"ความจริงเรื่องนี้ จะไปโทษหัวหน้าแผนกเซี่ยก็ไม่ได้หรอกนะ" คนงานเย่เจี้ยนเซิงออกหน้าไกล่เกลี่ย เขาพูดว่า "งานของแผนกเทคนิคก็เยอะแยะ จะเอาเวลาที่ไหนมาสนใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ เรื่องเสียงดังเนี่ย ถ้าเป็นเมื่อก่อนไม่ถือว่าเป็นปัญหาอะไรเลย เป็นเพราะคนสมัยนี้สำออยกันไปเอง เครื่องจักรที่ไหนจะไม่มีเสียงดังล่ะ แล้วช่างตีเหล็กสมัยก่อนเขาอยู่กันมาได้ยังไง?"
"นั่นสิ ปั๊มแบบนี้พวกเราก็ผลิตมาตั้งสิบกว่าปีแล้ว เพิ่งจะมีปีนี้แหละที่ได้ยินคนมาบ่นเรื่องเสียงดังกัน" โจวซูหลินพูดสนับสนุน
อวี๋ฉุนอันพูดกับทุกคนว่า "เสียงดังเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ในเมื่อปั๊มลูกสูบของญี่ปุ่นสามารถทำให้มีเสียงเบาได้ นั่นก็แสดงว่าปั๊มลูกสูบของพวกเรามีข้อบกพร่อง จะไปโทษว่าลูกค้าจู้จี้จุกจิกไม่ได้ ความจริงประเทศของเราก็ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแรงงานมาโดยตลอด ถ้าสามารถลดเสียงดังลงได้บ้าง ก็จะช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานของพนักงานคุมเครื่องได้ด้วย ไม่ใช่หรือ?"
เฝิงเซี่ยวเฉินพยักหน้า "หัวหน้าแผนกอวี๋พูดถูกครับ ตอนนี้ประเทศที่พัฒนาแล้วในโลกตะวันตกให้ความสำคัญกับปัญหาความสอดคล้องระหว่างคนกับเครื่องจักรมาก นอกจากเรื่องเสียงเบาแล้ว พวกเขายังใส่ใจเรื่องความสะดวกสบายในการใช้งาน การทุ่นแรง และรูปลักษณ์ของเครื่องจักรด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างด้ามจับบนเครื่องกลึง พวกเราแค่ขอให้มันจับได้ก็พอแล้ว แต่ประเทศตะวันตกจะออกแบบตามรูปทรงของฝ่ามือคน เพื่อให้พนักงานคุมเครื่องรู้สึกสบายที่สุดเวลาจับ ซึ่งในโลกตะวันตกเรียกสิ่งนี้ว่าการยศาสตร์"
"อืมๆ หัวหน้าเฝิงหูตากว้างไกลจริงๆ" เหอกุ้ยหัวกล่าว "ผมเคยเห็นเครื่องจักรนำเข้าในโรงงานของคนอื่น มันเป็นอย่างที่หัวหน้าเฝิงพูดจริงๆ ไม่เพียงแต่ใช้งานได้ดี แต่ยังดูดีด้วย ปุ่มกดข้างบนนั้นจะมีรอยบุ๋มนิดๆ เอานิ้วกดลงไปแล้วรู้สึกสบายมาก"
"ของเขาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว พวกเราจะไปเทียบได้ยังไง" โจวซูหลินส่ายหน้า
"ฉันกลับรู้สึกว่าใช่จะเทียบไม่ได้เสียหน่อย" หานเจียงเยว่โพล่งออกมา เธอถือได้ว่าเป็นคนหนุ่มสาวหัวรุนแรงรุ่นแรกหลังจากยุคปฏิรูปและเปิดประเทศ จึงมีความรู้สึกต่อต้านค่านิยมคลั่งชาติตะวันตกของคนรอบข้างอยู่บ้าง ทว่าหากเทียบกับคนหนุ่มสาวหัวรุนแรงยุคใหม่ที่เกิดหลังยุค 90 หรือปี 00 แล้ว คนหัวรุนแรงในยุคนั้นยังคงขาดความมั่นใจในศักยภาพของประเทศจีน ดังนั้นเมื่อพูดไปถึงตอนท้าย น้ำเสียงของเธอจึงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
