คุณปู่ได้นำเงินจากการขายภาพที่ท่านรับไว้แทนผมไปฝากเข้าบัญชีทันที และสอนผมว่าเครื่องที่เรียกว่า ATM ใช้อย่างไร
บนหน้าจอมีตัวเลข 2,436,840,000 ปรากฏอยู่
ดูเหมือนว่าจะเป็นจำนวนเงินหลังจากหักภาษีแล้ว
“ทำไมคุณปู่ไม่เอาเงินไปใช้ล่ะครับ”
“หึม”
แค่พูดเรื่องจะใช้หนี้ คุณปู่ก็ทำเสียงไม่พอใจแบบนี้ทุกที
ผมแค่อยากรักษาสัญญา แต่พอท่านปฏิเสธดื้อ ๆ แบบนี้ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง
“นี่ กดตรงนี้แบบนี้ แล้วก็ใส่จำนวนเงินที่อยากถอน แล้วกดถอนเงินได้เลย”
ผมลองกดถอนสามหมื่นวอนแล้วใส่รหัสผ่าน
ก็มีเสียงแนะนำให้นำบัตรออกมา
แล้วธนบัตรก็ออกมาด้วย
การจัดการเงินมันสะดวกขนาดนี้เลยเหรอ
“โลกทุกวันนี้มันดีจริง ๆ นะครับ”
“ฮึฮึฮึฮึ ใช่แล้ว ไอ้หนู โลกมันดีขึ้นมากเลยล่ะ!”
คุณปู่ขยี้ผมผมจนยุ่งเหยิง
แล้วท่านก็ยื่นกล่องใบเล็กให้ ผมก็รับไว้
ข้างในมีกระเป๋าสตางค์ลายฟองน้ำสีเหลืองสุดล้ำอยู่
ตอนที่ผมอยู่โรงพยาบาล ผมเคยมองดูตัวการ์ตูนตัวนี้เคลื่อนไหวด้วยความประหลาดใจ
ดูเหมือนว่าคุณปู่จะเข้าใจว่าผมชอบตัวนี้
“ขอบคุณครับ”
ในกระเป๋าสตางค์มีธนบัตรหมื่นวอนหนึ่งใบอยู่
“นี่คืออะไรเหรอครับ?”
“ใส่ไว้ให้เพื่อให้เธอหาเงินได้เยอะ ๆ ไงล่ะ”
ตอนที่ผมยังมีชีวิตก่อนหน้านี้ก็เคยทำอะไรคล้าย ๆ แบบนี้เหมือนกัน
แม้จะเป็นยุคที่เจริญก้าวหน้าขนาดนี้ แต่พฤติกรรมที่เชื่อโชคลางแบบนี้ก็ยังหลงเหลืออยู่
รู้สึกทั้งเปลี่ยนไปมาก และก็ไม่เปลี่ยนไปเลยพร้อม ๆ กัน
ผมขึ้นรถของคุณปู่
แต่ทิศทางไม่ใช่ทางกลับบ้าน
“เราจะไปไหนกันเหรอครับ?”
“สำนักงานสรรพากรน่ะ ไหน ๆ ก็หาเงินได้แล้ว ต้องไปขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ และจ่ายภาษีด้วยนะ”
ผมเข้าใจเรื่องที่ต้องจ่ายภาษี
แต่คำอย่าง "สำนักงานสรรพากร" หรือ "ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ" อะไรแบบนั้น ผมไม่รู้จักเลย
“ผมไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรเลยครับ”
“ตอนนี้ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร ปู่จะจัดการให้เอง แต่เธอต้องเรียนรู้นะ การขายภาพก็สำคัญ แต่การจัดการกับเงินที่เหลือหลังขายก็สำคัญไม่แพ้กันเลย”
“ครับ”
“ตอนนี้เธอได้เงินก้อนใหญ่ก็จริง แต่ถ้าไม่รู้จักจัดการ ใช้ไปมั่ว ๆ เดี๋ยวก็หมดนะ เงินมันเป็นแบบนั้นแหละ วันนี้เราไปสร้างบริษัทกัน แล้วก็เรียนรู้เรื่องการจัดการเงินด้วย”
มีหลายคำที่ผมไม่รู้จัก ทำให้บางประโยคผมก็ไม่เข้าใจเลย
แต่อย่างน้อย ผมก็เคยเห็นคนที่ได้เงินเยอะ ๆ แล้วพังพินาศมาหลายคน
ดูเหมือนว่าคุณปู่ต้องการป้องกันไม่ให้ผมเป็นแบบนั้น
“บริษัทคืออะไรเหรอครับ?”
