หลังจากเขียนคำวิจารณ์เสร็จ
อาจารย์อู๋รีบลุกขึ้น ไปหาทาสรับใช้ที่รับผิดชอบดูแลห้องข้าง แล้วถามว่า "เจ้าได้สังเกตหรือไม่ว่าเมื่อครู่นี้ใครเป็นคนเขียนหนังสืออยู่ที่โต๊ะ?"
ทาสรับใช้มีสีหน้าลำบากใจ "เอ่อ... ผู้น้อยไม่ทราบขอรับ"
ในแต่ละวันมีคนเข้าออกห้องข้างมากมาย จะให้ไปสังเกตได้อย่างไร?
ด้านนอกห้องข้าง
ชุยเซี่ยนยืนอยู่ตรงมุมหนึ่ง
มองดูอู๋ชิงหลานถือแผ่นคัดลายมือแผ่นหนึ่งกำลังสั่งการบางอย่างกับทาสรับใช้อยู่แต่ไกล
หากคาดเดาไม่ผิด อาจารย์อู๋น่าจะกำลังสั่งให้ทาสรับใช้คอยสังเกตคนที่มาเขียนแผ่นคัดลายมือในห้องข้าง
ชุยเซี่ยนยิ้ม ซ่อนเร้นความดีความชอบและชื่อเสียงเอาไว้ แล้วเดินจากไปอย่างเชื่องช้า
ประจวบเหมาะกับตอนนั้น เผยเจียนและพวกทั้งสี่คนเลิกเรียนพอดี
เดินเรียงหน้ากระดานออกมาจากห้องเรียน บนใบหน้าของคุณชายเสเพลทั้งสี่ล้วนเขียนเอาไว้ด้วยคำว่า 'หดหู่' 'เหนื่อยล้า' และ 'หมดอาลัยตายอยาก' เหมือนกันเป๊ะ
ยากเกินไปแล้ว!
ด้วยระดับความห่วยแตกเรื่องการเรียนของพวกเขาทั้งสี่ จะสามารถเขียน "วีรบุรุษทั้งเจ็ด แมวรุ้งกระต่ายคราม" ออกมาได้จริงๆ หรือ?
เมื่อวาน เผยเจียนและพรรคพวกยังเลือดลมสูบฉีดและเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอยู่เลย
แต่มาวันนี้ เริ่มแรกก็โดนอาจารย์อู๋เยาะเย้ยถากถางไปยกหนึ่ง ซ้ำยังต้องเข้าเรียนอีกหนึ่งคาบ คุณชายเสเพลทั้งสี่จึงถูกกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนักจนใจแป้วไปหมด!
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้เกิดมาเพื่อเรียนหนังสือจริงๆ
เมื่อเห็นสีหน้าของทั้งสี่คนแต่ไกล ชุยเซี่ยนก็กระจ่างแจ้งแก่ใจ กำลังขบคิดอยู่ว่าจะฉีดเลือดไก่กระตุ้นความฮึกเหิมให้คุณชายเหล่านี้อย่างไรดี
คิดไม่ถึงว่าพอเห็นชุยเซี่ยน สีหน้าของทั้งสี่ก็พลันฮึกเหิมขึ้นมาพร้อมกัน
เผยเจียนพุ่งเข้ามาก่อนเป็นคนแรกแล้วกดเสียงต่ำพูดว่า "น้องเซี่ยน ไป พวกเรากลับบ้านกัน"
คุณชายอีกสามคนที่เหลือก็มีสีหน้ามีเลศนัยเช่นเดียวกัน "ใช่ๆ กลับบ้าน มีธุระสำคัญต้องทำ!"
ชุยเซี่ยน: ?
ธุระสำคัญอะไร?
