เซ็นสัญญา ขอเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ จัดหน้า พิสูจน์อักษร ส่งพิมพ์ งานแจกลายเซ็น...
หลินเซี่ยอ่านขั้นตอนการตีพิมพ์ของ "ฤดูร้อนปีนั้น" จบอย่างเงียบๆ สายตาอดไม่ได้ที่จะทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง
ด้านนอกมีฝนตกปรอยๆ ใบกล้วยพัดพลิ้วไหวไปมาอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสายลมแผ่วเบา
เจ๊หยาง บรรณาธิการผู้รับผิดชอบที่สวมแว่นตาหนาเตอะซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะมองสำรวจเธอด้วยความคาดหวัง ยิ่งมองก็ยิ่งพอใจ และพยักหน้าเป็นระยะ ราวกับว่าได้ครอบครองสมบัติล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง
"พวกเราจะจัดให้เธอไปงานแจกลายเซ็นร่วมกับอาจารย์เฉียวหงอิง และเปิดตัวคู่กันในฐานะนักเขียนสาววัยรุ่นแสนสวย..."
"อาจารย์เฉียวหงอิงเน้นกลุ่มเด็กเป็นหลัก ส่วนเธอเน้นกลุ่มวรรณกรรมเยาวชน พอดีเลยที่จะดึงดูดความสนใจของผู้อ่านวัยรุ่นมารวมกันได้..."
"ในงาน พวกเราจะจัดเตรียมอาจารย์ชื่อดังหลายท่านมาร่วมสร้างสีสัน พวกเขาจะเข้าร่วมกิจกรรมแจกลายเซ็นของ "ฤดูร้อนปีนั้น" ด้วย..."
"หากจำเป็น พวกเรายังจะติดต่อไปยังผู้บริหารแผนกลิขสิทธิ์ด้วย ที่เกาะไต้หวันก็มีคนในวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์สนใจภาพยนตร์เรื่องนี้มาก..."
"..."
เจ๊หยางพูดถึงกำหนดการในงานแจกลายเซ็นของ "ฤดูร้อนปีนั้น" ทุกถ้อยคำเผยให้เห็นถึงความคาดหวังและความหวัง ราวกับดาวรุ่งดวงใหม่ที่กำลังทอแสงทะลวงความมืดมิด
แต่หลินเซี่ยกลับยังคงเหม่อมองสายฝนปรอยๆ นอกสำนักงาน ราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่เจ๊หยางจัดการเลยแม้แต่น้อย
"อาจารย์หลินเซี่ย คุณมีข้อเสนอแนะอะไรเกี่ยวกับการจัดการของพวกเราไหม"
หลังจากเจ๊หยางพูดจบไปพักใหญ่ ก็ตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังเล่นบทพูดคนเดียวมาตลอด จึงหุบยิ้มแล้วเอ่ยถามอย่างอดทน
ทว่าหลินเซี่ยกลับไม่ได้ตอบรับ
ริมฝีปากของเจ๊หยางขยับเล็กน้อย แต่มองดูท่าทางเหม่อลอยของหลินเซี่ยแล้ว ก็ไม่ได้ส่งเสียงรบกวนอะไรอีก
นาฬิกาแขวนบนผนังดังติ๊กต็อกไปทีละวินาที
ชาบนโต๊ะค่อยๆ เย็นชืดลง
ฝนปรอยๆ นอกหน้าต่างหยุดตกในที่สุด
เมื่อความเงียบในสำนักงานก่อตัวจนถึงขีดสุด หลินเซี่ยก็หันหน้ากลับมาในที่สุด และมองเจ๊หยางด้วยสายตาซับซ้อน
"อาจารย์หยาง..."
"หืม?"
" "ฤดูร้อนปีนั้น" ยังต้องแก้ใหม่อีกหน่อย!"
"แก้อะไร" เจ๊หยางชะงัก
"ในหนังสือดูเหมือนจะมีคนทุกประเภทแล้ว แต่กลับขาดเพียงเพื่อนร่วมโต๊ะที่ไม่ได้ไปถ่ายรูปจบการศึกษา..."
