หลี่กวนอีไม่ได้สนใจเสียงเคาะดังก้องกังวานนั้น
ทว่าคนเคาะในครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่มีความอดทนเอาเสียเลย
เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังเสียดแก้วหู หลี่กวนอีหันขวับไปมอง ก็เห็นเหล็กกล้าบนหน้าต่างที่หนาเท่าข้อมือถูกคนบีบแหวกออกราวกับนวดแป้ง จากนั้นร่างหนึ่งก็พุ่งพรวดเข้ามาทางช่องว่างที่ยังแคบอยู่นั้น ร่วงหล่นลงพื้นราวกับเงาสีเทากลุ่มหนึ่ง
ชายผู้นี้มีส่วนสูงปานกลาง คิ้วคมเข้ม แม้จะดูชราแต่ก็พอมองออกว่าสมัยหนุ่มๆ คงหล่อเหลาเอาการ เขาขยิบตาให้หลี่กวนอี คนผู้นี้ก็คือยอดฝีมือราชวงศ์แคว้นเฉินผู้หลงใหลในวิทยายุทธ์ เฉินเฉิงปี้ นั่นเอง
หลี่กวนอีประหลาดใจ "ผู้อาวุโสเฉิน?"
"ชู่ว! ชู่ว!"
"เจ้าหนูอย่าเพิ่งพูด"
เฉินเฉิงปี้ทำท่าทางให้หลี่กวนอีเงียบเสียง แล้วใช้มือบีบเหล็กกล้ากลับเข้าที่เดิมอย่างลื่นไหล
ท่าทางง่ายดายเสียยิ่งกว่าเด็กดื้อปั้นดินน้ำมันเสียอีก
หางตาของหลี่กวนอีถึงกับกระตุก ที่นี่คือในวัง เป็นสถานที่เก็บเอกสารของสารวัตรวังหลวงซึ่งเป็นกองทัพหลวงของโอรสสวรรค์ ระดับการรักษาความลับสูงมาก เหล็กกล้าบนหน้าต่างมีชื่อว่าเหล็กเทพยอวี่อวี่
ผ่านการตีหลอมกว่าสามพันสามร้อยครั้ง ภายในผสมผสานกับวัสดุวัชระซึ่งเป็นของเฉพาะในโลกนี้ จัดเป็นเหล็กกล้าชนิดพิเศษแบบผสมผสาน ความแข็งแกร่งและความเหนียวทนทานล้วนเหนือกว่าชุดเกราะทั่วไป
ชุดเกราะทั่วไปต้องซ้อนกันถึงสิบชั้นจึงจะมีความหนาระดับนี้ เหล็กกล้าที่หนาปานนี้ อย่าว่าแต่เหล็กกล้าชนิดพิเศษเช่นนี้เลย ต่อให้เป็นเหล็กดิบก้อนหนึ่งตั้งอยู่ตรงนั้น ดาบหรือกระบี่ก็ฟันไม่เข้า ฟันลงไปก็มีเพียงรอยสีขาวเล็กๆ ทว่ากลับถูกชายชราบีบทำรูปทรงกลมแบนได้ตามใจชอบ
นั่นหมายความว่า ชายชราที่กำลังยิ้มระรื่นอยู่ตรงหน้าผู้นี้ บีบเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำลายเกราะสิบชั้นได้
หากเป็นหลี่กวนอีคนก่อน คงต้องทึ่งจนอ้าปากค้างเป็นแน่
แต่เมื่อรู้ว่าสหายวัยเยาว์ของชายชราผู้นี้ ตอนนี้สามารถเคลื่อนภูเขาได้แล้ว
หลี่กวนอีจึงรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก
คงเป็นเพราะรู้มากเกินไปจนรู้สึกชาชินเสียแล้ว
เขาวางม้วนเอกสารในมือลง มองชายชราแล้วเอ่ยถาม "ผู้อาวุโส ท่านมาทำอะไรที่นี่หรือ?" ทว่าเฉินเฉิงปี้กลับส่งสัญญาณให้เขาเบาเสียงลง คว้าข้อมือหลี่กวนอีไว้ นัยน์ตาเปล่งประกาย เอ่ยว่า "ข้าได้ยินมาว่า ก่อนหน้านี้เจ้าไปถล่มตลาดมืดปรโลกมาหรือ?"
