สำหรับคนจีนแล้ว หากยังไม่พ้นวันที่สิบห้าเดือนอ้าย ก็ถือว่ายังไม่สิ้นสุดเทศกาลปีใหม่
บ่ายวันเดียวกับที่หลินเฉาหยางคุยโทรศัพท์กับเซี่ยจิ้นเสร็จ หลี่ทัวก็จัดการนัดหมายงานเลี้ยงในวันพรุ่งนี้ ในบรรดาคนกลุ่มนี้ มีเพียงบ้านของหลินเฉาหยางที่มีสภาพความเป็นอยู่ดีที่สุด ดังนั้นสถานที่จัดงานเลี้ยงจึงถูกเลือกให้เป็นบ้านของหลินเฉาหยางอย่างเป็นธรรมชาติ
ทว่าไม่ใช่อพาร์ตเมนต์ชาวจีนโพ้นทะเล แต่เป็นที่ซอยเหมียนฮวา
ที่นี่พื้นที่กว้างขวาง ห้องหับเยอะแยะ อยากจะสนุกสุดเหวี่ยงแค่ไหนก็ย่อมได้
เซี่ยจิ้นเดินทางมาถึงซอยเหมียนฮวาด้วยความเหนื่อยล้า เมื่อเคาะประตูซื่อเหอเยี่ยนและเห็นการดื่มกินสังสรรค์กันในลานบ้าน ก็อดไม่ได้ที่จะบ่นหลินเฉาหยาง
"ไอ้หนุ่ม แกนี่ช่างสำราญใจเสียจริงนะ!"
หลินเฉาหยางไม่สนใจคำบ่นของเขา ดึงเขามานั่งที่โต๊ะ หลังจากแนะนำตัวกันแล้ว ก็พูดกับเซี่ยจิ้นว่า "นี่ก็จัดเพื่อต้อนรับคุณไงล่ะ"
จากนั้นหลินเฉาหยางก็หันไปพูดกับทุกคนอีกว่า "ผู้กำกับเซี่ยขึ้นชื่อเรื่องดื่มพันจอกก็ไม่เมา ได้ฉายาว่าเซียนสุรา เมื่อกี้พวกคุณไม่ค่อยจะเก่งเรื่องดื่มกันหรอกหรือ มาๆๆ มาประลองกับผู้กำกับเซี่ยหน่อย"
ผลักเซี่ยจิ้นไปที่โต๊ะเหล้าแล้ว หลินเฉาหยางก็หลบฉากออกมาได้สำเร็จ เขายืนมองหลี่ทัว จางเฉิงจื้อ และคนอื่นๆ ล้อมกรอบเซี่ยจิ้นราวกับฝูงไฮยีน่าอยู่ด้านข้าง
"เฉาหยาง ผู้กำกับเซี่ยเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย คุณอย่าให้พวกเขาทำเกินไปนักเลย" เถาอวี้ซูเอ่ยเตือนด้วยความกังวล
หลินเฉาหยางแค่นหัวเราะ "วางใจเถอะ ไอ้พวกนี้แม้แต่ผมยังคว่ำไม่ได้เลย พวกเขาก็แค่หมูมาให้เชือดเท่านั้นแหละ"
เป็นไปตามคาด หลินเฉาหยางพูดจบยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมง บนโต๊ะนอกจากเซี่ยจิ้นที่ยังคงคีบอาหารกินอย่างสบายอารมณ์ คนอื่นๆ ล้วนหมดสติไปแล้ว บางคนถึงกับมุดลงไปใต้โต๊ะด้วยซ้ำ
"จุ๊ๆๆ น่าขายหน้าจริงๆ!" หลินเฉาหยางพูดถากถาง พลางพยุงทุกคนไปนอนบนเตียงเตาเพื่อให้สร่างเมา
เซี่ยจิ้นกินอิ่มดื่มพอแล้ว "แกนี่มันร้ายกาจจริงๆ เบี่ยงเบนความสนใจให้คนอื่นรับเคราะห์แทน"
"กินอิ่มแล้วก็ด่าแม่ครัวเลยใช่ไหม"
หยอกล้อกันสองสามประโยค ทั้งสองจึงเริ่มพูดถึงธุระสำคัญ
"เรื่อง 'ภูผา' ผมคุยกับคุณมาตั้งครึ่งค่อนปี คุณดันผิดคำพูดจะเอาไปให้คนอื่น" เซี่ยจิ้นเริ่มต้นด้วยการยืนอยู่บนจุดสูงสุดทางศีลธรรมแล้วกล่าวหาหลินเฉาหยางทันที
"ผมยังไม่ได้ตกลงกับคุณสักหน่อย ว่ากันตามจริง เขาให้ค่าต้นฉบับเยอะ ผมก็ต้องให้เขาอยู่แล้วสิ!"
