“ไม่เห็นต้องลำบากเลย”
ผมตั้งใจจะวาดภาพเหมือนเป็นของขวัญวันเกิดให้ แต่คุณปู่กลับเอาแต่ปฏิเสธ
“ใช้เวลาไม่นานหรอกครับ”
“ใช่ค่ะ คุณปู่จะได้เป็นนายแบบคนแรกของฮุนไงคะ?”
“อะแฮ่ม…”
ตอนที่ผมพยายามขอท่าน ท่านก็เอาแต่ปฏิเสธ แต่พอจางมีแรพูด ท่านก็ยอมโพสท่าแบบไม่เต็มใจนัก
ผมเริ่มสังเกตคุณปู่อย่างใจเย็น
คนอื่นอาจมองยังไงไม่รู้ แต่สำหรับผม คุณปู่คือคนที่ใจดีและขี้เล่น
แม้ว่าเราจะอยู่ด้วยกันแค่สองสามเดือน
แต่มันก็ทำให้ผมได้เข้าใจว่า "ครอบครัว" คืออะไร
สำหรับพ่อ ผมเป็นแค่คนที่น่าละอาย
แม้แต่ลุงและน้องสาวก็เห็นผมเป็นเพียงตัวปัญหาและไร้ค่า
แม่ของผม… ทำได้แค่รู้สึกสงสาร
มีแค่ธีโอเท่านั้นที่บอกว่าผมมีจิตวิญญาณของศิลปินและคอยให้กำลังใจ
แล้วคุณปู่… คือคนที่มอบความอบอุ่นของครอบครัวให้ผม
เป็นคนที่เข้าใจภาพวาดของผมลึกซึ้งยิ่งกว่าใคร โดยไม่ต้องเสแสร้ง
ดวงตาคมกริบนั้น เวลาที่มองมาที่ผม มันช่างอ่อนโยนเหลือเกิน
และอ้อมกอดแข็งแรงนั้น เวลาที่โอบกอดผม มันอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
แม้จะรู้สึกผิดกับความรักนั้น ผมก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า “ถ้าคุณปู่เป็นปู่แท้ ๆ ของผมก็คงดี”
ผมหยิบดินสอสีขึ้นมา
ทั้งคุณปู่และจางมีแร ผมวาดรูปร่างออกมาอย่างแม่นยำ
ไม่เหมือนปิกัสโซที่มักจะมีการพูดเกินจริงหรือย่อสัดส่วน ผมพยายามถ่ายทอดทุกอย่างออกมาให้ละเอียดที่สุด
แม้จะมีความต่างในวิธีการ ก็ไม่มีฝ่ายไหนผิด
ตรงกันข้าม ผมอยากบอกว่าทั้งสองแบบก็ถูกต้อง และยอดเยี่ยมทั้งคู่
ปิกัสโซถ่ายทอดแก่นแท้ของสิ่งของอย่างเรียบง่าย ส่วนคุณปู่กับจางมีแรนั้นวาดความงามที่ไม่มีอยู่จริงให้ดูสมจริง
แม้จะแตกต่างกัน แต่ทั้งสามก็มีจุดร่วมกันอยู่
คือการใช้ “สี” อย่างเต็มที่ เพื่อเติมชีวิตให้กับผลงาน
โดยเฉพาะคุณปู่กับจางมีแร มีความเข้าใจในเรื่องสีที่เกินความคาดหมายของผมไปมาก
จะมีจิตรกรสักกี่คนที่เข้าใจอารมณ์ของสีได้ชัดเจนขนาดนี้กันนะ?
