เขามองดูเด็กหนุ่มตรงนั้น หมัดของเขากำแน่น แต่ก็ยังต้องยอมถอยร่น ในวินาทีที่ถอยหลังนี้เอง เขาก็รู้แล้วว่า ระหว่างตัวเขากับเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่าเขามากผู้นี้ ได้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ขึ้นแล้ว
ขุนพลผู้มีพรสวรรค์และอนาคต
กับยอดขุนพลวัยสิบห้าปี
นี่คือโลกสองใบที่แตกต่างกัน
หลี่กวนอีแสยะยิ้ม เท้าขวาเตะเข้าที่ทวนศึก ทวนศึกถูกดึงขึ้นมาอีกครั้ง กลิ่นอายของกิเลนปรากฏขึ้นอีกครา การดึงพลังกิเลนมาใช้เช่นนี้ แตกต่างจากการที่กิเลนระเบิดอานุภาพออกมาเอง หากกิเลนเปิดเผยร่างจริงเพื่อต่อสู้อย่างเต็มที่สักครั้ง อย่างน้อยต้องพักฟื้นเป็นเวลาหนึ่งเดือนจึงจะฟื้นตัวได้
ทว่าในยามนี้ กิเลนเพียงแค่ส่งผ่านพลังมาให้เท่านั้น
ตราบใดที่ร่างกายของหลี่กวนอียังรับไหว
ตราบใดที่ปราณดั้งเดิมของสัตว์ประหลาดที่กิเลนเพิ่งกลืนกินเข้าไปยังไม่หมดสิ้นไปเสียก่อน
กระบวนท่านี้ หลี่กวนอีสามารถใช้ได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในความเป็นจริง เขาใช้ได้อีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ร่างกายของเขาก็จะไม่อาจแบกรับการปลดปล่อยและการสิ้นเปลืองในระดับนี้ได้อีก และจะเกิดความเสียหายที่แม้แต่ร่างกายระดับเส้นเอ็นมังกรไขกระดูกพยัคฆ์ก็ยังทนไม่ไหว
เด็กหนุ่มกำศาสตราเทพแน่น ปอยผมพริ้วไหว ดวงตาเบื้องขวาทอแสงประกายสีทองแดง เปลวเพลิงของกิเลนเคลื่อนเข้ามาใกล้ กลายเป็นชุดเกราะสีทองแดงปกคลุมร่างของหลี่กวนอี ท่ามกลางเสียงอันน่าเกรงขาม เกราะเทวราชสีแดงทองชุดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนร่างของเขา
เขากำทวนศึกแน่น ก่อนจะกวาดสายตาอย่างดุดัน
เปลวเพลิงแตกซ่าน ห้อมล้อมอยู่รอบกาย
สิ่งที่เรียกว่าการควบแน่นปราณเป็นเกราะ
เป็นเพียงการควบคุมปราณดั้งเดิมที่มีความเข้มข้นสูง ควบแน่นและปกคลุมอยู่บนพื้นผิวเท่านั้น
ปราณภายในของหลี่กวนอีมีไม่เพียงพอ
แต่ปราณดั้งเดิมของกิเลนนั้นมีเหลือเฟือ
เขายกทวนศึกในมือขึ้น ยื่นมือซ้ายออกไป ดึงเด็กสาวผมเงินที่อยู่ตรงนั้นเข้ามา
ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ แล้วเอ่ยว่า "มาสิ!"
กิเลนอยู่บนแผ่นหลังของเขา
กระบวนท่าที่หลี่กวนอีเพิ่งปะทะกับอวี้เหวินเทียนเสี่ยนเมื่อครู่ เขาเป็นฝ่ายได้เปรียบเล็กน้อย แท้จริงแล้วเขาใช้เพลิงฟ้าต้าโหย่วทำลายรถหน้าไม้และหน้าไม้กลในที่แห่งนี้จนแหลกละเอียดในพริบตา พลหน้าไม้เหล่านั้นก็ถูกตีถอยร่นไปเช่นกัน ยามที่กิเลนเหยียบเวหา จึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกสกัดกั้นด้วยหน้าไม้กลอีกต่อไป
ถึงเวลาที่ต้องใช้ร่างจริงของกิเลน ทะลวงค่ายกลต่อไปแล้ว
ปราณเพลิงพวยพุ่งเทียมฟ้า อวี้เหวินเทียนเสี่ยนกำอาวุธแน่น จับจ้องเด็กหนุ่มที่ผงาดขึ้นในยุคแห่งความวุ่นวายตรงหน้าด้วยสีหน้าเงียบขรึม ทว่าในจังหวะที่พวกเขากำลังจะลงมือปะทะกันนั้นเอง จู่ๆ เสียงหัวเราะลั่นอย่างโอหังก็ดังมาจากอีกด้าน ทำลายบรรยากาศอันน่าเกรงขามในที่นี้จนหมดสิ้น
"ฮ่าๆๆ เจ้าอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย เจ้าหนูหลี่!"
หลี่กวนอีชะงักไป
คือเฉินเฉิงปี้!
เขายิ้ม ตะโกนเสียงดังว่า "ท่านปู่ ข้าอยู่นี่!"