"พวกเราทำงานศิลปะ มัวแต่คิดถึงค่าต้นฉบับ มันจะจำกัดการสร้างสรรค์ศิลปะของคุณนะ"
"ผมทำงานสร้างสรรค์ก็เพื่อหาเงินค่าต้นฉบับ ไม่เอาค่าต้นฉบับสิถึงจะจำกัดการสร้างสรรค์ของผม"
……
เมื่อเห็นว่าล้างสมองหลินเฉาหยางไม่สำเร็จ เซี่ยจิ้นจึงต้องเปลี่ยนทิศทาง ถามว่า "พวกเขาให้ค่าต้นฉบับคุณเท่าไหร่"
"เรื่องนี้... ไม่สะดวกที่จะเปิดเผยครับ"
เซี่ยจิ้นหรี่ตาลง "ผมว่าคุณกำลังหาทางหลอกล่อสารพัดวิธี เพื่อให้ผมขึ้นค่าต้นฉบับให้คุณใช่ไหม"
หลินเฉาหยางยังคงสงบนิ่ง "ที่ผมไม่บอกคุณก็เพราะกลัวพวกคุณจะคิดมาก หาว่าผมปั่นราคา คุณก็สนิทกับคนของโรงถ่ายภาพยนตร์เยียนจิงนี่นา ลองไปสืบดูเองก็ได้ เรื่องแบบนี้ผมจะโกหกคุณได้ยังไง"
ปกติสนิทก็ส่วนสนิท แต่เวลานี้ทั้งสองฝ่ายเป็นคู่แข่งกัน ขืนไปสืบเอง พวกเขาจะยอมพูดความจริงกับตัวเองก็แปลกแล้ว
เซี่ยจิ้นคิดเช่นนี้ในใจ แต่ปากกลับพูดว่า "ผมก็กะแล้วว่าคุณคงไม่กล้าพูดส่งเดช"
"แน่นอนสิครับ ต่อหน้าผู้อาวุโสอย่างคุณ ผมจะกล้าพูดจาเหลวไหลได้ยังไง!"
เซี่ยจิ้นเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง "'ภูผา' เป็นผลงานวรรณกรรมชั้นดีที่หาได้ยาก ประเทศจีนของเรามีผลงานวรรณกรรมที่บรรยายถึงสงครามอยู่ไม่น้อย แต่มีเพียงเรื่องนี้ที่พิเศษมาก เพราะมันเกี่ยวข้องกับความบาดหมางในความสัมพันธ์กับเวียดนามไปจนถึงโซเวียต"
"มันแตกต่างจากสงครามต่างประเทศครั้งอื่นๆ ในประวัติศาสตร์จีนยุคใหม่ ธรรมชาติของสงครามครั้งนี้เต็มไปด้วยอารมณ์ความรักชาติอย่างรุนแรง
ที่สำคัญกว่านั้น นวนิยายเรื่องนี้ของคุณได้ทลายกฎเหล็กที่ไม่ได้เขียนไว้ของวรรณกรรมทหารตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มันแตะต้องความขัดแย้งในความเป็นจริง ไปจนถึงความทุจริตในชีวิตของกองทัพได้อย่างแหลมคม
ในการสร้างสรรค์วรรณกรรมทางทหารของเรา นี่เรียกได้ว่าเป็นก้าวสำคัญเลยทีเดียว
ผลงานที่ดีขนาดนี้ ต้องมอบให้กับคนที่เหมาะสมถึงจะถูก..."