‘ฮึ่ม…’
ผมสังเกตอีกครั้งอย่างละเอียด
ดวงตาคมเข้ม และร่องรอยของกาลเวลารอบดวงตานั้น
ริ้วรอยและผิวหนัง ค่อยจัดการทีหลัง หลังจากจับรูปทรงโดยรวมได้แล้ว
‘อบอุ่นเข้าไว้’
แม้ผิวของคุณปู่จะออกสีแทนสุขภาพดี แต่ผมอยากถ่ายทอดให้รู้สึกอบอุ่นและอ่อนโยนกว่านั้น
ผมลงพื้นด้วยสีพีชอ่อน
แล้วใช้พีชเบจที่ชัดกว่าเพื่อเก็บรายละเอียดพื้นผิว
ส่วนเงาในร่องลึกและรอยย่น ผมทับด้วยสีเบจและพีช เพื่อให้บรรยากาศโดยรวมดูสว่างและอบอุ่น
ผมลงเงาใต้ตาและหน้าผาก ซึ่งมีริ้วรอยลึกพอควร
อายุหกสิบสี่แล้ว…
แม้ผมจะไม่ได้อยู่กับท่านมาตลอดชีวิต
แต่แค่การที่ท่านปฏิบัติกับผมในฐานะศิษย์ที่อายุน้อยกว่าอย่างนอบน้อม และถามไถ่สารทุกข์สุขดิบอยู่เสมอ ก็เพียงพอแล้ว
ของขวัญที่วางกองอยู่เต็มหน้าประตูบ้าน
และผลงานศิลปะที่มากพอจะล้นห้องทำงาน
ทุกอย่างมันบอกผมว่าท่านใช้ชีวิตอย่างไรมา
ท่านดูแลคนรอบข้างด้วยความรัก
แต่เก็บความมุ่งมั่นอันแรงกล้าไว้ในผืนผ้าใบ
ในหมู่จิตรกร จะมีใครอีกไหมที่มีความเป็นมนุษย์สูงขนาดนี้
ผมนับถือท่านจากใจจริง
ผมใช้สีน้ำตาลอ่อนลงรายละเอียดดวงตาและรูจมูก รวมถึงเส้นเงาต่าง ๆ อย่างมั่นคง
แล้วในตอนที่มือผมแตะลงไปบนหน้าผาก
ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ผมขาวที่แทรกอยู่ระหว่างผมดำ ก็เป็นเพียงร่องรอยของกาลเวลาเท่านั้น
มันไม่ได้หมายถึงความชราและโรยรา
แต่เป็นสิ่งที่บอกเล่าว่าคุณโกซูยอล ศิลปินผู้นี้ได้ยึดมั่นในคุณค่าของตนเองมายาวนานเพียงใด
แทนที่จะใช้สีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ผมคิดว่าสีเทาอ่อนแบบอบอุ่นน่าจะเหมาะกว่า
ผมระบายอย่างนุ่มนวลด้วยสีเทาอ่อนที่ดูอบอุ่นและสะอาด
‘อืม…’
จากนั้นเพิ่มสีเข้มบางจุดเพื่อเน้นส่วนที่ต้องการให้เด่นขึ้น และค่อย ๆ เติมสีลงไปทั่วภาพ
เพื่อให้รู้สึกถึงเลือดฝาดและความมีชีวิตชีวา ผมพยายามเติมสีชมพูอ่อนที่แก้ม จมูก และรอบดวงตา แล้วก็แอบผสมสีเหลืองกับน้ำเงินเข้าไปเล็กน้อย
‘การเพิ่มความหนาแน่นของสีให้ดูสมจริงกว่านี้ก็คงดี’
แต่ผมรู้สึกว่าการปล่อยให้พื้นผิวของสีไม้ยังคงชัดอยู่แบบนี้กลับให้เสน่ห์เฉพาะตัว
เมื่อถอยออกมาดูจากระยะหนึ่ง ก็รู้สึกว่าภาพออกมาดีทีเดียว
