พอเล่าเรื่องเมื่อวานให้ฟัง จางมีแรถึงกับขำจนแทบขาดใจ
จะขำจนขาดลมหายใจแล้วนะ
“อ่า จริงดิ๊~ มันฮามากจริง ๆ เลย~”
“……”
จางมีแรเช็ดน้ำตา แล้วจับแก้มผมไว้
“ฮุนอากลัวเหรอคะ? คุณปู่เขาแค่อยากซื้อของอร่อยให้กับของขวัญเป็นสมาร์ตโฟนไง~ หนูรู้ใช่มั้ยว่าเขาจะพาไปไหน?”
ถึงจะลงท้ายด้วย “คะ” แต่ฟังดูแปลก ๆ ยังไงไม่รู้ รู้สึกขัดใจยังไงก็ไม่รู้
จางมีแรที่เพิ่งตั้งสติได้ เอนคางพิงมืออย่างสบาย ๆ
“ก็จริงนะ ตอนผมยังเด็ก เวลาแม่อยู่ดี ๆ ซื้อของแพง ๆ ให้ ก็คิดแล้วว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ ๆ”
“ก็เป็นสถานการณ์ที่เข้าใจผิดได้จริง ๆ นี่ครับ”
ใครจะไปรู้ว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์จะดีขึ้นจนมนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึงร้อยปี
สมัยผมแค่หกเจ็ดสิบก็ถือว่ายืนยาวแล้ว
“ว่าแต่ อยากได้อะไรเป็นพิเศษไหม?”
“อะไรก็ได้ครับ”
“หืม? ก็น่าจะเลือกของดี ๆ หน่อยสิ ไหน ๆ ก็จะซื้อแล้วนะ แถมมีหลายดีไซน์ด้วย”
“ไม่รู้จะซื้อไปทำไมครับ”
“อืม… เวลาหนูไปไหนมาไหนก็จะได้โทรหาคุณปู่ได้ แล้วก็ไว้คุยกับเพื่อน ๆ ด้วย จำเป็นนะ”
ถ้ามีเรื่องจะบอกกัน ก็แค่เขียนจดหมาย ถ้าเร่งด่วนจริง ๆ ก็ส่งโทรเลข
จะต้องซื้อของราคาตั้งเป็นแสนเพื่อเรื่องแค่นั้นเลยเหรอ
ซื้อสีมาวาดรูปน่าจะคุ้มกว่าตั้งเยอะ
“ซื้ออะไรดีน้า…”
จางมีแรหยิบอะไรสักอย่างขนาดประมาณผ้าใบเบอร์ 1 ออกมาจากกระเป๋า เคาะด้านหน้าปุ ๆ แล้วหน้าจอก็ปรากฏขึ้นมา
“นี่อะไรเหรอครับ?”
“แท็บเล็ตไง ไม่เคยเห็นแท็บเล็ตเหรอ?”
“มันเหมือนสมาร์ตโฟนเหรอครับ?”
“อื้ม~”
“ต่างกันตรงไหนเหรอครับ?”
“ก็… หน้าจอมันใหญ่กว่าน่ะสิ?”
โทรศัพท์, มือถือ, สมาร์ตโฟน, แท็บเล็ต
ก็แค่เปลี่ยนรูปทรง แต่ทำไมต้องมีหลายชื่อด้วยก็ไม่รู้
“หน้าจอใหญ่เลยใช้งานอะไรง่ายขึ้นไง เล่นเกมก็ได้ วาดรูปก็ได้นะ”
“วาดรูป?”
“อยากดูมั้ย?”
จางมีแรเริ่มกดหน้าจอแท็บเล็ต
“ใช้วาดรูปแบบนี้เลยก็ได้”
แล้วยื่นปากกาให้ผม
“ไม่มีไส้นะครับ?”
“หึ ๆ~ ลองดูสิ~”
ดูแล้วไม่น่าเชื่อถือเลย
แต่ในเมื่อโลกนี้ก็เต็มไปด้วยเรื่องที่เข้าใจไม่ได้อยู่แล้ว ลองเชื่อดูก็ไม่เสียหาย
พอลองขยับปากกา ภาพก็เริ่มปรากฏขึ้น
“หือ?”