เซี่ยจิ้นพูดไปพูดมาก็เปลี่ยนมุมมองอีกครั้ง คราวนี้เขาต้องการพิสูจน์ว่า นวนิยายเรื่อง 'ภูผา' ต้องมอบให้ผู้กำกับชื่อดังอย่างเขาเท่านั้น ถึงจะไม่ถูกฝังกลบไปอย่างน่าเสียดาย
"พูดมาตั้งนาน ก็ยังไม่พูดถึงค่าต้นฉบับ ผมว่าคุณไม่มีความจริงใจเลย"
ในที่สุดหลินเฉาหยางก็ทนไม่ไหว พูดแทรกขึ้นมา
เซี่ยจิ้นเห็นว่าพูดไปก็ไม่ได้ผล จึงจำใจเสนอตัวเลขออกมา "สามพันหยวน"
"ผมถึงบอกไงว่าคุณไม่มีความจริงใจ ช่างเถอะ ผมไปคุยกับโรงถ่ายภาพยนตร์เยียนจิง ไม่ก็โรงงานแปดหนึ่งดีกว่า"
"งั้นคุณว่ามาเท่าไหร่"
"หนึ่งหมื่น!"
เซี่ยจิ้นตกใจ ดวงตาหลังเลนส์แว่นเบิกกว้างราวกับเห็นผี "คุณลองเอาผมไปชั่งกิโลขายดูสิว่าถึงหมื่นไหม!"
"ค่าต้นฉบับของผมไม่ได้เรียกมั่วๆ นะ 'คนเลี้ยงม้า' เข้าฉายมาเกือบเดือนแล้วใช่ไหม แค่ค่าตั๋วหนังขายได้เท่าไหร่แล้ว ค่าฟิล์มก๊อปปี้ขายได้เท่าไหร่
อิทธิพลของ 'ภูผา' ยังมากกว่า 'คนเลี้ยงม้า' เสียอีก ระบบภาพยนตร์ของพวกคุณเอานวนิยายของผมไปดัดแปลง กอบโกยกำไรกันเป็นกอบเป็นกำ ผมจะขอจิบน้ำแกงสักหน่อยไม่ได้เชียวหรือ"
เซี่ยจิ้นพยายามอธิบายอย่างอดทน "บัญชีมันคิดแบบนั้นไม่ได้ รายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศ โรงถ่ายของเราก็ไม่ได้ส่วนแบ่ง ค่าก๊อปปี้ก็เป็นของบริษัทจัดจำหน่าย โรงถ่ายของเราได้แค่เงินซื้อขาด ไม่ขาดทุนก็ดีแค่ไหนแล้ว"
"ผมว่าตอนนี้วงการภาพยนตร์ของพวกคุณมีปัญหาใหญ่เกินไป คนลงทุนไม่ได้เงิน คนได้เงินไม่ได้ลงทุน ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดปัญหาใหญ่แน่"
"คุณอย่าเพิ่งมองวิสัยทัศน์กว้างไกลขนาดนั้นเลย เอาเรื่องภาพยนตร์ตรงหน้านี้ก่อน หนึ่งหมื่นมันสูงเกินไป อย่าว่าแต่โรงถ่ายภาพยนตร์เซี่ยงไฮ้ของเราเลย ต่อให้เป็นโรงถ่ายภาพยนตร์ทั่วประเทศจีนก็ไม่มีราคานี้หรอก!"