หลี่กวนอียิ้มเฝื่อน พยักหน้ารับ
เฉินเฉิงปี้ตบมือฉาด กล่าวด้วยความตื่นเต้น "ทำได้ดีมากไอ้หนู! ทุกครั้งที่ข้าไป พวกเวรนี่หลบซ่อนตัวได้เก่งกว่าหนูเสียอีก ข้าเองก็ไม่อาจพลิกเมืองหลวงของตัวเองขึ้นมาหาได้ ทำเอาข้าโมโหแทบตาย เมื่อหลายปีก่อนข้าเคยบุกไปที่【ประตูผี】ของตลาดมืดปรโลกเพื่อเคลียร์กับพวกมัน"
"ตาเฒ่านั่นไม่ยอมพบข้า"
"ตอนหนุ่มๆ เคยฝ่าเป็นฝ่าตายมาด้วยกันแท้ๆ มันกลับไม่ยอมพบข้า"
เฉินเฉิงปี้สบถด่าอย่างสะใจ เสียงดังยิ่งกว่าหลี่กวนอีเสียอีก
หลี่กวนอีได้รับรู้ข่าวสารข้อมูลของตลาดมืดปรโลกจากเสียงด่าทอของชายชรา ชายชราถอนหายใจ กล่าวว่า "ปีนั้นข้าฝ่า【หวงฉวน】เตะ【ศาลาบุญกรรม】จนคว่ำ น่าเสียดายที่ยังไม่ได้พบจักรพรรดิราตรีผู้นั้น"
หลี่กวนอีถาม "หวงฉวน?"
เฉินเฉิงปี้ตอบ "แม่น้ำหวงฉวนทำธุรกิจนักฆ่า นักฆ่าทั่วหล้าล้วนเคารพที่นั่นเป็นใหญ่ เจ้าหนู เจ้าไม่รู้หรอกหรือ?"
"ทำเนียบนักฆ่าก็จัดอันดับโดยตลาดมืดปรโลก"
"ศาลาบุญกรรมเป็นสถานที่ลี้ลับ ภายในเก็บงำเรื่องราวที่ไม่มีใครรู้ของยอดฝีมือมากมาย หลายคนยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อลบล้างอดีตของตนเอง นอกจากนี้ยังมีอีกหลายสถานที่ที่รายล้อมตลาดมืดปรโลก สถานที่ผีสิงแห่งนี้ไม่เหมือนกับตระกูลเซวียของเจ้าหรอกนะ"
เฉินเฉิงปี้เดาะลิ้น กล่าวว่า
"แม้จะเป็นมหาเศรษฐีแห่งแผ่นดิน แต่ก็เป็นขุมกำลังใหญ่ในมุมมืดของยุทธภพด้วย"
"ส่วนภายในหอเกิดใหม่นั้น สามารถเชิญหมอเลื่องชื่อทั่วหล้ามาช่วยชีวิตคนให้รอดตายได้"
"หากบอกว่าพรรคมารแห่งดินแดนประจิม สำนักพุทธโลหิต สำนักเซนกระดูกขาวคือฝ่ายอธรรม สำนักศึกษาและสำนักใหญ่ต่างๆ คือฝ่ายธรรมะ เช่นนั้นตลาดมืดปรโลกก็คือสถานที่ที่เป็นกลางระหว่างธรรมะและอธรรม ผู้ที่เข้าไปต้องมีป้ายยืนยันตัวตน ศิษย์ฝ่ายธรรมะอาจซื้อจ้างวานฆ่าคนอยู่ข้างใน ส่วนคนชั่วช้าก็อาจว่าจ้างหมอชื่อดังได้เช่นกัน"
"การกระทำของทุกคนที่เข้าไป ล้วนถูกบันทึกไว้ในศาลาบุญกรรม"
"สถานที่อย่างตลาดมืดปรโลกน่ะ เดินเข้าไปแล้วก็ออกมายากนะไอ้หนู หากไม่จำเป็นจริงๆ อย่าไปที่ตลาดมืดปรโลกเลย"
หลี่กวนอีจดจำไว้ในใจอย่างเงียบๆ เอ่ยถามด้วยความสงสัย
"พวกเขาบันทึกเรื่องพวกนี้ไว้ ไม่กลัวคนอื่นมาใช้กำลังแย่งชิงหรือ?"