ท่านปู่ใหญ่หัวเราะลั่น หลี่กวนอีได้ยินเสียงดังกึกก้องมาจากทางนั้น ราวกับมังกรปฐพีพลิกตัว โถงใหญ่ของจวนเจ้าเมืองพังทลายลงมาทั้งหลัง สวนดอกไม้ล้มระเนระนาด ทันใดนั้นก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว หอสูงที่ใช้สำหรับชมจันทร์ในเทศกาลไหว้พระจันทร์ถูกถอนรากถอนโคนขึ้นมาในพริบตา
ท่านปู่ใหญ่ผมขาวโพลนผู้หนึ่ง แม้ทั่วร่างจะโชกไปด้วยเลือด แต่ก็ยังคงความโอหังเอาไว้ สองแขนออกแรง ยกหอสูงสิบจ้างหลังนี้ขึ้นแบกไว้บนบ่า
พ่นลมหายใจ รวบรวมพละกำลัง
เหวี่ยงหอสูงสิบจ้างหลังนี้ ราวกับเหวี่ยงกิ่งไม้ ทุ่มออกไปอย่างแรง
เสียงระเบิดดังกึกก้อง ทันใดนั้นก็มีเสียงมังกรคำราม
หอสูงตระหง่านที่หากเทียบกับโลกในอดีตของหลี่กวนอีแล้ว ก็สูงถึงสามสิบสามเมตร ถูกเหวี่ยงฟาดลงมา ทว่าจู่ๆ ก็ชะงักงัน จากนั้นเกลียวคลื่นสีน้ำเงินก็ระเบิดออกอย่างเกรี้ยวกราด มังกรวารีสีน้ำเงินตัวหนึ่งส่งเสียงคำรามยาว ม้วนตัวพันรอบหอสูงตระหง่านนี้ ค่อยๆ พุ่งทะยานไปเข่นฆ่าเบื้องหน้า
เกล็ดของมันชัดเจนราวกับหยกเย็นสีน้ำเงิน
ท่ามกลางเกลียวคลื่น มีเศษซากอาวุธชิ้นเล็กชิ้นน้อยหมุนวนด้วยความเร็วสูง
หอสูงสิบจ้างหลังนั้น ภายใต้การม้วนตัวของรูปลักษณ์ธรรมมังกรวารี ได้กลายเป็นผุยผงและค่อยๆ แตกซ่านไป ส่วนรูปลักษณ์ธรรมมังกรวารีตัวนั้น ก็พุ่งเข้าประชิดเฉินเฉิงปี้อย่างรวดเร็ว ท่านปู่ร้องลั่น กระโดดลอยตัวขึ้นไปเหยียบอยู่บนหลังของรูปลักษณ์ธรรมมังกรวารี วิ่งตะบึงเข้าปะทะกับผู้คนอย่างรวดเร็ว
ชายอีกคนบนนั้นเป็นชายร่างใหญ่ ถืออาวุธคล้ายโซ่ตรวน ต่อสู้กับเฉินเฉิงปี้กลางอากาศด้วยความเร็วที่ตาเปล่าไม่อาจจับจ้องได้ทัน การปะทะกันแต่ละครั้งล้วนสาดประกายไฟก้อนใหญ่ เฉินเฉิงปี้ยกมือขึ้นรับกระบวนท่าของราชันมังกรเกล็ดพิโรธ
จากนั้นก็หงายหลังทำสะพานโค้ง เตะออกไปหนึ่งเท้า ปะทะเข้ากับหมัดของประมุขสำนักเม่าเทียน
คลื่นปราณที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าระเบิดออกเป็นระลอกคลื่น
ตาเฒ่าระเบิดเสียงหัวเราะลั่น "หลี่กวนอี หากเจ้าสนใจ มิสู้มาดื่มกับตาเฒ่าอย่างข้าสักสองจอกเล่า!"
เฉินเฉิงปี้เอ่ยชื่อของหลี่กวนอีออกมาตรงๆ
ผู้คนรอบข้างล้วนหน้าถอดสี มองดูเด็กหนุ่มผู้เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแผ่นดินผู้นี้ หลี่กวนอียกทวนศึกขึ้น มองไปยังทิศทางของเฉินเฉิงปี้ ในใจของเขายังคงมีความลังเลอยู่บ้างเล็กน้อย
และในตอนนั้นเอง
หลี่กวนอีก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ส่งผ่านมายังฝ่ามือ
เด็กสาวผมเงินบีบมือของเขาแน่น
หลี่กวนอีหันกลับไปมอง บนใบหน้าของเด็กสาวผมเงินไม่มีอารมณ์ใดๆ น้ำเสียงของนางสงบนิ่ง
"ไม่ว่าท่านจะไปที่ใด ข้าก็จะคอยอยู่เคียงข้างท่านเสมอ"
"………………"
หลี่กวนอีหลุบตาลง จับมือของเด็กสาวเอาไว้แน่น ความห้าวหาญพลุ่งพล่าน แม้รอบกายจะมีคนนับร้อยถือธนูหน้าไม้เล็งมาที่เขา เขาก็ยังคงโอหังและเยือกเย็น ยกทวนศึกขึ้นด้วยมือเดียว หัวเราะลั่นว่า
"ได้เลย ท่านปู่ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ"
เขาดึงเหยากวงเข้ามา รวบตัวเด็กสาวไว้ในอ้อมแขน ปราณสีแดงฉานทวีความรุนแรงขึ้น ลอยตัวขึ้นไปในอากาศ ย่ำเท้าลงบนความว่างเปล่า เพลิงกิเลนสีแดงระเบิดออก ไอร้อนพวยพุ่ง หลี่กวนอีทะยานร่าง พุ่งทะยานไปทางนั้น
คนนับร้อยรอบกาย กลับไม่มีใครกล้าขัดขวางเขาแม้แต่คนเดียว
สิ่งที่เรียกว่าวีรบุรุษในยุคโบราณ แม้ความห้าวหาญจะยิ่งใหญ่ แต่ก็คงเป็นได้เพียงเท่านี้
การถือกำเนิดของแม่ทัพอันดับหนึ่งในใต้หล้า ความห้าวหาญและจิตวิญญาณเช่นนั้นก็เพียงพอที่จะข่มขวัญผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาได้แล้ว พวกเขาเพียงรู้สึกว่าฝ่ามือสั่นเทา แข้งขาอ่อนแรง หลังจากที่หลี่กวนอีจากไป ปฏิกิริยาแรกของพวกเขากลับเป็นการทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยความหวาดกลัว หอบหายใจอย่างหนัก ใบหน้าซีดเผือด
อวี่เหวินฮว่าเห็นดังนั้นก็ร้อนรน "ท่านอา เหตุใดท่านจึงไม่ลงมือ!?"
