ภายในห้องนอนที่แออัด
เมื่อได้ฟังทุกคนแย่งกันอธิบายจุดประสงค์ที่มา ชุยเซี่ยนก็วางหนังสือในมือลง มุมปากปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
บนโต๊ะหนังสือข้างกายเขามีจดหมายจากท่านอาจารย์ปู่เจิ้งเสียเซิงวางอยู่
ชุยเซี่ยนอ่านจดหมายฉบับนี้ซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ ภายในใจรู้สึกอบอุ่นและซาบซึ้งยิ่งนัก
เขาสัมผัสได้ถึงความห่วงใยและเจตนาดีที่ส่งผ่านมา จากท่านอาจารย์ปู่ผู้ไม่เคยพบหน้าค่าตากันมาก่อน แต่กลับพร่ำสอนเขาอย่างจริงใจ
ดังนั้น ชุยเซี่ยนจึงเข้าใจความหมายของท่านอาจารย์ปู่เช่นกัน
การพัฒนาตนเองนั้นจะละเลยไม่ได้
ขณะเดียวกันก็ต้องผลักดันคนรอบข้างไปด้วย เพื่อสร้าง ‘เครือข่ายความสัมพันธ์’ ที่แข็งแกร่งให้แก่ตนเอง
เมื่อสบเข้ากับแววตาอันกระตือรือร้นของทุกคน ชุยเซี่ยนก็ลุกขึ้นยืนแล้วพูดกลั้วหัวเราะ "ความหมายของทุกคนข้าเข้าใจแล้ว ไปเถอะ ไปที่ห้องโถงกัน พวกเรามาจัดประชุมปรึกษาหารือกันสักหน่อย"
"จริงสิ เรียกท่านพ่อ ท่านลุงใหญ่ แล้วก็ท่านอาจารย์ของข้ามาด้วยนะ"
หา?
จัดประชุม? จัดประชุมอะไร?
เมื่อเห็นสีหน้างุนงงของทุกคน ชุยเซี่ยนก็ยิ้มออกมาโดยไม่คิดจะอธิบาย
แน่นอนว่าต้องเป็นการประชุมเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับ ‘แผนห้าปีฉบับแรกของกลุ่มธุรกิจตระกูลชุย’ อย่างไรเล่า!
ในเมื่อทุกคนอยากจะก้าวหน้ากันขนาดนี้ ก็ย่อมได้
พวกเรามาร่างแผนงานและกฎระเบียบกันก่อน เขียน ‘แผนธุรกิจ’ ให้เรียบร้อย แล้วทุกคนก็ต้องลงนามประทับตราด้วย
เมื่อเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรขาวดำชัดเจนแล้ว ใครก็บ่ายเบี่ยงไม่ได้
ไม่อย่างนั้นข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกท่านอยากก้าวหน้าจริงๆ หรือแค่อารมณ์ชั่ววูบ ผ่านไปไม่กี่วันก็ล้มเลิกเสียแล้ว!