ถึงแม้ว่าผมจะวาดภาพนี้อย่างกะทันหันเพราะได้รับแรงบันดาลใจจากจางมีแรก็เถอะ
มันอาจจะยังไม่สมจริงเท่ากับของเธอ
แต่การที่ผมได้ค้นพบว่าวิธีการแสดงออกแบบนี้ก็เป็นไปได้และสนุกไม่แพ้กัน มันทำให้การวาดรูปกลายเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม
และตอนนี้ ผมก็พอใจกับคุณปู่ผู้เข้มแข็งแต่อ่อนโยนท่านนี้
“เสร็จแล้วครับ”
ผมถือภาพวาดเดินเข้าไปหาคุณปู่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ท่านเอาแต่ปฏิเสธ แต่ตอนนี้กลับดูดีใจไม่น้อย
“ไหน ขอดูหน่อยสิ”
จางมีแรที่เล่นแท็บเล็ตอยู่ข้าง ๆ ตลอดตอนผมวาดรูป ก็ก้าวเข้ามาดูด้วย
“…”
“ฮึ”
นี่คือภาพเหมือนที่ผมพยายามทดลองเทคนิคใหม่ด้วยสีไม้ที่ฝึกมาไม่นาน แต่จางมีแรกลับหัวเราะ
“ไม่ใช่หัวเราะเพราะตลกนะ! วาดออกมาดีมากเลย ฉันนึกว่าเธอไม่ถนัดการสเก็ตช์ซะอีก ไปฝึกตอนไหนกันเนี่ย?”
ผมฝึกมาตลอดจากการดูภาพที่คุณปู่วาด
“ดูเหมือนเสือเลย… เสือขาวที่ดูน่าเกรงขามแต่นุ่มนวล ถ่ายทอดภาพลักษณ์ออกมาได้ดีมาก ฮึๆ”
เธอหัวเราะอีกแล้ว
“เสือขาวคืออะไรเหรอครับ?”
“เสือที่มีขนสีขาวน่ะ”
“เสือเหรอ?”
จางมีแรเปิดแท็บเล็ตค้นรูปเสือมาให้ดู
อย่างที่เธอพูดจริง ๆ เสือในภาพดูแข็งแกร่งแต่ก็มีแววตาเมตตา คล้ายกับคุณปู่ไม่มีผิด
“ขอบใจมากนะ”
คุณปู่ลูบหัวผมและมองผมอยู่นาน
ปฏิกิริยาของท่านมันชวนรู้สึกประหลาดใจ
‘ไม่ถูกใจท่านรึเปล่านะ?’
ผมตั้งใจวาดภาพนี้มากเพื่อถ่ายทอดความสง่างามและจิตใจที่งดงามของท่าน… ดูเหมือนจะล้มเหลวแฮะ
ต้องหาจังหวะวาดให้ท่านใหม่อีกทีแล้ว
วันต่อมา
ผมนอนตื่นสาย เพราะเมื่อคืนวาดภาพในแท็บเล็ตจนดึก
พอลืมตาขึ้นอีกทีก็เกือบเที่ยงแล้ว และไม่มีใครอยู่บ้านเลย
ผมเปิด “ตู้เย็นแห่งพรมนุษยชาติ” หยิบนมสดออกมาดื่ม แล้วคุณปู่ก็กลับเข้ามา
“คุณปู่ไปไหนมาเหรอครับ?”
ผมของคุณปู่… ดำสนิท
ไม่มีแม้แต่ผมขาวให้เห็นเลยสักเส้นเดียว เหมือนกับไปลงสีมา
“เกิดอะไรขึ้นกับผมของคุณปู่ครับ?”
“ยาย้อมผมน่ะ ดูหนุ่มขึ้นใช่ไหมล่ะ?”
“แต่ผมขาวมันก็ดูเท่ดีแล้วนะครับ…”
“ดูสุขภาพดีไม่ใช่เหรอ? ถึงจะพูดเองก็เถอะ แต่ที่ร้านทำผมเขาบอกว่าฉันดูเด็กลงตั้งสิบปีแน่ะ ฮ่าๆๆ!”
น่าเสียดายจริง ๆ
...
พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางไปยุโรป ผมจึงวุ่นวายอยู่กับการตรวจสอบโน่นนี่ แต่ดูเหมือนจะมีใครบางคนมาหา
ขณะที่ผมกำลังเลือกอยู่ว่าจะพกดินสอสีอะไรไปดีโดยไม่ใส่ใจเสียงรอบข้าง
“ฮุน มานี่หน่อยสิ”
คุณปู่เรียกผม
เมื่อเดินออกไป ก็พบชายคนหนึ่งที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน เขายิ้มทักทายอย่างเป็นกันเอง
เขาดูเป็นคนใจดี มีแววตาอบอุ่น
คนสมัยนี้ดูอ่อนกว่าวัยจริง ผมคาดว่าเขาน่าจะอายุสักสี่สิบต้นๆ
“ยินดีที่ได้รู้จักนะ ฮุน”
ทั้งนักเรียนจางมีแรและชายคนนี้ ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพวกเขาถึงรู้จักชื่อผม
“สวัสดีครับ”
“ฉันชื่อบังแทโฮ เป็นภัณฑารักษ์จากพิพิธภัณฑ์ศิลปะแพอุม”
พิพิธภัณฑ์ศิลปะแพอุม... เป็นที่ที่ผมไปเที่ยวกับคุณปู่เป็นครั้งแรก
ถ้าคนจากที่นั่นมาหาผมด้วยตัวเองแบบนี้ หรือว่าจะมีข่าวดีเรื่องจัดนิทรรศการ?
“จริงๆ แล้วนะ ฉันเห็นภาพดอกทานตะวันที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะโซล มันสุดยอดมากเลย”
“เหรอครับ? ดีใจจัง”
“ใช่ มันอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้หรอก แต่ภาพนั้นมันเต็มไปด้วยพลังชีวิต แสงสีทองที่เปล่งออกมาจากทานตะวันที่มีบาดแผล เหมือนกับมันกำลังบอกฉันว่า ‘เธอก็ทำได้นะ’ ยังไงอย่างนั้นเลย”
เจตนาของผม ถูกถ่ายทอดออกไปอย่างแม่นยำ
“ขอบคุณครับ”
บังแทโฮยิ้มบาง ๆ
“เพราะแบบนั้นแหละ ฉันเลยอยากมาคุยเรื่องจัดแสดงงานของเธอ ฮุน พอจะให้ฉันดูภาพวาดที่เคยทำไว้ได้ไหม?”
คุณปู่พยักหน้าเบา ๆ
“ได้เลยครับ ยินดีมาก”
คนที่คุณปู่แนะนำให้รู้จัก ย่อมไม่ใช่คนไม่น่าไว้ใจ และที่สำคัญ เขาเป็นคนที่เข้าใจภาพวาดของผมได้ลึกซึ้ง ผมจึงเชื่อใจเขาได้
ผมพาเขาไปที่ห้องทำงานที่คุณปู่จัดไว้ให้
ช่วงนี้ผมมัวแต่ฝึกใช้ดินสอสีและพู่กันหมึกจีน ก็เลยไม่มีงานที่ถูกใจตัวเองสักเท่าไหร่
“ตามสบายนะครับ”
“ขอบใจนะ”
บังแทโฮเดินดูรอบห้องอย่างช้า ๆ เขาหยุดดูที่บางภาพ แต่โดยรวมแล้วดูเหมือนไม่ค่อยสนใจเท่าไรนัก
เขาลูบคางเหมือนกำลังครุ่นคิด
“ฝึกวาดภาพหมึกจีนเยอะเลยนะ”
“ครับ กำลังฝึกอยู่”
“ไม่มีสีน้ำหรือสีน้ำมันเลยเหรอ?”