อวี้เหวินเทียนเสี่ยนเพียงมองดูหลี่กวนอีทะยานร่างลอยตัวขึ้นไป
หน้าไม้กลที่นี่ถูกทำลายจนหมดสิ้นแล้ว เขารู้ดีว่าพลหน้าไม้ธรรมดาไม่อาจรั้งเด็กหนุ่มผู้นั้นเอาไว้ได้ อีกทั้ง…
อวี้เหวินเทียนเสี่ยนที่เมื่อครู่ยังคงความเงียบขรึม จู่ๆ ก็หน้าซีดเผือด อ้าปากกระอักเลือดออกมาคำโต
ร่างกายโอนเอน ทวนยาวในมือยันพื้นเอาไว้ จึงไม่เสียกิริยาจนน่าสมเพช
หยาดเลือดหยดลงบนพื้น อุณหภูมิสูงลิ่ว ส่งควันสีขาวระเหยขึ้นมาเป็นระลอก
ท่ามกลางเพลิงกิเลน ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงมีพิษประหลาดเจือปนอยู่ขุมหนึ่ง
อวี้เหวินเทียนเสี่ยนไม่คาดคิดมาก่อนว่าเพลิงกิเลนจะเป็นกระบวนท่าที่ดุดันถึงเพียงนี้ ในยามคับขัน เขาเลือกที่จะปะทะอย่างหักโหม ท้ายที่สุดก็ยังคงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนหลี่กวนอีที่หลุดพ้นจากสนามรบและลอยตัวอยู่กลางอากาศ มุมปากก็มีรอยเลือดไหลซึมออกมาเช่นกัน
เด็กสาวผมเงินสีหน้าไร้อารมณ์ ยื่นมือออกไปเช็ดคราบเลือดที่มุมปากของนักพรตหนุ่มจนสะอาด
อาการบาดเจ็บของเขากับอวี้เหวินเทียนเสี่ยนนั้นพอๆ กัน
ความแข็งแกร่งของปราณดั้งเดิมของกิเลนและระดับปราณภายในของอวี้เหวินเทียนเสี่ยนนั้นใกล้เคียงกัน
เนื่องจากเป็นรากฐานของสัตว์เทพ จึงแข็งแกร่งกว่าชั้นฟ้าที่หกทั่วไปอยู่บ้าง
ทว่าการที่ร่างกายของหลี่กวนอีแบกรับกระบวนท่านี้ ภาระที่ตกอยู่กับอวัยวะภายในทั้งห้าและหกนั้นยังคงหนักหนาเกินไป แต่ถึงกระนั้น เรื่องนี้ก็ถือว่ายุติลงแล้ว หลี่กวนอีพลันเข้าใจถึงความเยือกเย็นสงบนิ่งของผู้คุมแผนการ ยามที่ได้เห็นฉากจบของกระดาน
หากผั่วจวินอยู่ด้วย คงจะทำได้ดีกว่านี้กระมัง
หลี่กวนอีคิดในใจ เขาเดินไปถึงบริเวณที่กลายเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่ พื้นทรายและดินกลายสภาพเป็นแก้วเนื่องจากปราณภายในที่มีอุณหภูมิสูง ถูเซิ่งหยวนกำลังหลบหลีกกระบวนท่าของผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักหยินหยางหมุนเวียน พร้อมกับพ่น 'คำหยาบคาย' ออกมาไม่ขาดปาก
เซียนกระบี่พิโรธดื่มสุราอย่างเงียบงัน มีเพียงรัศมีสามฉื่อที่เขาอยู่เท่านั้นที่ไม่ถูกราบเป็นหน้ากลอง
ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ที่นี่ ส่วนเฉินเฉิงปี้ใช้มือซ้ายคว้าข้อมือของประมุขสำนักเม่าเทียน แขนขวาปัดป้องราชันมังกรเกล็ดพิโรธ ปราณพลังฉีกกระชากราวกับคมมีด เมื่อท่านปู่ใหญ่เห็นว่าหลี่กวนอีตามมาจริงๆ ก็ยิ่งรู้สึกชอบใจคนรุ่นหลังผู้นี้มากขึ้นไปอีก จึงหัวเราะลั่น
"ดี ดี ดี ช่างมีจิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญ!"