ณ ห้องโถง
ตามความประสงค์ของชุยเซี่ยน ทุกคนได้นำโต๊ะสี่เหลี่ยมหลายตัวมาต่อกันเป็นโต๊ะยาว
จากนั้นก็ยกเก้าอี้มา ทุกคนนั่งเผชิญหน้ากันอยู่ทั้งสองฝั่ง
บนตำแหน่งของแต่ละคนล้วนมีพู่กัน หมึก กระดาษ และน้ำชาหนึ่งจอกวางเอาไว้
‘ห้องประชุมฉบับโบราณ’ แบบเรียบง่ายจึงถูกจัดเตรียมจนเสร็จสิ้น
ฮูหยินเฒ่าชุยและคนอื่นๆ นั่งประจำที่ของตนเองโดยไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ประหลาดแท้ ทั้งที่ก็แค่เอาโต๊ะไม่กี่ตัวมาต่อกันเท่านั้น ทำไมจู่ๆ ถึงได้รู้สึกว่า... บรรยากาศมันดูตึงเครียดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกกันนะ
ไม่นานนัก
อาจารย์ตงไหล ชุยโป๋ซาน และชุยจ้งหยวนก็ทยอยมาถึงแล้วนั่งลง สีหน้าของทั้งสามคนเต็มไปด้วยความงุนงงเฉกเช่นเดียวกับคนอื่นๆ
"ในเมื่อคนมากันครบแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็มาเริ่มกันเถอะ"
ชุยเซี่ยนจิบชา กระแอมไอเบาๆ แล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า "ก่อนจะเริ่มการประชุม ข้าขอพูดอะไรสั้นๆ สักสองสามประโยคก่อนนะ"
กลุ่มคนพากันมองเขาด้วยความมึนงง
ชุยเซี่ยนวางถ้วยชาลง "เนื่องจากพวกท่านทุกคนล้วนอยากจะก้าวหน้า หลังจากผ่านการครุ่นคิดอย่างรอบคอบแล้ว ข้าจึงตัดสินใจว่าจะพาพวกท่านเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน"
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงอีกห้าปีข้างหน้า ช่วงเวลานี้ก็คือช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ของพวกท่าน"
"หากถึงตอนนั้นพวกท่านเรียนรู้จนประสบความสำเร็จ ข้าจะพิจารณาตามความเหมาะสม พาพวกท่านทุกคนไปยังเมืองไคเฟิงด้วยกัน เพื่อเปล่งประกายและสร้างความรุ่งโรจน์!"
สวรรค์!
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาของทุกคนก็เป็นประกายขึ้นมาพร้อมกัน สีหน้าเต็มไปด้วยความฮึกเหิมและคาดหวัง
ทว่า กลับรู้สึกเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง?
ชุยเซี่ยนกระแอมขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับเคาะโต๊ะเป็นเชิงใบ้
คนอื่นๆ ยังคงงุนงง
เผยเจียนเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ เขาเริ่มปรบมืออย่างแรง "ดี! พูดได้ดี!"
ทุกคนราวกับเพิ่งตื่นจากความฝัน จึงพากันปรบมือโห่ร้องชื่นชมตาม
ภายในห้องโถงมีเสียงปรบมือดังกึกก้องราวกับเสียงฟ้าร้อง
ชุยเซี่ยนรู้สึกสบายใจแล้ว
เขาจิบชาอีกอึก ก่อนจะพูดกลั้วหัวเราะว่า "เอาล่ะๆ ดูเหมือนทุกคนจะกระตือรือร้นกันมากเลยนะ! ข้าขอประกาศหัวข้อการประชุมในวันนี้ก่อนเลยก็แล้วกัน อีกสิบปีข้างหน้า พวกท่านจะอายุเท่าไร แล้วพวกท่านคิดว่าตัวเองจะกลายเป็นคนแบบไหน?"
แผนการห้าปี เติบโตในสิบปี
ต้องมองเห็นภาพการเติบโตเสียก่อน ถึงจะตั้งใจปฏิบัติตามแผนการได้อย่างจริงจัง!
พูดอีกอย่างก็คือ วันนี้ชุยเซี่ยนต้องการจะปลุกไฟในตัวของทุกคนให้ลุกโชนอย่างเต็มที่!
หา?
เมื่อได้ยินหัวข้อการประชุมอันแปลกประหลาดนี้ ทุกคนต่างก็พากันงุนงง
มีเพียงอาจารย์ตงไหลที่เหลือบมองศิษย์ตัวน้อยของตนด้วยสีหน้าประหลาดใจ... ชุยเซี่ยน ยังรู้ซึ้งถึงวิชาซินเสวียด้วยหรือนี่?
หัวข้อนี้ดูเหมือนจะธรรมดา ทว่าแท้จริงแล้วกลับแฝงอะไรไว้หลายอย่าง เช่นว่าผู้คนที่อยู่ในที่นี้สนใจสิ่งใดมากที่สุด ปรารถนาสิ่งใด ลึกๆ แล้วคิดว่าตนเองถนัดสิ่งใด และอยากจะกลายเป็นคนแบบไหน
และชุยเซี่ยนก็ตั้งใจจะใช้คำตอบของทุกคนในวันนี้ มาปรับแต่งแผนการพัฒนาในอนาคตให้เหมาะสมกับแต่ละคน
พร้อมทั้งชี้นำให้พวกเขาก้าวไปในทิศทางของเป้าหมายที่กำหนดไว้
ภายในห้องโถงตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกคนต่างมีท่าทีงุนงง ครุ่นคิด หรือไม่ก็ขวยเขิน ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากพูดออกมา
ชุยเซี่ยนพูดกลั้วหัวเราะ "ลูกพี่ ท่านทำให้ทุกคนดูเป็นตัวอย่างหน่อยสิ!"