เฉินเฉิงปี้กล่าว "ใช้กำลังงั้นรึ? สิบยอดปรมาจารย์แห่งแผ่นดิน จักรพรรดิราตรีแห่งตลาดมืดก็ครอบครองไปแล้วหนึ่งที่นั่งอย่างมั่นคง ประมุขหวงฉวน คนพายเรือยมโลก คือยอดนักฆ่าอันดับหนึ่งในสิบอันดับแรกของแผ่นดิน เมื่อร้อยปีก่อนสังหารฮ่องเต้แคว้นเว่ย จึงทำให้แคว้นอิ้งผงาดขึ้นมาได้ ส่วนในหอเกิดใหม่ก็มีหมอเทวดาอันดับสามของแผ่นดิน"
"ภายในศาลาบุญกรรม สามารถบันทึกความดีความชั่วได้ทั้งหมด ก็สามารถลบล้างความดีความชั่วได้ทั้งหมดเช่นกัน ที่นี่มีบุคคลที่เชี่ยวชาญการแปลงโฉมที่สุดในแผ่นดิน ไม่รู้ว่าเป็นชายหรือหญิง ไม่รู้ว่ายังหนุ่มแน่นหรือชรา ขุมกำลังเช่นนี้ เพียงเจ้าจ่ายเงิน พวกเขาก็หาทุกสิ่งที่เจ้าต้องการมาให้ได้"
"อาวุธเทพ ศาสตราคม ยอดวิชา ไปจนถึงศีรษะของขุนนางและแม่ทัพ"
"ตลอดจนสถานะใหม่ที่หลุดพ้นจากยุทธภพ"
"เพียงแค่ข้อสุดท้ายนี้ ก็ไม่มีใครกล้าไปตอแยแล้ว"
"พวกเขารับมือยากกว่าตระกูลเซวียที่เจ้าอยู่เสียอีก และสาเหตุที่พวกไม่ได้ถูกสำนักศึกษาตั้งตนเป็นศัตรู ก็เพราะว่าแม้ตลาดมืดปรโลกจะทำธุรกรรมด้วยเงิน แต่ก็ยังมีกฎอีกข้อหนึ่ง นั่นก็คือศาลาบุญกรรม"
เฉินเฉิงปี้กล่าว
"ผู้ทำความดี ยมราชยังเกรงใจเจ้าสามส่วน ผู้ทำความชั่ว ยมโลกตามทวงวิญญาณไม่ละเว้น"
"คนดีที่แท้จริง ตลาดมืดปรโลกจะปกป้องชีวิตเขา เคยมีอาจารย์ที่ถวายฎีกาเพื่อราษฎรจนต้องโทษประหาร ตลาดมืดปรโลกเคยทุ่มเทยอดฝีมือทั้งหมดเข้าช่วยเหลือจนรอดชีวิตมาได้ และยมทูตทวงวิญญาณเจ็ดสิบสามนาย ก็เคยสละชีพสังหารประมุขพรรคมารเมื่อห้าสิบปีก่อน"
"【ยมทูต】คนสุดท้ายนำศีรษะของประมุขพรรคมารกลับมา แขวนไว้บนประตูผี ร่างกายของเขามีบาดแผลถึงสามสิบสี่แห่ง ประกาศก้องถึงสิ่งที่ประมุขพรรคมารกระทำลงไป เมื่อกล่าวจบก็สิ้นใจ ตายในขณะที่ยังยืนตระหง่านอยู่"
"ตลาดมืดปรโลกถึงได้มีชื่อเสียงสะท้านไปทั่วหล้า"
หลี่กวนอีทึ่งในความกล้าหาญ เฉินเฉิงปี้กล่าวต่อ "ส่วนเรื่องกฎที่ทำให้ตลาดมืดปรโลกตั้งมั่นอยู่ได้นี้..."