"เจ้าหนู เจ้าทำได้ดีมาก ดีมาก!"
เฉินเฉิงปี้ระเบิดปราณพลัง บังคับให้ปรมาจารย์ทั้งสองถอยห่างออกไป
ราชันมังกรเกล็ดพิโรธมองดูหลี่กวนอีด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็ทอดถอนใจ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะลั่นออกมาเช่นกัน
"หลี่กวนอี สมคำร่ำลือจริงๆ!"
เขาและเฉินเฉิงปี้ต่อสู้กันอย่างดุเดือด เฉินเฉิงปี้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนตัวเขาเองก็โดนกระบวนท่าของท่านปู่ใหญ่ผู้นั้นซัดเข้าอย่างจังจนเลือดอาบหน้าอก ทว่าเขากลับยิ่งโอหัง เอ่ยว่า "เซียนกระบี่พิโรธ เอาสุรามา!"
เซียนกระบี่พิโรธไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
เพียงแค่สะบัดแขนเสื้อ ไหสุราชั้นดีก็หมุนคว้างลอยไป
ราชันมังกรเกล็ดพิโรธเปลือยท่อนบน เผยให้เห็นกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ มือเดียวหิ้วไหสุรา หัวเราะลั่น "แม้ว่าหลังจากนี้จะต้องเข่นฆ่ากันต่อ แต่ในชีวิตของข้า ข้าชอบคบหาเหล่าวีรบุรุษผู้กล้ามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู ล้วนเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก มาๆๆ ข้าขอคารวะเจ้าหนึ่งจอก!"
"ข้ามันก็แค่โจรสลัด เคยฆ่าคน และเคยช่วยคน ไม่ใช่คนดีเด่อะไร ข้าขอดื่มก่อนล่ะ!"
"สำหรับเจ้าหนูอย่างเจ้า จะดื่มหรือไม่ดื่มก็แล้วแต่ ฮ่าๆๆๆ!"
เขาแหงนหน้าขึ้น ดื่มสุราอึกใหญ่
จากนั้นก็สะบัดมือ รูปลักษณ์ธรรมมังกรวารีสีน้ำเงินคาบไหสุราใบนั้นเอาไว้
ม้วนตัวลงมาจากความว่างเปล่า พุ่งตรงไปยังเด็กหนุ่ม หลี่กวนอีใช้มือขวาถือทวนศึกกวาดออกไปอย่างแรง ปราณกิเลนปะทุขึ้น มังกรวารีสีน้ำเงินแตกซ่าน ไหสุราชั้นดีร่วงหล่นลงบนทวนศึก ข้อมือขยับ ทวนศึกตวัดขึ้น สุราไหก็นั้นลอยขึ้นก่อนจะตกลงมา
หลี่กวนอียื่นมือซ้ายออกไป หิ้วไหสุราเอาไว้
เทสุรา หยาดสุราใสกระจ่างดุจหยก ไหลรินลงคอจนหมดสิ้น
แหงนหน้าดื่มสุราอึกใหญ่
ท่าทีที่ตอบรับอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่เอื้อนเอ่ยแม้แต่ครึ่งประโยคเช่นนี้ ช่างถูกใจเหล่าวีรชนคนพเนจรและชาวยุทธ์นอกด่านยิ่งนัก ดวงตาของราชันมังกรเกล็ดพิโรธเบิกกว้าง หัวเราะลั่นอย่างสะใจ
"ฮ่าๆๆๆ ดี ดี!"
"ช่างเป็นคนหนุ่มที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ในหมู่ลูกผู้ชายแห่งค่ายเจ็ดสิบสองค่ายของข้า ไม่มีใครที่มีความห้าวหาญเช่นนี้เลย"
หลี่กวนอีดื่มไปอึกใหญ่ สะบัดมือ ใช้ปราณพลังคลื่นม้วนกลับเหวี่ยงไหสุรากลับไปโดยตรง เอ่ยว่า "ค่ายโจรเจ็ดสิบสองค่ายโซ่คล้อง ปิดกั้นแม่น้ำใหญ่ทั้งเหนือใต้ ท่านหัวหน้าค่ายปล้นคนรวยช่วยคนจน ปราณพลังมังกรวารีเลื่องลือไปทั่วหล้า สุรารสเลิศยิ่งนัก!"
วีรบุรุษแห่งการรบทางน้ำที่หาตัวจับยากในใต้หล้าอย่างราชันมังกรเกล็ดพิโรธเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะลั่น
ร้องตะโกนอย่างสะใจ
ไหสุราหมุนวนส่งเสียงหวีดหวิว ราชันมังกรเกล็ดพิโรธรับกระบวนท่าของเฉินเฉิงปี้ จากนั้นก็ตวัดฝ่ามือกลับ เอ่ยว่า "ดี ดี ดี เป็นเด็กหนุ่มที่ใช้ได้ มา เซียนกระบี่พิโรธ ดื่มสุราคนเดียวจะไปสนุกอะไร? เจ้าก็มาดื่มสักอึกสิ!"