"เมื่อก่อนไม่มีก็ไม่ได้แปลว่าต่อไปจะไม่มี เหล่าเซี่ย พวกเราต้องมองปัญหาด้วยวิสัยทัศน์แห่งการพัฒนาสิ"
คนทำงานศิลปะจอมเจ้าเล่ห์ทั้งสองคนต่างพยายามล้างสมองอีกฝ่าย น่าเสียดายที่ต่างก็เป็นจิ้งจอกพันปี ไม่มีใครทำอะไรใครได้
เจรจากันอยู่นาน สุดท้ายค่าต้นฉบับก็หยุดอยู่ที่สี่พันห้าร้อยหยวน
"ช่างเถอะๆ ยังไงตอนนี้ผมก็ไม่ขาดเงินอยู่แล้ว"
เถียงกันจนปากเปียกปากแฉะ ในที่สุดหลินเฉาหยางก็พูดด้วยความรำคาญใจ
เซี่ยจิ้นรู้ว่านี่คือกลยุทธ์แสร้งปล่อยเพื่อจับ เขารู้สึกว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะต้องรีบร้อน จึงชวนคุยเรื่อง 'คนเลี้ยงม้า' ต่ออีกครู่หนึ่ง แล้วจึงขอตัวกลับ
ออกจากซอยเหมียนฮวา เซี่ยจิ้นก็มุ่งหน้าไปยังเรือนรับรองของโรงถ่ายภาพยนตร์เยียนจิง เวลาเขามาเยียนจิง ส่วนใหญ่ก็จะพักอยู่ที่นี่
เมื่อมาถึงเรือนรับรอง เซี่ยจิ้นก็เรียกบรรดาเพื่อนเก่ามาพบปะกัน
บนโต๊ะอาหาร เฉินหวยไข่ถามขึ้น "เหล่าเซี่ย นี่เพิ่งจะหมดช่วงปีใหม่ นายมาทำงานบ้าอะไรเนี่ย"
"ก็กำลังเตรียมถ่ายทำ 'ชิวจิ่น' อยู่น่ะสิ เลยแวะมาดูตัวนักแสดงหน่อย"
เซี่ยจิ้นพูดไปเรื่อยได้อย่างไหลลื่น เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้ เจียงหวยเหยียนที่อยู่ด้านข้างก็ไม่รู้สึกระแวดระวังเลยแม้แต่น้อย "นายนี่สมกับเป็นพนักงานดีเด่นจริงๆ 'คนเลี้ยงม้า' เพิ่งเข้าฉายได้ไม่กี่วัน ก็เริ่มศึกษาผลงานใหม่ซะแล้ว"
"มันอยู่ว่างๆ ไม่ได้หรอก อายุอานามก็ใกล้จะหกสิบแล้ว ถ่ายทำเพิ่มได้อีกสักเรื่องก็ยังดี"
คำพูดของเซี่ยจิ้นทำให้เพื่อนเก่าหลายคนถอนหายใจ เจียงหวยเหยียนยังดีหน่อย อายุสี่สิบกว่ากำลังอยู่ในวัยฉกรรจ์ อีกทั้งเขาทำงานเกี่ยวกับการสร้างสรรค์บทละคร อายุมากหน่อยก็ไม่เป็นไร
เฉินหวยไข่กับเฉิงอิน คนหนึ่งหกสิบสอง อีกคนหกสิบห้า ช่วงหลายปีมานี้อายุมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างก็รู้สึกว่าเรี่ยวแรงไม่เหมือนเมื่อก่อน
เฉิงอินถ่ายทำ 'เหตุการณ์ซีอาน' เสร็จเมื่อปีที่แล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาด นี่น่าจะเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายในอาชีพผู้กำกับของเขา เพราะในไม่ช้าเขาจะกลายเป็นอธิการบดีของสถาบันภาพยนตร์เยียนจิง หลังจากนี้เขาจะทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการสอนและการจัดการ
คุยเรื่องงานของเฉิงอินไปสองสามประโยค เซี่ยจิ้นก็ถอนหายใจแทนเพื่อนเก่า บอกว่าเมื่อขาดเขาไป โรงถ่ายภาพยนตร์เยียนจิงก็ขาดขุนพลใหญ่ไปอีกคน จากนั้นบทสนทนาก็เปลี่ยนไปเป็นโครงการภาพยนตร์ที่เพิ่งได้รับอนุมัติของโรงถ่ายภาพยนตร์เยียนจิงอย่างเป็นธรรมชาติ
เจียงหวยเหยียนไม่สงสัยอะไร จึงหลุดปากบอกชื่อภาพยนตร์ที่กำลังวางแผนและเตรียมการอยู่หลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือ 'พวงมาลาใต้เชิงผา'
"พวกนายจะถ่ายทำ 'พวงมาลาใต้เชิงผา' เหรอ บทเขียนเสร็จแล้วหรือยัง" เซี่ยจิ้นถาม
"ยังเลย ลิขสิทธิ์ดัดแปลงยังไม่ได้มา คราวก่อนเรื่อง 'หมากรุกกระดานที่ยังเล่นไม่จบ' ก็ไปล่วงเกินเฉาหยางเข้า ตอนนี้พวกเราไปขอลิขสิทธิ์ดัดแปลงถึงที่ จะไปขอกันได้ง่ายๆ ยังไงล่ะ"
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เจียงหวยเหยียนก็มีสีหน้ากลัดกลุ้ม เซี่ยจิ้นถามอีกว่า "ทุกคนก็เป็นเพื่อนเก่ากันทั้งนั้น ไม่ถึงขนาดนั้นมั้ง"
"เฮ้อ เขาไม่ได้บอกว่าไม่ให้หรอก แต่เขาเรียกค่าต้นฉบับราคาสูงลิ่ว ใครบ้างจะดูไม่ออก ก็คือไม่อยากให้พวกเรานั่นแหละ"
"แล้วโรงถ่ายของพวกนายเตรียมจะทำยังไงล่ะ"
"จะทำยังไงได้ล่ะ ตอนนี้เขาเป็นฝ่ายกุมอำนาจตัดสินใจ ก็ทำได้แค่เพิ่มค่าต้นฉบับให้เขานั่นแหละ ยังไงเหล่าหวังก็บอกแล้วว่า ทำดีที่สุด แล้วปล่อยให้เป็นเรื่องของฟ้าลิขิต"
ชักนำหัวข้อสนทนามาตั้งนาน ในที่สุดก็เข้าด้ายเข้าเข็ม เซี่ยจิ้นกำลังเตรียมจะสืบดูว่าโรงถ่ายภาพยนตร์เยียนจิงเสนอราคาเท่าไหร่ เฉินหวยไข่ที่อยู่ด้านข้างก็ถามขึ้นมาทันทีว่า "เหล่าเซี่ย รางวัลไก่ทองคำกับรางวัลร้อยบุปผาปีนี้ ก็คงเป็นของตายสำหรับนายอีกแล้วใช่ไหม"
"ฉันไม่กล้าพูดแบบนั้นหรอก ทั้งหมดนี้ต้องขึ้นอยู่กับกรรมการและผู้ชม"
เขาตอบเฉินหวยไข่ไปประโยคหนึ่ง ในใจร้อนรนอยากจะสืบเรื่องค่าต้นฉบับ และตั้งใจจะถามเจียงหวยเหยียนต่อ แต่เฉินหวยไข่กลับพูดเรื่องรางวัลขึ้นมาอีก เซี่ยจิ้นจึงต้องแบ่งสมาธิไปรับมือ
เมื่อหัวข้อสนทนาถูกเปลี่ยนไป จะวกกลับมาอีกก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว
จนกระทั่งวงเหล้าเลิกรา เซี่ยจิ้นก็ยังหาโอกาสที่เหมาะสมเอ่ยปากถามไม่ได้อีกเลย
พวกของเฉินหวยไข่เดินออกจากห้องของเซี่ยจิ้นด้วยกลิ่นเหล้าคลุ้งไปทั้งตัว ดวงตาที่เดิมทีดูขุ่นมัวของเขากลับกระจ่างใสขึ้นทันทีหลังจากออกจากห้องมา
"หวยเหยียน เหล่าเซี่ยมาคราวนี้เกรงว่าจะมาไม่ดีซะแล้วล่ะ!"
เจียงหวยเหยียนพยักหน้าอย่างเข้าใจ "ตอนแรกฉันก็ไม่ได้สังเกตหรอก แต่ตอนหลังนายคอยเปลี่ยนเรื่องตลอด ฉันถึงเพิ่งจะคิดได้ คราวนี้เขาคงจะเล็ง 'ภูผา' ไว้เหมือนกัน ตาจิ้งจอกเฒ่าเอ๊ย!"