·
ราวหนึ่งถ้วยชาผ่านไป
ภายในห้องหนังสือของเผยเจียน
ชุยเซี่ยนถูกคุณชายทั้งสี่บังคับให้นั่งลงหน้าโต๊ะด้วยสีหน้างุนงง
จากนั้นก็เห็นเผยเจียนกระแอมเบาๆ แล้วหยิบตำรา "คัมภีร์พันอักษร" เล่มหนึ่งออกมาจากหีบหนังสือด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น นำมาวางไว้ตรงหน้าชุยเซี่ยน
ต่อมา เผยเจียนก็อธิบายว่า "น้องเซี่ยน หนังสือเล่มนี้เรียกว่า 'คัมภีร์พันอักษร' เป็นตำราเรียนเล่มแรกที่บัณฑิตทุกคนต้องเรียน ตอนนี้ข้าจะสอนเจ้าอ่านหนังสือ ข้าอ่านหนึ่งประโยค เจ้าก็อ่านตามหนึ่งประโยค"
แม้ชุยเซี่ยนจะเฉลียวฉลาด แต่ชั่วขณะนั้นก็ยังไม่เข้าใจว่าเผยเจียนกำลังเล่นงิ้วฉากไหน จึงลองหยั่งเชิงถามดู "เหตุใดจู่ๆ พี่ใหญ่ถึงจะสอนข้าอ่านหนังสือล่ะ?"
นี่มัน...
ข้าจะพูดออกไปได้อย่างไรว่า เจ้ายื่นเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมหาใดเปรียบอย่าง "วีรบุรุษทั้งเจ็ด แมวรุ้งกระต่ายคราม" ออกมาได้ทั้งที่ยังไม่เคยเรียนหนังสือ ดูยังไงก็เหมือนเด็กอัจฉริยะตัวน้อยชัดๆ
ในฐานะพี่ใหญ่ของเจ้า ข้ากดดันมากนะ
ดังนั้นพวกข้าสี่คนปรึกษากันแล้ว จึงตัดสินใจใช้ "คัมภีร์พันอักษร" มาทดสอบดู ว่าตกลงแล้วเจ้าเป็นเด็กอัจฉริยะตัวน้อยจริงๆ หรือไม่
เผยเจียนข่มความคิดในใจลงไป แล้วปั้นน้ำเป็นตัวอย่างจริงจัง "พี่ใหญ่ของเจ้าอย่างข้า มีราศีของจอหงวน ส่วนอีกสามคนที่อยู่ที่นี่ก็เป็นบัณฑิตผู้มีพรสวรรค์เลื่องชื่อแห่งหนานหยาง เจ้ากำลังจะเขียนหนังสือร่วมกับพวกเรา แต่กลับไม่รู้หนังสือสักตัว มันค่อนข้างจะเป็นตัวถ่วงพวกเราไปหน่อยน่ะ"
จวงจิ่นเสริมอยู่ด้านข้าง "แน่นอนว่าเป็นตัวถ่วงแค่เพียงนิดเดียวเท่านั้น"
หลี่เฮ่ออวี้และเกาฉีพยักหน้าหงึกหงัก "แต่ขอแค่เจ้าอ่านหนังสือออก ก็จะยอดเยี่ยมเหมือนพวกเราแล้ว!"
อ้อ
พอฟังคำพูดเหล่านี้จบ ชุยเซี่ยนก็พอจะเข้าใจความคิดของคุณชายทั้งสี่แล้ว
เขาข่มรอยยิ้มในแววตาลง ตัดสินใจตามน้ำไป แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวแล้วพยักหน้าตอบ "ตกลง! ขอให้บัณฑิตผู้มีพรสวรรค์ทั้งสี่วางใจ ข้าจะตั้งใจเรียนอย่างแน่นอน"
ดังนั้น เผยเจียนจึงเปิด "คัมภีร์พันอักษร" เล่มนั้น ชี้ไปที่เนื้อหาด้านบนแล้วพูดกับชุยเซี่ยนว่า "มา ข้าจะอ่านหนึ่งรอบ เจ้าก็อ่านตามหนึ่งรอบนะ... ฟ้าดินดำเหลือง จักรวาลกว้างใหญ่ไพศาล ตะวันจันทร์เต็มดวงเว้าแหว่ง ดวงดาวเรียงราย..."
ชุยเซี่ยนอ่านออกเสียงตาม "ฟ้าดินดำเหลือง จักรวาลกว้างใหญ่ไพศาล ตะวันจันทร์เต็มดวงเว้าแหว่ง ดวงดาวเรียงราย"
ในฐานะตำราเรียนเล่มแรกของบัณฑิตยุคโบราณ "คัมภีร์พันอักษร" ทั้งเล่มมีตัวอักษรจีนหนึ่งพันตัวที่ไม่ซ้ำกัน สัมผัสคล้องจองงดงาม และมีเนื้อหาอุดมสมบูรณ์
ครอบคลุมความรู้หลากหลายด้าน ทั้งดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และคุณธรรม
เดิมทีชุยเซี่ยนยังขบคิดอยู่ว่าจะเนียนผ่านการเรียนขั้นพื้นฐาน แล้วข้ามไปเรียน 'ชั้นกลาง' หรือ 'ชั้นสูง' ได้อย่างไร
ตอนนี้ โอกาสมาถึงแล้ว
คุณชายเสเพลทั้งสี่กำลังสอนหนังสือขั้นพื้นฐานให้เขา!