เซียนกระบี่พิโรธหลุบตาลง อ้าปากสูดลมหายใจเบาๆ ปราณภายในขุมหนึ่งหมุนวน พุ่งเข้าสู่ปากของเขา
เขามองดูเด็กหนุ่มผู้นั้น ความห้าวหาญพลุ่งพล่าน ดูเหมือนในที่สุดเขาก็ยอมรับอย่างจริงจัง เอ่ยเรียบๆ ว่า "ได้ยินมาว่ามีกระบี่เล่มหนึ่งนามว่ากระบี่คุณธรรมอยู่ในมือเจ้า กระบี่เล่มนั้นแม้จะเป็นศาสตราคม วัสดุก็หายากยิ่ง หากเจ้ายินดี จงมอบกระบี่เล่มนั้นให้ข้า"
"เขาคุนหลุน หลิ่วหนู่"
เซียนกระบี่พิโรธเปลี่ยนจากความไม่แยแสในตอนแรก มาเป็นการยอมรับในตอนนี้
เขาพลิกมือโยน ไหสุราก็ลอยพุ่งไปยังเด็กหนุ่ม
ปราณกระบี่เยือกเย็นน่าสะพรึงกลัว
ทวนศึกของหลี่กวนอีปักหัวลงบนพื้น ชกหมัดออกไป หมัดหยกสลายของตระกูลเซวียทำลายปราณกระบี่นี้จนแหลกละเอียด จากนั้นก็คว้าไหสุรา แหงนหน้าดื่มอย่างสำราญใจ แล้วตอบกลับไปว่า "สำนักกระบี่คุนหลุนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้า วิชาบำรุงกระบี่และหลอมกระบี่ ไม่ด้อยไปกว่าตระกูลมู่หรง สี่ผู้อาวุโสใหญ่ ล้วนมีชื่อเสียงระบือไกล"
"น่าเสียดาย กระบี่เล่มนั้นเป็นของเยี่ยนไต้ชิง สหายรักของข้า"
"ตอนที่จากเมืองเจียงโจวมา ข้าได้ทิ้งมันไว้ที่นั่นนานแล้ว"
"หากผู้อาวุโสสนใจ วันหน้าก็ไปหาเขาเถิด หากถ่ายทอดกระบวนท่าให้เขาสักท่าสองท่า ก็ถือว่าได้ให้ประโยชน์แก่บัณฑิตคร่ำครึผู้นั้นบ้างแล้ว!"
หลี่กวนอีดื่มสุรา สะบัดมือโยนไหสุราออกไป
เซียนกระบี่พิโรธผู้เคร่งขรึมหลุบตาลง สะบัดแขนเสื้อ ไหสุราก็ลอยตรงไปยังประมุขสำนักเม่าเทียน ท่านปู่ใหญ่ผู้นั้นลอยตัวขึ้น คว้าไหสุราชั้นดี แหงนหน้าดื่มไปสองอึก ก่อนจะยิ้มแย้มแล้วเอ่ยว่า "ก็แค่ตาเฒ่าบ้าวิชายุทธ์ผู้หนึ่ง อวี้เหวินเลี่ยชักชวนพวกเรา พวกเราก็แค่อยากจะมีความห้าวหาญในใต้หล้านี้บ้าง ทำการใหญ่สักหน่อย"
"ฮ่าๆๆๆ สหายตัวน้อย พวกเราถือสาที่เรื่องราว ไม่ได้ถือสาที่ตัวบุคคลนะ"
"ความสง่างามของกิเลนในยุคกลียุค ข้าก็ได้เห็นเป็นบุญตาแล้ว"
เขาสะบัดมือโยน สุราชั้นดีก็ลอยเข้าไปในมือของหลี่กวนอี
เด็กหนุ่มหัวเราะลั่น เอ่ยว่า "สำนักเม่าเทียนแห่งดินแดนภาคเหนือ มีศิษย์นับหมื่น ผดุงคุณธรรมช่วยเหลือผู้คน ไม่ว่าเมืองใด ล้วนมีโรงฝึกยุทธ์ของสำนักเม่าเทียน ฝึกฝนวิชายุทธ์ให้ร่างกายแข็งแรง ก่อตั้งสำนัก ช่างเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เสียนี่กระไร!"
"เป็นสุรารสเลิศจริงๆ!"
ท่านปู่เฉินเฉิงปี้ร้องตะโกนขึ้นมา เอ่ยว่า "ต่อสู้กันมาตั้งครึ่งค่อนวัน มีแต่พวกเจ้าที่ได้ดื่มสุรางั้นหรือ?"