เผยเจียนลุกขึ้นยืนท่ามกลางเสียงปรบมือ ดวงตาเป็นประกาย "ปีนี้ข้าอายุ 12 ปี อีกสิบปีข้างหน้าก็ 22 ปี อืม ข้ารู้สึกว่าถึงตอนนั้น ข้าน่าจะได้เป็นขุนนางแล้ว! แถมยังเป็นขุนนางที่โลดแล่นอยู่ในแวดวงราชการได้อย่างราบรื่นราวกับปลาได้น้ำด้วย! ส่วนจะได้เป็นขุนนางตำแหน่งอะไรน่ะหรือ..."
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้
คุณชายเผยตัวน้อยก็เกิดอาการขัดเขินขึ้นมาอย่างหาได้ยาก ทว่าเมื่อได้รับการให้กำลังใจจากชุยเซี่ยน เขาก็รวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยออกมา "น่าจะเป็นขุนนางกรมลี่! ท่านปู่ของข้าบอกว่ากรมลี่นั้นร้ายกาจที่สุด! อีกทั้งไม่จำเป็นต้องมีความรู้ความสามารถอันแท้จริงให้มากมายนัก ขอแค่มีเล่ห์เหลี่ยมมากพอก็สามารถเอาตัวรอดจนได้ดีแล้ว! ซึ่งเรื่องนี้แหละที่ข้าถนัดที่สุด!"
โฮ่!
ชุยเซี่ยนยกนิ้วหัวแม่มือให้ "ลูกพี่ เช่นนั้นอีกสิบปีข้างหน้า อย่างน้อยๆ ท่านก็ต้องได้เป็นถึงรองเสนาบดีกรมลี่แน่!"
เผยเจียนถามอย่างงุนงง "รองเสนาบดีกรมลี่นี่เป็นขุนนางระดับไหนหรือ?"
สุดยอดไปเลย สมแล้วกับคำกล่าวที่ว่าลูกวัวแรกเกิดไม่เกรงกลัวพยัคฆ์! ขนาดตำแหน่งขุนนางยังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ก็กล้าป่าวประกาศแล้วว่าจะเข้ากรมลี่ให้ได้
ชุยเซี่ยนพูดกลั้วหัวเราะ "ระดับเดียวกับผู้แทนพระองค์ที่มามอบป้ายพระราชทานให้บ้านข้าในวันนั้นเลย เป็นขุนนางขั้นสามระดับต้น"
สวรรค์!
เผยเจียนยิ้มกว้างจนหุบปากไม่ลง บนใบหน้าอวบอูมนั้นไม่อาจปิดบังความตื่นเต้นและดีใจเอาไว้ได้ ภายในดวงตายิ่งเต็มไปด้วยจินตนาการและความคาดหวัง
จะเป็นไปได้หรือ เขาจะเป็นได้จริงๆ หรือ?
บางทีอาจจะเป็นเพราะได้รับแรงบันดาลใจจากเผยเจียน
ฮูหยินเฒ่าชุยจึงลุกขึ้นยืนเป็นคนที่สอง นางหน้าแดงซ่านพลางเอ่ยว่า "ปีนี้ข้าอายุ 47 ปีแล้ว อีกสิบปีข้างหน้า ข้าก็จะมีอายุ 57 ปี! ถึงตอนนั้น ข้าจะต้องนำพาตระกูลชุยของพวกเรา ให้กลายเป็น... เอ้อ กลายเป็นตระกูลชั้นนำอันดับหนึ่งแห่งเหอหนานให้จงได้!"