วันหน้าหากมีคนถามขึ้นมา ชุยเซี่ยนก็สามารถตอบไปตามตรงได้อย่างสบายใจว่า "เรียนหนังสือเหรอ? พี่ใหญ่ของข้าเป็นคนสอนน่ะสิ!"
ภายในห้องหนังสือ
ภายใต้สายตาจับจ้องอย่างตึงเครียดของคุณชายเสเพลอีกสามคน เผยเจียนก็พาชุยเซี่ยนอ่านออกเสียงคัมภีร์พันอักษร
เผยเจียนอ่านหนึ่งรอบ
ชุยเซี่ยนอ่านทวนตามหนึ่งรอบ
เนิ่นนานให้หลัง ในที่สุดก็อ่านจบเล่ม
เผยเจียนดื่มน้ำไปอึกหนึ่งเพื่อช่วยให้ลำคอที่แห้งผากชุ่มชื้นขึ้น แล้วเลียนแบบท่าทางของอาจารย์อู๋โดยจิตใต้สำนึก ก่อนจะเอ่ยว่า "เรียนรู้เรื่องแล้วใช่ไหม"
"เรียนรู้เรื่องแล้ว"
เมื่อเห็นเผยเจียนอ่านจบและกำลังดื่มน้ำแก้คอแห้ง
จวงจิ่นก็รีบเข้ามารับช่วงต่อทันที แล้วพูดกับชุยเซี่ยนว่า "น้องเซี่ยน ยังเรียนไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไร มา ข้าจะพาเจ้าอ่านอีกรอบ... เดี๋ยวนะ?"
จวงจิ่นพูดไปได้ครึ่งประโยคก็พลันได้สติกลับมา จึงขึ้นเสียงสูงถามว่า "เมื่อกี้เจ้าว่าอะไรนะ เรียนรู้เรื่องแล้ว?"
คุณชายอีกสามคนที่เหลือก็มองมาอย่างไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน
มือที่ถือถ้วยชาของเผยเจียนสั่นเทาเล็กน้อย เกือบจะจับเอาไว้ไม่อยู่
เมื่อเผชิญกับสายตาตกตะลึงของคนทั้งสี่ ชุยเซี่ยนก็พยักหน้าอย่างใสซื่อ "ใช่แล้ว"
เป็นไปได้อย่างไร!
เผยเจียนไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ รีบวางถ้วยชาลงแล้วเปิด "คัมภีร์พันอักษร" ไปที่หน้าแรก "ในเมื่อเรียนรู้เรื่องแล้ว เช่นนั้นเจ้าก็ลองอ่านเองดูสักรอบสิ"
คุณชายอีกสามคนจ้องมองชุยเซี่ยนเขม็ง
จากนั้นก็เห็นชุยเซี่ยนพยักหน้า หยิบหนังสือขึ้นมา แล้วเริ่มอ่านออกเสียงด้วยถ้อยคำฉะฉานชัดเจน "ฟ้าดินดำเหลือง จักรวาลกว้างใหญ่ไพศาล ตะวันจันทร์เต็มดวงเว้าแหว่ง ดวงดาวเรียงราย..."
"ปลอบราษฎรปราบคนพาล โจวฟาและซางทัง นั่งว่าราชการไต่ถามมรรคา ปกครองแผ่นดินสงบร่มเย็น"
"พระราชวังใหญ่โตโอ่อ่า หอสังเกตการณ์สูงตระหง่านน่าสะพรึง วาดภาพสรรพสัตว์ ระบายสีทวยเทพ"
ภายในห้องหนังสือ
ชุยเซี่ยนถือ "คัมภีร์พันอักษร" ไว้ในมือ อ่านออกเสียงทีละคำทีละประโยค
ในตอนแรก
คุณชายทั้งสี่มีสีหน้าเคลือบแคลงสงสัย บนใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
ครู่ต่อมา พวกเขาก็เบิกตากว้างขึ้นพร้อมกัน
ไม่ใช่สิ นี่อ่านได้จริงๆ เหรอ?