"หา?"
ภายในสำนักงาน
เจ๊หยางตกตะลึงไปชั่วขณะ
ส่วนหลินเซี่ยกลับเงยหน้ามองเพดาน
"บางคนก็ธรรมดาเกินไป ธรรมดาจนเหมือนกับฝุ่นผง เวลาสามปีในโรงเรียนมัธยมปลาย ทั้งที่อยู่ใกล้กันมากแท้ๆ แต่กลับไร้ซึ่งตัวตน ไร้ซึ่งจุดเด่นใดๆ ไร้ซึ่งความถนัดใดๆ แต่บางที..." หลินเซี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง "เขาอาจจะเป็นคนที่มีเรื่องราวมากที่สุดก็ได้..."
สำนักงานตกอยู่ในความเงียบสงบดุจผืนน้ำอีกครั้ง
..............................
หน้าร้าน 【บริษัทเตาครบวงจรเซินหราน】 ตั้งอยู่ตรงสี่แยกในทำเลที่ค่อนข้างห่างไกลออกมาหน่อยในย่านฟู่จิ่งของเมืองเยียนจิง
แม้จะค่อนข้างห่างไกล แต่ในสถานที่ที่ที่ดินมีค่าดั่งทองคำอย่างเยียนจิง ค่าเช่าพื้นที่หนึ่งร้อยตารางเมตรก็ปาเข้าไปปีละหนึ่งแสนสามหมื่นหยวน
เงินหนึ่งแสนสามหมื่นหยวนในปี 2009 ถือเป็นตัวเลขที่ไม่ธรรมดา น่าจะสามารถซื้อระเบียงเล็กๆ ขนาดสิบตารางเมตรในย่านชานเมืองของเยียนจิงได้เลย
แต่เห็นได้ชัดว่าการลงทุนสูงกับรายได้นั้นไม่สมดุลกัน ปัจจุบัน 【บริษัทเตาครบวงจรเซินหราน】 เพิ่งจะขายได้แค่สองออร์เดอร์ รวมแล้วทำกำไรได้แค่หมื่นกว่าหยวนเท่านั้น ส่วนใหญ่ก็มาจากออร์เดอร์ที่ไห่สู่ของจางเซิ่ง นอกเหนือจากนั้น เมื่อหักลบค่าเช่า ค่าจิปาถะอย่างค่าน้ำมันรถโฆษณา ค่าตกแต่งหน้าร้าน และอื่นๆ เงินที่เหลือก็ถือเป็นการทำบุญให้กับ GDP ของเยียนจิง แม่งเอ๊ย ขาดทุนยับๆ เดือนละสองหมื่น...
ยังดีที่ค่าแรงงานไม่ถือว่าเยอะ เถ้าแก่ควบตำแหน่งทั้งคนขับรถ คนส่งของ และคนติดตั้ง ลูกสาวเถ้าแก่ที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยอย่างหลิวอิ๋งอิ๋งก็ถูกดึงมาเป็นพนักงานต้อนรับที่ร้าน ส่วนงานหลังบ้านภรรยาเถ้าแก่อย่างเฉินอ้ายจวี๋ก็เป็นคนทำเองโดยตรง...
เป็นธุรกิจแบบครอบครัวขนานแท้
"ธุรกิจแบบครอบครัวถือเป็นแค่ความจำใจในช่วงเริ่มต้นธุรกิจเท่านั้น..."
"ระบบการจัดการต้องถูกสร้างขึ้นมา แล้วก็ วัฒนธรรมองค์กร..."
"บอสหลิว คุณจะละเลยวัฒนธรรมองค์กรไม่ได้นะ ต่อให้มีพนักงานแค่สามคน คุณก็ต้องสวมชุดทำงานให้เรียบร้อย ใช่แล้ว คุณหลี่ เวลาที่คุณออกไปติดตั้ง ต้องใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยด้วย..."