“ตอนนี้ยังไม่ได้วาดครับ”
เขาแสดงสีหน้าเสียดายอย่างเห็นได้ชัด
แม้ผมจะวาดวันละภาพ แต่เพิ่งเริ่มฝึกภาพวาดหมึกจีนไม่นานนัก จึงยังไม่มีภาพไหนที่ผมรู้สึกพอใจจริง ๆ
ส่วนภาพสีไม้ก็ไม่มีงานไหนที่น่าภูมิใจเท่ากับภาพเหมือนของคุณปู่
เขาดูไม่ใช่คนที่มาตามหาภาพของ ‘โกฮุน’ ที่ขายได้ 2.8 พันล้านวอน แต่เป็นคนที่กำลังมองหาภาพเดียวกัน... ความรู้สึกแบบนั้นทำให้ผมเชื่อใจเขามากขึ้น
“ขอให้กลับมาอีกครั้งในอีกสามเดือนนะครับ”
“หือ?”
“ตอนนี้ผมกำลังฝึกวาดภาพหมึกจีนอยู่ เลยยังไม่มีภาพสีน้ำมัน แต่หลังจากกลับจากยุโรป เดี๋ยวจะวาดไว้หลายๆ ภาพครับ”
ถึงจะเดินทางไปยุโรปตั้งสองเดือน แต่ผมก็ยังมีเวลาอีกเดือนหนึ่ง
ถ้าขยันวาด ก็น่าจะเตรียมได้เกิน 20 ภาพแน่นอน
แถมมีสิ่งที่อยากวาดอยู่เต็มหัวไปหมด
“อืม ได้สิ ฉันจะตั้งตารอเลยนะ อาจารย์”
บังแทโฮโค้งให้คุณปู่ และคุณปู่ก็โค้งตอบ
ระหว่างเดินไปส่งเขาที่ห้องนั่งเล่น บังแทโฮถามถึงเรื่องเดินทาง
“ไปยุโรปเพราะเรื่องเรียนเหรอ?”
“ครับ ผมจะไปดูพิพิธภัณฑ์ศิลปะ”
“โอ้ ที่ไหนเหรอ?”
“พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะครับ”
“โอ้โห สุดยอดเลย! เห็นเธอดูจะชอบแวนโก๊ะนะ ภาพดอกทานตะวันของเธอ... มันให้ความรู้สึกเหมือนแวนโก๊ะลองวาดภาพแนวตะวันออกยังไงยังงั้นเลย”
“……”
ผีชัด ๆ
ผมจ้องเขาแน่นิ่งด้วยความสงสัยว่าเป็นใครกันแน่ เขากลับรีบยกฝ่ามือขึ้นส่ายหน้า
“อ่า ไม่ได้หมายความในแง่ลบเลยนะ แค่จะบอกว่ามันยอดเยี่ยมขนาดนั้นจริง ๆ สีเหลืองในภาพนั้นน่ะ มันสุดยอดเลย ถ้าจะใช้คำของแวนโก๊ะก็คงเรียกได้ว่า เป็น ‘สีทองที่หลอมละลายอยู่’ นั่นแหละ”
แค่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันประมาณ 20 นาที แต่ผมก็รู้สึกไว้ใจเขาอย่างประหลาด
“ขอบคุณครับ”
เขายิ้มบาง ๆ
“งั้นฉันจะตั้งตารอนะ ขอให้สนุกกับการเดินทางล่ะ”
ผมพยักหน้ารับ
“อาจารย์ วันนี้ต้องขอรบกวนด้วยครับ ไว้เจอกันอีกนะครับ”
“ครับ ขอบคุณมากที่มา”
ทันทีที่บังแทโฮเดินออกไปและประตูปิดลง คุณปู่ก็หันมาถามทันที
“ทำไมถึงบอกให้เขามาใหม่อีกครั้ง?”
“เพราะผมยังไม่พอใจกับภาพที่มีตอนนี้น่ะครับ”
“อืม…”
คุณปู่พยักหน้า แล้วก็ถามอีกคำ
“แล้วทำไมถึงเอาภาพที่ตัวเองยังไม่พอใจมาให้เขาดูล่ะ?”
