เสียงรอสายดังอยู่นานกว่าปลายสายจะรับโทรศัพท์ น้ำเสียงนั้นชัดเจนฉะฉาน ทว่าเย็นชา
"ผมกำลังดูประวัติของโอวเซี่ยงหรง คาดเดาเส้นทางการเคลื่อนไหวของเขา ให้เวลาคุณสิบวินาที"
ในบรรดาผู้ท่องแดนวิญญาณทางการ ทีมย่อยต่างๆ คือกำลังหลักในการจัดการคดี ส่วนผู้บริหารจะคอยสั่งการอยู่เบื้องหลัง และจะลงมือเองก็ต่อเมื่อเจอคดีที่รับมือยากเท่านั้น
ผู้กองร้อยกดดันน่าดูแฮะ... หลี่ตงเจ๋อกระแอมเบาๆ แล้วรายงานด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำจริงจังว่า
"ผู้กองร้อยฟู่ พวกเราวิสามัญโอวเซี่ยงหรงแล้วครับ"
คำตอบนี้เห็นได้ชัดว่าเหนือความคาดหมาย ปลายสายเงียบไป หลังจากเงียบไปหลายวินาที เสียงของฟู่ชิงหยางที่เลิกเย็นชาก็ดังมาว่า
"ไปเจอตัวเขาที่ไหน?"
หลี่ตงเจ๋อตอบ
"วิสามัญที่มหาวิทยาลัยซงไห่ครับ เขากำลังพยายามเค้นถามเบาะแสของจอกศักดิ์สิทธิ์และรายชื่อจากสวีอิ๋งอิ๋ง แต่สวีอิ๋งอิ๋งไม่รู้เรื่องอะไรเลย เธอเป็นแค่นักศึกษาหญิงธรรมดาคนหนึ่ง ท่านคาดเดาไม่ผิด โอวเซี่ยงหรงสติแตกไปแล้วจริงๆ"
ฟู่ชิงหยางเอ่ยชม "ไม่เลว หลี่ตงเจ๋อ ครั้งนี้คุณเฉียบแหลมมาก พวกคุณหยุดยั้งเหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ได้สำเร็จ ผมจะขอความดีความชอบจากสภาผู้อาวุโสให้พวกคุณเอง มีใครบาดเจ็บล้มตายไหม?"
"ไม่มีครับ" หลี่ตงเจ๋อชะงักไปครู่หนึ่ง "ผู้กองร้อยฟู่ คนที่ฆ่าไม่ใช่พวกเราครับ"
"ไม่ใช่พวกคุณฆ่า?" น้ำเสียงของฟู่ชิงหยางเจือความสงสัย ดูเหมือนเขาจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงพูดอย่างตระหนักได้ว่า "เกือบลืมไปเลย ในมหาวิทยาลัยซงไห่มีผู้อาวุโสของวังเทพเจ้าวารีอยู่คนหนึ่ง ท่านผู้นั้นเป็นคนลงมือสินะ? ดูท่าผมต้องหาเวลาไปเยือนเพื่อขอบคุณสักหน่อยแล้ว"
มีผู้อาวุโสอยู่ในมหาวิทยาลัยซงไห่ด้วยเหรอ? หลี่ตงเจ๋อมีสีหน้าตกตะลึง ก่อนจะตระหนักได้ว่าผู้กองร้อยฟู่เข้าใจผิด จึงอธิบายว่า
"คนที่วิสามัญโอวเซี่ยงหรงคือเทพบรรพกาล เทพท่องราตรีคนใหม่ที่ผมเพิ่งดึงตัวมาครับ"
เทพท่องราตรีระดับ 1 ฆ่าปีศาจล่อลวงระดับ 3 เนี่ยนะ?