"ได้ยินมาว่าเมื่อราวๆ สองร้อยปีก่อน ตอนที่ตลาดมืดปรโลกเพิ่งเปิดตัว"
"มียอดปรมาจารย์แห่งสำนักหยินหยางผู้หนึ่ง เป็นสหายกับจักรพรรดิราตรีรุ่นแรก จักรพรรดิราตรีรุ่นแรกใช้เหล้าหนึ่งจอก เพื่อขอป้ายชะตาจากปรมาจารย์หยินหยางผู้นั้น ปรมาจารย์ผู้นั้นบอกว่าหากมีเพียงการค้าขาย ตลาดมืดปรโลกคงอยู่ได้ไม่ถึงหกสิบปี แต่หากมีการค้าขาย มีวิทยายุทธ์ และมีกฎเช่นนี้"
"ก็จะคงอยู่สืบไปได้ถึงห้าร้อยปี"
"เหล้าหนึ่งชาม คำพูดสองประโยค แลกกับความรุ่งโรจน์ห้าร้อยปี"
"จักรพรรดิราตรีแห่งตลาดมืดมอบป้ายหยกยืนยันตัวตนระดับสูงสุดให้ปรมาจารย์ผู้นั้นหนึ่งชิ้น"
"หลังจากที่ปรมาจารย์ผู้นั้นรับไว้ ก็ผละจากไปอย่างสง่างาม"
"นับเป็นเรื่องราวอันงดงามที่หาได้ยากในยุทธภพเลยทีเดียว"
ปรมาจารย์สำนักหยินหยาง เป็นสหายกับจักรพรรดิราตรี ป้ายหยกระดับสูงสุด
หลี่กวนอีนิ่งเงียบ พลันนึกถึงท่านปู่ผู้ไม่ดูแลตัวเองคนนั้น ยกมือขึ้นนวดขมับ ปรมาจารย์หยินหยางผู้สง่างามตามตำนาน ใช้เหล้าหนึ่งจอกแลกกับรากฐานห้าร้อยปี กับท่านปู่ที่เขาทำตามอำเภอใจจนไม่สนโลกที่เขารู้จัก
ความแตกต่างช่างห่างไกลกันเหลือเกิน
ราวกับว่าตำนานได้ก้าวลงมาสู่โลกโลกีย์
ทว่ากลับกลายเป็นผู้มีเลือดเนื้อขึ้นมาจริงๆ
เฉินเฉิงปี้ทอดถอนใจ เขาตบไหล่หลี่กวนอี เอ่ยว่า "สรุปก็คือ เจ้าหนู เจ้าทำได้ดี ทำได้ดีมาก! อีกอย่าง ข้าได้ยินมาว่าตอนที่เจ้าต่อสู้นั้น เจ้าใช้ทวนศึกวาดรูปมังกรแดงออกมา แล้วสกัดกั้นลูกธนูนับร้อยดอกที่ยิงมาพร้อมกันได้"
นัยน์ตาของท่านปู่ใหญ่สว่างวาบ บอกจุดประสงค์ที่แท้จริงในการมาที่นี่
"ปราณมังกรแดง เจ้าฝึกสำเร็จแล้วใช่หรือไม่?!"
หลี่กวนอีพยักหน้า
ท่านปู่ใหญ่เปล่งเสียงหัวเราะลั่น "ดี ดี ดี! ฮ่าๆๆ ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมมาก!"
เฉินเฉิงปี้ดีใจเป็นล้นพ้น ตีลังกาไปหลายตลบ ปรบมือหัวเราะร่วน "ตอนที่เห็นปราณมังกรแดงของเจ้าหนูเยว่เชียนเฟิง ข้าก็อยากจะเล่นกับมันให้มากกว่านี้ นึกไม่ถึงว่าเจ้านั่นถึงตัวจะใหญ่ แต่วิชาตัวเบากลับยอดเยี่ยมยิ่งนัก เหนือกว่าข้าเสียอีก วิ่งหนีเร็วเป็นบ้า"
"ข้ายังเล่นไม่หนำใจเลย มันก็วิ่งหนีไปเสียแล้ว"
"ตอนนี้เจ้าฝึกสำเร็จแล้ว มาๆๆ มาประลองกับตาเฒ่าอย่างข้าสักตั้ง!"
"นั่นคือยอดวิชาของจักรพรรดิแดงผู้ก่อตั้งแคว้นเชียวนะ ได้เห็นแล้วหากไม่ได้ประลอง มันคันไม้คันมือจนนอนไม่หลับ นอนไม่หลับเลยจริงๆ"
หลี่กวนอีรู้สึกว่าความคิดก่อนหน้านี้ของตน ที่คิดว่าท่านปู่หวังให้ตนช่วยเหลือบุตรชายของท่านอาหญิงเซวีย จึงถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้นั้น ผิดถนัดเลย
ตาเฒ่าผู้นี้ก็แค่อยากจะสนองความคันไม้คันมือของตัวเองเท่านั้นแหละ
หลี่กวนอีครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว "ช่างเถอะครับ"
เฉินเฉิงปี้ชะงักไป ถามว่า "ทำไมล่ะ?!"