“แก้ไขก็ได้นะ กดตรงนี้แล้วลองลบดูสิ”
พอกดไอคอนรูปสี่เหลี่ยมสีขาว แล้วขยับปากกา ภาพตรงส่วนนั้นก็ถูกลบออกไป
ลบได้สะอาดหมดจดจนเหมือนตรงนั้นไม่เคยมีอะไรอยู่มาก่อน
ขนลุกเลย
“วาดต่อไปได้เรื่อย ๆ เลยเหรอครับ?”
“อื้ม เท่าไหร่ก็ได้เลย”
จางมีแรกดอะไรบางอย่างบนหน้าจอ เส้นที่พึ่งลบไปเมื่อกี้กลับมาเหมือนเดิมในพริบตา
ผมตกใจจนพูดไม่ออก
“รุ่นพี่ซูจินต้องเข้มงวดกับเธอมากแน่ ๆ เด็กสมัยนี้ยังไม่ทันโตเต็มที่ก็คุ้นกับของพวกนี้กันหมดแล้ว~”
สามารถวาดได้ตามใจชอบ
ลบเท่าไหร่ก็ได้ตามต้องการ
แถมถ้าเผลอลบ ก็ยังสามารถกู้คืนกลับมาได้แบบเดิมเป๊ะ ๆ
นี่มันปาฏิหาริย์ชัด ๆ
ด้วยความทึ่ง ผมลองกดนั่นนี่เล่นไปทั่ว แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรยังไง
“นี่ไง~ เลือกตรงนี้ถึงตรงนี้ แล้วก็ทำการคัดลอก จากนั้นวางปุ๊บ... แท่นแท๊น~”
“เฮือก!”
ภาพที่เพิ่งวาดเมื่อครู่ กลายเป็นสองภาพในทันที เหมือนกันเป๊ะ ไม่มีคลาดเคลื่อนแม้แต่น้อย
“ภาพพิมพ์?”
“อ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ปฏิกิริยาของนายสุดยอดไปเลย งั้นนี่ล่ะ?”
จางมีแรเปิดภาพถ่ายภาพหนึ่ง แล้วกดอะไรบางอย่าง ภาพนั้นก็กลายเป็นภาพสีน้ำมันในพริบตา
ผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ผมมองสลับระหว่างแท็บเล็ตกับจางมีแร แต่แค่ละสายตาไปชั่วครู่ ภาพก็กลายเป็นขาวดำ แล้วต่อมาก็ถูกย้อมด้วยสีฟ้าทั้งภาพ
ตกใจจนเผลอสะดุ้งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“โอ๊ย ตายแล้ว~ นายเนี่ย น่ารักเกินไปแล้ว ตกใจขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“นี่มันอะไรกันครับ?”
“ฟิลเตอร์ไง เป็นฟังก์ชันของแอปพลิเคชันนี้~”
“ฟิลเตอร์?”
อะไรสักอย่างที่ใช้กรองงั้นเหรอ?
ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ
แต่… ต้องมีให้ได้
“ผมจะซื้อครับ”
“หึหึ~ ถูกใจแล้วสินะ? ตอนนี้ก็รู้สึกว่าควรซื้อแล้วล่ะสิ~?”
ถ้าไม่ซื้อของแบบนี้ จะต้องเสียใจไปตลอดชีวิตแน่ ๆ
“ถ้ามีสิ่งนี้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องหยุดวาดรูปเพราะไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์แล้วใช่ไหมครับ?”
ถ้ามีสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ตลอดเวลาแบบนี้ ต่อให้ไม่มีผ้าใบ ก็ไม่ต้องวาดทับรูปเก่าเพื่อประหยัดพื้นที่อีกต่อไป
“มองในระยะยาวแล้ว มันวางแผนได้ดีกว่าการวาดลงบนผ้าใบจริง ๆ นั่นแหละ ไม่ต้องเปลืองสีน้ำมันด้วย”
แต่มันไม่ได้มีดีแค่นั้น
เวลาที่ใช้ในการทำงานก็น่าจะสั้นลงมาก และยังสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ไม่เคยนึกฝันมาก่อนได้อย่างเต็มที่
แค่มีสีไม้หลายเฉดสีก็ทำให้หัวใจเต้นตึกตักแล้ว
แต่นี่…
มันเลยขอบเขตนั้นไปไกลมาก นี่คือพรจากพระเจ้าโดยแท้
“ไปเร็วครับ เดี๋ยวของหมดนะ!”