“ก็เหมือนกับบริษัทที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายไงล่ะ”
“…ครับ?”
“เธอจะสร้างบริษัทขึ้นมา รายได้ของเธอจะกลายเป็นรายได้ของบริษัท แล้วบริษัทก็จะจ่ายเงินให้เธอ”
ผมไม่เข้าใจเลยแม้แต่นิดเดียว
“แต่เมื่อกี้คุณปู่บอกว่าผมเป็นคนสร้างบริษัทเองใช่ไหมครับ?”
“ใช่แล้ว”
“งั้นรายได้ที่ผมหามา กลายเป็นของบริษัท แล้วบริษัทก็จ่ายเงินให้ผมเหรอครับ?”
“เข้าใจถูกแล้วล่ะ”
“ผมไม่เข้าใจเลยสักนิดครับ ทำไมต้องทำให้ยุ่งยากแบบนี้ด้วย?”
“ถ้ารายได้เยอะขึ้น ภาษีที่ต้องจ่ายก็จะเยอะตาม โดยปกติจะมีการกำหนดอัตราภาษีตามช่วงรายได้ บริษัทหรือ ‘นิติบุคคล’ จะได้อัตราภาษีที่ดีกว่า เพราะประเทศอยากให้ธุรกิจเติบโต ก็เลยมีสิทธิประโยชน์ให้”
“งั้นถ้าไม่ตั้งบริษัทก็ต้องจ่ายภาษีเยอะเหรอครับ?”
“ใช่เลย ดูเหมือนเธอจะฉลาดเหมือนปู่นะเนี่ย เข้าใจเร็วดี”
ขอบอกตรง ๆ ว่าผมยังไม่เข้าใจเลย
แล้วก็คงจะไม่เข้าใจง่าย ๆ ด้วย
ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริง ๆ
มันน่าจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่พอไม่รู้อะไรเลย มันก็รู้สึกอึดอัด
ตอนนั้นเอง คุณปู่ก็หัวเราะอย่างสบายใจ
“ค่อย ๆ เรียนรู้ไปก็ได้ ไม่ใช่เรื่องที่เธอจะเข้าใจทั้งหมดตั้งแต่แรกหรอก”
“ครับ”
ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนที่แค่เก่งวาดรูปก็พอ
ศิลปินยุคใหม่ดูเหมือนจะต้องใส่ใจหลายเรื่อง
ผมกับคุณปู่ไปจัดตั้งบริษัทที่เรียกว่า "นิติบุคคล"
ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร พอคุณปู่บอกให้ตั้งชื่อบริษัท ผมก็ตัดสินใจใส่ไปว่า "โกฮุน"
“เอาล่ะ งั้นไปซื้อโทรศัพท์กันเถอะ”
“โทรศัพท์คืออะไรเหรอครับ?”
“ก็เครื่องที่ใช้โทรไงล่ะ”
“แล้วโทรคืออะไรเหรอครับ?”
“อันนี้ไง นี่ไงโทรศัพท์”
คุณปู่หยิบสมาร์ตโฟนออกมาให้ดู
“นั่นมันสมาร์ตโฟนนี่ครับ?”
“ใช่แล้ว โทรศัพท์มือถือไงล่ะ”
วันนี้มีแต่เรื่องที่ผมไม่เข้าใจเต็มไปหมด
“…ปริศนาเหรอครับ?”
“ปริศนาอะไรกันเล่า ฮ่า ๆ ๆ อย่าพูดอะไรแปลก ๆ เลย ไปกันเถอะ”
แม้จะคิดทบทวนอีกหลายรอบ ก็ดูเหมือนว่าคำสามคำนี้จะมีความหมายเหมือนกันหมด
ไม่อย่างนั้นผมก็คงไม่มีทางเข้าใจที่คุณปู่พูดได้เลย
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมของหนึ่งชิ้นต้องมีตั้งสามชื่อ
พวกเราเข้าไปในร้านที่ดูครึกครื้น
“ยินดีต้อนรับค่ะ”
“อยากจะซื้อโทรศัพท์ให้เด็กคนนี้น่ะครับ”
พนักงานยิ้มแบบเสแสร้งแล้วถามผมว่า
“มีรุ่นที่อยากได้ไหมคะ?”