หลี่กวนอีตอบ "นิสัยของผู้อาวุโสนั้นข้าพอจะรู้แล้ว ตอนที่ท่านลงมือกับข้า ต่อให้สามารถกดพลังวิชาของตัวเองเอาไว้ได้ แต่ท่านคงไม่อาจออมมือได้ใช่ไหมเล่า?"
"ตอนปะทะกัน ปราณภายในหมุนเวียน ข้าย่อมสู้ผู้อาวุโสไม่ได้แน่"
"ถึงตอนนั้นปราณภายในของท่านทะลวงเข้ามาในร่างข้า ข้าเพิ่งจะแก้ปัญหาปราณแปลกปลอมไปหมาดๆ ในจุดตันเถียนก็จะมีเพิ่มมาอีกสายหนึ่ง ไม่ดีแน่ๆ"
เฉินเฉิงปี้เกาหูเกาแก้มพลางกล่าว "ไม่ ข้าจะถ่ายทอดให้เจ้า ถุยๆๆ"
"ไม่ใช่ข้าถ่ายทอดให้เจ้า แต่เป็นยอดวิชา"ยอดวิชาหกสุญญตาสี่บรรจบ"ที่เจ้าเล็งเอาไว้ต่างหาก แค่ขั้นแรกก็สามารถควบคุมปราณแท้ที่แตกต่างกันได้ถึงสามสายแล้วนะ"
""เคล็ดเกาทัณฑ์เทพกรหยก"ของตระกูลเจ้า กับ"ปราณมังกรแดง"ของจงโจว"
"ตาเฒ่าอย่างข้าประลองกับเจ้า ต่อให้เผลอซัดปราณเข้าไปในร่างเจ้า เจ้าก็สามารถสลายมัน เปลี่ยนมาเป็นของตัวเองได้ นี่เป็นเรื่องดีทั้งนั้นเลยนะ!"
ตาเฒ่ากล่าวอย่างมีเหตุผล
หลี่กวนอีหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ ชายชราผู้นี้คำนวณทุกอย่างไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
เรื่องราวทางโลกนั้นเขาไม่ใส่ใจ แต่พอเป็นเรื่องการต่อสู้ประลองยุทธ์กลับคิดคำนวณอย่างว่องไวและชาญฉลาดนัก ชายหนุ่มจึงยื่นมือออกไปให้ท่านปู่ใหญ่จับชีพจร พลางเอ่ยว่า "บังเอิญจริงๆ ผู้อาวุโส ในร่างกายของข้ามีการเปลี่ยนแปลงของปราณแท้สามสายไปแล้ว"
เฉินเฉิงปี้เบิกตากว้าง กัดฟันกรอด กระทืบเท้าด้วยความหงุดหงิดโมโห
ตาเฒ่าราวกับกำลังเฝ้ารอดอกไม้ที่กำลังจะออกผล แต่กลับพบว่าผลไม้นั้นถูกเด็ดไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาตั้งใจมาเพื่อสัมผัสกับพลังปราณวิชาของจักรพรรดิแดงในอดีต กำลังจะได้ต่อสู้อย่างสะใจอยู่แล้วเชียว แต่กลับพลาดไปเพียงก้าวเดียว พลาดไปก้าวเดียวเท่านั้น!
ดันมาติดขัดเสียได้
ก่อนหน้านี้คาดหวังไว้มากเท่าไหร่ ตอนนี้ก็ยิ่งทรมานใจมากเท่านั้น
เขาเกาหูเกาแก้ม เดินวนไปวนมา ในที่สุดก็มองไปยังชายหนุ่มตรงหน้า เขารู้ตัวดีว่าเวลาต่อสู้จนได้ที่ แม้จะควบคุมน้ำหนักมือได้ แต่ด้วยปราณภายในหยางบริสุทธิ์ไร้ขอบเขตอันมหาศาล การป้องกันตามสัญชาตญาณย่อมต้องมีปราณภายในทะลวงเข้าสู่ร่างกายของชายหนุ่มผู้นั้นเป็นแน่
เฉินเฉิงปี้พลันเปล่งเสียงร้องก้อง หันขวับกลับมาคว้ามือหลี่กวนอีเอาไว้
เขาจับมือหลี่กวนอีมากดไว้ที่คอของตนเอง เบิกตากว้าง กล่าวว่า "ข่มขู่ข้าสิ!"
หลี่กวนอีชะงักงัน "อะไรนะ?"