"เจ้าหนู ข้าเป็นคนเรียกเจ้ามาดื่มสุรานะ เหตุใดเจ้าจึงไปดื่มกับพวกตาเฒ่าพวกนี้เล่า? ไม่ได้ๆ เจ้าต้องโยนสุรามาให้ข้าบ้าง"
หลี่กวนอีโยนสุราไปให้เฉินเฉิงปี้ ท่านปู่กำลังจะเอื้อมมือไปคว้า
ทว่ากลับมีปราณพลังหยินหยางสายหนึ่งแทรกเข้ามา ไหสุราชั้นดีใบนี้ถูกผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักหยินหยางหมุนเวียนคว้าไปไว้ในมือ บุคคลผู้มีรูปโฉมงดงามยิ่งผู้นี้ยิ้มบางๆ น้ำเสียงสดใสกระจ่าง เอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า
"เมื่อดูจากประวัติศาสตร์ วีรบุรุษวัยเยาว์ผู้มีจิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญเหนือใต้หล้า ไม่ใช่สิ่งที่ชาวยุทธ์พเนจรจะเทียบเคียงได้"
"นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าท่วงท่าของมังกรและพยัคฆ์"
"เมื่อก่อนข้ายังคิดว่า นี่เป็นเพียงคำเยินยอในหน้าประวัติศาสตร์ แต่พอมาเจอในวันนี้ กลับพบว่ามีบุคคลเช่นนี้อยู่จริง"
เขาแหงนหน้าขึ้น ปรมาจารย์ท่านอื่นล้วนปล่อยให้หยาดสุราร่วงหล่นลงมา ก่อนจะใช้ปราณภายในดื่มกิน
แต่ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักหยินหยางหมุนเวียนกลับแนบริมฝีปากเข้ากับไหสุราเพื่อดื่ม
จากนั้นก็สะบัดมือ
ไหสุราลอยไปทางหลี่กวนอีอย่างมั่นคง
ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักหยินหยางหมุนเวียนใช้นิ้วปาดหยดสุราบนริมฝีปาก ยิ้มแย้ม
"ข้าก็จะมาร่วมดื่มกับเจ้าด้วย"
มุมปากของถูเซิ่งหยวนกระตุก กำลังจะตะโกนร้อง หนานกงอู๋เมิ่งที่ซ่อนตัวอยู่จับจ้องไปยังผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักหยินหยางหมุนเวียนตรงนั้น ขมวดคิ้วเล็กน้อย ในจังหวะนั้นเอง เด็กหนุ่มผู้เพิ่งจะแสดงความห้าวหาญออกมาอย่างเต็มเปี่ยม จู่ๆ ก็ยกมือขึ้น ดึงทวนศึกขึ้นมา
ทวนศึกกวาดออกไปอย่างแรง
ปากของพยัคฆ์ร้ายคายคมมีดออกมา ฉีกกระชากประกายแสงเย็นเยียบ
เสียงคมทวนศึกกรีดผ่านอากาศดังราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้าย เพียงแค่ฟาดครั้งเดียว ไหสุราใบนี้ก็แตกละเอียด เสียงดังสนั่น กลิ่นสุราระเบิดออกและฟุ้งกระจายราวกับม่านหมอก
รอยยิ้มของผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักหยินหยางหมุนเวียนแข็งค้าง
หลี่กวนอีไม่ได้ยื่นมือออกไปรับเลยแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มยกทวนศึกขึ้น ชี้ไปยังผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักหยินหยางหมุนเวียนผู้เลอโฉม เอ่ยเสียงเย็นชาว่า
"คนสกปรกโสมมอย่างเจ้า มีสิทธิ์มาดื่มสุรากับข้าด้วยหรือ?!"
ถูเซิ่งหยวนหัวเราะลั่น "ดี!!!"
จากนั้นเขาก็เกือบจะถูกปราณพลังขุมหนึ่งซัดจนหงายหลัง เบื้องหลังลากเงาตกค้างออกมาเป็นสาย ล้มลุกคลุกคลาน หลบการโจมตีของผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักหยินหยางหมุนเวียนไปได้อย่างทุลักทุเล ผู้อาวุโสใหญ่ผู้เลอโฉมจ้องมองหลี่กวนอีด้วยสายตาเย็นชา เอ่ยว่า "…ท่านแม่ทัพน้อย ต้องการจะเป็นศัตรูกับพวกเรางั้นหรือ?"
หลี่กวนอีนึกถึงสิ่งที่ได้พบเห็นและได้ยินมาตลอดทาง มุมปากกระตุก
ความเร่าร้อนของเด็กหนุ่ม ไม่ยอมลดตัวลงไปปกปิดความรังเกียจของตนเอง เขากำทวนศึก ฝ่ามือเปล่งประกายแสงสีแดงทองจางๆ เอ่ยว่า
"เจ้ามีเจตนาร้ายต่อข้า"
"แต่ข้าเอง ก็ไม่คิดจะปล่อยเจ้าไปเช่นกัน!"
หนานกงอู๋เมิ่งเท้าคาง คล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่าง
ราชันมังกรเกล็ดพิโรธระเบิดเสียงหัวเราะลั่น เอ่ยว่า "ดี ดี ดี! แต่ว่า สุราก็ดื่มหมดแล้ว ถึงเวลาต้องลงมือกันสักตั้ง เจ้าเมืองถง เจ้าว่าจริงหรือไม่?" เขาห้าวหาญเทียมฟ้า ฝืนรับกระบวนท่าหนึ่ง บังคับให้เฉินเฉิงปี้ถอยร่น ยกมือคว้าทวนยาวเล่มหนึ่ง หมายจะเข้าห้ำหั่นกับหลี่กวนอีเช่นกัน
ทว่าในจังหวะนั้นเอง นักพรตหนุ่มก็ยิ้มบางๆ "แต่ทว่า ครั้งนี้ เกรงว่าพวกท่านคงต้องไปแล้วล่ะ"
ราชันมังกรเกล็ดพิโรธเอ่ยว่า "อะไรนะ?"