"ผมสนับสนุนสปิริตแบบเสี่ยวหานนะ" เฝิงเซี่ยวเฉินพูดให้กำลังใจยิ้มๆ "พวกเราก็แค่พัฒนาช้ากว่าชาติตะวันตกไปไม่กี่สิบปี ไม่ได้แปลว่าพวกเราโง่กว่าพวกเขาสักหน่อย เรื่องที่พวกเขาทำได้ พวกเราก็ต้องทำได้แน่นอน"
"เหอะ ดีแต่พูด ใครๆ ก็ทำได้!" หานเจียงเยว่พึมพำเสียงเบา เสียงของเธอไม่ดังนัก คล้ายกับกำลังพูดกับตัวเอง แต่ก็ดังพอดีที่จะทำให้เฝิงเซี่ยวเฉินได้ยิน ในสายตาของเธอ คำพูดของเฝิงเซี่ยวเฉินก็เหมือนกับน้ำเสียงของพวกผู้บริหารโรงงานเวลาอ่านรายงาน ฟังดูเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังบวก แต่ความจริงกลับไม่มีสาระอะไรเลยสักนิด
มุมปากของอวี๋ฉุนอันกระตุกเล็กน้อย เขาอยากจะห้ามไม่ให้หานเจียงเยว่พูดจาปีนเกลียวเฝิงเซี่ยวเฉิน แต่ก็รู้สึกว่าคงเปล่าประโยชน์ คาดว่าพูดไปก็เท่านั้น มิหนำซ้ำอาจยิ่งทำให้ดูเหมือนร้อนตัวไปเปล่าๆ เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมยัยหนูคนนี้ถึงชอบหาเรื่องเฝิงเซี่ยวเฉินนัก มีโอกาสเมื่อไหร่เป็นต้องพูดจาเหน็บแนมเฝิงเซี่ยวเฉินอยู่เรื่อย เขาคงลืมไปว่า เมื่อตอนเช้า ตัวเขาเองก็เต็มไปด้วยความไม่พอใจในตัวเฝิงเซี่ยวเฉินเช่นกัน เพียงแต่ตอนหลังรู้สึกว่าเฝิงเซี่ยวเฉินดูเหมือนจะมีฝีมืออยู่บ้าง ถึงได้เปลี่ยนมุมมองไป
"ลูกค้าสะท้อนปัญหาเรื่องเสียงดังมา พวกเราก็ยังคงต้องแก้ไขอยู่ดี ไม่อย่างนั้นลูกค้าก็อาจจะหันไปเลือกใช้ปั๊มไฮดรอลิกนำเข้า ซึ่งจะทำให้พวกเราสูญเสียเงินตราต่างประเทศอันมีค่าไป นอกจากนี้ ก็จะทำให้โรงงานซินหมินของพวกเราสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดไปด้วย" อวี๋ฉุนอันเปลี่ยนเรื่องและอธิบายให้เฝิงเซี่ยวเฉินฟัง
เฝิงเซี่ยวเฉินไม่ได้เก็บความก้าวร้าวของหานเจียงเยว่มาใส่ใจ เขาปรายตามองหานเจียงเยว่ แล้วยักไหล่ด้วยท่าทีที่แทบจะสังเกตไม่เห็น เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ถือสาหาความกับอีกฝ่าย ท่าทางของเขาแนบเนียนมากจนอวี๋ฉุนอันและคนอื่นๆ ไม่ทันสังเกต มีเพียงหานเจียงเยว่ที่คอยจ้องจับผิดเฝิงเซี่ยวเฉินอยู่ตลอดเวลาเท่านั้นที่มองออก ริมฝีปากเล็กๆ จึงเชิดขึ้นสูงปรี๊ดในทันที
"หัวหน้าแผนกอวี๋ ในเมื่อทางแผนกเทคนิคก็ยังไม่มีวิธีแก้ไข แล้วที่คุณมาชำแหละปั๊มไฮดรอลิกอยู่ที่นี่เพื่ออะไรล่ะครับ? หรือว่าพวกคุณจะหาวิธีแก้ไขได้?" เฝิงเซี่ยวเฉินถาม
อวี๋ฉุนอันตอบว่า "ผมก็แค่อยากจะลองดูน่ะครับ อาจารย์เหอ คุณเย่ พวกเขาล้วนเป็นช่างประกอบปั๊มไฮดรอลิกมือฉมัง มีประสบการณ์โชกโชน ผมอยากจะลองฟังดูว่าพวกเขามีความคิดเห็นยังไงบ้าง เสี่ยวหานเป็นเด็กจบโรงเรียนอาชีวะ มีความรู้ และก็รู้จักใช้ความคิด ผมก็เลยดึงตัวเธอมาร่วมด้วย"
"อ้อ เสียมารยาทแล้ว" เฝิงเซี่ยวเฉินหันไปมองหานเจียงเยว่แวบหนึ่ง แล้วพูดว่า "แม่นางหาน คุณลองพูดมาสิ ว่าคุณมีความคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้?"