เฉินเฉิงปี้กล่าว "ข่มขู่ข้า บอกให้ข้าถ่ายทอดวิชาให้เจ้า มิฉะนั้นเจ้าจะทำให้ตระกูลเฉินของข้าสิ้นไร้ลูกหลาน สิ้นสุดสายเลือด จะ...จะ...จะยกทัพเหยียบเจียงหนาน ขุดหลุมฝังศพบรรพชนของข้า..."
หลี่กวนอีหลุบตาลง บนใบหน้าของชายหนุ่มปรากฏรอยยิ้มจริงใจ
น้ำเสียงยังคงราบเรียบ เป็นธรรมชาติราวกับลมหายใจ
"ข้าทำเรื่องแบบนั้นไม่ลงหรอกขอรับ"
ตาเฒ่าถลึงตาใส่เขา กล่าวว่า "ก็แค่ข่มขู่ข้า ทำเป็นแกล้งข่มขู่หน่อย"
"เจ้าข่มขู่ข้า ข้าก็จะถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้เจ้า"
หลี่กวนอีทำตามที่เฉินเฉิงปี้บอก ท่านปู่ใหญ่จึงใช้ทักษะการแสดงอันเกินจริงกล่าวว่า "ท่านพ่อ ดูสิ ข้าถูกข่มขู่ ท่านจะมาโทษข้าไม่ได้นะ หากข่มขู่ว่าจะฆ่าข้า ข้าย่อมไม่ยอมแน่ แต่เมื่อเกี่ยวพันถึงสายเลือดตระกูลเฉินของเรา ข้าก็จำต้องยอมอ่อนข้อให้"
"ข้าจะถ่ายทอด"ยอดวิชาหกสุญญตาสี่บรรจบ"ขั้นที่สองให้เจ้าเดี๋ยวนี้แหละ"
"เจ้าจะสามารถควบคุมปราณได้ถึงห้าสาย"
"ยังสามารถฝึก"ยอดวิชาหยางบริสุทธิ์ไร้ขอบเขต"ของข้า และ"เคล็ดวิชาคุนหลุน"ของหลานสาวคนโตได้ด้วย เฮะๆ น่าสนุก น่าสนุกจริงๆ"
"ท่านพ่อ เป็นเขาที่ข่มขู่ข้า เขาข่มขู่ข้า!"
ตาเฒ่าหัวเราะลั่น ปากก็ท่องเคล็ดวิชาแท้จริงขั้นที่สองของ"ยอดวิชาหกสุญญตาสี่บรรจบ" ทว่าเสียงนี้กลับดังเข้าหูหลี่กวนอีเพียงผู้เดียว ไม่มีแม้แต่ครึ่งคำที่เล็ดลอดออกไปภายนอก จากนั้นโดยไม่เห็นการเคลื่อนไหวใดๆ ปราณภายในก็สั่นสะเทือนกระแทกข้อมือของหลี่กวนอีจนหลุดออก แล้วยกมือซัดฝ่ามือพุ่งไปข้างหน้า
ท่านปู่ใหญ่กดปราณภายในไว้ที่ขั้นที่สอง แต่พลังอันหนักหน่วงนั้นก็ยังคงทำให้น่าหวาดหวั่นอยู่ดี
หลี่กวนอีถอยร่น ใช้ก้าวเท้าของสำนักพิชัยสงคราม ถอยตรงไปพิงกำแพง เกือบจะชนชั้นหนังสือล้มลง
หลี่กวนอีพลิกมือรวบฝ่ามือของชายชราไว้ เอ่ยว่า "ผู้อาวุโส พวกเราออกไปสู้กันข้างนอกเถอะ"
"หากชนม้วนเอกสารพวกนี้ล้มลง เกรงว่าแม่ทัพกงกับข้าคงต้องไปนอนในห้องมืดด้วยกันแล้ว"
เฉินเฉิงปี้หัวเราะอย่างตื่นเต้น
"ออกไปสู้ข้างนอกหรือ? สู้ตรงนี้ไม่สนุกกว่าหรือไง?!"
"เจ้าหนู พวกเรามาตกลงกัน ไม่ให้ชนกำแพงและหนังสือพวกนี้ล้ม ใครชนล้มคนนั้นแพ้!"