“ไม่เป็นไรหรอก ยังไงก็มีขายเรื่อย ๆ น่า~”
โลกใบนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ในระยะเวลาแค่ 130 ปี มีอะไรเกิดขึ้นบ้างกันนะ ถึงได้มีปาฏิหาริย์แบบนี้กลายเป็นเรื่องปกติได้
“อืม เดี๋ยวนี้ของยี่ห้อ WH หรือของ Pineapple ก็โอเคทั้งนั้นแหละ แต่ว่าฮุนใช้ของ WH น่าจะง่ายกว่านะ~”
“ผมอยากได้อันที่มีสีให้ใช้หลากหลายครับ”
“อื้ม ได้หมดเลย~”
“ถ้ามีพู่กันหลายแบบก็ดีครับ”
“แอปไหนก็มีพู่กันให้เลือกจนใช้ไม่หมดแน่ ๆ ไม่ต้องห่วง~”
“งั้นลังเลอะไรอีกล่ะครับ?”
“มันก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในการทำงานน่ะสิ~”
พอคิดดูแล้ว…
ผู้คนมักไม่ค่อยรู้ว่าควรจะอธิบายยังไงให้คนที่ไม่รู้อะไรเลยเข้าใจ
เลยเข้าใจเด็ก ๆ ขึ้นมาทันที ว่าทำไมถึงถามว่า “ทำไม?” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“แต่ว่าฮุนนี่… การวาดรูปด้วยของแบบนี้ กับการวาดบนผ้าใบ มันต่างกันอยู่นะ”
“ต่างยังไงเหรอครับ?”
“ยกตัวอย่างเช่น ดอกทานตะวันไง ไม่ว่าจะมีใครเก่งแค่ไหน พอวาดตาม ก็ยังแยกออกใช่ไหมล่ะว่าอันไหนของจริงอันไหนของปลอม?”
“ครับ”
“แต่ว่าถ้าเป็นภาพที่วาดเป็นไฟล์แบบนี้ล่ะก็ ใคร ๆ ก็สามารถคัดลอกได้ง่ายมากเลย อย่างเมื่อกี้ไงล่ะ”
“……”
นั่นอาจกลายเป็นปัญหาได้จริง ๆ
“หมายความว่า… จะไม่มีใครรู้ว่าอันไหนคือของจริงใช่ไหมครับ?”
“อื้ม แต่ไม่ใช่แค่ปัญหาง่าย ๆ แบบนั้นนะ ฮุนอาจต้องเปลี่ยนแนวทางการวาดภาพเลยก็ได้”
“แนวทาง?”
“ถ้าเธอวาดลงบนผ้าใบ ภาพนั้นก็จะมีคุณค่าเฉพาะตัว เหมือนอย่างอ็องรี มาติสไง คนก็อาจจะยอมจ่ายแพงเพื่อซื้อภาพของฮุนก็ได้”
หวังว่าจะมีคนแบบนั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต
“แต่ถ้าเธอวาดบนแท็บเล็ต จะมีใครอยากจ่ายแพงเพื่อภาพหนึ่งภาพไหม? ก็สามารถทำสำเนาได้ตั้งเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่นภาพเลยนะ?”
“เอ่อ……”
“เพราะงั้นงานศิลปะที่วาดบนแท็บเล็ต วิธีการขายมันจะต่างไปโดยสิ้นเชิง ถ้าฮุนกลายเป็นคนที่ดังจริง ๆ ก็อาจจะขายได้เยอะมากขึ้น… แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะขายไม่ได้เลยเหมือนกัน”
ผมไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตอย่างขัดสนเพราะไม่มีเงินอีกแล้ว
“ถ้างั้นก็ไม่เป็นไรครับ”
“มันก็มีข้อดีอยู่เหมือนกันนะ”
“ข้อดีอะไรเหรอครับ?”
“ก่อนอื่นคือ ภาพที่วาดลงไปแล้วมันจะไม่เสื่อมหรือหายไป สามารถเก็บไว้ได้ตลอดไปไงล่ะ ส่วนภาพที่วาดบนผ้าใบ ถึงจะถ่ายรูปเก็บไว้ก็ยังถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้ไม่หมดใช่ไหมล่ะ?”