แต่ก็น่าจะแค่อ่านประโยคแรกๆ ได้เท่านั้นแหละมั้ง
ทว่าชุยเซี่ยนอ่านประโยคแรกๆ จบแล้วก็ยังคงไม่หยุดพัก และอ่านต่อไปอย่างลื่นไหลเป็นอย่างมาก
อีกทั้งยังอ่านไม่ผิดเลยแม้แต่ตัวเดียว!
ปากของเผยเจียนอ้ากว้างจนแทบจะยัดกำปั้นลงไปได้
หลี่เฮ่ออวี้มีสีหน้าเหม่อลอย
เกาฉีสูดลมหายใจหนาวเหน็บ
ริมฝีปากของจวงจิ่นสั่นระริก พร่ำพึมพำคำว่า 'เป็นไปไม่ได้' อยู่ตลอดเวลา
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันราวกับความตาย
"ความรู้น้อยนิดหูตาคับแคบ โง่เขลาเบาปัญญาเปรียบดั่งตัวตลก คำช่วยเสริมน้ำเสียงนั้นไซร้ คือ เยียน ไจ หู เยี่ย"
จนกระทั่งชุยเซี่ยนอ่านประโยคสุดท้ายจบ ปิดหนังสือลง แล้วพูดว่า "ข้าอ่านจบแล้ว"
หากเปลี่ยนเป็นอาจารย์ในสถานศึกษามาสอน ชุยเซี่ยนคงไม่ทำเช่นนี้แน่
ตอนนี้เขาเพียงแค่รังแกพวกคุณชายเสเพลที่เรียนห่วยแตกและไร้ประสบการณ์เหล่านี้ เพราะหลอกง่ายดีก็เท่านั้น
ประจวบเหมาะกับที่ทั้งสี่คนยังสร้างภาพลักษณ์ 'เด็กอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์' ให้ตัวเอง พอมาเจอชุยเซี่ยนที่เป็นอัจฉริยะตัวจริง จึงไม่มีความมั่นใจพอที่จะตั้งข้อสงสัยเลยจริงๆ
"..."
คุณชายเสเพลทั้งสี่มองหน้ากันและกัน ต่างก็เห็นสีหน้าตกตะลึงราวกับ 'เห็นผี' ของอีกฝ่าย
เนิ่นนานให้หลัง เผยเจียนที่ยังไม่ยอมตัดใจก็ลองหยั่งเชิงถามดู "น้องเซี่ยน เมื่อก่อนตอนอยู่บ้าน เจ้าเคยเรียน 'คัมภีร์พันอักษร' มาก่อนใช่ไหม?"
เมื่อคุณชายเสเพลอีกสามคนที่เหลือได้ยินเช่นนั้น ในแววตาก็ทอประกายแห่งความหวังขึ้นมาทันที: ต้องเป็นเช่นนั้นแน่! เมื่อก่อนชุยเซี่ยนต้องเคยเรียนมาแล้วชัวร์! ในโลกนี้ จะมีคนที่อ่าน 'คัมภีร์พันอักษร' แค่รอบเดียวก็เรียนรู้เรื่องเลยได้อย่างไรกัน!
ไม่มีอัจฉริยะแบบนี้อยู่จริงเด็ดขาด!
เจ้าเป็นแบบนี้ แล้วจะให้คนไร้ค่าอย่างพวกเรามีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร?