ถ้าไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง จะอยากได้อะไรได้ยังไงล่ะ
แน่นอนว่าผมไม่มีอะไรในใจเลย
“ขอดีที่สุดที่คุณมีมาให้ดูหน่อยครับ”
คุณปู่ตอบแทนผม
“เชิญทางนี้เลยค่ะ”
พนักงานหยิบสมาร์ตโฟนขนาดความยาวจากข้อมือถึงข้อศอกมาให้ดู
“นี่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดจาก WH ที่เพิ่งออกเมื่อเดือนที่แล้วค่ะ หน้าจอใหญ่ ความละเอียดกล้อง 400 ล้านพิกเซล หน้าจอแสดงผล 244 เฮิรตซ์ เหมาะมากเวลาอ่านหนังสือหรือดูวิดีโอการเรียนค่ะ ลองจับดูไหมคะ?”
ผมไม่เข้าใจว่าพนักงานพูดอะไรเลย
แล้วมันก็ใหญ่เกินไป
ผมไม่รู้วิธีใช้ด้วยซ้ำ
อย่างน้อยผมก็อยากได้เครื่องแบบเดียวกับที่คุณปู่ใช้ เพราะเคยเห็นมาบ้าง
“ผมอยากได้แบบเดียวกับที่คุณปู่ใช้ครับ”
“ของผมเหรอ?”
คุณปู่หยิบสมาร์ตโฟนจากกระเป๋า
ทันใดนั้นใบหน้าของพนักงานที่เคยยิ้มแย้มแบบเสแสร้งก็แข็งขึ้นทันที
แม้แต่รอยยิ้มจอมปลอมก็หายไป เหลือแค่ความเบื่อหน่าย
ดูแล้วไม่น่าจะทำงานขายของได้นาน
“สมัยนี้มีแอปพลิเคชันเยอะแยะค่ะ ต้องเลือกเครื่องที่มีสเปกดี ๆ ถึงจะใช้งานได้เต็มที่ โดยเฉพาะเวลาเรียนด้วย”
“เหรอ?”
คุณปู่พยักหน้า
“ฮุนอา เขาว่างั้นนะ ซื้อเครื่องดี ๆ ไปเถอะ”
คุณปู่รู้หลายเรื่องก็จริง แต่ดูจะไม่ถนัดเรื่องแบบนี้
อีกอย่าง เขาชอบพูดถึงเรื่องการเรียน ทั้งที่ถ้าจะตั้งใจเรียนจริง ๆ ก็ไม่ควรใช้สมาร์ตโฟนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ
“คุณปู่ครับ สมาร์ตโฟนต้องซื้อที่นี่ที่เดียวเหรอครับ?”
“ก็ไม่ใช่หรอก ทำไมล่ะ ไม่ถูกใจเหรอ?”
“ครับ ผมอยากเลือกช้า ๆ มากกว่าครับ”
“อืม ก็ได้ งั้นเอาอย่างนั้นก็แล้วกัน”
จะซื้อของราคาเกินหนึ่งล้านวอน โดยไม่มีข้อมูลอะไรเลยมันก็เสี่ยงเกินไป
“ขอโทษนะคะคุณปู่ วันนี้เป็นวันสุดท้ายของโปรโมชั่นพิเศษพอดีค่ะ ถ้าซื้อวันนี้จะได้ส่วนลดค่าโทรศัพท์เดือนละสองหมื่นวอนเลยนะคะ”
“อืม…”
“ยังไงคุณปู่ก็ต้องซื้อให้อยู่แล้วล่ะค่ะ เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ที่ไปโรงเรียนกันมีสมาร์ตโฟนกันหมด ถ้าไม่มี เดี๋ยวจะถูกเพื่อนล้อเอาได้นะคะ”
“เหรอ?”