"แล้วก็ ระบบการตอกบัตร ผมทำความเข้าใจบริษัทของพวกคุณคร่าวๆ แล้ว ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องตอกบัตรเลย จะมาทำงานตอนไหนก็ได้ แถมบางทียังปิดหน้าร้านอีก แบบนี้ใช้ไม่ได้เด็ดขาด..."
"..."
เมื่อรถขับมาถึงหน้าประตูร้าน 【บริษัทเตาครบวงจรเซินหราน】 เถ้าแก่หลิวไคลี่ก็รู้สึกแค่ว่าสมองของเขามึนตึ้บไปหมด ราวกับจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
ไอ้หมอจางเซิ่งนี่ พอขึ้นรถปุ๊บก็เริ่มพ่นเรื่องการวางแผนองค์กร ระบบการจัดการองค์กร วัฒนธรรมองค์กร และการเงินต่างๆ นานา...
เมื่อก่อนตอนเรียนอยู่โรงเรียนอาชีวะ ยังแม่งไม่เคยทรมานขนาดนี้มาก่อนเลย พอลงจากรถ เขาก็ไม่สนใจจางเซิ่งแล้วรีบวิ่งตรงดิ่งเข้าไปในร้านทันที
จางเซิ่งหิ้วกระเป๋าสัมภาระ จากนั้นก็มองดูสภาพแวดล้อมของผู้คนที่สัญจรไปมา แล้วก็หันไปมองหน้าร้านอีกแวบหนึ่ง ก่อนจะดันแว่นตาขึ้น ส่ายหน้าเล็กน้อย รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
"เปิดหน้าร้านตรงนี้ไม่เท่ากับเสียเปล่าหรอกเหรอ"
"ร้านแบบพวกเราน่ะ จำเป็นต้องมีหน้าร้าน แต่ไม่ต้องการหน้าร้านแบบครึ่งๆ กลางๆ อย่างนี้..."
"บอสหลิว คุณอย่าเพิ่งไปสิ ผมยังพูดไม่จบเลย..."
เมื่อเห็นหลิวไคลี่วิ่งเข้าไปในร้าน จางเซิ่งก็รีบเดินตามเข้าไปทันที
หลิวไคลี่ที่อยู่ด้านหน้ารู้สึกกลัวจางเซิ่งขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก พอเห็นจางเซิ่งเดินมา เขาก็ให้ภรรยากับลูกสาวคอยต้อนรับไปก่อน ส่วนตัวเองก็รีบหนีไปสูบบุหรี่ในห้องน้ำเพื่อสงบสติอารมณ์
ไอ้หมอนี่...
แม่งเกิดมาเพื่อเป็นนักล้างสมองชัดๆ!
หลังจากถูกจางเซิ่งกรอกหูเรื่ององค์กรมาตลอดทาง เขาก็พบว่าตัวเองไม่คู่ควรที่จะเปิดร้านเลยด้วยซ้ำ ถึงขนาดเดินเข้ามาในร้านแล้วมองเห็นทุกอย่างขัดหูขัดตาไปหมด รู้สึกไม่สบายใจไปซะทุกที่
ขณะนั่งยองๆ อยู่ในห้องน้ำ สมองของเขาก็ยังคงมึนตึ้บไปหมด!
รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความมั่นใจเหลืออยู่เลย!
ไม่ถูกสิ!
แม่งเอ๊ย เขาเป็นชายวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่าปี ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในสังคมมาหลายปีและมากด้วยประสบการณ์นะ จะถูกเด็กหนุ่มที่ยังไม่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำล้างสมองได้ยังไง
เมื่อสูบบุหรี่หมดไปมวนแล้วมวนเล่า เขายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบมาพากล รู้สึกว่าสมองของตัวเองกำลังจะถูกปั่นป่วนจนรวนไปหมดแล้ว
ฉันต่างหากที่เป็นเถ้าแก่ของร้านนี้นะโว้ย!