"คุณเรียกฉันว่าอะไรนะ!" หานเจียงเยว่เบิกตากลมโต ถลึงตาใส่เฝิงเซี่ยวเฉินพลางเอ่ยถามเสียงเข้ม
ตามธรรมเนียมการใช้ภาษาในยุคนั้น เฝิงเซี่ยวเฉินควรจะเรียกหานเจียงเยว่ว่า "อาจารย์หาน" หรือไม่ก็ "สหายเสี่ยวหาน" ซึ่งถือว่าเป็นคำเรียกที่ค่อนข้างสุภาพ หากเขากับหานเจียงเยว่สนิทสนมกันมากกว่านี้ ก็สามารถเรียกเธอว่า "เสี่ยวหาน" ได้ ซึ่งนี่เป็นคำเรียกที่ธรรมดาที่สุดระหว่างเพื่อนร่วมงาน หรือมองในแง่ร้าย หากทั้งสองฝ่ายไม่สนิทกัน และเฝิงเซี่ยวเฉินก็ไม่ได้ตั้งใจจะแสดงความเคารพ ก็สามารถเรียกชื่อเต็มของเธอว่า "หานเจียงเยว่" ไปเลย คนอื่นก็จะไม่รู้สึกแปลกใจหรือมองว่าหยาบคายแต่อย่างใด
แน่นอนว่า หากเป็นเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน จะเรียกแค่ "เจียงเยว่" ก็ย่อมได้ ดูสนิทสนมกันดี ญาติผู้ใหญ่ที่สนิทกันมากๆ ก็สามารถเรียกแบบนี้ได้เช่นกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายรักใคร่เอ็นดูคุณเป็นอย่างมาก
มีเพียงคำเรียกเดียวที่ไม่เหมาะสมเอาเสียเลย ก็คือคำว่า "แม่นางหาน" ที่เฝิงเซี่ยวเฉินใช้นั่นแหละ คำเรียกแบบนี้หายสาบสูญไปจากสังคมเมืองของจีนมานานหลายปีแล้ว จะมีก็แต่ในชนบทบางแห่งเท่านั้นที่ยังคงหลงเหลือคำเรียกแบบนี้อยู่ เฝิงเซี่ยวเฉินเป็นผู้ข้ามเวลามา ในยุคอนาคต บางทีอาจเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากละครย้อนยุค คำเรียกว่าแม่นางคนนั้นแม่นางคนนี้ จึงไม่ได้ทำให้รู้สึกแปลกหูแต่อย่างใด บางครั้งยังให้ความรู้สึกหยอกเย้าเล่นเสียด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นหานเจียงเยว่มีปฏิกิริยารุนแรงกับสรรพนามเรียกขานขนาดนี้ เฝิงเซี่ยวเฉินก็แอบหัวเราะอยู่ในใจ หานเจียงเยว่ไม่ถูกชะตากับเขา เขารู้สึกได้ตั้งนานแล้ว แถมยังพอจะเดาเหตุผลได้อยู่บ้าง เขาไม่ได้ถือสาความก้าวร้าวนี้หรอก ในทางกลับกัน เขายังรู้สึกว่าหญิงสาวคนนี้น่าสนใจดี ก็เลยอดไม่ได้ที่จะอยากหยอกล้อสักหน่อย
มาอยู่ที่กรมโลหะการได้เกือบเดือนแล้ว วันๆ เฝิงเซี่ยวเฉินถ้าไม่คลุกคลีอยู่กับพวกผู้ชายอกสามศอก ก็ต้องรับมือกับมนุษย์ป้าอย่างจางไห่จวี๋ เขานึกไม่ออกแล้วว่าตัวเองไม่ได้คุยกับผู้หญิงวัยเดียวกันมานานแค่ไหนแล้ว พอจู่ๆ มาเจอหญิงสาวที่มีนิสัยเผ็ดร้อนแถมยังหน้าตาดีขนาดนี้ หัวใจชายหนุ่มที่สืบทอดมาจากร่างเดิมของเขาก็เริ่มจะเต้นไม่เป็นส่ำขึ้นมาบ้างแล้ว
อวี๋ฉุนอันถอนหายใจในใจอีกครั้ง เฮ้อ ไม่ใช่ย่อยกันทั้งคู่เลย เสี่ยวหานคนนี้อะไรก็ดีไปหมด เสียอย่างเดียวที่มักจะมีนิสัยเกลียดความชั่วร้ายเข้าไส้ เลยไปล่วงเกินคนอื่นได้ง่าย ส่วนหัวหน้าเฝิงคนนี้ คงใช้คำว่านิสัยประหลาดมาอธิบายได้คำเดียว วันๆ เอาแต่แกล้งโง่ นานๆ ทีจะโพล่งอะไรออกมาสักประโยคก็ดันเป็นเหมือนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ สองคนนี้มาอยู่ด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็นฟืนแห้งกับไฟบรรลัยกัลป์ชัดๆ... เดี๋ยวนะ คำนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่แฮะ?