เพียงไม่กี่กระบวนท่า หลี่กวนอีก็ตกเป็นรองจนทุลักทุเล ท่านปู่ใหญ่กล่าวว่า "ไม่สะใจ ไม่สะใจเลย! ทำไมเจ้าถึงเหมือนพวกสำนักพิชัยสงครามนัก ก้าวเท้ามีแต่พุ่งตรงไปตรงมา ต้องรู้ไว้นะว่า นี่คือวิชาตัวเบาเวลาทำศึกของกองทัพใหญ่"
"ซ้ายขวาล้วนเป็นสหายร่วมรบ จึงทำได้เพียงรุกตรงถอยตรง"
"หากกระโดดโลดเต้นไปมาเหมือนในยุทธภพ นั่นคือการก่อกวนค่ายกลทหาร ต้องถูกผู้ตรวจการกองทัพสั่งตัดหัว แต่หากเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว วิชาตัวเบาของสำนักพิชัยสงครามช่างน่าขายหน้านัก ข้ารู้ว่าเจ้าเรียนคัมภีร์คำนวณกับตาเฒ่าจู่เหวินหย่วน เจ้าดูให้ดี!"
ชายชราผละจากหลี่กวนอี ก้าวเท้าเดินไปมาในห้องอย่างรวดเร็วและสง่างาม
ตอนแรกเพียงแค่เดิน ต่อมาความเร็วก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ตำแหน่งที่เหยียบย่างล้วนเป็นตำแหน่งเก้าตำหนัก แฝงหลักการแปรเปลี่ยนของแปดทิศและเบญจธาตุเกื้อหนุน ท้ายที่สุดความเร็วก็เพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่หลี่กวนอีซึ่งเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่ยังไม่ได้ฝึกฝนจุดชีพจรดวงตาเห็นเป็นภาพติดตา ในที่สุดชายชราก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า
""วิชาเก้าตำหนักแปดทิศ"นี้ จำเป็นต้องรู้แจ้งในค่ายกลและคัมภีร์คำนวณ เมื่อก่อนตอนที่จู่เหวินหย่วนยังหนุ่มและไม่มีวิทยายุทธ์ ก็อาศัยวิชาตัวเบานี้รอดพ้นอันตรายมาได้หลายครั้ง"
"ที่เขาไม่สอนเจ้า ก็เพราะเจ้ามีปราณภายใน ซึ่งต่างจากเขานั่นเอง"
"ตาเฒ่าจะถ่ายทอดแทนให้เอง มาๆๆ เท้าเหยียบเก้าตำหนัก กายวนแปดทิศ ปราณภายในพุ่งทะยาน ก้าวหน้าเข้าห้ำหั่น ฮ่าๆๆ หลายปีมานี้ข้าขบคิดอะไรได้ตั้งหลายอย่าง เจ้าจงดูให้ดี"
ท่านปู่ใหญ่รู้สึกสะใจเป็นอย่างยิ่ง เขารู้สึกว่าชายหนุ่มผู้นี้ได้ทำในสิ่งที่ตนเองทำไม่สำเร็จ
อีกทั้งเมื่อเห็นว่าพรสวรรค์ด้านวิทยายุทธ์ของเขายอดเยี่ยมยิ่งนัก จึงรู้สึกราวกับได้ของล้ำค่า ไม่มีทิฐิหรือความคิดคำนวณอื่นใด ในใจของเขามีเพียงจิตวิญญาณแห่งวิถีแห่งยุทธ์ที่สดใส พลิ้วไหวและกระจ่างแจ้ง กล่าวว่า
"วิถีแห่งฟ้าดิน ไม่พ้นหยินหยาง หยินหยางหมุนเวียน ล้วนมาจากธรรมชาติ ดังนั้นเมื่อสงบถึงขีดสุดย่อมเกิดการเคลื่อนไหว หยางสืบต่อจากหยิน เมื่อเคลื่อนไหวถึงขีดสุดย่อมสงบ หยินรับช่วงจากหยาง หยินย่อมเปลี่ยนเป็นหยาง หยางย่อมเปลี่ยนเป็นหยิน นี่คือการก่อกำเนิดของสรรพสิ่ง จึงสามารถก่อกำเนิดไม่สิ้นสุด ไม่มีวันหยุดนิ่ง"
"วิชาตัวเบาของข้านี้ พลิกแพลงสุดหยั่งคาด ยิ่งคัมภีร์คำนวณแข็งแกร่ง ค่ายกลแข็งแกร่ง วิชาตัวเบาก็จะยิ่งแข็งแกร่ง!"
"สามารถพลิกแพลงได้ไร้ที่สิ้นสุด!"