น้ำเสียงของเจียงหวยเหยียนเจือไปด้วยความขุ่นเคือง เฉินหวยไข่กล่าวว่า "เขาร่วมงานกับเฉาหยางใน 'คนเลี้ยงม้า' ผลตอบรับก็ดีขนาดนั้น เขามีข้อได้เปรียบกว่าพวกเรานะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงหวยเหยียนก็มีสีหน้าเศร้าสร้อย "นั่นน่ะสิ!"
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับตัดสินใจได้แล้ว "เหล่าหวังจัดการเรื่องนี้ได้ไม่เด็ดขาดเลย 'ภูผา' ถ่ายทำเสร็จแล้วได้รางวัลแน่ๆ อย่างมากก็ถือซะว่าให้โบนัสเพิ่มก็แล้วกัน!"
เขาพึมพำกับตัวเองสองสามประโยค ก็ก้าวเท้าเตรียมจะจากไป
"จะไปไหน" เฉินหวยไข่ถาม
"ฉันจะไปหาเฉาหยางเพื่อคุยกันอีกสักรอบ"
"นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว"
"กี่โมงก็ต้องไป เหล่าเซี่ยบุกมาถึงหน้าประตูบ้านแล้ว เรื่องนี้รอช้าไม่ได้"
เจียงหวยเหยียนพูดพลางเดินออกไปไกลแล้ว
เขามาถึงบ้านของหลินเฉาหยางก็เกือบจะสี่ทุ่มแล้ว เวลานี้มีกิจกรรมบันเทิงน้อย สองสามีภรรยาหลินเฉาหยางต่างก็เข้านอนกันหมดแล้ว
"เหล่าเจียง คุณมาทำอะไรเอาป่านนี้เนี่ย"
"เฉาหยาง คุณบอกความจริงกับผมมาเถอะ เหล่าเซี่ยมาคราวนี้เพื่ออะไร"
หลินเฉาหยางมีสีหน้าแปลกประหลาด "เหล่าเซี่ยไปที่โรงถ่ายของพวกคุณเหรอ"
"คุณอย่าเพิ่งเปลี่ยนเรื่องสิ เขามาคราวนี้เพื่ออะไร" เจียงหวยเหยียนซักไซ้
"นี่คุณรู้อยู่แก่ใจแล้วยังจะถามอีกทำไม"
คำพูดของหลินเฉาหยางทำให้เจียงหวยเหยียนใจหายวาบ เขามีสีหน้าจริงจัง ในใจตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว "เจ็ดพันหยวน มอบลิขสิทธิ์ดัดแปลง 'ภูผา' ให้โรงถ่ายของเราเป็นไง"
วังหยางบอกเขาว่าสามารถจ่ายค่าต้นฉบับได้สูงสุดห้าพันหยวน เจียงหวยเหยียนจึงบวกเงินรางวัลที่อาจจะได้จากรางวัลไก่ทองคำและรางวัลร้อยบุปผาเข้าไปด้วย เจ็ดพันหยวนคือขีดสุดที่เขาสามารถตัดสินใจได้แล้ว
"ที่ผมต้องการคือหนึ่งหมื่นหยวนนะ"
เจียงหวยเหยียนร้อนรน "มีอย่างที่คุณทำที่ไหนกัน ก่อนหน้านี้ยังบอกว่าต่อรองราคาได้ไม่ใช่เหรอ คุณอย่าคิดว่าเหล่าเซี่ยมาแล้วเขาจะให้ราคาคุณสูงๆ ได้นะ ไม่แน่อาจจะสู้พวกเราไม่ได้ด้วยซ้ำ"
หลินเฉาหยางพูดอย่างสบายอารมณ์ "น้อยกว่าพวกคุณหน่อยก็ไม่เป็นไร"
เจียงหวยเหยียนชี้หน้าเขา "คุณยังจะบอกว่าไม่ได้เจ้าคิดเจ้าแค้นอีกเหรอ"
ทั้งสองประจันหน้ากันอยู่ไม่กี่วินาที สุดท้ายเจียงหวยเหยียนก็ลดมือลงอย่างท้อแท้ "ตกลง ยังไงผมก็เสนอราคาไปหมดแล้ว ถ้ายังเอามาไม่ได้ก็ไม่เกี่ยวกับผมแล้ว"
"แบบนี้สิถึงจะถูก ผมไม่ได้เจาะจงเล่นงานคุณสักหน่อย พวกเราเรียกว่าตาต่อตาฟันต่อฟันต่างหาก" หลินเฉาหยางพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง
เจียงหวยเหยียนยังคงถามอย่างไม่ยอมแพ้ "แล้วถ้าเหล่าเซี่ยให้น้อยเกินไป คุณก็รับปากเขาไม่ได้นะ คุณพูดเองนี่ว่า จะมามัวแต่เอาชนะ จนไม่ยอมหาเงินไม่ได้"
"เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว ผมเป็นคนที่มีหลักการชัดเจนมาก"
เจียงหวยเหยียนมาด้วยความมุ่งมั่นที่จะชนะให้ได้ แต่ตอนกลับกลับตะกุกตะกัก
เพื่อ 'หมากรุกกระดานที่ยังเล่นไม่จบ' เรื่องเดียว ทำให้พลาด 'พวงมาลาใต้เชิงผา' ไป การค้าขายครั้งนี้คิดยังไงก็ขาดทุน
เฮ้อ!