ทำไมตอนนี้ถึงกลายเป็นว่าฉันเป็นเหมือนพนักงานในร้าน แล้วเขาต่างหากที่เป็นเถ้าแก่ที่ฉันต้องทำงานให้ล่ะ
ต่อให้นายเซ็นสัญญามาได้หนึ่งออร์เดอร์อย่างงงๆ แล้วกำไรก็ถือว่าไม่เลว แต่นายก็ยังเป็นแค่ลูกจ้างของฉันอยู่ดีไม่ใช่หรือไง
หลิวไคลี่ตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่าตัวเองกำลังถูกแย่งบทบาทเจ้านาย เขาจึงรีบขยี้บุหรี่ทิ้งทันที แล้ววิ่งออกจากห้องน้ำ ในใจตั้งใจจะสั่งสอนเด็กหนุ่มคนนี้สักหน่อย ให้รู้จักดูตาม้าตาเรือบ้าง อย่างน้อยก็ต้องให้ความเคารพในฐานะเถ้าแก่บ้างไม่ใช่หรือไง
ในขณะที่หลิวไคลี่มีคำพูดมากมายเตรียมไว้ในหัว แล้วผลักประตูออกไปอย่างเด็ดเดี่ยวเพื่อจะสั่งสอนเด็กหนุ่มคนนี้ จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะอย่างเบิกบานใจดังแว่วมาจากหน้าร้าน
นั่นคือเสียงหัวเราะของลูกสาวและภรรยา...
ตั้งแต่เปิดร้านมา เขาก็แทบไม่ได้ยินพวกเธอหัวเราะแบบนี้อีกเลย!
เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ด้วยความสงสัย ก็พบว่าลูกสาวและภรรยาพอเห็นเขาปุ๊บก็ทำหน้าขรึมขึ้นมาทันที
ขรึมเสียจนเขาแอบรู้สึกกลัว!
"เหล่าหลิว..."
"หืม?"
"เดี๋ยวฉันจะไปคุยกับเจ้าของที่หน่อย ร้านนี้ พวกเราจะไม่เช่าแล้ว!"
"ขืนเช่าต่อไปแบบนี้ พวกเราได้ขาดทุนย่อยยับแน่!"
"คำแนะนำที่เสี่ยวจางให้มานั้นตรงจุดมาก ความจริงแล้วพวกเราไม่จำเป็นต้องเสียเงินเปล่าประโยชน์พวกนี้เลย..."
"การทำธุรกิจ หน้าร้านย่อมสำคัญ แต่สำหรับพวกเรา หนึ่งคือหน้าร้านไม่มีบรรยากาศการตกแต่ง สองคือไม่มีผลตอบรับจากการโฆษณา แถมยังเป็นแบรนด์ใหม่อีก รอบๆ ก็มีแต่ร้านขายของกินเล่น เป็นสถานที่ที่ไม่สามารถสร้างกลุ่มลูกค้าและภาพจำได้เลย ขืนเป็นแบบนี้ก็ขายไม่ได้หรอก..."
"..."
หลิวไคลี่เบิกตากว้าง มองภรรยาตัวเองอย่างอึ้งๆ ก่อนจะหันไปมองจางเซิ่งที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ
ไอ้หมอนี่มันไปพูดอะไรกับภรรยาของเขาเนี่ย!
นี่มัน...
ทำไมถึง!
มุมปากของเขาขยับเล็กน้อย พอกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง ก็พบว่าจางเซิ่งชิงพูดขึ้นมาก่อนแล้ว
"บอสหลิว กว่าผมจะเปิดเทอมก็เหลือเวลาอีกยี่สิบกว่าวัน ในช่วงยี่สิบกว่าวันนี้ ผมจะขายเตาให้คุณสักสิบออร์เดอร์ เพื่อชดเชยเงินที่ขาดทุนไปก่อนหน้านี้ให้หมด เป็นไง"
"???"
"แน่นอน ในขณะที่คุณให้ค่าคอมมิชชันผม คุณก็ต้องเตรียมห้องให้ผมหนึ่งห้อง คอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง แล้วก็ รถโฆษณาคันนี้ให้ผมขับด้วย..."
"..."