ชุยเซี่ยนปรบมือไปพลางพูดกลั้วหัวเราะไปพลาง "ใจกล้าหน่อยสิขอรับ พวกเราจะไม่เป็นแค่อันดับหนึ่งของเหอหนาน แต่พวกเราจะเป็นตระกูลชั้นนำอันดับหนึ่งแห่งต้าเหลียง! ท่านย่า ท่านจะต้องเป็นท่านประธานหญิงผู้ยิ่งใหญ่แห่งต้าเหลียงให้ได้!"
ฮูหยินเฒ่าชุยถามอย่างงุนงง "ท่านประธานหญิงผู้ยิ่งใหญ่นี่คืออะไรหรือ?"
ชุยเซี่ยนร้อง ‘เอ้อ’ ออกมาเบาๆ ก่อนจะอธิบายว่า "ก็คือเศรษฐีนีอันดับหนึ่งแห่งต้าเหลียงอย่างไรเล่า! มีกิจการในนามนับไม่ถ้วน มีคนงานนับไม่ถ้วน และมีเงินทองมากมายนับไม่ถ้วน!"
ฮูหยินเฒ่าชุยลองจินตนาการถึงภาพนั้นดู ภายในดวงตาอันฝ้าฟางก็เต็มไปด้วยความวาดหวัง ใบหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที
ทว่านอกจากทั้งสองคนแล้ว คนอื่นๆ ก็ยังไม่มีใครกล้าลุกขึ้นยืน
ชุยเซี่ยนจึงเริ่มเรียกชื่อ "ท่านแม่ ท่านลองพูดดูบ้างสิขอรับ มา ทุกคนช่วยปรบมือให้ท่านแม่ของข้าหน่อย!"
เฉินซื่อลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าแดงก่ำ นางเอ่ยตะกุกตะกักว่า "โอย ข้า... ข้าคิดไปไกลถึงสิบปีไม่ไหวหรอก ปีนี้ข้าอายุ 26 ปีแล้ว อีกสิบปีข้างหน้า ข้าก็จะอายุ 36 ปี... ขอแค่หวังว่าข้าจะได้นับเงินจนมือหงิกก็พอแล้ว"
ทุกคนพากันส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างเป็นมิตร
แต่ชุยเซี่ยนกลับค่อยๆ ตะล่อมถามว่า "ท่านแม่ชอบนับเงินหรือขอรับ? เช่นนั้นท่านเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าจะมาช่วยท่านย่าพัฒนาธุรกิจของตระกูลชุยเราด้วยกัน? ถึงตอนนั้น บ้านเรามีกิจการมากมายขนาดนั้น มีคนงานเยอะแยะขนาดนั้น เงินที่หามาได้คงจะนับกันไม่หวาดไม่ไหวแน่"
"ท่านแม่ก็มารับหน้าที่ดูแลบัญชี นับเงิน และเป็นถุงเงินถุงทองของตระกูลชุยเราเสียเลย! พอถึงเวลานั้น คนงานนับหมื่นคนก็จะต้องรอให้ท่านแม่เป็นคนจ่ายเงินเดือนให้พวกเขานะขอรับ!"
ว่าที่ ‘ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินแห่งเครือตระกูลชุย’ ถือกำเนิดขึ้นแล้ว!
หา?
เฉินซื่อเบิกตากว้าง ท่าทางดูเหม่อลอยไปชั่วขณะ "ข้า... ข้าจะทำได้หรือ?"
ชุยเซี่ยนปลุกไฟระลอกที่รุนแรงที่สุดของวันนี้ขึ้นมา "ขอเพียงตั้งใจเรียนรู้ไปพร้อมกับข้า ท่านแม่ต้องทำได้อย่างแน่นอน และคนอื่นๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน!"
ฮูหยินเฒ่าชุยตบหน้าผากฉาด "สะใภ้รอง เจ้าทำได้แน่นอน! เมื่อก่อนตอนที่ข้ากับสะใภ้ใหญ่คิดบัญชีในบ้านไม่ตก ก็ได้เจ้ามาเป็นคนคิดให้นี่แหละ!"