ผู้กองร้อยในสายเงียบไปอีกครั้ง ผ่านไปสิบกว่าวินาที ฟู่ชิงหยางก็พูดขึ้น "เข้าใจแล้ว ให้เขาเขียนรายงานส่งมาด้วย"
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงเจือรอยยิ้ม "ทำได้ดีมาก"
หลังจากวางสาย หลี่ตงเจ๋อก็จับพวงมาลัยด้วยสีหน้าเบิกบานใจ เผลอเหยียบคันเร่งหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว
มังกรขาวเปิดโทรศัพท์มือถือ ดึงหัวหน้าทีมข้างๆ สองสามคนเข้ากลุ่มชั่วคราว "ดูความได้ใจของหลี่ตงเจ๋อสิ หนวดแทบจะบินไปชนคิ้วอยู่แล้ว"
เถาวัลย์เขียว "ทีมพวกเขาสร้างความดีความชอบครั้งใหญ่ ถ้าฉันมีลูกน้องแบบนี้บ้าง ฉันก็คงได้ใจเหมือนกันแหละ"
ตามกฎระเบียบภายในองค์กรทางการ เพื่อส่งเสริมความภาคภูมิใจในหมู่คณะ หากคนหนึ่งสร้างผลงาน ทั้งทีมจะได้รับคำชมเชย สมาชิกคนอื่นๆ ก็จะได้รับเงินโบนัสและผลประเมินด้วย
สำหรับเทพท่องราตรีที่หลี่ตงเจ๋อดึงตัวมาคนนี้ หากก่อนหน้านี้เป็นเพียงความอิจฉาธรรมดา ตอนนี้เหล่าหัวหน้าทีมก็ริษยาจนแทบอยากจะทิ้งศักดิ์ศรีกันแล้ว
..........
กรมรักษาความสงบเขตคังหยาง ห้องดับจิต
หลี่ตงเจ๋อปิดประตูห้องดับจิต กันพวกหัวหน้าทีมไว้ข้างนอก
เขามองจางหยวนชิงที่อยู่ข้างๆ ด้วยสายตาล้ำลึก แล้วพูดว่า
"เทพท่องราตรีกลืนกินดวงวิญญาณเพื่อเพิ่มค่าประสบการณ์ได้ ผลข้างเคียงคือหากทำไปนานๆ จิตใจจะถูกปนเปื้อน ถ้าคุณเคยลองใช้วิธีนี้เพิ่มความแข็งแกร่งมาแล้ว ก็น่าจะเข้าใจความหมายของผมนะ"
จางหยวนชิงพยักหน้า
"แล้วคุณเคยลองใช้ไอเทมชิ้นนั้นชำระล้างความคิดฟุ้งซ่านดูหรือยัง" หลี่ตงเจ๋อชี้แนะ นี่คือวิธีของเขา
เมื่อเห็นจางหยวนชิงขมวดคิ้วครุ่นคิด หลี่ตงเจ๋อก็หัวเราะออกมาทันที "ดูเหมือนว่าราคาที่ต้องจ่ายของไอเทมชิ้นนั้นจะไม่น้อยเลยนะ"
ใช่แล้วล่ะ ขืนใช้มากไปมีหวังเลือดจาง ลมปราณและเลือดบกพร่องแน่... จางหยวนชิงนึกถึงรายละเอียดหนึ่งขึ้นมาได้กะทันหัน เขาเคยพบผลึกวิญญาณเม็ดหนึ่งในปากของเจ้าแม่ภูเขา
เมื่อดูตอนนี้แล้ว ผลึกเม็ดนั้นมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะก่อตัวขึ้นจากดวงวิญญาณของผู้ท่องแดนวิญญาณที่ตายในศาลเจ้าแม่ภูเขา
มิน่าในข้อมูลแนะนำถึงบอกว่า นี่คือยาบำรุงชั้นยอดสำหรับเทพท่องราตรี
สิ่งเจือปนในผลึกวิญญาณก็น่าจะเป็นมลทินทางจิต แต่ถูกเจ้าแม่ชำระล้างไปแล้ว จากข้อสันนิษฐานนี้ กริชสยบมารก็ย่อมชำระล้างมลทินทางจิตได้เช่นกัน
เมื่อคิดได้ดังนั้น จางหยวนชิงจึงเปิดช่องเก็บของ หยิบกริชสยบมารที่หล่อจากทองเหลือง สลักลวดลายและอักขระคาถางดงามประณีตออกมา
เขาอธิบายสรรพคุณและราคาที่ต้องจ่ายของไอเทมสั้นๆ แล้วพูดว่า "ถ้าเดี๋ยวผมเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา คุณก็ใช้เจ้านี่แทงผมทีนะ อืม แทงที่ต้นขาก็ได้"
"ตกลง!" หลี่ตงเจ๋อรับไอเทมไป
จางหยวนชิงเดินไปที่ศพของโอวเซี่ยงหรง ทาบฝ่ามือลงบนหน้าอกของอีกฝ่าย สูดหายใจเข้าลึก พลังงานสีดำสนิทข้นหนืดไหลทะลักออกจากก้นบึ้งดวงตา ปลุกดวงวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ในศพให้ตื่นขึ้น
หว่างคิ้วปวดตึงขึ้นมาวูบหนึ่ง สติสัมปชัญญะขยายตัวออกทันที มีบางอย่างที่ไม่ใช่ของตัวเองพุ่งทะลักเข้าสู่สมองอย่างรุนแรง
........