เขาผสานวิชาตัวเบา พุ่งเข้าโจมตีหลี่กวนอี ชายหนุ่มมีสติปัญญาเฉียบแหลม พื้นฐานคัมภีร์คำนวณที่ผ่านการขัดเกลาอย่างเป็นระบบมากว่าสิบปีในชาติก่อน เมื่อมาอยู่บนโลกนี้ก็นับว่าน่ากลัวยิ่งนัก บวกกับค่ายกลที่โหวจงอวี้ยอมแลกด้วยชีวิตเพื่อสั่งสอน
เขาจึงเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ภายในห้องเก็บเอกสารแห่งนี้ ผู้เฒ่าและชายหนุ่มต่างก้าวเท้าเข้าพัวพันต่อสู้กัน
หมัดเท้าผลัดกันรุกรับ ความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทว่าแม้แต่ชายเสื้อก็ยังไม่สัมผัสโดนโต๊ะ
ท่านปู่ใหญ่หัวเราะลั่นอย่างสะใจ กล่าวว่า "วิทยายุทธ์เช่นนี้ ในการประลองพิธีบวงสรวงใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นมือกระบี่อันดับหนึ่งแห่งตำหนักตะวันออกขององค์รัชทายาท หรือหลานชายของอวี้เหวินเลี่ย นายน้อยพลทวนเหล็กแห่งทูเจวี๋ย ก็คงไม่ใช่คู่มือของเจ้าแล้ว"
"มาๆๆ มาสู้กับตาเฒ่าให้มากกว่านี้"
"สะใจ สะใจจริงๆ ทำไมตอนนี้เจ้าถึงไม่ใช่อายุหกเจ็ดสิบปี มีพลังวัตรหกสิบปีนะ แบบนั้นคงจะสู้กันได้สนุกกว่านี้มาก"
หลี่กวนอีถาม "อันดับหนึ่งแห่งตำหนักตะวันออกหรือ?"
เฉินเฉิงปี้ตอบ "ใช่แล้ว หลานชายคนโตของข้าครั้งนี้ยอมทุ่มสุดตัว ไม่หวงแหนเลยสักนิด เอาบรรดาศักดิ์ท่านชายผู้ก่อตั้งแคว้นออกมา บรรดาศักดิ์นี้มีข้อดีสองประการ ประการแรกคือสามารถสืบทอดให้ลูกหลานได้"
"ไม่รู้ว่ามีตระกูลสูงศักดิ์กี่ตระกูล ที่บุตรชายซึ่งไม่ใช่บุตรคนโตตาพากันลุกวาว"
"นี่หมายความว่าสามารถแยกครอบครัวออกมา และตั้งหน้าประวัติศาสตร์ในผังตระกูลของตนเองได้"
"พูดง่ายๆ ก็คือ สิ่งยั่วยวนมันมากเกินไป"
"อีกประการคือมีศักดินาสามร้อยครัวเรือน ไม่ใช่แค่ตำแหน่งลอยๆ มีคนต้องการไม่รู้เท่าไหร่ หลานชายของอวี้เหวินเลี่ย ผู้สืบทอดรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นแห่งตระกูลอวี่เหวิน อวี่เหวินฮว่า บุตรชายของแม่ทัพพลทวนเหล็กภายใต้สังกัดอ๋องเจ็ดแห่งทูเจวี๋ย เกอซู่อิ่น"
"แล้วยังมีมือกระบี่อันดับหนึ่งภายใต้สังกัดองค์รัชทายาทแห่งตำหนักตะวันออก หลานชายของปรมาจารย์กระบี่ชื่อดังระดับแผ่นดิน"
"ล้วนมากันหมด"
"ในเมื่อมีศักดินาจริงๆ เพราะฉะนั้น..."
หมัดของชายชราและหลี่กวนอีปะทะกัน สัมผัสได้ถึงพละกำลังของชายหนุ่มจึงตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง พูดขึ้นมาลอยๆ ว่า "แม้แต่เชื้อพระวงศ์ก็ยังมา มีเชื้อพระวงศ์ห่างๆ คนหนึ่ง"
"บิดาด่วนจากไป เหลือเพียงมารดาเลี้ยงเดี่ยว"
"ทั้งไม่มีบรรดาศักดิ์ และไม่มีศักดินา ก็มาร่วมด้วย"
รูม่านตาของหลี่กวนอีหดแคบลงเล็กน้อย
"ใครนะ!?!"