ทว่า วันนี้คุณชายเสเพลทั้งสี่ถูกกำหนดมาแล้วว่าจะต้องผิดหวัง
เห็นเพียงชุยเซี่ยนส่ายหน้า "ตอนอยู่บ้านข้าเคยเรียนแค่ 'คัมภีร์สามอักษร' กับท่านพ่อ ไม่เคยเรียน 'คัมภีร์พันอักษร' เลยนะ เมื่อครู่พี่ใหญ่พาข้าอ่าน 'คัมภีร์พันอักษร' แล้วข้าก็เรียนรู้เรื่องเลย พี่ใหญ่สอนเก่งจริงๆ!"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ชุยเซี่ยนก็แสร้งทำเป็นมองทั้งสี่คนอย่างกระวนกระวายใจ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและต่ำต้อย "จริงสิ เหตุใดพี่ใหญ่ถึงถามเช่นนั้นล่ะ? หรือเป็นเพราะข้าโง่เขลาเกินไป เลยอ่านผิดหมดเลย? เฮ้อ อิจฉาพี่ใหญ่กับพวกท่านทั้งสามที่เป็นบัณฑิตผู้มีพรสวรรค์จริงๆ ที่มีพรสวรรค์อันน่าทึ่งและเต็มเปี่ยมไปด้วยความสามารถมาตั้งแต่เด็ก"
"ไม่เหมือนข้า ที่โง่เกินไป เรียนอะไรก็ไม่รู้เรื่องเลย"
ทั้งสี่คน: "..."
ไม่ เจ้าไม่ผิด
พวกเราต่างหากที่ผิด
พวกเราผิดตรงที่ คนไร้ค่าอย่างพวกเรา ไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เลย
ที่ผิดยิ่งกว่าก็คือ คนไร้ค่าทั้งสี่อย่างพวกเรา ดันมาอวดรู้ต่อหน้าเจ้า โดยเรียกตัวเองว่าเป็นเด็กอัจฉริยะ
"ก็... ก็ยังดี ความจริงแล้วเจ้า ซี้ด ก็ถือว่ายอดเยี่ยมอยู่ พอจะนำมาเทียบเคียงกับพวกเราได้บ้าง"
ครู่ใหญ่ต่อมา
เผยเจียนพูดคำพูดฝืนใจเหล่านี้ออกมาอย่างยากลำบาก จากนั้นก็พูดอีกว่า "เอาอย่างนี้ น้องเซี่ยน เจ้า เจ้าออกไปก่อน พวกข้าสามคนจะเริ่มทำการบ้านแล้ว"
ชุยเซี่ยนพยักหน้า ลุกขึ้นแล้วเดินจากไป
เมื่อแน่ใจว่าชุยเซี่ยนไปแล้ว ร่างของเผยเจียนก็อ่อนยวบทรุดลงไปกองกับพื้น พึมพำด้วยความตกตะลึงว่า "บนโลกใบนี้ ถึงกับมีอัจฉริยะขั้นสุดยอดที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้อยู่ด้วย! ที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ เขายังยอมรับข้าเป็นพี่ใหญ่อีก! นี่... นี่จะทำอย่างไรดีเล่า!"
อีกสามคนที่เหลือก็มีสีหน้าเหม่อลอยเช่นเดียวกัน เอาแต่สูดลมหายใจหนาวเหน็บไม่หยุด
หากเปลี่ยนเป็นอาจารย์ในสถานศึกษาอย่างอู๋ชิงหลาน หรือนักเรียนธรรมดาในสถานศึกษาของตระกูล คาดว่าตอนนี้คงจะตั้งข้อสงสัยเป็นอันดับแรกไปแล้ว
ประจวบเหมาะกับนักเรียนห่วยแตกทั้งสี่คนนี้ ที่เรียนไม่เอาไหน ในฐานะไม้ผุ จะกล้ามีความมั่นใจไปตั้งข้อสงสัยอัจฉริยะได้อย่างไร?
ไม่ๆๆ
ชุยเซี่ยนนี่ไม่ใช่แค่อัจฉริยะแล้ว แต่เป็นอัจฉริยะขั้นสุดยอดไร้เทียมทานที่น่าสะพรึงกลัวต่างหาก!
เมื่อเผยเจียนและพวกทั้งสี่คนนึกย้อนไปถึงเรื่องขี้โม้ที่ตัวเองเคยเป่าหูชุยเซี่ยนเอาไว้ในช่วงหลายวันนี้ ก็รู้สึกละอายใจจนทนไม่ไหว อับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี
ครู่ใหญ่ต่อมา
จวงจิ่นพึมพำว่า "...ต้องแนะนำน้องชุยเซี่ยนให้อาจารย์อู๋รู้จักไหม? อาจารย์อู๋ขึ้นชื่อเรื่องความรักหวงแหนคนเก่ง เขาจะต้องลงมือสั่งสอนน้องเซี่ยนด้วยตัวเองอย่างแน่นอน"