คุณปู่ดูเหมือนจะเริ่มเอนเอียงไปทางพนักงานขายสมาร์ตโฟนนั่น เพราะความกังวลที่มีอยู่เต็มหัวใจ
“ผมไม่ได้ไปโรงเรียนครับ”
ผมรีบดึงมือคุณปู่ออกมา
“เดี๋ยวก่อนสิ เห็นว่าเพื่อน ๆ ทุกคนก็มีโทรศัพท์กันนะ น่าจะซื้อไว้บ้าง…”
การใช้เหตุผลว่า “คนอื่นมี เราก็ต้องมี” คือกลยุทธ์ขั้นพื้นฐานของพ่อค้า
ตอนผมยังทำงานอยู่ที่สำนักวาดภาพโบราณ ก็เคยได้ยินคำสั่งว่าให้มองคนที่ไม่มีภาพวาดนี้ว่าเป็นพวกไร้การศึกษา
ดูเหมือนเทคนิคของพ่อค้าจะไม่ต่างกันไม่ว่าจะยุคไหน
“ไว้ค่อยซื้อทีหลังเถอะครับ”
“ทำไมล่ะ? คุณปู่อยากซื้อเป็นของขวัญให้ฉลองหน่อยนี่นา งั้นอันนี้ล่ะเป็นยังไง?”
สีหน้าของพนักงานสดใสขึ้นมาอีกครั้ง
นั่นคือสิ่งที่ไม่ควรซื้อเด็ดขาด
แม้จะไม่มีความตั้งใจจะซื้อเลยสักนิด แต่ผมก็คิดว่าจะต้องขู่ด้วยเรื่องไร้สาระบ้างแล้ว
“ถ้าไม่ออกไป ผมจะนอนร้องไห้อยู่ตรงนี้เลยนะครับ”
“อะไรกัน เจ้าเด็กนี่”
“จริงนะครับ”
ผมเคยแกล้งทำเป็นคนบ้ามาแล้ว การแค่ทิ้งตัวลงไปนอนกับพื้นแล้วงอแงน่ะ เรื่องเล็กน้อยสำหรับผมเลย
“โธ่ ขอโทษด้วยนะครับ ไว้พวกเราค่อยมาใหม่”
“อ๋า… ค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ…”
ผมดึงคุณปู่ออกมาจากร้าน ทิ้งพนักงานที่ยังเสียดายอยู่ด้านหลัง
“เฮ้อ... คุณปู่อยากซื้อให้ขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ไว้ค่อยถามคุณน้ามีแรดูแล้วค่อยซื้อก็ได้ครับ คุณปู่ซื้อของแบบไม่มีข้อมูลแบบนี้ เดี๋ยวจะเกิดปัญหาเอาได้นะครับ”
“คุณปู่น่ะ รอบคอบจะตายไป เขาก็บอกว่าโปรโมชั่นวันนี้วันสุดท้ายไม่ใช่เหรอ ยังไงก็ต้องซื้ออยู่แล้ว ซื้อวันนี้ได้ส่วนลดดีกว่าไหมล่ะ”
“ถึงกลับมาวันหลังก็ยังมีลดเหมือนเดิมแหละครับ”
“เธอรู้ได้ยังไง?”
“ก็พ่อค้าเขาเป็นกันแบบนี้หมดแหละครับ”
“เด็กคนนี้ ไปเอาความดื้อรั้นแบบนี้มาจากไหนกันนะ?”
“ก็คงได้จากคุณปู่นั่นแหละครับ”
...
พอกินข้าวเย็นเสร็จ พวกเราก็กลับถึงบ้าน
อาหารเย็นคือ "ซัมกยอบซัล" คือการหั่นส่วนที่ใช้ทำเบคอนให้หนา ๆ แล้วนำมาย่างบนแผ่นหินร้อน
อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในอาหารที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกนี้ เทียบเคียงได้กับพิซซ่าหน้ามันฝรั่ง และบะหมี่จานยักษ์แบบเกาหลี
เนื้อหมูที่นุ่มแน่น รสชาติฉ่ำ ๆ ที่ระเบิดออกมาเมื่อกัดเข้าไป พร้อมกลิ่นหอมที่ยั่วน้ำลาย
แม้แต่กิมจิที่ผมไม่เคยชอบ ก็อร่อยขึ้นมาทันทีเมื่อนำมาย่างกับน้ำมันหมู
บางทีงานศิลปะชิ้นต่อไปควรจะเป็นภาพของซัมกยอบซัลกระมัง
ถือเป็นอาหารมื้อเย็นที่ยอดเยี่ยมมาก หลังจากวันที่เหนื่อยมาตลอดทั้งวัน
‘วันนี้เราทำอะไรไปบ้างนะ’
เปิดบัญชีธนาคาร ตั้งบริษัท เปิดบัญชีบริษัท แยกบัญชีออกเป็นหมวดหมู่ แล้วก็เปิดบัญชีหุ้นอีก
ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจำทุกขั้นตอนได้หรือเปล่า
พรุ่งนี้คุณน้ามีแรจะพาไปซื้อสมาร์ตโฟนอีก ไม่รู้หัวจะหมุนขนาดไหน
“ฮึฮึฮึ เหนื่อยเหรอ?”