ในตอนนี้เอง ก็มีเสียงฝีเท้าอันดุดันดังขึ้นเป็นระลอก กองทัพใหญ่กำลังรวมตัวกันอยู่ด้านนอก ท่ามกลางความมืดมิด ค่ายกลของสำนักพิชัยสงครามและกลิ่นอายของแม่ทัพผู้บัญชาการระดับชั้นฟ้าที่หกขึ้นไปหลอมรวมเข้าด้วยกัน กลายเป็นพญาอินทรีบินโฉบไปมา ค่ายกลชั้นยอด แม่ทัพชั้นเลิศ คือขุมพลังที่แม้แต่ปรมาจารย์แห่งยุทธภพก็ไม่อยากจะแตะต้อง
"…เตรียมการเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วงั้นหรือ?"
ราชันมังกรเกล็ดพิโรธมองดูเด็กหนุ่มผู้นั้น เขาเคยเป็นขุนศึกแห่งสายน้ำ ดังนั้นจึงเข้าใจได้ในทันที นักพรตหนุ่มช้อนตาขึ้นมองเล็กน้อย ยอดขุนพลแห่งการรบทางน้ำผู้นี้จ้องมองหลี่กวนอี เด็กหนุ่มประสานมือ ดวงตาสงบนิ่ง แม้จะอยู่ในสถานที่อันวุ่นวายแห่งนี้ แต่ก็ยังคงความเยือกเย็นเอาไว้ได้
ราวกับกำลังเดินหมาก มองดูบนกระดานหมากในอดีต เด็กหนุ่มผู้นี้เดินหมากอย่างเยือกเย็น
ใช้เบี้ยตัวเดียวรุกฆาตขุน
รุก ฆาต!
หลี่กวนอีเอ่ยอย่างเยือกเย็นว่า
"ทุกท่าน หากไม่ไปตอนนี้ แล้วจะรอถึงเมื่อใดเล่า?"
ราชันมังกรเกล็ดพิโรธระเบิดเสียงหัวเราะลั่น เขาหมดความสนใจที่จะต่อสู้กับเฉินเฉิงปี้แล้ว เพียงแค่นั่งลงบนพื้น หัวเราะจนปวดท้อง จากนั้นก็ยกมือปาดน้ำตา มองไปยังเด็กหนุ่มตรงนั้น จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า "นี่ หลี่กวนอี!"
หลี่กวนอีเงยหน้าขึ้น ราชันมังกรเกล็ดพิโรธหุบรอยยิ้มลงเล็กน้อย
"หากต้องการช่วงชิงแผ่นดิน แล้วขาดแคลนทัพเรือล่ะก็ มาหาข้า!"
เขายกนิ้วขึ้นสามนิ้ว วางเดิมพันอย่างสะใจ
"ข้าจะมอบลูกผู้ชายทัพเรือให้เจ้าสามพันนาย!"
"คนอย่างเจ้า ไม่มีทางที่จะเงียบเหงาไร้ชื่อเสียงได้หรอก แผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล ถือซะว่าครั้งนี้ ข้าแพ้ให้เจ้าก็แล้วกัน!"
เขาหัวเราะลั่นพลางดื่มสุรา ทันใดนั้นก็ทะยานร่างลอยตัวขึ้น ปราณพลังกลายเป็นเกลียวคลื่น อดีตยอดขุนพล ปรมาจารย์แห่งยุทธภพผู้นี้เหยียบเกลียวคลื่น กลายเป็นมังกรวารีสีน้ำเงิน ลอยละลิ่วจากไปไกล ประมุขสำนักเม่าเทียนก็ถอนหายใจเช่นกัน ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า "หนทางในยุทธภพยังอีกยาวไกล ท่านแม่ทัพน้อย วันหน้าหากมีวาสนาค่อยพบกันใหม่"
แล้วก็ล่าถอยไปเช่นกัน
เซียนกระบี่พิโรธหิ้วกาละสุราหนึ่งกา เดินจากไปอย่างเยือกเย็น
ประมุขสำนักหยินหยางหมุนเวียนยังคิดจะลงมือ แต่กลับไม่คาดคิดว่า จะมีแม่ทัพมาถึงสามคนด้วยกัน นี่คือสิ่งที่แม้แต่หลี่กวนอีเองก็ยังไม่คาดคิด ตราแม่ทัพของเซวียเต้าหย่ง น่าจะเรียกมาได้เพียงคนเดียวเท่านั้นสิ
สีหน้าของเจ้าเมืองผู้นั้นซีดเผือดลง หากมีเพียงแม่ทัพคนเดียวเดินทางมา
ในสถานการณ์เช่นนั้นคือการ [ถ่วงดุลอำนาจ]
แต่ในตอนนี้ แม่ทัพที่เป็นตัวแทนของสามขุมกำลัง [ตระกูลขุนศึก] [ตระกูลผู้ดี] [สำนักพิชัยสงคราม] ซึ่งไม่ลงรอยกันดุจน้ำกับไฟ ล้วนพุ่งเข้ามา นี่ไม่ใช่การ [ถ่วงดุลอำนาจ] และ [กดดัน] เลยแม้แต่น้อย หลี่กวนอีเองก็ยังตกตะลึง
แผนการของเขาคือการใช้การเคลื่อนทัพมากดดันเจ้าเมืองและปรมาจารย์แห่งยุทธภพ
การที่สามยอดแม่ทัพปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน เคลื่อนย้ายกำลังพลนับหมื่นนาย ดูไม่เหมือนการ [กดดัน] เลย
นี่มันคือ
[การก่อกบฏ] งั้นหรือ?