"เสี่ยวหาน คุณลองพูดความคิดเห็นของคุณมาสิ เมื่อกี้ก่อนที่หัวหน้าเฝิงจะมา คุณไม่ได้เสนอความคิดเห็นบางอย่างไปเหรอ ผมว่ามันมีประโยชน์มากเลยนะ" อวี๋ฉุนอันชักนำบทสนทนา เขาไม่เข้าใจว่าเฝิงเซี่ยวเฉินต้องการจะทำอะไรกันแน่ ปัญหาเสียงดังของปั๊มไฮดรอลิกเป็นปัญหาที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูงมาก เขายังอุตส่าห์จะมาสอดมือเข้ายุ่งอีก นี่ว่างจนเบื่อจัด หรือว่ามีความนัยแอบแฝงอะไรกันแน่ แต่ไม่ว่าเฝิงเซี่ยวเฉินจะคิดอะไรอยู่ อวี๋ฉุนอันก็ต้องให้ความร่วมมือ ในเมื่อเฝิงเซี่ยวเฉินถามขึ้นมาแล้ว เขาก็จะให้ทุกคนพูดอธิบายคร่าวๆ ก็แล้วกัน
หานเจียงเยว่ปรายตามองเฝิงเซี่ยวเฉิน จู่ๆ ก็ยิ้มออกมา แล้วพูดว่า "ได้สิคะได้ ฉันมีข้อสงสัยอยู่บ้างจริงๆ อยากจะขอให้หัวหน้าเฝิงช่วยชี้แนะสักหน่อยค่ะ"
"เสี่ยวหาน!" อวี๋ฉุนอันร้องเรียกหวังจะเตือนไม่ให้เธอพูดจายั่วยุต่อไป
เฝิงเซี่ยวเฉินกลับทำเหมือนฟังความหมายแฝงในคำพูดของหานเจียงเยว่ไม่ออก เขาพยักหน้าอย่างจริงจังแล้วพูดว่า "มิกล้าชี้แนะหรอกครับ แต่ผมก็ยินดีที่จะแลกเปลี่ยนความรู้กับแม่นางหานดูสักหน่อย"
ไปตายซะ!
หานเจียงเยว่กัดฟันกรอด ข่มกลั้นความรู้สึกอยากจะเอาเรื่องเฝิงเซี่ยวเฉินเอาไว้ เธอตัดสินใจจะใช้ความรู้ที่มีตอกหน้าเฝิงเซี่ยวเฉินให้หงายหลัง เอาให้เขาได้อับอายขายหน้าสักครั้ง วันหลังจะได้ไม่กล้ามาทำเป็นเก่งต่อหน้าเธออีก
"สาเหตุที่ทำให้เกิดเสียงดังในชิ้นส่วนไฮดรอลิกนั้นซับซ้อนมาก โดยทั่วไปแล้ว เราจะแบ่งเสียงดังของเครื่องจักรออกเป็นสามประเภท ได้แก่ เสียงจากของไหล เสียงจากโครงสร้าง และเสียงจากอากาศ ซึ่งชิ้นส่วนไฮดรอลิกมีแหล่งกำเนิดเสียงทั้งสามประเภทนี้อยู่พร้อมกัน... หัวหน้าเฝิงคะ ขอเรียนถามหน่อยได้ไหมคะ ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้?"
หานเจียงเยว่พูดร่ายยาวราวกับท่องจำตำรามา จากนั้นก็หันหน้าไปทางเฝิงเซี่ยวเฉิน แล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มแป้นแล้น
เฝิงเซี่ยวเฉินส่ายหน้าอย่างตรงไปตรงมา "ผมไม่รู้"
"คุณถึงกับไม่รู้เชียวเหรอ?" หานเจียงเยว่ทำท่าราวกับค้นพบทวีปใหม่ "คุณเป็นถึงหัวหน้าไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงไม่รู้ล่ะ?"