“รู้สึกว่าควรจะต้องเข้าใจเรื่องพวกนี้... แต่ผมไม่เข้าใจอะไรเลยครับ”
“ทุกคนก็เป็นแบบนี้ตอนเริ่มแรกนั่นแหละ คุณปู่จะช่วยก็ได้อยู่หรอก แต่สักวันหนึ่งหนูก็ต้องทำเองให้ได้อยู่ดี”
คุณปู่วางมือบนหัวผม ลูบเบา ๆ อย่างเอ็นดู
“เหตุผลที่คุณปู่ให้หนูถือเงินก้อนใหญ่นั่นไว้เองก็เพราะแบบนี้ไง ถ้าในกระเป๋ามีเงินเยอะแล้วใช้สุรุ่ยสุร่ายก็หมดได้ง่าย ๆ แต่ถ้ารู้จักจัดการให้ดี ใช้อย่างระมัดระวัง เงินจำนวนนั้นก็พอให้ใช้ไปทั้งชีวิตโดยไม่ต้องกังวลเลย แค่วาดรูปไปเรื่อย ๆ ก็พอ แต่ถ้าใช้ผิดทาง ชีวิตก็อาจจะลำบากเอาได้นะ”
คุณปู่ดูเหมือนตั้งใจจะสอนให้ผมมีความรู้ทางการเงินอย่างจริงจัง
ขอยืนยันเลยว่า ไม่ใช่แค่เด็ก แม้แต่ผู้ใหญ่เองก็คงไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ทั้งหมดได้ง่าย ๆ
“เฮ้อ… ไม่ได้ออกไปข้างนอกมานานเหมือนกัน ปู่ก็เหนื่อยเหมือนกันแหละ”
แม้จะเหนื่อยขนาดนี้ ท่านก็ยังพยายามดูแลผมทุกเรื่อง อาจเพราะอยากให้ผมพร้อมในวันที่ไม่มีท่านอยู่แล้ว
ผมไม่เคยสังเกตมาก่อน เพราะคุณปู่ดูยังหนุ่มแน่น แต่วันนี้พอมาดูชัด ๆ ก็เพิ่งรู้ว่าท่านอายุหกสิบสี่แล้ว
ช็อกไปเลย
อายุเท่านี้ จะจากไปเมื่อไรก็ไม่แปลกเลย
“...อยู่ให้นาน ๆ นะครับ”
“เจ้าเด็กบ้า ปู่น่ะยังหนุ่มอยู่เลย! เพิ่งหกสิบสี่เองนะ!”
ท่านคงอยากคิดแบบนั้น
ผมเองก็เหมือนกัน
“พอปู่ออกจากงานปีหน้า ก็จะได้ค่อย ๆ ไปเที่ยว แล้วก็มีเวลาทำงานศิลปะที่เคยผัดผ่อนไว้ด้วย งั้นเราไปดูงานศิลปะด้วยกันนะ”
ใจผมหนักอึ้ง
แม้ท่านจะพูดเรื่องพวกนี้อย่างสบาย ๆ แต่ทั้งเรื่องวันนี้และทั้งหมดที่ผ่านมา มันให้ความรู้สึกเหมือนท่านกำลังเตรียมตัวสำหรับการจากลา
ถ้าไม่ใช่แบบนั้น ก็คงไม่รีบมาสอนอะไรหลายอย่างแบบกะทันหัน
ไม่พยายามจะซื้อสมาร์ตโฟนให้
ไม่พาไปกินอาหารดี ๆ อย่างซัมกยอบซัล
“ตกลงครับ ไปกันเถอะ”
“หืม?”