ผมพยักหน้าเห็นด้วย
“แต่ถ้าวาดบนแท็บเล็ตตั้งแต่แรก ภาพที่ได้ก็จะไม่รู้สึกแปลกแยกอะไรเลย แถมคนอื่น ๆ ก็จะได้เห็นงานของฮุนในแบบที่มันเป็นจริง ๆ ด้วย”
“……”
“แล้วภาพที่วาดลงบนผ้าใบ ถ้าอยากให้คนอื่นเห็นด้วยตาก็ต้องจัดแสดงใช่ไหม? ซึ่งนั่นมันยาก แต่ถ้าอัปโหลดขึ้นอินเทอร์เน็ต คนจากประเทศไหน ๆ บนโลกก็สามารถเห็นงานของฮุนได้เลยนะ”
พอสรุปแล้ว ดูเหมือนว่า…
ภาพที่วาดบนผ้าใบมีคุณค่าเฉพาะตัว
ส่วนภาพที่วาดบนแท็บเล็ตสามารถเข้าถึงผู้คนได้มากกว่า
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ต่อให้ไม่ได้เงิน
ผมก็ไม่คิดจะละทิ้งภาพเขียนสีน้ำมันหรือภาพพู่กันจีนเลยแม้แต่นิดเดียว
ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่อยากละทิ้งวิธีการที่แสนวิเศษและแปลกใหม่แบบนี้ด้วย
“ก็แค่ทำทั้งสองแบบพร้อมกันก็พอแล้วนี่ครับ”
จางมีแรขยับตาปริบ ๆ สองสามครั้ง
“นั่นสินะ?”
...
โกซูยอลอยากให้หลานชายโกฮุนได้ชมผลงานระดับมาสเตอร์พีซของเหล่าศิลปินชื่อดังด้วยตาตัวเอง
มันคงเป็นประสบการณ์ที่ดีและอาจทำให้เขาได้แรงบันดาลใจใหม่ ๆ
ไหน ๆ ปีหน้าก็จะให้กลับเข้าโรงเรียนอยู่แล้ว ช่วงฤดูหนาวนี้จึงถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด
‘ถ้าจะไปหลายที่ ก็คงต้องใช้เวลานานหน่อย’
ถ้าเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ แค่วันเดียวก็คงไม่พอ
‘สองเดือน… ไม่สิ อาจต้องถึงสามเดือน’
ยิ่งคิดเรื่องจะให้ฮุนเรียนที่เกาหลีหรือพาไปอยู่ต่างประเทศ โกซูยอลก็ยิ่งปวดหัวหนัก
‘อยู่ที่ปารีสดีไหมนะ… ลอนดอนก็โอเค… เวนิสกับเบอร์ลินก็เป็นตัวเลือกที่ดี… นิวยอร์กก็ไม่เลว’
เขาอยากให้หลานชายได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะ
แต่พอคิดแล้ว ก็เลือกเมืองใดเมืองหนึ่งไม่ได้สักที
เมืองใหญ่นั้นเต็มไปด้วยวัฒนธรรมหลากหลาย เหมาะแก่การจัดแสดงงานศิลป์
แต่หากมองในแง่ของความอ่อนไหวและจิตใจของโกฮุน เมืองเล็กเงียบสงบที่มีทิวทัศน์สวยงามก็อาจเหมาะกว่า
บางที ลูกชายและลูกสะใภ้ของเขาก็คงเคยมีความกังวลแบบนี้เหมือนกัน ถึงได้พาโกฮุนตระเวนไปที่ต่าง ๆ
ระหว่างที่เขากำลังคิดทบทวนอยู่นั้น
โกฮุนก็กลับมาบ้านพร้อมกับจางมีแร หลังจากที่ออกไปซื้อสมาร์ตโฟน
“คุณปู่!”
หลานชายเรียกด้วยน้ำเสียงสดใสผิดปกติ แถมยังวิ่งเข้ามาหาด้วยความดีใจ
โกซูยอลยิ้มรับอย่างเอ็นดู
“โอ้โฮ~ มีอะไรดี ๆ รึไง ทำไมอารมณ์ดีขนาดนี้?”
“นี่ครับ! คุณปู่รู้จักไหมครับ? มันเอาไว้ใช้วาดรูปได้ แถมยังรวมรูปเข้าด้วยกันได้ด้วย! คุณปู่รู้จักคำว่า ‘รวมภาพ’ ไหมครับ?”
“เหรอ~ แล้วมันคืออะไรล่ะ?”