คือการที่ทหารและแม่ทัพจะยึดอำนาจของเจ้าเมืองโดยตรง เรื่องราวมีน้ำหนักมากกว่าในแผนการของหลี่กวนอีเสียอีก แต่แบบนี้ก็ถือเป็นเรื่องดีสำหรับหลี่กวนอีเช่นกัน ทางด้านท่านปู่เฉินเฉิงปี้ก็วิ่งไล่ตามปรมาจารย์บางคนไปเพื่อต่อสู้แล้ว
ท่านปู่ผู้นี้พอได้ต่อสู้จนเลือดขึ้นหน้า ก็เหมือนคนบ้าดีๆ นี่เอง
หลี่กวนอีเองก็เป็นนักโทษหลบหนี เขาคว้ารัดเอวเด็กสาวผมเงิน หนีบเด็กสาวไว้ใต้รักแร้ บ่าแบกกิเลนเอาไว้ อาศัยจังหวะชุลมุนพังประตูจนแหลกละเอียด วิ่งตะบึงไปตลอดทาง ในตอนที่ค่ายกลทหารยังไม่ทันได้ปิดล้อม เขาก็ถอนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
ไม่รู้ว่าเหตุใด ทหารกล้าชั้นยอดนับหมื่นนายเหล่านี้ กองทหารแนวหน้าในขณะที่กำลังโอบล้อม กลับมีช่องโหว่พอดี หลี่กวนอีพุ่งออกไปได้อย่างหวุดหวิด ถอนหายใจด้วยความโล่งอก หันกลับไปมองความวุ่นวายในจวนเจ้าเมือง คลื่นลูกนี้ ไม่เพียงแต่จวนเจ้าเมืองเท่านั้น แม้แต่ตระกูลอวี่เหวินเองก็คงจะเจอปัญหาเข้าแล้ว
"แปลกจริง เหตุใดจึงกลายเป็นการก่อกบฏยึดอำนาจไปได้?"
ทันใดนั้นก็มีน้ำเสียงแหบพร่าอันอ่อนโยนดังแว่วมา "ไม่ใช่แค่การก่อกบฏหรอก"
"แม่ทัพทั้งสาม สังกัดสำนักพิชัยสงคราม ตระกูลผู้ดี และตระกูลขุนศึกตามลำดับ เมื่อพวกเขาได้รับข่าวสาร ก็จะต่อสู้แย่งชิงกันเอง ขุมกำลังที่เป็นตัวแทนของขุนนางฝ่ายบุ๋นและเฉินติ่งเยี่ย หลังจากครั้งนี้ จะถูกขับไล่ออกจากเมืองเจิ้นเป่ยได้สำเร็จ"
"ครั้งนี้ท่านให้แม่ทัพมาผู้หนึ่ง ส่วนแม่ทัพอีกสองท่านได้รับข่าวสารจากข้า สำหรับสถานการณ์ในครั้งนี้ ถือว่าชายชราผู้นี้ได้ช่วยผลักดันไปเล็กน้อย ไม่อาจปล่อยให้ตระกูลใดตระกูลหนึ่งมีอำนาจล้นฟ้า และการที่ทั้งสามฝ่ายถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน เมืองเจิ้นเป่ยก็จะเกิดรอยร้าวขึ้น"
"นอกจากนี้ จดหมายโต้ตอบกับแม่ทัพทั้งสองท่านนี้ ชายชราผู้นี้ก็ได้บันทึกเอาไว้หมดแล้ว"
"วันหน้าอาจมีประโยชน์ใหญ่หลวง"
การใช้อุบายเชื่อมโยงและยุยงให้แตกแยก เมืองเจิ้นเป่ยยังคงทิ้งรอยโหว่เอาไว้รอยหนึ่ง
หลี่กวนอีหันขวับ มองเห็นท่านปู่ใหญ่ผู้หนึ่งเดินออกมาจากทางนั้น ท่าทางสง่างามอ่อนโยน ผมขาวดุจเส้นไหม ที่เอวพกกระบี่หนึ่งเล่ม ตราเสือหนึ่งชิ้น หลี่กวนอีจำตราเสือชิ้นนั้นได้ จึงชะงักไปเล็กน้อย ท่านปู่ใหญ่ยิ้มประสานมือ มองดูยอดขุนพลวัยเยาว์ผู้มีชีวิตชีวาตรงหน้า แล้วเหม่อลอยไปชั่วขณะ
เขาหลุบตาลง ประสานมือยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยว่า
"ผังสุ่ยอวิ๋น"
"ขอคารวะนายน้อย"