ท่ามกลางความเลือนราง จางหยวนชิงมองเห็นตัวเอง มองเห็นลานจอดรถใต้ดิน มองเห็นรองเท้าเต้นรำสีแดงสุดสยอง
นี่คือการต่อสู้ในลานจอดรถที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้
จางหยวนชิงเฝ้ารอให้การต่อสู้จบลงเงียบๆ ฉากเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ครั้งนี้เป็นห้องที่มืดสลัว เบื้องหน้าของโอวเซี่ยงหรงมีชายสวมหน้ากากคนหนึ่งยืนอยู่ ในมือถือแก้วคริสตัลที่ทำขึ้นอย่างประณีต ของเหลวในแก้วมีสีแดงฉานดั่งเลือด
"ในฐานะปีศาจล่อลวง ความชั่วร้ายของแกบริสุทธิ์มาก แกมีศักยภาพที่ไม่เลวเลย ดื่มเหล้าในจอกศักดิ์สิทธิ์นี่ซะ แล้วแกก็จะเป็นทาสของฉัน"
"ทุกๆ ครึ่งเดือน แกจะต้องกลับมาดื่มเหล้าในจอกศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง ไม่เช่นนั้น ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ช่วยแกไม่ได้"
"จำชื่อฉันไว้ ตุลาการเนตรมาร"
......
ในบ้านเช่าราคาถูก ชายสวมหน้ากากอนามัยและหมวกแก๊ปยืนอยู่ในห้องนั่งเล่น พูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า
"ตุลาการเนตรมารตายแล้ว ยมทูตดำลูกน้องคนสนิทของเขา หนีไปพร้อมกับจอกศักดิ์สิทธิ์แห่งความเสื่อมทรามและรายชื่อ ตอนนี้ซ่อนตัวอยู่ในเมืองซงไห่ ถ้าแกไม่อยาก 'พิษกำเริบจนตาย' ก็จงหาตัวเขาให้พวกเราซะ สมาคมพลังวิญญาณจะไม่ปฏิบัติกับแกอย่างอยุติธรรมแน่"
.......
ภาพเปลี่ยนไปที่ตรงนี้ เขามองเห็นท้องฟ้าสีคราม มองเห็นกลุ่มนักเรียนในชุดเครื่องแบบกำลังรุมเตะต่อยตัวเองอยู่
ภาพเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันเกินไป จางหยวนชิงรู้สึกสับสนเล็กน้อย ผ่านไปหลายวินาที เขาถึงตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังเผชิญกับการกลั่นแกล้งในโรงเรียน
นี่คือความทรงจำในอดีตของโอวเซี่ยงหรงงั้นเหรอ? นึกไม่ถึงเลยว่าคนโฉดที่ฆ่าคนตาไม่กะพริบแบบนี้ สมัยเรียนจะมีประสบการณ์แบบนี้ด้วย...
"ไม่ได้พกเงินมา? โอวเซี่ยงหรง แกเห็นคำพูดของฉันเป็นลมพัดผ่านหูใช่ไหม พ่อแม่ไม่ให้เงิน แกขโมยไม่เป็นหรือไง ไอ้สวะ"
"อัดมัน อัดให้ตาย ไม่โดนอัดก็ไม่จำ"
"มา จุดบุหรี่มวนนึง เอาไปจี้หน้ามัน"
"หลบไปให้หมด ฉันจะฉี่ใส่มัน"
อย่าตีฉัน อย่าตีฉัน... จางหยวนชิงสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวอย่างรุนแรงในใจของโอวเซี่ยงหรง หวาดกลัวจนหดตัวเข้าหากัน
พวกเขาเป็นแค่เด็กอายุสิบกว่าขวบ แต่กลับเลวทรามได้อย่างบริสุทธิ์ถึงเพียงนี้
.......
ในห้องพักครูซอมซ่อ ครูที่สวมแว่นตากำลังวิจารณ์ด้วยสายตาเข้มงวดว่า
"ทำไมคนที่โดนแกล้งถึงเป็นเธออยู่เสมอ ไม่ใช่คนอื่น? เคยคิดถึงปัญหาของตัวเองบ้างไหม ต้องอยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นให้ดีๆ อย่าเอาแต่ฟ้องครูไปซะทุกเรื่อง ครูเองก็ยุ่งเหมือนกันนะ"
จางหยวนชิงสัมผัสได้ถึงความโกรธแค้นอย่างรุนแรงจากอารมณ์ของโอวเซี่ยงหรง
.......