เช้าวันรุ่งขึ้น รูปปั้นกรรมกรชาวนาทหารที่หน้าประตูโรงถ่ายภาพยนตร์เยียนจิงยังคงตั้งตระหง่านอยู่ที่นั่นดังเช่นเคย ถึงเวลาเข้างาน ผู้คนในตึกเดินขวักไขว่ไปมา พอเลยเก้าโมงเช้าไปนิดหน่อย เซี่ยจิ้นก็เดินทอดน่องมาถึงแผนกวรรณกรรมที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของชั้นสาม
"เหล่าซู หวยเหยียนล่ะ" เซี่ยจิ้นเดินเข้ามาไม่เห็นเจียงหวยเหยียน จึงถามคนรู้จัก
"ไปรายงานผลการปฏิบัติงานกับผู้บริหารแล้วครับ"
หาคนไม่พบ เซี่ยจิ้นกำลังเตรียมตัวจะกลับ เจียงหวยเหยียนก็เดินกลับมาด้วยใบหน้าอมทุกข์
"เป็นอะไรไปน่ะ" เซี่ยจิ้นถาม
"ไม่มีอะไร แล้วนายมาทำไมเนี่ย"
"วันนี้ฉันว่าง ก็เลยแวะมาหาเพื่อนคุยหน่อย" เซี่ยจิ้นแสร้งพูด
เจียงหวยเหยียนแค่นหัวเราะในใจ ฉันเชื่อแกก็บ้าแล้ว!
เมื่อครู่เขาไปที่สำนักงานโรงถ่ายบนชั้นสอง เพื่อรายงานท่าทีและข้อเรียกร้องของหลินเฉาหยางให้วังหยางทราบ และยังพยายามเกลี้ยกล่อมให้วังหยางเพิ่มค่าต้นฉบับให้หลินเฉาหยางอีกหน่อย แต่วังหยางก็ไม่ตกลง
เจียงหวยเหยียนคาดเดาในใจว่า เรื่องนี้คงมีปัญหาเรื่องหน้าตาเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่บ้าง
เอาเป็นว่าไม่ว่าจะพูดอย่างไร เขาก็คาดว่าลิขสิทธิ์ดัดแปลง 'ภูผา' โรงถ่ายภาพยนตร์เยียนจิงคงหมดหวังจะได้มาแล้ว
เมื่อคืนเหล่าเซี่ยก็พยายามจะล้วงความลับจากเขา วันนี้ยังมาอีก ช่างไม่ยอมแพ้จริงๆ เจียงหวยเหยียนเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาในใจ
เซี่ยจิ้นดึงเขาคุยไปคุยมา ในที่สุดหัวข้อก็วกกลับมาที่ 'พวงมาลาใต้เชิงผา' จนได้
คราวนี้เจียงหวยเหยียนไม่ได้หลีกเลี่ยงคำถาม กลับเป็นฝ่ายหยิบยกขึ้นมาพูดเอง