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินซื่อก็ตื่นเต้นดีใจจนหน้าแดงก่ำ ถึงขั้นมีหยาดน้ำตาคลอเบ้า
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด นางถึงได้รู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมาอย่างบอกไม่ถูก
หลินซื่อถึงกับชิงร้องไห้ออกมาก่อน นางเช็ดน้ำตาป้อยๆ แล้วลุกขึ้นยืน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เซี่ยนเกอ ข้า ข้าอายุ 27 ปีแล้ว อีกสิบปีข้างหน้าก็ 37 ปี เมื่อครู่นี้ข้าไม่กล้าพูด แต่ในเมื่อแม่ของเจ้าเอ่ยปากแล้ว ข้าก็อยากจะพูดดูบ้าง"
"ข้า... ข้าเอาแต่ถือตัวว่าเป็นสะใภ้ใหญ่ของตระกูลชุยมาตลอด เมื่อก่อนข้ามักจะวาดฝันเอาไว้ว่าจะได้เป็นคนดูแลจัดการเรื่องราวทั้งหมดภายในบ้านเรือนของเรา ควบคุมดูแลพวกบ่าวไพร่ให้อยู่ในโอวาท และจัดการดูแลบ้านเรือนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย"
"เจ้าว่า ข้า... เรื่องพวกนี้ถือเป็นความสามารถของข้าได้หรือไม่?"
ชุยเซี่ยนตอบรับอย่างหนักแน่น "นับสิขอรับ ท่านป้าใหญ่! ต่อไปท่านจะไม่ได้ดูแลแค่บ่าวไพร่ในบ้านเท่านั้น แต่รอให้ท่านย่าปั้นธุรกิจของตระกูลชุยจนเติบโตขึ้นมาเมื่อใด ท่านก็จะต้องเป็นคนคอยดูแลจัดการคนงานนับพันนับหมื่นคนเลยนะขอรับ"
ว่าที่ ‘ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลแห่งเครือตระกูลชุย’ ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
หลินซื่อลองจินตนาการถึงภาพนั้นดู นางก็ยิ้มออกมาทั้งที่น้ำตายังคงไหลรินอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้
นางพร่ำถามอย่างไม่หยุดหย่อน "จะเป็นไปได้หรือ เซี่ยนเกอ ป้าใหญ่หัวทึบถึงเพียงนี้ จะทำได้จริงๆ หรือ?"
ชุยเซี่ยนพูดกลั้วหัวเราะ "ตระกูลชุยของเราจะต้องผงาดขึ้นมา จะต้องกลายเป็นตระกูลชั้นนำให้จงได้ เพราะฉะนั้นท่านป้าใหญ่ ท่านจำเป็นจะต้องทำให้ได้นะขอรับ!"
"ไม่ใช่แค่ท่านป้าใหญ่ที่ทำได้นะขอรับ แต่คนอื่นๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน! มาเถอะ พวกเรามาคุยกันต่อ จงกล้าที่จะบรรยายถึงตัวท่านเองในอีกสิบปีข้างหน้าออกมาเถิด!"
บรรยากาศในยามนี้ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน
ภายใต้การชี้นำของชุยเซี่ยน ทุกคนต่างก็ยอมเปิดใจ และเอ่ยถึง ‘ปณิธาน’ ที่ปกติแล้วยากจะเอื้อนเอ่ย และเคยคิดว่าคงไม่มีทางเป็นจริงได้ออกมา
ภายในดวงตาของทุกคน ล้วนทอประกายแห่งความมุ่งมั่นอันแรงกล้าออกมา
ความฝัน เดิมทีก็คือขุมพลังอันเปี่ยมล้นและฮึกเหิมที่สุด ซึ่งคอยผลักดันให้ผู้คนก้าวเดินไปข้างหน้า!
และสิ่งที่ชุยเซี่ยนต้องทำ ก็คือการกำหนดกลยุทธ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมให้แก่พวกเขา เพื่อให้พวกเขาได้บ่มเพาะตนเองอยู่ที่หนานหยางแห่งนี้เป็นเวลาห้าปี
จากนั้นจึงดึงตัวพวกเขาไปยังเมืองไคเฟิงด้วยกัน เพื่อร่วมกันเปล่งประกายในยุคสมัยนี้!