"ไอ้ไร้ประโยชน์ โดนแกล้งมาอีกแล้วเหรอ? โดนตีก็ตีกลับไปสิวะ จะมาร้องไห้กับกูทำไม ทำไมกูถึงมีลูกสวะแบบมึงได้เนี่ย"
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งด่าทออย่างหยาบคาย น้ำลายกระเซ็น
ครั้งนี้ จางหยวนชิงสัมผัสได้ถึงความสิ้นหวังจากอารมณ์ของโอวเซี่ยงหรง
ภาพอันยุ่งเหยิงและแตกสลายมากมายปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว การกลั่นแกล้งครั้งแล้วครั้งเล่า การทุบตีครั้งแล้วครั้งเล่า
จนในท้ายที่สุด สภาพจิตใจของเขาก็บิดเบี้ยวขึ้นเรื่อยๆ โหดร้ายทารุณขึ้นเรื่อยๆ
ตอนนั้นเอง แสงสีทองอันสว่างไสวและบริสุทธิ์สายหนึ่งก็ทะลวงเข้าสู่ห้วงแห่งจิต ขับไล่ความโหดร้ายและความเจ็บปวด นำพาความอบอุ่นมาให้
จางหยวนชิงเบิกตาโพลงทันที เขามองเห็นหลอดไฟสว่างจ้าและกำแพงสีขาวสะอาดตา อีกทั้งยังมองเห็นหลี่ตงเจ๋อที่หน้าตาฟกช้ำดำเขียวและสวมชุดสูทหลุดลุ่ย
"ผู้กอง คุณไม่เป็นไรใช่ไหม?"
จางหยวนชิงตกใจมาก เขาลูบหน้าตัวเองทันที แล้วพบว่าใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา
"ไม่เป็นไร" หลี่ตงเจ๋อโยนกริชสยบมารที่เปื้อนเลือดทิ้งลงบนพื้นอย่างลวกๆ จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่พลางบ่นว่า
"ผมควรจะให้กวนหย่ามานะ เธอต่อสู้เก่งกว่าผม แบบนี้มันไม่สง่างามเอาซะเลย"
เมื่อเขาจัดเสื้อผ้าเสร็จ ก็ถามอย่างร้อนใจว่า "เป็นไงบ้าง เจอเบาะแสอะไรอีกไหม... คุณดูสภาพแย่มากเลยนะ"
"ผมแค่... รู้สึกเศร้านิดหน่อยน่ะ"
ค่าประสบการณ์ของเขาเพิ่มขึ้นอีกแล้ว แต่ครั้งนี้ จางหยวนชิงไม่ได้ดีใจไปกับมันเลย
หลี่ตงเจ๋อเผยสีหน้าตระหนักได้ เอ่ยว่า "เพราะความทรงจำของโอวเซี่ยงหรงเหรอ?"
"อืม"
ความทรงจำของดวงวิญญาณนั้นไม่สมบูรณ์และแตกสลาย มันจะจดจำเพียงประสบการณ์บางอย่างที่ยากจะปล่อยวางได้เท่านั้น
ผ่านมาหลายปีขนาดนี้ โอวเซี่ยงหรงยังคงฝังใจกับสิ่งที่เจอในสมัยเรียน ซึ่งมันส่งผลกระทบต่อชีวิตของเขาทั้งชีวิต
แม้อีกฝ่ายจะเป็นอาชญากรที่สมควรตาย แต่จางหยวนชิงก็ยังรู้สึกแย่มากอยู่ดี
หลี่ตงเจ๋อถอนหายใจแล้วพูดว่า
"ถึงจะไม่รู้ว่าคุณเห็นอะไรในความทรงจำ แต่ผมก็เข้าใจ เทพท่องราตรีของสำนักไท่อีเกลียดการกลืนกินดวงวิญญาณของอาชีพสายชั่วร้ายที่สุด สาเหตุก็อยู่ตรงนี้นี่แหละ หยวนสื่อ คุณรู้ไหมว่าทำไมถึงมีแนวคิดเรื่องอาชีพสายชั่วร้ายขึ้นมา"
เขาไม่รีบร้อนถามถึงเบาะแสของคดี แต่ถือโอกาสนี้ชี้แนะและสั่งสอนเขาแทน