พอแกล้งทำเป็นไม่รู้ หลานชายที่ยังอธิบายได้ไม่เก่งนักก็พยายามอธิบายอย่างตั้งอกตั้งใจ ซึ่งดูน่ารักมาก
“เขาดูละเอียดรอบคอบมากเลยค่ะ เลยใช้เวลานานหน่อยเพราะต้องดูหลายอย่างพร้อมกัน”
“ขอบใจมากนะ ลำบากเธอแล้ว”
“ไม่หรอกค่ะ ไม่ลำบากเลย เอ๊ะ? อาจารย์จะไปเที่ยวเหรอคะ?”
จางมีแรมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กำลังแสดงภาพเมืองต่าง ๆ แล้วถามขึ้นว่า
“จะไปเที่ยวกับฮุนเหรอคะ?”
“ว่าจะพาไปเที่ยวยุโรปสักหน่อยน่ะ”
“ดีจังเลย~ จะไปที่ไหนบ้างคะ?”
“ยังคิด ๆ ไว้หลายที่อยู่”
โกซูยอลเงียบไปครู่หนึ่ง พลางใช้ความคิด
ขณะนั้นเอง โกฮุนก็กำลังสนุกอยู่กับแท็บเล็ต ลองใช้นั่นนี่อย่างเพลิดเพลิน
“ฮุนเอ๊ย อยากอยู่ที่ไหนมากกว่ากัน?”
โกฮุนเอียงคออย่างงุนงง
“ไม่เข้าใจครับ หมายความว่าไงเหรอ?”
“อยู่ที่นี่ชอบไหม หรือว่าอยากอยู่ยุโรปมากกว่า? ก็เคยใช้ชีวิตที่นั่นตั้งนานนี่นา”
โกฮุนกระพริบตาปริบ ๆ อย่างครุ่นคิด
“อย่างเช่น ลอนดอนล่ะ?”
“ฝนตกบ่อย อากาศก็ไม่ดี แล้วก็มีคดีฆาตกรรมเยอะด้วย ผมไม่ชอบครับ”
“……งั้นปารีสล่ะ?”
“กลิ่นอึแรงเกินครับ แล้วก็มีหนูเยอะด้วย”
จางมีแรที่ยืนอยู่ข้างหลังพยักหน้าเห็นด้วยรัว ๆ
นึกถึงสมัยเรียนมหาลัยที่บินไปเรียนต่อปารีสด้วยความฝันอันยิ่งใหญ่ แต่สุดท้ายก็ผิดหวังอย่างแรง
“แล้วอยากอยู่ที่ไหนล่ะ?”
“ที่นี่ดีครับ คุณปู่ดูนี่สิครับ นี่หา ‘รูปภาพ’ ได้ด้วยนะครับ ปา… ปา… บลอ… โร… โร… พีกา… โซ”
โกฮุนพยายามสะกดคำ “ปาโบล ปีกัสโซ” อย่างตื่นเต้น ก่อนจะโชว์หน้าจอให้ดูอย่างภาคภูมิใจ
โกซูยอลลูบหัวหลานชายด้วยความเอ็นดู พร้อมกับกลับเข้าสู่ภวังค์อีกครั้ง
เขาเองก็เคยเรียนที่อเมริกา ฝรั่งเศส และลอนดอน
แต่ไม่เคยคิดว่าสถานที่เหล่านั้นเหมาะแก่การอยู่อาศัยเลยสักแห่ง
ทว่าความรู้และประสบการณ์ที่หาไม่ได้ในเกาหลีนั้นเป็นสิ่งล้ำค่าอย่างไม่อาจปฏิเสธ
“แน่ใจแล้วเหรอ?”
“ผมวาดรูปที่ไหนก็ได้ครับ”
คำตอบจากโกฮุนที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับแท็บเล็ต ทำให้โกซูยอลอดยิ้มไม่ได้
“ดีแล้วล่ะ ไม่ใช่เรื่องรีบอะไร ค่อย ๆ คิดระหว่างเที่ยวก็ได้”
“ครับ”
“งั้น อยากไปที่ไหนก่อนล่ะ?”
โกฮุนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น
“มีที่ชื่อว่าพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะอยู่จริง ๆ เหรอครับ?”
“มีสิ ทำไมจะไม่มีล่ะ อยากไปเหรอ?”
“ครับ!”
“งั้นไปกันเถอะ ที่แบบนั้นน่ะ อย่างน้อยก็ต้องไปสักครั้งแหละ”