“มันก็ยังเป็นภาพของผมนี่ครับ ในเมื่อเขาอยากเห็น ผมก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องซ่อนมันไว้”
คุณปู่ตบเบา ๆ ที่สะโพก ดูไม่ออกว่าเพราะอะไร แต่แววตาท่านดูพอใจอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากดูผลงานของโกฮุนแล้ว บังแทโฮก็หัวเราะเบา ๆ อย่างรู้สึกเสียดาย
แม้ว่าจะมีผลงานดี ๆ อยู่หลายชิ้น แต่ก็ไม่มีภาพไหนที่สามารถสะกิดใจเขาได้เท่ากับภาพดอกทานตะวันที่เคยเห็นมาก่อน
ด้วยความรู้สึกเสียดาย เขากำลังคิดว่าจะทำอย่างไรดี แต่โกฮุนกลับเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน
ขอให้เขากลับมาใหม่อีกครั้งในอีกสามเดือน
‘แสดงว่าไม่ได้ตั้งใจจะจัดนิทรรศการตั้งแต่แรกสินะ’
การบอกให้กลับมาใหม่อีกครั้ง เพราะยังไม่มีงานที่พร้อมจะแสดง ใคร ๆ ก็พูดแบบนั้นได้
แต่ถ้าคู่สนทนาเป็นภัณฑารักษ์จากพิพิธภัณฑ์ WH แพอุมล่ะก็ เรื่องมันเปลี่ยนไปทันที
WH แพอุม คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในประเทศ และการได้รับเชิญให้แสดงงานที่นั่นถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งในวงการ
โดยเฉพาะถ้าได้ร่วมงานกับบังแทโฮ ภัณฑารักษ์ประจำที่นั่นแล้วละก็ ศิลปินส่วนใหญ่ต่างพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อจะได้นำเสนอผลงานของตน
แต่เด็กชายวัยสิบขวบกลับแตกต่าง
บางทีเขาอาจจะยังไม่รู้ว่าการถูกเชิญไปที่ WH แพอุมมีความหมายใหญ่โตเพียงใด
แต่ที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือ ความสามารถในการประเมินตนเองว่า "ตอนนี้ยังไม่มีผลงานที่คู่ควรแก่การจัดแสดง"
ยิ่งไปกว่านั้น
‘เขาบอกว่ากำลังฝึกอยู่สินะ’
เขาไม่ลังเลเลยที่จะเผยให้เห็นภาพร่าง หรือผลงานที่ยังไม่สมบูรณ์
อาจจะเป็นเพราะยังเด็กและยังบริสุทธิ์อยู่ก็ได้
ทั้ง ๆ ที่การเปิดเผยจุดอ่อนของตัวเองไม่น่าใช่เรื่องน่ายินดี แต่โกฮุนก็เปิดให้ดูทุกภาพอย่างไม่ปิดบัง แม้จะมีผลงานบางชิ้นที่คุณภาพดีพอจะจัดแสดงได้ก็ตาม
แต่บังแทโฮเลือกที่จะเชื่อคำพูดของโกฮุนและภาพดอกทานตะวันที่ตนได้เห็นกับตา
‘สามเดือน... เขาจะวาดได้สักกี่ภาพกันนะ ไหนจะต้องไปเที่ยวอีก อย่างมากก็คงสี่ห้าภาพนั่นแหละ’
แม้จะยังไม่เพียงพอสำหรับการจัดแสดงเดี่ยว
แต่ในฐานะคนที่เริ่มสนใจศิลปะเพราะภาพดอกทานตะวันของวินเซนต์ แวนโก๊ะ บังแทโฮก็อดไม่ได้ที่จะตั้งความหวังไว้กับเด็กชายที่ชวนให้นึกถึงแวนโก๊ะคนนั้น