"ในการต่อสู้ระหว่างฝ่าย พวกเราได้ฆ่าอาชีพสายชั่วร้ายไปนับไม่ถ้วน หลังจากสรุปข้อมูลการสอบถามวิญญาณของเทพท่องราตรีสำนักไท่อีแล้ว พวกเราก็สังเกตเห็นปรากฏการณ์หนึ่ง อาชีพสายชั่วร้ายทุกคน ล้วนเป็นคนโฉด เป็นอาชญากรในโลกความเป็นจริง"
"พูดอีกอย่างก็คือ ผู้ท่องแดนวิญญาณอาชีพสายชั่วร้าย ถูกแดนวิญญาณคัดเลือกมาจากกลุ่มคนเฉพาะเจาะจง"
จางหยวนชิงชะงักไป "งั้นก็หมายความว่า พวกเขาไม่ได้กลายเป็นคนเลวเพราะมาเป็นอาชีพสายชั่วร้าย แต่พวกเขาเป็นคนเลวมาตั้งแต่แรกแล้ว"
"แต่ความเลวของพวกเขาก็ไม่ได้ติดตัวมาแต่เกิดทั้งหมดหรอกนะ แต่มันเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเองต่างหากสร้างมันขึ้นมา" หลี่ตงเจ๋อถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
"แดนวิญญาณไม่บ่มเพาะความชั่วร้ายขึ้นมาเองหรอก การถือกำเนิดของอาชีพสายชั่วร้ายใดๆ ล้วนเป็นไฟกรรมของมนุษย์เอง ปรากฏการณ์นี้มันหดหู่มาก และไม่ได้มีพลังบวกอะไรเลย แต่นี่แหละคือโลกแห่งความเป็นจริง คุณเข้าใจก็พอแล้ว อย่าเอาไปป่าวประกาศล่ะ"
จางหยวนชิงพยักหน้าเงียบๆ
"อีกอย่าง ขอบอกคุณไว้อีกนิด คุณฆ่าโอวเซี่ยงหรงไปแล้ว น่าจะได้รับค่าชื่อเสียงมาแล้วใช่ไหม" หลี่ตงเจ๋อพูด
"ผู้ท่องแดนวิญญาณล่าสังหารกันเอง จะไม่ถูกหักค่าศีลธรรม แต่ถ้าคุณมีค่าชื่อเสียง ก็จะทำให้ผู้ท่องแดนวิญญาณฝ่ายเดียวกันเกรงกลัว สมมติว่าคุณมีค่าชื่อเสียง 10 แต้ม ผู้ท่องแดนวิญญาณฝ่ายเดียวกันที่ฆ่าคุณ ก็จะถูกหักค่าศีลธรรม 20 แต้ม หึ รักษาความสงบกับความดีงามมันต่างกันนะ"
เมื่อพูดจบ หลี่ตงเจ๋อก็ตบไหล่เขาเบาๆ "เอาล่ะ คุยเรื่องงานกันเถอะ อย่าเสียเวลาเลย"
ในอาชีพสายระเบียบมีคนดี แล้วก็มีคนวุ่นวายกับคนที่เป็นกลางด้วยเหรอ? ถ้างั้นในอาชีพสายชั่วร้าย จะมีคนที่กลับตัวกลับใจบ้างไหมนะ... จางหยวนชิงดึงสติกลับมา ตั้งสมาธิ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
"ผู้กอง ผมเหมือนจะเห็นเรื่องใหญ่ในความทรงจำของโอวเซี่ยงหรงครับ"
"เรื่องใหญ่?" หลี่ตงเจ๋อยิ้ม "เขาเป็นแค่ปีศาจล่อลวงระดับ 3 ต่อให้เป็นเรื่องใหญ่แค่ไหนมันจะใหญ่ไปได้สักแค่ไหนกัน ผมทำงานมาตั้งหลายปี เรื่องใหญ่แบบไหนบ้างที่ไม่เคยเห็น ว่ามาเถอะ"
เขาไม่ได้หยิ่งยโส แต่ในมุมมองของหลี่ตงเจ๋อ หยวนสื่อยังมีประสบการณ์น้อย คำจำกัดความของคำว่าเรื่องใหญ่อาจจะไม่ถูกต้องนัก
"เรื่องเป็นแบบนี้ครับ..." จางหยวนชิงเล่าความทรงจำที่อ่านมาได้อย่างฉะฉาน
ไม่กี่นาทีต่อมา หลี่ตงเจ๋อก็วิ่งพรวดพราดออกจากห้องดับจิต แล้วคำรามใส่พวกหัวหน้าทีมที่อยู่ข้างนอกว่า
"เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!!"
......
ปล. อัปก่อนแก้ทีหลัง