คุณปู่โน้มหน้ามาดู
“ไอ้หนู ทำไมร้องไห้ล่ะ หืม?”
“ไม่ได้ร้องครับ”
แม้เราจะเพิ่งได้ใช้เวลาด้วยกันไม่นาน
แม้การพบเจอครั้งนี้จะเริ่มต้นผิดพลาด
แต่ความรักจากคุณปู่ช่วยให้ผมค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่นี้ได้
“น้ำตาคลอขนาดนี้ยังจะบอกว่าไม่ร้องอีก ไม่อยากไปเที่ยวเหรอ?”
ท่านอาจจะยังอยากปิดบังจนถึงที่สุด
เพราะผมยังเด็ก เพราะผมเพิ่งเสียพ่อแม่ไปได้ไม่นาน ท่านอาจกลัวว่าจะกระทบจิตใจ
แต่อย่างไรก็ไม่อาจปล่อยให้ท่านต้องเผชิญความตายอย่างโดดเดี่ยวได้
ก็ท่านคือคนเดียวที่มอบความจริงใจให้ผม ในวันที่แม้แต่ครอบครัวก็ยังมองผมเป็นคนแปลกแยก
เป็นคนที่ทำให้ผมรับรู้ถึงความอบอุ่นของคำว่า “ครอบครัว” อีกครั้ง
“…เหลือเวลาอีกเท่าไหร่ครับ?”
“อะไร?”
“ไม่ต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้ก็ได้ครับ… เหลืออีกไม่มากใช่ไหมครับ?”
“จู่ ๆ พูดอะไรออกมาน่ะ? อะไรที่เหลือไม่มาก?”
ผมถามต่อ ทั้งที่ลำคอก็ตีบตันจนพูดแทบไม่ออก
“…เวลาที่จะมีชีวิตอยู่ครับ”
“อะไรนะ?”
เหมือนแทงโดนใจ ท่านเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“เหลือเวลาอีกไม่มากใช่ไหมครับ?”
“เด็กคนนี้ พูดอะไรแบบนี้กัน! ใครว่าอะไรแบบนั้น? ปู่น่ะอยู่ได้ถึงร้อยปีสบาย ๆ!”
“ผมก็หวังแบบนั้นเหมือนกันครับ”
แต่ความจริงคือ ไม่มีใครอยู่ได้ถึงร้อยปีหรอก
การที่ท่านยังสุขภาพแข็งแรงมาจนถึงอายุหกสิบสี่ ก็ถือว่ายืนยาวมากแล้ว
“เรามาสร้างความทรงจำดี ๆ กันเถอะครับ ไปเที่ยวด้วยกัน ดูงานศิลปะด้วยกันเยอะ ๆ”
“พอเลย! ถ้าแก่ขนาดต้องเตรียมตัวตาย คนที่ศูนย์ผู้สูงอายุเขาจะด่าว่าบ้าแน่! ไม่มีใครต้อนรับหรอก!”
“อย่ามาโกหกเลยครับ”
“ใครโกหกกัน เจ้าเด็กนี่ วันนี้เป็นอะไรไปเนี่ย? ทำไม อยู่ดี ๆ ใครมาบอกหรือว่าเราจะตาย?”
“ถ้างั้นทำไมอยู่ดี ๆ ถึงไปตั้งบริษัทล่ะครับ?”
“ก็จะได้ให้เธอจัดการเรื่องภาษีไง!”
“อยู่ดี ๆ ก็พยายามจะซื้อสมาร์ตโฟนให้ด้วย”
“ก็เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ เขามีกันหมดแล้วนี่!”
“ยังซื้ออาหารดี ๆ อย่างซัมกยอบซัลให้กินอีก”
“หา?”
“ผมไม่ต้องการอะไรแบบนั้นเลยครับ ขอแค่คุณปู่ยังสุขภาพแข็งแรงก็พอแล้วครับ”
“พอเลย! ไปล้างมือได้แล้ว! เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ เป็นอะไรกัน? กินแค่ซัมกยอบซัลถึงกับทำเป็นเรื่องใหญ่? ถ้ามีคนเห็นจะคิดว่าเป็น ‘อาหารมื้อสุดท้าย’ แน่ ๆ!”
“…”
ดูเหมือนผมจะเข้าใจอะไรผิดไปหน่อยแล้ว