"ใครบอกล่ะว่าคนเป็นหัวหน้าจะต้องรู้เรื่องพวกนี้?" เฝิงเซี่ยวเฉินถามกลับโดยไม่รู้สึกอับอายแม้แต่น้อย
"แล้วคุณรู้อะไรบ้างล่ะ?" หานเจียงเยว่ย้อนถาม
"เจียงเยว่ อย่าพูดแบบนั้น หัวหน้าเฝิงมาจากหลินเป่ยเครื่องจักรกลหนัก หลินจ้งไม่ได้ทำพวกชิ้นส่วนไฮดรอลิก หัวหน้าเฝิงจะไม่รู้เรื่องพวกนี้ก็เป็นเรื่องปกติ" เหอกุ้ยหัวช่วยพูดแก้ต่างให้เฝิงเซี่ยวเฉิน เขาเป็นอาจารย์ของหานเจียงเยว่ ทั้งยังรักและเอ็นดูลูกศิษย์สาวที่ฉลาดและใฝ่รู้คนนี้มาก จึงไม่อยากให้เธอไปล่วงเกินเฝิงเซี่ยวเฉิน จนต้องพาตัวเองไปพัวพันกับความยุ่งยากที่ไม่จำเป็น
หานเจียงเยว่แกล้งทำสีหน้าผิดหวัง แล้วพูดว่า "ฉันได้ยินหัวหน้าเฝิงถามว่าพวกเรากำลังศึกษาวิจัยอะไรกันอยู่ ก็นึกว่าเขาจะมีความรู้มากแค่ไหนเชียว เดิมทีกะจะขอคำชี้แนะสักหน่อย ตอนนี้ดูท่าคงหมดหวังแล้วล่ะ"
"หัวหน้าเฝิง ยัยหนูเจียงเยว่ก็เป็นแบบนี้แหละครับ คุณอย่าไปถือสาเธอเลย" เหอกุ้ยหัวหันไปพูดกับเฝิงเซี่ยวเฉิน
"เข้าใจๆ" เฝิงเซี่ยวเฉินพยักหน้าหงึกๆ "เพิ่งเรียนจบจากโรงเรียนอาชีวะ ยังขาดประสบการณ์การลงมือปฏิบัติจริง รู้แต่ท่องจำตำรา ก็ไม่แปลกหรอก"
"คุณพูดว่าอะไรนะ!" หานเจียงเยว่หน้าเขียวปัด นี่มันเรื่องอะไรกัน เห็นๆ อยู่ว่าคุณต่างหากที่ไม่รู้เรื่อง แล้วทำไมถึงกลายเป็นมาวิพากษ์วิจารณ์ฉันแทนได้ล่ะ?
"คุณบอกว่าฉันรู้แต่ท่องจำตำรา งั้นคุณก็ลองบอกมาสิ ว่าเสียงดังของปั๊มไฮดรอลิกตัวนี้มันเกิดจากอะไรกันแน่!" คราวนี้หานเจียงเยว่ของขึ้นจริงๆ เธอไม่สนแล้วว่าบรรดาอาจารย์รอบข้างจะคิดยังไง ตะคอกใส่หน้าเฝิงเซี่ยวเฉินเสียงดังลั่น
"นี่มันไม่ใช่เรื่องที่เห็นๆ กันอยู่แล้วหรือไง?" เฝิงเซี่ยวเฉินหยิบชิ้นส่วนชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากโต๊ะทำงาน แล้วใช้นิ้วชี้ไปที่มันพร้อมกับพูดกับเธอว่า "ปั๊มลูกสูบตามแนวแกนแบบนี้ แหล่งกำเนิดเสียงที่สำคัญที่สุดก็มาจากจานจ่ายน้ำมันนั่นแหละ การออกแบบจานจ่ายน้ำมันแบบสมมาตรเช่นนี้ เวลาทำงานจะเกิดภาวะน้ำมันติดขัด ซึ่งนี่แหละคือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดเสียงดัง ยังจะต้องไปลากเอาเรื่องเสียงจากโครงสร้าง หรือเสียงจากของไหลอะไรมาพูดให้วุ่นวายอีก?"
"ภาวะน้ำมันติดขัด!"
ทุกคนเบิกตากว้างขึ้นมาในทันที ส่วนหานเจียงเยว่ยิ่งแล้วใหญ่ ริมฝีปากของเธอห่อเข้าหากันเป็นรูปตัวโอ ซึ่งนั่นทำให้ใบหน้าของเธอดูเหมือนตัวการ์ตูนที่น่ารักน่าเอ็นดูไปเลย







